บทที่ 1 ผู้มากับความตาย (หน้า 2)

      แต่แล้วความเคลื่อนไหวของมันชะงักค้าง ที่แท้ชายหนุ่มชุดเขียวนั้นยืนอยู่ข้างกายมัน ก้มหน้าสำรวจมองคนป่วยบนเตียง

      เล้าเล่าตั่วขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “โอ้วกงจื้อ (คุณชายแซ่โอ้ว) ท่านพบเห็นอันใดหรือ?”

ชายหนุ่มชุดเขียวที่ถูกเรียกหาเป็นโอ้วกงจื้อเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า

      “ยังไม่ แต่หากสามารถตรวจสอบความเป็นมาคนผู้นี้ ไยมิใช่ประเสริฐกว่าฆ่าทิ้งอย่างงมงาย หากว่าคนผู้นี้สวมรอยปลอมแปลงมาพวกเราจะได้รับข้อมูลอันล้ำค่า เล้าเฮียเห็นเป็นอย่างไร?”

เล้าเล่าตั่วยักไหล่กล่าวว่า

      “อย่างนั้นย่อมประเสริฐสุด”

โอ้วกงจื้อกล่าวอีกว่า

      “เมื่อครู่เล้าเฮียแยกแยะถูกต้อง ขอเพียงเป็นผู้ที่ฝึกวิทยายุทธ์สามารถแสร้งเป็นป่วยไข้ ตอนนี้ข้าพเจ้าจะตรวจสอบขั้นต่อไป ดูว่าเสื้อผ้าของคนผู้นี้ ใช่เป็นของชาวประมงหรือไม่ จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีของมันได้แล้ว”

เล้าเล่าตั่วผงกศีรษะติดต่อกัน ผู้คนที่หลงเหลือกลับมีสีหน้ามึนงงสงสัย

โอ้วกงจื้ออธิบายว่า

      “หากมันปลอมเป็นชาวประมง อย่างมากเพยงคลุมเสื้อผ้าเก่าขาดของผู้อื่น เมื่อตรวจสอบเสื้อชั้นในก็จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีของมันได้แล้ว”

เล้าเล่าตั่วผงกศีรษะติดต่อกัน ผู้คนที่หลงเหลือกลับมีสีหน้ามึนงงสงสัย

โอ้วกงจื้ออธิบายว่า

      “หากมันปลอมเป็นชาวประมง อย่างมากเพียงคลุมเสื้อผ้าเก่าขาดของผู้อื่น เมื่อตรวจสอบเสื้อชั้นในก็จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีแท้จริงของมันได้แล้ว”

โจรสลัดที่หลงเหลือค่อยได้คิด โอ้วกงจื้อยื่นมือช้าๆ เลิกผ้าเก่าขาดของผู้อื่น เมื่อตรวจสอบเสื้อชั้นในก็จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีแท้จริงของมันได้แล้ว”

โจรสลัดที่หลงเหลือค่อยได้คิด โอ้วกงจื้อยื่นมือช้าๆ เลิกผ้าห่มขึ้นจากนั้นแบะปกเสื้อของคนป่วยออกเห็นเสื้อผ้าทั้งในและนอกของคนป่วยล้วนเป็นผ้าเนื้อหยาบ ทั้งยังมีกลิ่นคาวปลาและสาบเหงื่อไคล

คนทั้งหมดเห็นเช่นนั้น ล้วนคลายความสงสัยไปสิ้น

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเห็นว่ามันเป็นชาวประมงที่ล้มป่วยจริงๆ ท่านทั้งหลายใช่มีความเห็นเป็นอื่นหรือไม่?” เล้าเล่าตั่วหันกายออกไปก่อน ทางหนึ่งกล่าวว่า

      “คาดว่าไม่ผิดพลาดแล้ว...”

