บทที่ 2 ตั้งตนเป็นเอกะ (หน้า 2)

      คำพูดนี้แฝงหลักปรัชญาไม่น้อย ลุ้ยสี่ฮ้งสำนึกตัวว่า ชั่วชีวิตมันไม่อาจหยั่งรู้ความคิดของซือแป๋ ดังนั้นไม่ตื่นเต้นสงสัยเท่าใด

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอีกว่า

      “เรียกหาจงซ้วงเข้ามาพบเรา”

      ลุ้ยสี่ฮ้งรับคำ ล่าถอยออกไป หวนนึกถึงความคิดอ่านของซือแป๋แม้ยากหยั่งคาด แต่จงซ้วงนั้นยังมีประโยชน์อันใด

      ลุ้ยสี่ฮ้งเร่งรุดถึงตึกข้าง เห็นชายหนุ่มเปลือยร่างท่อนบนผู้หนึ่งนั่งยองๆ อยู่ริมลานหญ้า ก้มศีรษะมองดูสิ่งของใด ดังนั้นเดินถึงด้านหลังมันถามว่า

      “เจ้ามองหาอันใด”

      ชายหนุ่มนั้นเงยหน้าพบเห็นลุ้ยสี่ฮ้ง รีบเรียกหาลุ้ยตั่วเอี้ย จากนั้นกล่าวว่า

      “ผู้ต่ำต้อยกำลังชมดูมดฝูงหนึ่งฝึกฝนรี้พล”

      ลุ้ยสี่ฮ้งมองดูใบหน้าเหลืองซีด และเต็มไปด้วยรูปรุพรุนของมันขมวดคิ้วกล่าวว่า

      “อย่าได้กล่าวเหลวไหล รีบตามเรามา ซือแป๋ต้องการพบเจ้า”

      จงซ้วงกระโดดปราดขึ้น หยิบฉวยเสื้อผ้าสวมใส่ติดตามลุ้ยสี่ฮ้งเข้าสู่ห้องสงบ พบกับเงี่ยมบ้ออุ้ย

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งให้ลุ้ยสี่ฮ้งปิดประตูลง ค่อยกล่าวว่า

      “อาซ้วง เจ้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เปิดเผยโฉมหน้าแท้จริง เข้าพบตั่วซือเฮีย (ศิษญ์ผู้พี่คนโต) เจ้า”

      ลุ้ยสี่ฮ้งมองดูจงซ้วงอย่างตื่นเต้นสงสัย เห็นมันหยิบฉวยห่อผ้าใบหนึ่ง นำเสื้อผ้าออกมาผลัดเปลี่ยน จากนั้นปลดหน้ากากมนุษย์อันเหลืองซีด เต็มไปด้วยรูปรุพรุนลงมา เผยเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาประดุจหยกใบหนึ่ง สร้างความตะลึงลานแก่มันจนปากอ้าตาค้าง

      จงซ้วงคารวะทักทายต่อมัน ลุ้ยสี่ฮ้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “นี่นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ จงซ้วงกลับเป็นชายหนุ่มรูปงามปานนี้”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

      “มันเป็นศิษย์คนสุดท้ายของซือแป๋ จัดอยู่อันดับสี่ ก่อนนี้ที่ปกปิดต่อพวกเจ้า เป็นเพราะมันแบกรับหน้าที่สำคัญ หากประสบความสำเร็จจะไม่กลับสำนักอาจารย์ ดังนั้นห้ามไม่ให้ผู้ใดรู้จักมัน เนื่องด้วยเจ้าจงรักภักดี ค่อยให้เจ้ารับรู้แต่ผู้เดียว”

      ลุ้ยสี่ฮ้งสงสัยใจยิ่ง หวนนึกถึงนับแต่โบราณกาลมา มีแต่ทำงานล้มเหลวจึงไม่สามารถกลับมา หากประสบความสำเร็จ ไหนเลยกลับสำนักอาจารย์ไม่ได้

      ได้ยินเงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

      “มันเป็นหมากที่เราคิดใช้จัดการกับทายาทของหอฟังเสียงคลื่นสี่ฮ้ง เจ้าติดสอยห้อยตามเรานานปี คงจดจำได้ว่าทุกสามวันเราจะขังตัวเองฝึกฝีมือหนึ่งวันหนึ่งคืน ซึ่งความจริง นั่นเพียงเป็นข้ออ้างที่เราหลบหน้าพวกเจ้า เพื่อลอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาในสำนักแก่จงซ้วง”

