บทที่ 3 หงสาเข้ายุทธจักร

      บททางหลวงของตัวเมืองเก้าอิวด้านทิศใต้ รถม้าคันหนึ่งแล่นช้าๆ อยู่ใต้อาทิตย์แรงกล้า พอออกจากตัวเมืองหกเจ็ดลี้มีเก๋งพักร้อนหลังหนึ่ง รถม้าคันนี้ก็จอดอยู่ใต้ร่มไม้ด้านซ้ายมือของเก๋งพักร้อน คนขับรถปล่อยวางแส้ม้า เดินเข้าเก๋งไปนั่งพักผ่อน

      ม่านรถเลิกขึ้นเล็กน้อย คนในรถคอยจับตาดูผู้คนเบื้องนอก ระหว่างนี้มีผู้คนสี่ห้าขบวนผ่านไป แต่หามีบุคคลที่พวกนางต้องการหาไม่

      ชั่วครู่ให้หลัง ม่านรถเลิกสูงกว่าเดิม เห็นภายในรถมีผู้คนสามคนล้วนแต่เป็นสตรี หนึ่งในสามเป็นสตรีอายุสี่ห้าสิบปี ยังคงแฝงเค้าความงามเมื่อวัยสาว อีกสองนางล้วนเป็นหญิงสาวอายุสิบแปดสิบเก้าปี

      หญิงสาวทั้งสองล้วนมีรูปโฉมงดงาม หนึ่งเดียวที่มีข้อแตกต่างกัน นั่นคืออาภรณ์การแต่งกายเลิศหรู นางหนึ่งแต่งตัวอย่างสมถะ

      ยามนั้น หญิงสาวแต่งกายเลิศหรูกล่าวว่า

      “มารดา ล่วงเลยกำหนดนัดนานแล้ว คาดว่ามีคนล้อท่านเล่น”

      สตรีกลางคนสั่นศีรษะอย่างเงียบงัน ยังคงสอดส่ายสายตาไปตามทางหลวง หญิงสาวแต่งกายเลิศหรูกล่าวอีกว่า

      “มารดา ท่านทราบได้อย่างไรว่า จดหมายฉบับนั้นเป็นของโชยมิ่นนั้ง (บุรุษพันหน้า) มกซิ่ง?”

      สตรีกลางคนขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “เอียเท้าโง่งม หากเจ้าไม่กลัวฉิ้งเจ้เจ๊เจ้าหัวร่อเยาะเจ้า เราจะบอกออกมา”

      หญิงสาวแต่งตัวสมถะนั้นยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

      “ตัวตั่วเนี้ยกล่าวว่า

      “อย่างนั้นเราจะบอกออกมา ในจดหมายผู้อื่นทำตำหนิไว้ มองปราดเดียวก็ทราบว่าไม่แปลกปลอม ไม่ว่าผู้ใดก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ มีแต่เอียเท้าโง่งมเจ้านึกไม่ออก”

      หญิงสาวแต่งกายเลิศหรูตัวยู่เง็กยังไม่ยอมเลิกราซักถามว่า

      “ผู้อื่นทำตำหนิอันใด?”

      “พวกเรามีกระบี่สั้นเล่มหนึ่งสูญหายไป บุรุษพันหน้ามกซิ่งใช้สีย้อมบนด้ามกระบี่สั้นจนดำ พิมพ์ลงบนกระดาษ ส่งจดหมายนัดหมาย มารดามายังที่นี้ เราจดจำลวดลายย้อมสีดำนั้นออก ดังนั้นรุดมาตามนัด”

      ตัวยู่เง็กไม่มีคำพูดจะกล่าว แต่ยังย่นจมูก แสดงว่าไม่ยอมรับนับถือนางมีรูปโฉมงดงาม ดังนั้นอริยาบถนี้น่าดูยิ่ง

      ตัวตั่วเนี้ย พึมพำว่า

      “ประหลาด ในจดหมายมันนัดหมายเราพบกันที่นี้ มันจะเสียบดอกไม้แดงบนมุ่นมวยผมเป็นตำหนิ ตอนนี้ล่วงเลยเวลานานแล้ว ไฉนผิดนัดไม่มา หรือสืบทราบว่าท่านคือฉิ้งซึงปอโกวเนี้ยแห่งหอฟังเสียงคลื่นดังนั้นตื่นตระหนกจนไม่กล้ารุดมา?”