ผู้คนที่หลงเหลือล้วนติดตามมันออกไป เพียงหลงเหลือโอ้วกงจื้อคนเดียว ตั้งชุนฮี้แทบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก มาตรว่านางสะกดอดกลั้นไว้ทันท่วงที แต่สีหน้ายังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโอ้วกงจื้อยังคงก้มศีรษะมองดูคนป่วยบนเตียง กลับไม่จากไปชั่วครู่ค่อยเหลียวหน้าไปยังตั้งชุนฮี้ กล่าวเสียงเย็นชา

      “ไปเฝ้าที่ข้างประตู หากมีคนมาก็กระแอมไอครั้งหนึ่ง”

ตั้งชุนฮี้งงงันวูบใหญ่ ไม่ได้กระทำตามคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่ง โอ้วกงจื้อกล่าวอย่างรำคาญ

      “รีบไป...”

ตั้งชุนฮี้ยังไม่ขยับเคลื่อนไหว ซิมอูบนเตียงพลันลืมตาขึ้นมา ทั้งยังผงกร่างท่อนบนขึ้น โบกมือกล่าวเบาๆ

      “ทำตามคำพูดของมัน” ตั้งชุนฮี้ใจหายวาบ ไม่เข้าใจว่าซิมอูเผยพิรุธอย่างไร ได้แต่พกพาจิตใจที่หวั่นวิตกเดินไปที่ข้างประตู ซิมอูเหลียวมองชายหนุ่มชุดเขียว ยามนี้เพ่งมองในระยะใกล้ยิ่งพบว่าคนผู้นี้ผิวพรรณขาวละเอียดอ่อน คิ้วเรียวตาคม ที่น่าเสียดายคือมุมปากเว้าเป็นเส้นโค้ง แสดงออกซึ่งความเยือกเย็นไร้น้ำใจ ซิมอูยิ้มโดยไม่นำพา กล่าวว่า

      “โอ้วกงจื้อเห็นพิรุธได้อย่างไร?” โอ้วกงจื้อกล่าวอย่างเฉื่อยชา

      “ข้าพเจ้าพอเหยียบย่างเข้าห้อง ก็ทราบว่าท่านแสร้งป่วย” ซิมอูครุ่นคิดในใจ

      ‘เชื้อเชิญมิสู้กระตุ้น หากเราต้องการทราบรายละเอียดกว่านี้สมควรดำเนินแผนนี้’

      ดังนั้นเขาเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่กล่าวว่ากระไร ควรทราบว่าสีหน้าของคนสลับซับซ้อนยิ่ง มาตรว่าเป็นความเคลื่อนไหวอย่างเดียวกัน สมมติเช่นขมวดคิ้ว ก็สามารถแปลความหมายเป็นรัก แค้น ขุ่นข้อง และรำคาญ

หากท่านเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งทำงานผิดพลาด ก็จะขมวดคิ้วเป็นความหมายขุ่นแค้นไม่พอใจ หากพบเห็นบุตรชายคนเล็กลอบขโมยรับประทานเนื้อชิ้นหนึ่ง การขมวดคิ้วของท่านจะแฝงด้วยความหมายรักเอ็นดูแล้ว

โอ้วกงจื้อมองดูรอยยิ้มของเขา สร้างความขุ่นเคืองใจขึ้น กล่าวว่า

      “ท่านไม่เชื่อหรือ?”

      “ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น”

โอ้วกงจื้อแค่นเสียงเฮอะกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าฟังว่ามีคนป่วยผู้หนึ่ง แต่พอเหยียบย่างเข้าห้อง จมูกข้าพเจ้าก็บอกต่อข้าพจเว่าไม่มีเรื่องเช่นนั้น เหตุผลรวบรัดยิ่ง ห้องของคนป่วยมักมีกลิ่นอายสองชนิด หนึ่งเป็นกลิ่นยา หนึ่งเป็นกลิ่นเหงื่อ ไม่ว่าอย่างไรต้องมีอยู่กลิ่นหนึ่ง แต่ห้องหับนี้ไม่มีกลิ่นทั้งสองชนิด แสดงว่าท่านแสร้งป่วย”

ซิมอูมิอาจไม่ตื่นเต้นตระหนก กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ากลับไม่ได้ฉุกคิดถึงข้อนี้”

      “แน่นอน ข้าพเจ้าพอตรวจสอบเสื้อชั้นในของท่านก็ล่วงรู้สติปัญญาของท่าน หากเป็นชนชั้นทั่วไปไหนเลยฉุกคิดถึงการผลัดเปลี่ยนเสื้อชั้นในด้วย?”