      พริบตานั้นในห้องสงบเงียบสงัดปราศจากซุ่มเสียง เงี่ยมบ้ออุ้ยเพ่งตามองภาพทิวทัศน์บนผนังด้านตรงข้า ชั่วครู่ให้หลังค่อยตื่นจากภวังค์เคลิบเคลิ้ม กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “อาซ้วงเป็นหนึ่งในสองอัจฉริยบุรุษ เท่าที่เราเคยพบพานมานอกจากนั้นยังมีอีกคนหนึ่ง สี่ฮ้ง เจ้าลองเดาว่าเป็นใคร”

ลุ้ยสี่ฮ้งครุ่นคิดอยู่เนินนาน จึงกล่าว

      “ผู้ที่ศิษย์มีความทรงจำลึกซึ้งที่สุด กลับเป็นบุตรชายของล้อฮีอู้นามล้อเท็งเง็ก”

      “เจ้ามีสายตาไม่เลว อัจฉริยบุรุษอีกผู้หนึ่งคือล้อเท้งเง็กจริง เราไม่ทราบว่ามันฝึกปรือเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อได้กี่ส่วนโดยสรุปแล้ว ภายหน้ามันต้องเป็นคู่มือสำคัญของสี่ฮ้งเจ้า”

      “อย่างนั้นซือแป๋ไยไม่กำจัดฆ่าล้อเท้งเง็กไปก่อน เพื่อขจัดเภทภัยภายหลัง?”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยยิ้มพลางกล่าวว่า

      “หากพวกเจ้าไร้คู่ต่อสู้ ยังมีรสชาติอันใด อย่าว่าแต่ซือแป๋ยังมีหมากซุ่มตานี้ นั่นคืออาซ้วง ตอนนี้มันเรียนรู้เคล็ดวิชาสำนักเราจนหมดสิ้น หากได้ฝึกปรือเพลงกระบี่ของหอฟังเสียงคลื่น ไยต้องกริ่งเกรงเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้ออีก?”

      มันพอเอ่ยปากก็กล่าวคำ “หากไร้คู่ต่อสู้ ยังมีรสชาติอันใด” นับเป็นบุคลิกภาพของผู้เหี้ยมหาญแห่งยุค ควรทราบว่าหากคิดรักษาบัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่ไว้ ย่อมสมควรขจัดเภทภัยภายหลัง แต่วีรบุรุษและผู้เหี้ยมหาญที่แท้จริงกลับกังวลใจว่าไร้คู่ต่อสู้ ไม่ยอมทำร้ายอัจฉริยะที่เด่นล้ำ ทั้งนี้เพราะหากไร้คู่ต่อสู้ ชนชาวโลกไหนเลยล่วงรู้ความสูงส่งของฝีมือตัวเอง

      ลุ้ยสี่ฮ้งไม่เข้าใจเหตุผลข้อนี้ แต่ไม่กล้ากล่าวมากความ เงี่ยมบ้ออุ้ยกวาดตาไปยังจงซ้วง สั่งว่า

      “เจ้าเดินวนรอบห้องหนึ่งรอบ ให้ตั่วซือเฮียเจ้าชมดู”

      ลุ้ยสี่ฮ้งไม่เข้าใจว่า ซือแป๋ไฉนสั่งให้ศิษย์ผู้น้องคนสุดท้องเดินวนให้ตัวเองชมดู แต่ก็ได้แต่เบิกตามองดู

      จงซ้วงน้อมกายรับคำ สูดลมหายใจลึกๆ สาวเท้าเดินวนรอบห้องชั่วพริบตาเดินรอบหนึ่ง จากนั้นหยุดยั้งลง

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวถามว่า

      “เจ้าดูอันใดออกหรือไม่?”

      ลุ้ยสี่ฮ้งตะกุกตะกักว่า

      “ศิษย์เห็นว่าสี่ตี๋มีฝีเท้างามสง่า เป็นลักษณะของผู้คงแก่เรียนอื่นๆ ดูไม่ออก”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวด้วยความยินดีว่า

      “ประเสริฐมาก อาซ้วง เดินอีกรอบหนึ่งให้ตั่วซือเฮียเจ้าชมดู”

      จงซ้วงรับคำดังกังวาน จากนั้นสาวเท้าก้าวยาวๆ เดินวนอยู่รอบห้องอีกรอบหนึ่ง

      เงี่ยมบ้ออุ้ยพอถามไถ่ความเห็นของลุ้ยสี่ฮ้ง ลุ้ยสี่ฮ้งกล่าวว่า

      “ฝีเท้าของสี่ตี๋ครั้งนี่แกร่งกร้าวห้าวหาญ คล้ายกับรุดหน้าโดยไม่ล่าถอย หาญกล้าสมกับเป็นลูกผู้ชายชาตรี”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ประเสริฐมาก นี่เพียงเป็นหนึ่งในบุคลิกที่เราสั่งให้มันฝึกฝนฝีเท้าทั้งบุ๋นและบู๊ทั้งสองชนิดนี้ นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด”