      “ข้าพเจ้าเพิ่งออกจากภูเขาโพวท้อซัวเป็นครั้งแรก ไม่เคยมีคนล่วงรู้ชื่อข้าพเจ้า ต่อให้มีคนล่วงรู้ ข้าพเจาเพียงฝึกวิทยายุทธ์ไม่กี่ปี ไหนเลยขู่ขวัญยอดฝีมือเช่นบุรุษพันหน้าได้?”

      ตัวตั่วเนี้ยกล่าวว่า

      “นามของท่านแม้แปลกหู แต่ขอเพียงเป็นชาวยุทธจักร ล้วนได้ยินชื่อหอฟังเสียงคลื่นมานาน ยังมีผู้ใดกล้าลูบคมราชินีกระบี่แห่งยุค?”

      ฉิ้งซึงปอสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “หอฟังเสียงคลื่นมีศิษย์มากหลาย หากว่ากำเนิดราชินีกระบี่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถึงรอบของข้าพเจ้า ชาวยุทธจักรจึงไม่คาดคิดเช่นนี้”

      “ประการนี้ท่านยังไม่ทราบ จะปรากฏราชินีกระบี่ขึ้น ท่านนับเป็นศิษย์คนแรกของหอฟังเสียงคลื่นในรอบหกสิบปีที่พาตัวเข้าสู่ยุทธจักรผู้คนย่อมต้องคาดคิดเช่นนี้”

      ฉิ้งซึงปอรับฟังด้วยความกระตือรือร้นสนใจสุดท้าย กล่าวว่า

      “แต่ว่าข้าพเจ้ามิใช่ราชินีกระบี่ ผู้ที่มีเพลงกระบี่สูงเยี่ยมกว่าข้าพเจ้ามีอยู่มากหลาย หากมีโอกาส ขอให้ตัวตั่วเนี้ยแก้ไขคำล่ำลือนี้ด้วย”

      น้ำคำและท่าทีของนางสุภาพอ่อนโยน สร้างความปลอดโปร่งสบายแก่ผู้รับฟัง ตัวตั่วเนี้ยถือกำเนิดจากตระกูลบู๊ลิ้ม และเคยออกท่องยุทธจักร มีสายตาเกินคน พบเห็นแต่แรกว่านางมีบุคลิกภาพสูงสง่าดังนั้นประเมินค่าของนางสูงยิ่ง

      ตัวยู่เง็กยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ากลับภาวนาให้ท่านเป็นราชินีกระบี่ จะได้เที่ยวอวดโอ่ต่อผู้คน...”

      คำพูดนี้เปล่งจากน้ำใสใจจริง ปราศจากความริษยาแม้แต่น้อย แสดงว่านางเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยเปิดเผยนางหนึ่ง

      ฉิ้งซึงปอไม่คิดสนทนาถึงเรื่องของตัวเองอีก เปลี่ยนเป็นถามถึงบุรุษพันหน้ามกซิ่ง ตัวตั่วเนี้ยก็กล่าวว่า

      “คนผู้นี้มีชื่อเสียงร่วมยี่สิบปี แต่ไม่เคยมีคนเห็นโฉมหน้าแท้จริงของมัน ยี่สิบปีมานี้ขโมยของมีค่าไปไม่น้อย เป้าหมายลงมือของมันเป็นคนมีชื่อเสียงในยุทธจักร ไม่มีผู้ใดทราบว่ามันขโมยของมีค่าไปมากน้อยเท่าใดจนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดจับตัวมันได้”