ซิมอูเบิกตากล่าวว่า

      “หากสติปัญญาข้าพเจ้าไม่ถึงระดับขั้นนี้ ไยมิใช่ต้องตายใต้คมดาบพวกมันแล้ว?”

      “อาจเป็นไปได้ แต่ท่านอาจมีฝีมือสูงเยี่ยม สามารถรอดชีวิตมาซี่งก็หมายความว่า ขอเพียงมีฝีมือกล้าแข็ง ก็ไม่ตายได้”

      “นั่นก็มิผิด”

ประกายตาของโอ้วกงจื้อเปลี่ยนเป็นคมวาวขึ้นมา เพ่งตาถามว่า

      “ท่านเรียกว่าอะไร ทำอะไร?”

      “ข้าพเจ้าแซ่ซิมนามอู เป็นคนร่อนเร่พเนจร”

โอ้วกงจื้อกล่าวเสียงเย็นชา

      “ต่อให้เป็นคนร่อนเร่ ก็ต้องมีสาเหตุชักนำให้มายังที่นี้ ยังมีปัญหาสำคัญอีกข้อหนึ่ง ชนชั้นเช่นท่านไยตอ้งเที่ยวร่อนเร่พเนจร?”

      “ข้าพเจ้าระเหเร่ร่อนมาถึงที่นี้โดยไร้สาเหตุจริงๆ คำพูดนี้เกรงว่าท่านไม่ยอมเชื่อ”

      “ไม่ต้องสนใจข้าพเจ้าเชื่อหรือ ยังมีปัญหาอีกข้อหนึ่งเล่า?”

ซิมอูกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าไม่ได้นึกถึงปัญหาข้อนี้มาก่อน ท่านเมื่อเอ่ยถึงข้าพเจ้าสมควรนึกหาคำตอบ”

เขาขบคิดแล้วกล่าว

      “ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว นั่นเป็นเพราะข้าพเจ้าเห็นว่าในโลกไม่มีเรื่อง ‘พึงกระทำ’ ดังนั้นแม้เคยฝึกวิทยายุทธ์ เล่าเรียนหนังสือหนังหา กลับร่อนเร่พเนจรโดยไร้จุดหมาย”

โอ้วกงจื้อจับจ้องมองเขาเขม็งนิ่ง สายตาคมวาวดุจกระบี่ แต่แล้วพบว่าน้ำสเยงและสีหน้าของเขาล้วนจริงจัง ปราศจากแววเสแสร้งแกล้งดัดแม้แต่น้อย

ยามนั้นโอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “หากคำพูดของท่านนี้ไม่ได้เปล่งจากใจจริง อย่างนั้นความสามารถในการโป้ปดของท่าน นับว่าบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว”

      “ข้าพเจ้าไยต้องหลอกลวงท่าน?”

      “เพื่อความอยู่รอด ท่านล่อหลอกให้ข้าพเจ้าหลงเชื่อ เหตุผลนี้ยังไม่เพียงพอหรือ?”

ซิมอูลุกขึ้นนั่ง กล่าวว่า

      “น่าหัวร่อ ข้าพเจ้าไม่ได้กลัวท่านหรือเกรงกลัวผู้ใด ที่แสร้งเป็นคนป่วย เพียงเพราะคำนึงครอบครัวของหญิงสาวนางนี้เท่านั้น”

โอ้วกงจื้อกล่าวเสียงอ่อนลงว่า

      “คำพูดนี้ยังพอนับได้”

ซิมอูกล่าวว่า

      “ตอนนี้ถึงรอบข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ท่านที่แท้เป็นใคร?”