      ลุ้ยสี่ฮ้งอดถามมิได้ว่า

      “ฝีเท้าทั้งสองชนิดนี้ไม่เคลือบแฝงวรยุทธ์ หากเป็นเช่นนี้สี่ตี๋จะจัดการกับทายาทของหอฟังเสียงคลื่นได้อย่างไร?”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยแหงนหน้าหัวร่อกล่าวว่า

      “เจ้าของหอฟังเสียงคลื่นภูเขาโพวท้อซัวไม่ได้เหยียบย่างเข้ายุทธจักรร่วมสองร้องปี ตามคำร่ำลือคนของหอฟังเสียงคลื่นไม่เข้าสู่โลกหล้าก็แล้วกันไป หากเข้าสู่โลกกว้าง จะปรากฏเกี่ยมโหว (ราชินีกระบี่) ขึ้น เจ้าลืมเลือนคำร่ำลือนี้แล้วหรือ?”

      “เนื่องด้วยศิษย์เชื่อคำร่ำลือนี้ จึงเป็นห่วงว่า สี่ตี๋จะรับมือฉิ้งซึงปอนั้นอย่างไร?”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ก่อนที่ซือแป๋จะตอบคำถามเจ้า คิดบอกเล่าตำนานเร้นลับแก่เจ้าเรื่องหนึ่ง ตัวเอกในเรื่องนี้คือเรา ช่วงเวลาเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นซือแป๋อายุไม่ถึงห้าสิบ ยังเพาะสร้างขุมกำลังไม่เพียงพอ ไม่คิดแตะต้องล้อฮีอู้ มีอยู่วันหนึ่งเราลอบเดินทางออกทะเล ขึ้นเขาโพวท้อไป”

      สีหน้ามันปรากฏแววทบทวนหวนนึก หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ

      “บนภูเขาโพวท้อซัวมีวัดวาอารามมากหลาย เราสืบเสาะถึงหอฟังเสียงคลื่น ซึ่งอยู่บนผาอันตรายที่หลังเขา หันหน้าหาทะเลใหญ่ พอเหยียบย่างเข้าไป ค่อยทราบว่าที่นี้มิใช่อาราม ภายหลังค่อยทราบว่าภายในหอฟังเสียงคลื่นพักอาศัยด้วยสตรีร้อยกว่านาง ส่วนใหญ่เป็นสตรีกำพร้ายากไร้มาขอพึ่งพิง ยังมีอีกสี้หาสิบนางเป็นศิษย์โดยตรงของหอฟังเสียงคลื่น ซึ่งสืบทอดติดต่อกันมาสามรุ่นแล้ว

      ตอนนั้นปรากฏสตรีกลางคนแต่งกายเช่นสตรีรับใช้สองนางออกมารับหน้า ถามไถ่เราต้องการหาผู้ใด เราระบุว่าขอเข้าพบเกาะจู้ (ประมุขหอ) ลี้งัก นี่นับเป็นความลับในยุทธจักร ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่รู้จักชื่อของประมุขหอฟังเสียงคลื่น เราพอกล่าวออกไป พวกนางมีสีหน้าตื่นเต้นสงสัย รีบรุดเข้าไปรายงาน

      ไม่นานให้หลัง ปรากฏสตรีงามนางหนึ่งแสดงตนขึ้น นางเป็นศิษย์รุ่นที่สามของหอฟังเสียงคลื่น ชักนำเราไปยังหอสูงหลังหนึ่งชื่อเก่งจือเล้า (หอสรรพตำรา) นั่นไม่เพียงเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาของเกาะจู้ ทั้งยังเป็นที่เก็บคัมภีร์เกี่ยมโหวจือ (คัมภีร์ราชินีกระบี่)”

      มันจิบน้ำชาคำหนึ่ง เพ่งตาไปนอกหน้าต่าง พอดีพบเห็นต้นชิวไฮ้ทั้ง (ตันบีโกเนีย) บานสะพรั่งอยู่ที่เชิงกำแพงตึกด้านตรงข้าม

ลุ้ยสี่ฮ้งกับจงซ้วงไม่กล้าเอ่ยปากสอดคำ สงบจิตใจรอคอยซือแป๋กล่าวสืบต่อ

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า

      “ตอนนั้นลี้เกาะจู้เป็นคนอายุหกสิบปี แต่รูปโฉมยังไม่ร่วงโรยดูไปงามเปล่งปลั่ง เพยงไม่ทราบยี่สิบปีให้หลังของวันนี้ นางใช่ยังโฉมคงสภาพเอไว้หรือไม่?”