      ฉิ้งซึงปอ กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

      “ร่องรอยของมันเมื่อเร้นลับปานนี้ การส่งจดหมายนัดพบออกจะขัดกับเหตุผล ความนี้คงต้องมีเลศนัยแน่นอน”

      “มิผิด ความนี้มีเลศนัยจริงๆ กลับเกี่ยวพันถึงคดีโชกเลือดรายหนึ่ง”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

      “คดีโชกเลือดอันใด?”

      “เราก็เพิ่งได้รับข่าวว่า นครเขียวเรืองโรจน์ถูกเลือดล้าง ล้อฮีอู้ถูกเงี่ยมบ้ออุ้ยสังหารสิ้นคดีโชกเลือดที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินนี้เกิดขึ้นเมื่อสองคืนก่อน”

      ฉิ้งซึงปอหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวว่า

      “นครเขียวเรืองโรจน์กลับถูกล้มล้าง นับเป็นเรื่องคาดฝันไม่ถึงมาก่อน เรื่องราวเมื่อเกิดขึ้นเมื่อสองคืนก่อน เป็นเวลาทีพวกเราออกเดินทางมา ยากที่จะรุดไปช่วยเหลือนครเขียวเรืองโรจน์ได้”

      “มิผิด หากว่าเราอยู่ในบ้าน หรือไม่รับข่าวจากล้อเซี้ยจู้ ต้องรุดไปช่วยเหลือแน่นอน”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ท่านมิใช่บอกว่าพบเห็นยอดฝีมือจากแดนไกลที่ภายในเมืองหรอกหรือ หากพวกมันรุดมาตามคำนัดหมายของบุรุษพันหน้า แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องการให้ล้อเซี้ยจู้เชื้อเชิญผู้คนไปช่วยเหลือได้ แผนอุบายนี้ร้ายกาจจริงๆ”

      นางย่อมคาดคิดไม่ถึงว่า แผนอุบายนี้ยังซ้อนแผนอุบาย การล่าล้างในยุทธจักรเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

      ยามนั้นบนท้องถนนที่ห่างไปปรากฏเงาร่างสายหนึ่งวิ่งปราดมาพอเร่งรุดเข้าใกล้ ที่แท้เป็นชายหนุ่มรูปงาม สะพายกระบี่ที่กลางหลังผู้หนึ่ง

      มันสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน ท่าทางโอ่อ่าอาจหาญ ฝีเท้าหนักแน่นเข้มแข็ง พอเร่งรุดถึงหน้ารถม้า ค่อยชะงักเท้าลง

      ชายหนุ่มรูปงามกวาดตาสำรวจมองสตรีภายในรถทั้งสามแวบหนึ่ง สายตาหยุดนิ่งบนที่นั่งของนาง สีหน้าปรากฏแววขุ่นแค้นขึ้น กล่าวกับตัวตั่วเนี้ยว่า

      “ท่านลงมา วันนี้ข้าพเจ้าต้องสั่งสอนท่านสักครา”

      ตัวตั่วเนี้ยเห็นบนผ้าโพกศีรษะของมันเสียบดอกไม้แดง ความจริงมีโทสะอยู่แล้ว พอฟังยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม หยิบฉวยดาบคู่กระโดดลงสู่พื้น เสียงเคร้งคร้างเมื่อชักดาบคู่จากฝักมา

      ชายหนุ่มรูปงามชมดูจนขมวดคิ้ว มือขวาไม่นิ่งเฉย ชักกระบี่จากฝัก กล่าวว่า

      “ประกาศนาม”

      ตัวตั่วเนี้ยกระชากเสียงว่า

      “ตัวตั่วเนี้ยแห่งจี้ตึ้งยังไม่รู้จัก ก็กล้าแยกเขี้ยวกางเล็บ รับดาบ”