      “ท่านเรียกข้าพเจ้าตามที่พวกมันเรียกหา ก็ใช้ได้แล้ว”

      “ท่านไม่บอกก็แล้วกันไป สำหรับสาเหตุที่พวกท่านชักชวนกันมายังที่นี้ สามารถบอกต่อข้าพเจ้ากระมัง?”

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “อาจบางทีท่านไม่ทราบจริงๆ ข้าพเจ้าจะบอกต่อท่าน รอสักครู่จะมีจอมดาบผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น พลังฝีมือเพลงดาบคนผู้นี้บรรลุถึงขั้นสุดยอด ยังไม่พบพานคู่มือเปรียบติด มีบ้างบางคนได้รับจ้างวานมาจัดการมัน”

      “ท่านอยู่ในจำนวนนี้หรือไม่?”

โอ้วกงจื้อสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าไม่มีส่วนด้วย”

      “ท่านเมื่อไม่ได้รับจ้างวานมา อย่างนั้นอาศัยศักดิ์ศรีใดเข้าร่วมอยู่ในกลุ่มคนนี้?” ตามเหตุผลเขาไม่ได้รับการจ้างวานมา ทั้งไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นศิษย์ของคนเหล่านี้ กลับสามารถร่วมทางมา นับเป็นที่น่าประหลาดใจจริงๆ

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของคนผู้หนึ่ง รุดมาสังเกตการณ์” ใช่สังเกตการณ์ว่า ฝ่ายตรงข้ามคู่ควรให้คนผู้นั้นรับจ้างวานลงมือหรือไม่?”

      “มิผิด”

ซิมอู กล่าวว่า

      “คนผู้นั้นเป็นใคร เป็นซือแป๋ท่าน หรือว่าบิดาท่าน?”

เมื่อถามถึงประโยคที่สอง โอ้วกงจื้อไม่ได้สั่นศีรษะปฏิเสธ ซิมอูจึงกล่าว

      “ที่แท้เป็นตัวแทนบิดาท่าน มิน่าเล่าพวกมันพวกมันยกย่องท่านเป็นกงจื้อ ขอให้ข้าพเจ้านึกทบทวนดู ยอดฝีมือแซ่โอ้วมีกี่ท่าน?”

เขานึกได้ในบัดดล เบิกตากลมโตกล่าวว่า

      “ใช่เป็นซิ้งเกี่ยม (เทพกระบี่) โอ้วอิดกี๋หรือไม่?”

โอ้วกงจื้อทั้งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ ซิมอูกล่าวอีกว่า

      “นี่เป็นไปได้อย่างไร เทพกระบี่โอ้วอิดกี๋เป็นเจ้าสำนักง่อไบ๊ ด้วยศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของมัน ไฉนมีส่วนพัวพันกับการฆ่าฟันของโจรสลัด?”

โอ้วกงจื้อกล่าวว่า

      “นี่ไม่ใช่การฆ่าฟันธรรมดา”

      “อย่างนั้นนับเป็นเรื่องราวใด เป็นการปราบภัยพาลอภิบาลคนดีหรือในโลกไหนเลยมีคนรับการจ้างวานจากโจรสลัด เพื่อปราบภัยพาลอภิบาลคนดี?”

      “ท่านไม่ล่วงรู้เรื่องนี้จริงๆ?”

ซิมอูชูมือขึ้น สัตย์สาบานว่า

      “หากข้าพเจ้าทราบระแคะระคายอันใด ขอให้ถูกห่าดาบสับสังขาร”

      “เอาเถอะ ข้าพเจ้าบอกต่อท่าน จอมดาบผู้นี้แซ่ลี้ นามเซี้ย ใช่เป็นชื่อแซ่แท้จริงหรือไม่ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบ สรุปแล้วมันมีร่องรอยลึกลับชาติกำเนิดเป็นปริศนา จนบัดนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่ามันมาจากที่ใดและไม่มีผู้ใดทราบว่าเพลงดาบอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของมันมีที่มาอย่างไร”

ซิมอูอดกล่าวมิได้

      “ท่านล่วงรู้เพียงนี้เท่านั้น?”