      เราเข้าพบนางที่ห้องโถงชั้นล่างของหอสรรพตำรา นั่นเป็นห้องโถงที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยพบพานมา ภายในกว้างขวางเพียงพอให้ไพร่พลนับร้อยเข้าไปฝึกซ้อมฝีมือได้ พวกเราพบหน้ากันที่มุมทิศตะวันออก ลี้เกาะจู้นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูง มีหญิงงามสี่นางสะพายกระบี่ยืนรักษาการณ์อยู่ด้านหลัง

      นางถามไถ่เจตนาการมาของเรา เราออกปากขออ่านดูคัมภีร์ราชินีกระบี่เที่ยวหนึ่ง นางกลับรับปาก ให้หญิงงามที่ด้านหลังนางหนึ่งถือกล่องหยกใบหนึ่งส่งให้กับมือเรา เราเปิดฝากล่องออก เห็นภายในบุแพรเหลืองมีม้วนผ้าเล็กๆ ม้วนหนึ่ง พอคลี่ออกดู บนม้วนผ้ามีข้อความสี่สิบเก้าประโยค ประโยคละเจ็ดคำ ล้วนแล้วแต่เป็นเคล็ดวิชากระบี่ชั้นสุดยอด เราท่องอยู่เที่ยวหนึ่ง จดจำได้กว่าครึ่ง รีบทบทวนท่องซ้ำ มิคาดกลับลืมเลือนไปครึ่งหนึ่ง จนบัดนี้จำได้สี่ห้าประโยค”

      จงซ้วงรับฟังถึงตอนนี้ ค่อยกล่าวว่า

      “ซือแป๋เอยถึงเรื่องนี้ คงต้องมีความหมายลึกล้ำ โปรดประทานบอกว่า เมื่อทบทวนท่องซ้ำ “ฉนกลับลืมเลือนไป?”

      “กล่าวไปไม่น่าประหลาด ทั้งนี้เพราะคัมภีร์ราชินีกระบี่ เป็นสุดยอดของวิชากระบี่ ทุกประโยคลึกล้ำพิสดาร หากเพียงท่องจำ จะจดจำได้ หากต้องการครุ่นคิดตีความ รังแต่ทำให้สมองสับสนว้าวุ่น ลืมเลือนเคล็ดความประโยคอื่นไป”

      ลุ้ยสี่ฮ้งระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวว่า

      “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ดีที่ซือแป๋บ่งบอกสาเหตุ ไม่เช่นนั้นต่อให้ศิษย์ขบคิดจนสมองแตกก็นึกไม่ออก”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

      “เราก็นับเป็นคนฉลาดเฉลียว ตอนนั้นได้คิดถึงเหตุผลข้อนี้ ทั้งยังล่วงรู้สาเหตุที่ฝ่ายตรงข้ามยินยอมยืมคัมภีร์ให้เราพลิกดู”

      จงซ้วงสอดคำขึ้น

      “ศิษย์ขออุกอาจคาดเดาเหตุผลดู”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยออกปากอนุญาต จงซ้วงกล่าวว่า

      “คนภายนอกคิดขอดูคัมภีร์ราชินีกระบี่ ไม่เห็นจะไม่ได้ แต่หลังจากพลิกดู พวกนางต้องเสนอหัวข้อยุ่งยาก สมมุติเช่นหญิงสาวสี่นางก่อตั้งค่ายกลกระบี่ให้ซือแป๋ทะลวงผ่าน หากไม่สามารถผ่านด่านี้ เกรงว่าซือแป๋ยากจะรอดชีวิตออกจากหอฟังเสียงคลื่นได้”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะเป็นเชิงชมเชย กล่าวว่า

      “มิผิดแม้แต่น้อย นี่คือสาเหตุแรกที่หอฟังเสียงคลื่นยินยอมให้คนภายนอกพลิกดูคัมภีร์ราชินีกระบี่ สาเหตุที่สองคือ ไม่ว่าผู้ใดก็ท่องจำเคล็ดวิชากระบี่ทั้งสี่สิบเก้าประโยคไม่ได้ตามที่กล่าวมาแล้ว สาเหตุที่สามคือหากมีคนมุมานะครุ่นคิดตีความต่อไป จะหลงงมงายอยู่กับมรรคากระบี่อันลึกล้ำ ต้องถูกพวกนางคร่ากุมโดยง่ายดาย สาเหตุที่สี่คือ เราดูออกว่าคัมภีร์กระบี่เล่มนี้เหมาะกับการให้คนธาตุสุดเย็นฝึกปรือ พวกเราเหล่าบุรุษหาญศึกษาค้นคว้า ต่อให้ปราดเปรื่องลึกล้ำปานใด ก็ไม่อาจบรรลุถึงขั้นสุดยอดได้”