      นางกลับไม่ถามไถ่ชื่อแซ่ฝ่ายตรงข้าม ดาบคู่ทยอยฟาดฟันออก พอลงมือก็ใช้ออกด้วยกระบวนท่ารุกฆาต ขอเพียงถูกนางเกาะกุมช่องว่างรอยโหว่ ชิงเป็นฝ่ายจู่โจม เพลงดาบทั้งหนึ่งร้อยแปดท่า ก็จะหนุนเนื่องเข้าหา ดุจกระแสน้ำกลางธารธารา ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูหอบหายใจได้

      เพลงดาบซังฮงเตาะเพ็กตอฮวบ (เพลงดาบคู่คร่าขวัญ) ที่ใช้ออกในระยะติดพันนี้ นับเป็นวิชาก้นหีบของตัวตั่วเนี้ยแห่งจี้ตัง เห็นดาบคู่ของนางบัดเดี๋ยวคล้ายนกเหยี่ยวกางปีก บัดเดี๋ยวคล้ายงูพิษพุ่งจากถ้ำ เผ็ดร้อนดุร้ายยิ่ง

ชายหนุ่มรูปงามสะบัดกระบี่ปิดป้องอย่างเข้มแข็ง ระหว่างที่สกัดทิ่มแทง ก็แสดงออกซึ่งพลังการฝึกปรือเปี่ยมล้น และความคิดต่อสู้ที่ลุกโชน เพียงแต่มันสูญเสียโอกาสรุกไปก่อน ต้องถูกสภาวะดาบอันเกรี้ยวกราดดุร้ายของฝ่ายตรงข้าม คุกคามถอยร่นไปด้านหลัง

      หญิงสาวเยาว์วัยในรถม้าทั้งสองนาง ล้วนจับจ้องมองชายหนุ่มรูปงามผู้นี้อย่างตื่นเต้นสงสัย แต่ว่าพวกนางมีความคิดอ่านแตกต่างกับตากลมโตของตัวยูเง็กจ้องจับอยู่ที่ใบหน้าอันงามสง่าของฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าคนผู้นี้นับเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุด เท่าที่นางเคยพบพานมา

      ฉิ้งซึงปอกลับสังเกตดูเพลงกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม นางก็เป็นคนฝึกกระบี่ ดังนั้นให้ความสนใจเป็นพิเศษ ดูออกว่าเพลงกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามสามารถหลอมรวมปมเด่นของสำนักเสียงลิ้มบู๊ตึง เปลือกนอกไม่มีความอาจหาญเช่นเพลงกระบี่เสียงลิ้ม และขาดความโดดเด่นของเพลงกระบี่บู๊ตึง แท้ที่จริงหล่อหลวมจุดเด่นทั้งสองประการเข้าด้วยกัน บัดเดี๋ยวแข็งกร้าวบัดเดี๋ยวอ่อนหยุ่น ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง

      เพราะเหตุนี้ชายหนุ่มรูปงามดูเผินๆ ไม่อาจต้านทานรับสภาวะดาบอันเกรี้ยวกราดของตัวตั่วเนี้ย แท้ที่จริงแฝงพลังซ่อนเร้นอันกล้าแข็งไว้ ยามใดที่มีโอกาสให้ฉกฉวย พลังซ่อนเร้นนี้จะเปล่งปะทุออก เปิดฉากตอบโต้อย่างรุนแรง ในไม่กี่กระบวนท่า สามารถปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้าม

      เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉิ้งซึงปอลอบห่วงใยกังวลตัวตั่วเนี้ย ยกมือแตะกระบี่ยาวที่กลางหลัง พลิ้วกายลงจากรถม้า