โอ้วกงจื้อยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าหมายถึงผู้อื่น หาใช่ข้าพเจ้าไม่”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า

      “เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ ลี้เซี้ยมีอายุสามสิบสองสามสิบสามปี รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลา ท่วงท่าสุภาพเรียบร้อย แต่หว่างคิ้วปกคลุมด้วยแววอำมหิต จากข้อมูลของแววอำมหิตที่หว่างคิ้วนี้ ทำให้ข้าพเจ้าคาดคิดว่าเพลงดาบของคนผู้นี้มาจากสำนักไต้ตู้มึง (สำนักประหาร) หมายความว่าเพลงดาบไต้ตู้ฉิกซัวะตอ (ดาบประหารสัตตพิฆาต) ที่สาบสูญเป็นเวลานานได้ปรากฏขึ้นอีกแล้ว”

ซิมอูผงกศีรษะรับ กล่าวว่า

      “ท่านกล่าวถูกต้อง”

      “ท่านรู้จักสำนักประหารหรือ?”

      “ไม่รู้จัก แต่จากข้อสันนิษฐานของท่าน ทำให้ข้าพเจ้าได้ผลสรุปว่าคนผู้นี้ไฉนเลือกสถานที่นี้ ยึดถือโจรสลัดเป็นคู่มือแล้ว”

โอ้วกงจื้อผงกศีรษะกล่าวว่า

      “มิผิด ในความคาดคิดของข้าพเจ้า เพลงดาบสัตตพิฆาตของลี้เซี้ยยังไม่บรรลุถึงขั้นสุดยอด นี่เป็นเพลงดาบที่เน้นการฆ่าฟัน หากปราศจากการเคี่ยวกรำ ยากจะก้าวสู่จุดสุดยอด ดังนั้นมันเลือกหมู่บ้านประมงชายฝั่งทะเลเพิ่มแรงกดดันต่อโจรสลัด ให้พวกมันเสาะหาคนมาหาที่ตาย แน่นอน ผู้ที่โจรสลัดเสาะหามา ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ อย่างนั้นลี้เซี้ยสามารถฝึกฝนเพลงดาบ เพาะรังสีการฆ่าฟันได้อย่างเต็มที่”

ซิมอูกล่าวว่า

      “ฟังจากปากคำท่าน ลี้เซี้ยผู้นี้ไม่เพียงมีเพลงดาบสูงเยี่ยม ทั้งยังมีปัญญาความคิดเหนือคน”

      “เป็นเช่นนั้นจริง...”

เอ่ยถึงตอนนี้ พลันกล้ำกลืนคำพูดไว้ กวาดตาไปที่หน้าประตูแวบหนึ่ง จากนั้นสาวเท้าเคลื่อนกายออกไปที่เบื้องนอกไม่มีสุ้มเสียงใด เพียงแว่วเสียงคลื่นสาดซัดสู่ฝั่งและเสียงลมทะเลโชยพัดดังมาแต่ไกล แต่ในสามัญสำนึกอันปราดเปรียวของโอ้วกงจื้อกับซิมอู กลับพบสิ่งผิดปกติ ดังนั้นยุติการสนทนา โอ้วกงจื้อก็รีบรุดออกไป

ตั้งชุนฮี้รีบปิดประตูลง ทั้งนี้เพราะซิมอูดีดกายขึ้นจากเตียง ทิ้งตัวลงที่ข้างประตู มองลอดร่องแตกออกไป

เห็นผู้คนบนลานที่ว่างทั้งสิบกว่าคน ล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นตระหนกมองดูคนชุดขาวที่อยู่ใกล้บ่อน้ำผู้หนึ่งเป็นจุดเดียว

หนังสือแนะนำ

Special Deal