คำพูดพอกล่าว ลุ้ยสี่ฮ้งกับจงซ้วงค่อยเข้าใจกระจ่างทั้งสิ้นลองคิดดู คัมภีร์ราชินี้กระบี่เล่มนี้เมื่อเป็นสุดยอดของวิชากระบี่ ย่อมเป็นที่มุ่งมาดปรารถนาของผู้ฝึกปรือวิชาบู๊ แต่จนบัดนี้ คัมภีร์เล่มนี้ยังเก็บรักษาอยู่ในหอฟังเสียงคลื่น สาเหตุที่สี่ย่อมสำคัญที่สุด

เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอีกว่า

      “ตอนนั้นเราคืนคัมภีร์แก่พวกนาง จากนั้นออกปากขอให้เปิดทางลี้เกาะจู้ถึงกับให้การยกย่องเราเป็นพิเศษ แต่นางมิอาจไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของหอฟังเสียงคลื่น สั่งศิษย์ทั้งหลายตั้งท่วงท่า ขอให้เราบ่งบอกวิธีทะลวงฝ่า จากนั้นก็จากไปได้

      “เห็นหญิงงามทั้งสี่นางชักกระบี่ ก่อตั้งเป็นค่ายกลค่ายหนึ่ง นับว่าลึกล้ำพิสดารจริงๆ หากว่าเราต้องลงมือมาตรว่าทะลวงผ่านได้ ก็ต้องเปลืองเรี่ยวแรงมากหลาย พร้อมกับนั้นยากหลีกเลี่ยงจากการฆ่าคน หากเรื่องราวเกิดการแตกหักถึงชั้นนั้น วันนี้เราคงไม่สามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่ได้

      “หลังจากที่เราทำลายาค่ายกลกระบี่ด้วยปากเปล่า ลี้เกาะจู้ก็เชื้อเชิญเราไปนั่งสนทนายังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง จัดอาหารเจอันโอชะเลี้ยงต้อนรับ เมื่อเรากล่าวคำอำลา นางยังนำเราไปยังห้องเก็บรักษาคัมภีร์ ภายในห้องสะสมตำรับตำราอธิบายเคล็ดวิชาในคัมภีร์ราชินีของเกาะจู้รุ่นต่างๆ จากปากคำลี้เกาะจู้ เรานับเป็นบุรุษคนแรกในรอบร้อยปี ที่เหยียบย่างเข้าสู่ห้องเก็บรักษาคัมภีร์...”

      เอ่ยถึงตอนนี้ พลันกล้ำกลืนคำพูดไว้ สีหน้าปรากฏแววนิยมฝันใฝ่เบื้องหน้าคล้ายปรากฏรูปโฉมโนมพรรณของประมุขหอฟังเสียงคลื่นลี้งักขึ้น มันได้รับการยกย่องจากสตรีเลอโฉมนางนี้ นับเป้ฯเกียรติยศที่คาดคิดไม่ถึง ยามนี้รื้อฟื้นบอกกล่าว อดลิงโลดยินดีและสะทกสะท้านมิได้

      ชั่วครู่ให้หลัง เงี่ยมบ้ออุ้ยค่อยรั้งสายตากลับมาที่ลุ้ยสี่ฮ้ง กล่าวเสียงทุ้มหนักว่า

      “จากการศึกษาคัมภีร์ราชินีกระบี่ของเรา พบว่ายังมีท่ากระบี่และค่ายกลลึกล้ำอีกมากหลาย หากหอฟังเสียงคลื่นทุ่มเทยอดฝีมือออกมา ก่อตั้งเป็นค่ายกลกระบี่ เราสำนึกตัวว่าไม่มีปัญญาทะลวงผ่าน ไม่แน่ว่าเพียงลี้เกาะจู้ลงมือเอาชัยเราได้ ดังนั้นหากคิดจัดการกับทายาทของหอฟังเสียงคลื่น โดยเฉพาะผู้มาอาจเป็นราชินีกระบี่แห่งยุค ไม่อาจใช้วิชาฝีมือเข้าพิชิตได้”

      ลุ้ยสี่ฮ้งส่งเสียงดังอ้อ กล่าวว่า

      “ที่แท้ซือแป๋ต้องการให้สี่ตี๋ตบแต่งราชินีกระบี่นั้นเป็นภรรยา?”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะกล่าวว่า

      “อาซ้วง สนามรักเฉกเช่นสนามรบ การพลิกแพลงเคลื่อนไหว ขึ้นอยู่กับจิตใจ ในความเห็นเรา สนามรักยังคับขันอันตรายกว่าสนามรบ ขอเพยงพลาดพลั้ง ต้องพินาศย่อยยับ เจ้าเข้าใจความหมายของเราหรือไม่?”