      ตัวยู่เง็กก็ลงจากรถตรงเข้าไป ฉิ้งซึงปอเห็นนางเข้าใกล้วงต่อสู้โดยไม่คำนึงว่าจะพลาดพลั้งถูกทำร้าย ดังนั้นขยับเคลื่อนกาย ลอบเข้าใกล้ตัวยู่เง็ก

      ดาบคู่ของตัวตั่วเนี้ยโหมฟาดฟันดุจห่าฝน อึดใจเดียวใช้ออกหกเจ็ดสิบกระบวนท่า พลันพบว่าฝ่ายตรงข้ามตรึงสถานการณ์ไว้ได้ ไม่ลดถอยอีกต่อไป

      ในหกเจ็ดสิบกระบวนท่านี้ ดาบกระบี่ทั้งสองฝ่ายกระทบกันประมาณห้าครั้ง ตัวตั่วเนี้ยรู้สึกออกว่า ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังข้อกล้าแข็ง ดาบยาวของตัวเองแม้ฟาดฟันถูกกระบี่ศัตรู กลับไม่สามารถสั่นสะเทือนท่ากระบี่ ทำให้มันเปิดช่องว่างแม้แต่น้อย

      เมื่อเป็นเช่นนี้ นางยิ่งแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นบุรุษพันหน้ามกซิ่ง ทั้งนี้เพราะหากไม่มีพลังการฝึกปรือหลายสิบปี ต้องไม่มีฝีมือที่หนักแน่นมั่นคงถึงเพียงนี้ หากว่าศัตรูมีอายุเยาว์เช่นเปลือกนอก ไหนเลยฝึกปรือกำลังภายในลึกล้ำปานนี้ได้

      นึกถึงตอนนี้ นางอดระย่นย่อมิได้ ชายหนุ่มรูปงามพลันตวัดกระบี่วูบ เสียงตังเมื่อกระแทกดาบข้างซ้ายของนางพ้นห่างไปเล็กน้อย

      ช่องว่างนี้เป็นผลพวงจากการที่ตัวตั่วเนี้ยบังเกิดจิตระย่นย่อ หากมิใช่ความคิดต่อสู้ของนางอ่อนโทรมลง กระบี่ของศัตรูอย่าว่าแต่จะกระแทกดาบข้างซ้ายของนางพ้นห่างไป ถึงกับไม่มีปัญญาใช้กระบี่นี้ออกได้

      ชายหนุ่มรูปงามเกาะกุมช่องว่างนี้ เปิดฉากตีโต้กลับไป เห็นคนคล้ายเหยี่ยวรุ้ง กระบี่คล้ายมังกรท่อง โอบกระหนาบใส่ตัวตั่วเนี้ยจากทั่วสี่ทิศแปดทาง

      พริบตานั้น สภาพการต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้น ประกายดาบพลังกระบี่แผ่กระจาย แต่สภาพเช่นนี้ดำเนินเพียงสิบสามสิบสี่กระบวนท่า ตัวตั่วเนี้ยก็ไม่สามารถยืนหยัดสืบต่อ ถูกคุกคามล่าถอยไปด้านหลัง

      ประกายดาบพลังกระบี่ยังครอบคลุมใส่ตัวยู่เง็กที่อยู่ใกล้กับวงต่อสู้เห็นแขนเสื้อและชายเสื้อของนางปรากฏรอยขาดหลายแห่ง เศษผ้าหลายชิ้นร่วงหล่นลงกับพื้น พลังเย็นเยียบเสียดผิวกาย ขู่ขวัญนางจนหน้าถอดสี

      ฉิ้งซึงปอที่ห่างจากนางไม่ไกล ก็ถูกประกายดาบพลังกระบี่คลี่คลุมใส่ แต่เสื้อผ้านางไม่โชยพัด อย่าว่าแต่จะถูกกรีดขาด นางยกมือชักกระบี่กรีดวาดที่เบื้องหน้าตัวยู่เง็กคราหนึ่ง ตัวยู่เง็กค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ถอยปราดไปด้านหลัง จวบกระทั่งถอยห่างไปสองวาค่อยหยุดยั้งลง

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “เพลงกระบี่อันยอดเยี่ยม เพียงไม่ทราบท่านใช้กระบี่โดยบังเอิญหรือว่าแตกฉานวิชานี้?”