      จงซ้วงน้อมกายกล่าวว่า

      “ศิษย์เข้าใจ ทั้งยังจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ ไม่เป็นที่ผิดหวังของท่านผู้เฒ่า”

      ลุ้ยสี่ฮ้งเห็นซือตี๋ผู้นี้ช่างเจรจาพาที นับเป็นอัจฉริยะบุรุษที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ ในใจยิ่งนับถือเลื่อมใสฝีมือของซือแป๋ยิ่งกว่าเดิม

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

      “หลายปีมานี้ เราได้จัดเตรียมสถานที่สองแห่ง ให้เจ้าเลือกแห่งใดแห่งหนึ่ง ถือเป็นต้นกำเนิด ด้วนสถานการณ์บังคับ เจ้าอาจต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับหมู่ตึกเอกะ แต่ต้องยึดถือหลักการข้อหนึ่ง นั่งคือในหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้า เจ้าฆ่าได้อย่างมากสองคน สำหรับผู้คนที่พวกมันจัดส่งไป ฆ่าได้อย่างเต็มที่”

      จงซ้วงรับคำ เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอีกว่า

      “สถานที่ติดต่อที่กระจายอยู่ทั่วประเทศห้าร้อยแห่งของหมู่ตึกเราเจ้าล้วนจดจำใส่ใจหรือไม่?”

      จงซ้วงตอบว่า

      “ศิษย์จดจำขึ้นใจ สามารถท่องออกมาได้”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะกล่าวว่า

      “การไปของเจ้าครั้งนี้ เราสองอาจารย์กับศิษย์ไม่ทราบยังมีโอกาสพบปะกันหรือไม่ สี่ฮ้ง เจ้าไปนำสุราอาหารมาเลี้ยงส่งสี่ตี๋เจ้า”

      ลุ้ยสี่ฮ้งรับคำ หันกายออกไป เงี่ยมบ้ออุ้ยปรายตาบอกใบ้ต่อจงซ้วง จงซ้วงกระโดดปราดถึงข้างประตู เปิดแง้มออกเป็นช่อง ลอบมองออกไปจากนั้นปิดประตูลง สั่นศีรษะต่อซือแป๋คราหนึ่ง

      เงี่ยมบ้ออุ้ยล้วงจดหมายสองฉบับ ส่งให้กับจงซ้วง กล่าวว่า

      “นี่เป็นต้นกำเนิดที่เราจัดสรรให้กับเจ้า เจ้าลองอ่านดู เลือกชนิดใดชนิดหนึ่ง นี่ต้องท่องจำรายละเอียดไว้ เมื่อถึงเวลาจะได้เผยพิรุธ”

      จงซ้วงรับจดหมายมาอ่านดูโดยละเอียด มันความจริงเฉกเช่นผ้าขาวผืนหนึ่ง แต่ภายใต้การฝึกอบรมของเงี่ยมบ้ออุ้ย กลบกลายเป็นคนลึกซึ้งชั่วร้าย การฝึกอบรมที่มันได้รับ กระตุ้นสติปัญญาของมันถึงขีดสุด ความลึกซึ้งของจิตใจ ความแม่นย้ำของการคาดการณ์ ความเผ็ดร้อนของฝีมือที่ใช้ ล้วนบรรลุถึงขั้นสุดยอด

      ระหว่างนี้มันตระหนักดีว่า ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันล่อแหลมอันตราย ทั้งนี้เพราะมันรู้ซึ้งถึงธาตุแท้ใจคอของเงี่ยมบ้ออุ้ย มันทราบว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยเป็นผู้บูชาลัทธิผลประโยชน์ เพียงหวังความสำเร็จไม่เลือกวิธีที่ใช้ หากมีความจำเป็น ต้องไม่เสียดายกับการเสียสละญาติมิตรทั้งหมด ยังดีที่เงี่ยมบ้ออุ้ยครองตัวเป็นโสด ไม่เข้าใกล้เพศตรงข้าม ดังนั้นไม่มีบุตรธิดา ไม่เช่นนั้นบุตรธิดาย่ำแย่สาหัสแล้ว

      จงซ้วงเมื่อรู้ซึ้งถึงธาตุแท้ใจคอของเงี่ยมบ้ออุ้ย ก็ทราบว่าตัวเองมีสภาพล่อแหลม ขอเพียงแสดงท่าทีไม่สัตย์ซื่อสักเล็กน้อย ต้องถูกเงี่ยมบ้ออุ้ยกำจัดฆ่าทิ้ง ดังนั้นระมัดระวังตลอดเวลา แม้ยามหลับฝันก็รักษาความตื่นตัวไว้

      จนบัดนี้มันยังนึกไม่ออกว่า เงี่ยมบ้ออุ้ยมีวิธีการป้องกันการทรยศของมันได้อย่างไร ด้วยนิสัยใจคอของเงี่ยมบ้ออุ้ย หากไม่มีวิธีควบคุมมัน ไหนเลยกล้ามอบหมายหน้าที่สำคัญให้?

      ควรทราบว่าในแผนการของเงี่ยมบ้ออุ้ย จงซ้วงถูกเสกสรรปั้นเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ ดังนั้นจงซ้วงต้องศึกษาตำรับตำราต่างๆ จนแตกฉาน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องมีผลในการโน้มน้าวจิตใจให้ใฝ่ความดี เงี่ยมบ้ออุ้ยไหนเลยไม่ระวังป้องกันได้?

      จงซ้วงอดทนอย่างยากเย็น ค่อยทนรอถึงวันนี้ เห็นแน่ชัดว่ากำลังจะเป็นนกที่โบยบินออกจากกรงสู่โลกกว้างอันไพศาล ยิ่งระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

      มันสงบจิตระงับใจ อ่านดูข้อความในจดหมายทั้งสองฉบับโดยละเอียด

      มันชมชอบต้นกำเนิดหนึ่ง นั่นคือมันความจริงเป็นกำพร้า เมื่อหกปีก่อน ตอนอายุสิบสี่ปี ได้รับการอุปการะจากยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มเมืองนานกิงผู้หนึ่ง มีนามว่าตังอันก๊ก สองปีให้หลัง ตังอันก๊กสองสามีภรรยาล้มป่วยเสียชีวิต ได้แต่บากหน้าไปขอพึ่งพิงสหายเพศบรรพชิตของบิดาบุญธรรมฉายาชีอ๋อเสียง (หลวงจีนงมงาย) ทั้งร่ำเรียนวิทยายุทธ์จากท่าน จวบกระทั่งสามปีให้หลัง หลวงจีงมงายมรณภาพ มันค่อยออกท่องยุทธจักร พอมีชื่อเสียงที่ยุทธจักรภาคตะวันออกเฉียงใต้อยู่บ้าง

      หลังจากนั้นยังบันทึกวีรกรรมของมัน ตลอดจนญาติมิตรของตระกูลตัง แนวทางวิชาฝีมือต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวของหลวงจีนงมงายด้วย

      แน่นอน ทั้งหมดนี้มีหลักมีฐานเป็นตัวเป็นตน ครั้งกระโน้นเงี่ยมบ้ออุ้ยเพาะสร้างจงซ้วงคนหนึ่ง กราบตังอันก๊กเป็นบิดาบุญธรรม และเป็นศิษย์ของหลวงจีนงมงายจริงๆ รอบปีที่ผ่านมา จงซ้วงผู้นี้ก็ประกอบวีรกรรมอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง

      จงซ้วงทราบว่า ชายหนุ่มที่เคยประกอบวีรกรรมอยู่ปีเศษนั้นคงถูกซือแป๋ฆ่าทิ้ง เพื่อให้มันสวมรอยแทน ตังอันก๊กสองสามีภรรยาและหลวงจีนงมงายล้วนลาโลกแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็จำแนกไม่ออกว่ามันเป็นจงซ้วงตัวปลอม

      หลังจากที่มันตกลงใจ ก็บ่งบอกความประสงค์นี้ต่อซือแป๋ เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะกล่าวว่า

      “ตกลง เจ้านำกลับไปอ่านทบทวนสักหลายเที่ยว ค่อยเผาทำลายทิ้ง”

      จงซ้วงรับคำ ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบโสด ลุ้ยสี่ฮ้งผลักประตูเข้ามา ในมือมันหิ้วกล่องอาหารจัดแจงเปิดจุกขวด รินสุราให้

      เงี่ยมบ้ออุ้ยชูจอกสุราขึ้น กล่าวว่า

      “อาซ้วง การไปของเจ้าครั้งนี้ หนึ่งนั้นแบกภาระหน้าที่สำคัญใหญ่หลวง สอง เพื่อปกปิดเป็นความลับ เจ้าอาจไม่ได้กลับสำนักตลอดกาลให้ดื่มสุราจอกนี้ ถือเป็นการเลี้ยงอำลา”