      ขณะที่นางกล่าววาจา คนทั้งสองยังต่อสู้อย่างดุเดือด ตามเหตุผลทั้งสองฝ่ายทุ่มเทสมาธิหาญหัก ต้องไม่ได้ยินคำพูดของนาง แต่โดยข้อเท็จจริง ชายหนุ่มรูปงามได้ยินทุกถ้อยกระทงความ ทั้งนี้เพราะคำพูดของฉิ้งซึงปอบัดเดี๋ยวเร็วบัดเดี๋ยวช้า ทุกถ้อยคำแทรกผ่านรอยต่อของท่ากระบี่ ถ่ายทอดเข้าหูมัน

      ยอดฝีมือชิงชัย หากเกิดสมาธิจิตใจวอกแวก ต้องหลั่งโลหิตเสียชีวิตทันที อย่าว่าแต่ชายหนุ่มรูปงามมิเพียงต้องตั้งใจฟังคำพูดของฉิ้งซึงปอบัดเดี๋ยวเร็วบัดเดี๋ยวช้า ทุกถ้อยคำแทรกผ่านรอยต่อของท่ากระบี่ ถ่ายทอดเข้าหูมัน

      ยอดฝีมือชิงชัย หากเกิดสมาธิจิตใจวอกแวก ต้องหลั่งโลหิตเสียชีวิตทันที อย่าว่าแต่ชายหนุ่มรูปงามมิเพียงต้องตั้งใจฟังคำพูดของฉิ้งซึงปอ ทั้งยังต้องใช้ความคิด นับเป็นสภาพที่คับขันจนร่อแร่ แต่แล้วไม่กระทบกระเทือนถึงสภาพการต่อสู้แต่อย่างไร

      ตัวตั่วเนี้ยรู้สึกว่า ท่ากระบี่ของฝ่ายตรงข้าม รุกรับตามถ้อยคำของฉิ้งซึงปอ กลับไม่เปิดช่องโหว่ให้นางจู่โจม สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง ยอมรับว่ายอดวิชาของหอฟังเสียงคลื่นลึกล้ำสุดหยั่งคาด ฉิ้งซึงปอแม้เอ่ยปากยังปกป้องฝ่ายที่สดับฟัง ไม่ถึงกับเสียสมาธิจนจบสิ้นชีวิตไป

      ชายหนุ่มรูปงามรั้งกระบี่พุ่งถอยจากวง ตัวตั่วเนี้ยสำนึกตัวว่า ยากหักหาญเอาชัยฝ่ายตรงข้าม ได้แต่พึ่งพาฉิ้งซึงปอจัดการกับบุรุษพันหน้ามกซิ่ง ดังนั้นปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามล่าถอยจากวง

ฉิ้งซึงปอสู้สายตาที่เจิดจ้าของชายหนุ่มรูปงามอย่างสงบ กล่าวว่า

      “ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าพเจ้า”

      ชายหนุ่มรูปงามกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าฝึกเพลงกระบี่มาชั่วชีวิต แต่ยามนี้มีความสำเร็จในเชิงดาบอยู่หลายส่วน”

      มันเพ่งตามองฝ่ายตรงข้าม ชั่วครู่ให้หลังจึงกล่าว

      “โกวเนี้ยมีพลังฝีมือลึกล้ำ เป็นที่เลื่อมใสของข้าพเจ้านัก ขอถามนามอันไพเราะของท่าน”

      ฉิ้งซึงปอประกาศนามตัวเองออกไป พร้อมกับย้อนถามนามของฝ่ายตรงข้าม ชายหนุ่มรูปงามกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ข้าพเจ้าจงซ้วง มาจากบู๊ลิ้มภาคตะวันออกเฉียงใต้ ได้รู้จักกับโกวเนี้ย นับเป็นวาสนานัก”

      ทั้งสองคล้ายสนทนาอย่างกลมเกลียว ตัวยู่เง็กอยู่ดีๆ บังเกิดความขุ่นเคือง โถมเข้ามากล่าวว่า

      “นี่ ท่านมีชื่อจริงว่าอะไร?”

      จงซ้วงเหลียวมองนาง กล่าวอย่างสงสัยใจว่า

      “คำพูดของโกวเนี้ยนี้น่าประหลาดนัก หรือข้าพเจ้ามีขอใดทำให้ท่านระแวงสงสัยว่าข้าพเจ้าใช้ชื่อปลอม?”

      ตัวยู่เง็กชี้มือไป กล่าวว่า

      “ดอกไม้แดงที่เสียบบนผ้าโพกศีรษะท่านนับเป็นหลักฐาน”

      จงซ้วงยกมือลูกคลำ ปลดดอกไม้แดงที่จัดทำจากกำมะหยี่ลงมาชมดูแวบหนึ่ง กล่าวว่า

      “โกวเนี้ยลองบอกมาว่า ชื่อจริงของข้าพเจ้าเรียกว่าอะไร?”

      “บุรุษพันหน้ามกซิ่ง”

      จงซ้วงงงงันวูบ ยกมือลูกคลำใบหน้า หัวร่อฮาฮากล่าวว่า

      “ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าตัวตั่วเนี้ยท่านนั้นเป็นบุรุษพันหน้ามกซิ่งเสียอีก”

      ตัวตั่วเนี้ยฟังออกว่าคำพูดนี้มีสาเหตุ รีบถามว่า

      “คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”

      “เหตุผลข้าพเจ้าอยู่ในรถท่าน ตัวตั่วเนี้ยท่านรุดไปชมดูจะทราบเอง”

      ตัวตั่วเนี้ยหันกายไป เมื่อขากลับมาในมือเพิ่มห่อผ้าใบหนึ่ง ขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “ท่านหมายถึงห่อผ้าใบนี้?”

      “มิผิด ในห่อผ้ามีเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนสองชุด และกล่องหยกใบหนึ่ง”

      ตัวตั่วเนี้ยแก้ออกดู ในห่อผ้ามีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ กลองหยกกว้างสี่นิ้ว ยาวประมาณหนึ่งเชียะ ดังนั้นกล่าวว่า

      “ในกล่องหยกบรรจุของใด?”

      “เป็นโสมภูเขาเชี่ยงแป๊ะอายุห้าร้อยปีต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าได้จากที่ใดมีหลักฐานยืนยัน”

      ตัวตั่วเนี้ยรับฟังจนหน้าเคร่งเครียดลง ยื่นส่งกล่องหยกต่อตัวยู่เง็ก สั่งว่า

      “เจ้าถือไว้ อย่าให้มันชมดู”

      จงซ้วงตาทอแววเคลือบแคลงสงสัย แต่ยังสะกดกลั้นใจไม่ส่งเสียง ยามนั้นฉิ้งซึงปอเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน จวบกระทั่งถึงเบื้องหน้าจงซ้วงหกเชียะ ค่อยยกกระบี่ในมือขึ้น พลันปรากฏพลังเย็นเยียบครอบคลุมใส่ร่างฝ่ายตรงข้าม กล่าวว่า

      “ในกล่องหยกไม่มีโสมเชี่ยงแป๊ะ

      จงซวงร้องว่า

      “อย่างนั้นสิ่งของภายในกล่องเป็นอะไร?”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดประการหนึ่ง หากท่านคาดเดาไม่ออกว่าสิ่งของภายในกล่องเป็นอะไร พวกเราย่อมไม่อาจคืนให้”

      จงซ้วงกระชากเสียงว่า

      “หากมิใช่โซมเชี่ยงแป๊ะ แสดงว่าถูกพวกท่านสับเปลี่ยน พวกท่านไม่ยอมคืนโสมเชี่ยงแป๊ะมา ข้าพเจ้าไม่ขอเลิกราเด็ดขาด”

      ฉิ้งซึงปอยื่นสภาวะกระบี่ชี้เฉียงออก กล่าวว่า

      “ประเสริฐ พวกเราพิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในเชิงฝีมือก่อน ดูว่าท่านใช่เป็นบุรุษพันหน้าหรือไม่?”

      พลางสืบเท้าไปหนึ่งก้าว ปลายกระบี่ห่างจากจุดสำคัญที่ทรวงอกจงซ้วงเพียงสองเชียะ ขอเพียงขยับข้อแขนเสือกส่งกระบี่ ก็สามารถปลิดชีวิตของมัน

      จงซ้วงกลับไม่ยกกระบี่ขึ้น และไม่ล่าถอยหลบเลี่ยง สีหน้าปรากฏแววปวดร้าวขึ้น

      ที่แท้มันคิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามมีเพลงกระบี่ลึกล้ำพิศดารถึงเพียงนี้ระหว่างการสืบเท้า ก็สามารถเกาะกุมโอกาสพิชิตชัย ขอเพียงมันขัดขืนดิ้นรนหรือถลันหลบหลีก ต้องไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรม ถูกกระบี่แทงทะลุร่างได้

      สีหน้าที่ปวดร้าวอย่างรุนแรงของมัน ไม่เพียงทำให้ฉิ้งซึงปอยุติการคุกคามเข้าหา ทั้งยังสั่นคลอนจิตใจของตัวยู่เง็ก ร้องเสียงสดใสว่า

      “จงซ้วง ท่านต้องการคาดเดาหรือไม่ว่า สิ่งของภายในกล่องเป็นอะไร?”

      จงซ้วงแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าไหนเลยคาดเดาออกได้?”

      ตัวยู่เง็กเปิดฝากล่องออกแสดงต่อมัน กล่าวว่า

      “นี่เป็นกระบี่วิเศษประจำตระกูลเรา เรียกว่าจุ้ยเซียน (ชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง) ท่านเคยพบเห็นมาหรือไม่?”

      ตัวตั่วเนี้ยเห็นบุนรีกลับขัดคำสั่ง แสดงกระบี่ต่อมัน สร้างขุ่นเคืองจนแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

      “เอียเท้าที่บังอาจนัก ยังมิรีบกลับมาอีก?”

      นางทราบว่าตัวยู่เง็กพอเปิดโปงเช่นนี้ ฉิ้งซึงปอได้แต่ปล่อยปละละเว้นจงซ้วงชั่วคราวแล้ว

      ฉิ้งซึงปอเพ่งตากระจ่างสุกใส จ้องจับบนใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ห่างไปหลายเชียะ แต่นางไม่เคลิบเคลิ้มงมงายไปกับความงามสง่าของมัน หากแต่พินิจพิเคราะห์ว่า ใบหน้านี้เป็นจริงหรือปลอมแปลง กระบี่ในมือยังคงรักษาสภาพอันมีเปรียบไว้ไม่ผ่อนคลาย

      ดังนั้นจงซ้วงได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อราวรูปปั้น นี่เป็นสถานะอันล่อแหลมอย่างยิ่งยวด ขอเพียงมันขยับกระบี่หรือเคลื่อนกาย อาจชักนำให้กระบี่ของฉิ้งซึงปอจู่โจมออกดุจสายฟ้า ปลิดชีวิตสะบั้นวิญญาณมันใต้คมกระบี่ หนทางรักษาชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้ คือทิ้งกระบี่ร่วงหล่นลงสู่พื้นพสุธา

หนังสือแนะนำ

Special Deal