      จงซ้วงหวนนึกถึงพระคุณของซือแป๋ ส่งเสริมตัวเองจากกำพร้าผู้หนึ่งเป็นชายหนุ่มยอดฝีมือ อดตื้นตันใจจนน้ำตาคลอหน่วยมิได้ ดื่มสุราจอกนี้ลงไป จากนั้นรินสุราจอกหนึ่ง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง กล่าวว่า

      “ศิษย์ขออาศัยสุราจอกนี้ อำนวยพรให้ซือแป๋ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยที่ในชีวิตไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ยามนี้อดทอดถอนใจมิได้ ยกจอกดื่มสุราจนเหือดแห้ง ห้วงสมองอดประหวัดนึกถึงรูปโฉมของประมุขหอฟังเสียงคลื่นลี้งักมิได้

      เวลายี่สิบปีผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วดั่งความฝัน ยามนี้วัยอันบรรเจิดล้วนเลือนลับไร้ร่องรอย แต่ละปีปรากฏฤดูกาลหมุนเวียนเข้ามาแทนที่...หากว่ามันไม่ปล่อยวางวัยอันบรรเจิดนั้น หากว่าไม่สะบั้นใยรักที่ก้นบึ้งหัวใจ

      โดยไม่ต้องสงสัย ลี้เกาะจู้ที่งามเฉิดฉายมีความปรารถนาดีต่อมัน หากว่ามันบอกรักนางเช่นเดียวกับชนชาวโลกทั่วไป คงจะได้สมรสสมรักแต่มันกลับละทิ้งโอกาสเพียงหนึ่งเดียวนี้

      ยามนี้หวนคำนึงถึง ค่อยพบว่ามันผ่านผู้คนนับพันนับหมื่น มีแต่ลี้งักที่สร้างความหวั่นไหวใจแก่มันได้ มันไฉนละทิ้งนาง ใช่แล้ว เป็นเพราะบัลลังก์ของผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ครอบครองในวันนี้เอง

      มุมปากของมันปรากฏรอยยิ้มอันเลื่อนลอยวูบหนึ่ง มันนับว่ารับรู้รสชาติอันเวิ้งว่างหลังความสำเร็จแล้ว ที่แล้วมาบัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่เปล่งประกายอันเจิดจ้าถึงเพียงนั้น ถึงกับยินยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อช่วงชิง มิคาดพอได้ครอบครอง กลับพบว่านั่นเป็นเงามายากลุ่มหนึ่ง

      เงี่ยมบ้ออุ้ยยามกะทันหันไม่อาจขับไล่ความเศร้าหมองไปจากใจ บังเกิดความคิดใคร่ล้างมือในอ่างทอง ขอถอนตัวเร้นกาย แม้กระทั่งตัวเองก็บังเกิดความตระหนกตกใจ ครุ่นคิดขึ้น

      ‘เราไต่เต้าขึ้นสู่บัลลังก์อันยิ่งใหญ่นี้อย่างยากเย็น ไหนเลยบังเกิดความคิดถอนตัวได้?’

      ขณะทบทวนหวนนึกถึงความคิดนี้ พลันได้ยินเสียงระฆังกระทบโสต ปลุกให้เงี่ยมบ้ออุ้ยตื่นจากภวังค์ความคิด และขับไล่ความคิดคำนึงถอนตัวของมันไป

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งให้ลุ้ยสี่ฮ้งออกไปชมดูว่าเป็นเรื่องราวใด ลุ้ยสี่ฮ้งรีบรุดออกไป จากนั้นกลับมารายงานว่า

      “หัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าของหมู่ตึกเราออกปฏิบัติการแล้ว ฟังว่าข่าวการล่มสลายของนครเขียวเรืองโรจน์ถ่ายทอดถึงที่นี้ มีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนครเขียวเรืองโรจน์ออกจากเมืองเกาอิ้ว คิดรุดไปตรวจสอบดู หัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกับรายชื่อในบัญชีดำมิอาจไม่ตัดสินใจเร่งรุดติดตามไป”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะ กล่าวว่า

      “พวกมันกระทำถูกต้อง ตอนนี้อาซ้วงก็ออกเดินทางได้แล้ว”

      จงซ้วงยืนอยู่ด้านข้าง อ่านดูจดหมายสองฉบับนั้นโดยละเอียดอีกเที่ยวหนึ่ง พอฟังก็ล้วงชุดไฟออกมากวัดแกว่งจุดขึ้น เผาจดหมายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นกราบกรานอำลาซือแป๋และตั่วซือเฮีย อาศัยอุโมงค์ลับในหมู่ตึกจากไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal