บทที่ 2 ตั้งตนเป็นเอกะ

       ไม่นานให้หลัง ม้าพ่วงพีติดตามขบวนเล็กๆ ขบวนหนึ่งจนทัน นั่นเป็นขบวนม้าเจ็ดแปดตัว ห้อมล้อมรถม้าคันหนึ่งไว้ ชายฉกรรจ์ชุดขาวเร่งม้าถึงข้างรถ ชะลอความเร็วลง ควบเคียงคู่กับรถม้า ทางหนึ่งร้องดังๆ ว่า

       “บริวารได้รับคำสั่งให้จับตาดูความเคลื่อนไหวชั้นสุดท้ายของล้อฮีอู้ ผลเป็นไปตามที่จู้ยิ้นคาดการณ์ไว้ มันรอจนเสียงฝีเท้าม้าจากไปไกลค่อยล้มลงกับพื้น หลังจากนั้นไม่ไหวติงอีก”

       ในรถม้าบังเกิดเสียงหัวร่ออย่างภาคภูมิดังขึ้น ชายฉกรรจ์ชุดขาวนั้นชักม้าล่าถอยไปด้านข้าง ปรากฏม้าอีกสองตัวเข้าเทียบแทนที่ คนบนหลังม้าหนึ่งเป็นลุ้ยสี่ฮ้ง หนึ่งเป็นหัวหน้านิกายพรายขาวฉ่าจุ่งเซีย

       ลุ้ยสี่ฮ้งกล่าวเสียงกังวานว่า

       “ซือแป๋แน่ใจว่าล้อฮีอู้เสียชีวิตแล้วหรือ?”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยในรถม้ายกมือหนึ่งขึ้นกุมอก สีหน้าปรากฏแววเจ็บปวดขึ้น สูดลมหายใจหลายครา ค่อยกล่าวว่า

       “ย่อมต้องเสียชีวิตแล้ว”

       หัวหน้านิกายพรายขาว กวาดตามองรอบข้าง เห็นหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยา หัวหน้าพรรคเลิศล้ำ หัวหน้าตึกพิชิตชัย และหัวหน้าค่ายภูผาไผ่ล้วนผงกศีรษะต่อมัน ดังนั้นได้แต่กล่าวว่า

       “จงเพียวปาจื้อ (ท่านหัวหน้าใหญ่) เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไยไม่ส่งคนไปพิสูจน์ยืนยันสักครา?”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยหัวร่อฮาฮากล่าวว่า

       “เล่าฮูหากกระทั่งศัตรูตายแล้วหรือไม่ ยังไม่ล่วงรู้ ไหนเลยคู่ควรรับตำแหน่งจอเพียวปาจื้อ ท่านทั้งหลายวางใจ ล้อฮีอู้ต้องไม่มีชีวิตอยู่ในโลกแน่นอน”

       เพิ่งกล่าวจบ ก็อ้าปากกระอักโลหิตคำหนึ่ง แต่ผู้คนที่นอกรถหาทราบเรื่องไม่

       ขบวนรถม้าเดินทางเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม มาถึงริมแม่น้ำกว้างใหญ่สายหนึ่ง เห็นเรือใหญ่สองเสาจำนวนสองลำจอดลอยล้ำอยู่กลางแม่น้ำ เงี่ยมบ้ออุ้ยถ่ายทอดคำสั่ง ให้คนทั้งหมดลงเรือไปก่อน เมื่อถึงเมืองเกาอิ้วค่อยรับฟังคำสั่งต่อไป

       คนทั้งหมดลงเรือน้อยที่จอดเทียบอยู่ริมฝั่ง แจวเข้าหาเรือใหญ่ที่ข้างรถม้าเพียงหลงเหลือลุ้ยสี่ฮ้งคนเดียว มันเฝ้ามองจนเรือใหญ่ถอนสมอออกเดินทางค่อยรายงานต่อซือแป๋ในรถม้า

       เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

       “ประเสริฐมาก เจ้าแบกซือแป๋ลงเรือ

       ลุ้ยสี่ฮ้งใจหายวาบ ถามโพล่งว่า

       “ท่านผู้เฒ่าเป็นไรแล้ว?”

       “ไม่ต้องปากมาก รีบเร่งลงเรือ”

       ลุ้ยสี่ฮ้งชะโงกตัวเข้าไปภายในรถ พบว่าซือแป๋มีสภาพทุลักทุเลรีบแบกเงี่ยมบ้ออุ้ยขึ้นหลัง ขึ้นสู่เรือใหญ่ มันยังขี้สกัดจุดชีวิตของคนขับรถ สั่งให้บริวารที่เรือน้อยลำเลียงซากศพคนขับรถขึ้นเรือใหญ่ด้วย นี่เป็นฝีมือฆ่าปิดปาก โอกาสหน้าลูกเรือบนเรือใหญ่ก็ต้องประสบชะตากรรมดุจเดียวกัน เพื่อมิให้แพร่งพรายข่าวคราวออกไป

       เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งให้ลุ้ยสี่ฮ้งจัดเรือน้อยรอคอยอยู่ที่ริมฝั่ง ประมาณยามเที่ยง เรือน้อยค่อยแจวมาสมทบ พร้อมกับบรรทุกชายฉกรรจ์ชุดขาวที่เป็นคนสนิทของเงี่ยมบ้ออุ้ยมาสองคน

       ชายฉกรรจ์ชุดขาวทั้งสองล้วนผ่านการเร่งรุดเดินทาง ใบหน้าปรากฏเค้าความเหนื่อยล้า คารวะต่อเงี่ยมบ้ออุ้ยอย่างรีบร้อน เงี่ยมบ้ออุ้ยถามว่า

       “ค้นหาซากศพของมันไม่พบ ใช้หรือไม่?”

       ชายฉกรรจ์ชุดขาวทั้งสองรับคำ ขณะจะกล่าวต่อเงี่ยมบ้ออุ้ยตัดบทว่า

       “มิต้องกล่าวแล้ว พวกเจ้าย้อนกลับนครเขียวเรืองโรจน์ หาซากศพล้อฮีอู้ไม่พบ ดังนั้นออกค้นหาโดยรอบ ค่อยเสียเวลามากมาย ทั้งสูญสิ้นเรี่ยวแรง”

       ชายฉกรรจ์ชุดขาวทั้งสองรับคำว่า

       “เป็นเช่นนั้นจริง”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอีกว่า

       “สี่ฮ้งแจ้งให้พื่น้องบนเรือทั้งสิบคน เฝ้าจับตาดูลูกเรือทั้งสิบกว่าคน เมื่อถึงที่หมายค่อยฆ่าปิดปาก ทั้งอย่าไดทิ้งร่องรอยใดไว้”

       ลุ้ยสี่ฮ้งน้อมกายรับคำ ถ่ายทอดคำสั่งไป ค่อยกลับห้องท้องเรือมาดูแลซือแป๋ ยามนั้นเงี่ยมบ้ออุ้ยรับประทานยาเม็ดรักษาบาดเจ็บลงไปแล้ว เห็นลุ้ยสี่ฮ้งกลับเข้ามา จึงสั่งว่า

       “ยามเที่ยงวันพรุ่งนี้จะบรรลุถึงเมืองเกาอิ้ว เจ้าล้วนทราบดี ให้ดำเนินการตามนั้น”

       ลุ้ยสี่ฮ้งมีสีหน้าวิตกกังวล กล่าวว่า

       “ท่านผู้เฒ่ารับบาดเจ็บไม่น้อย ยังคงยกเลิกปฏิบัติการที่เมืองเกาอิ้วชั่วคราว เป็นอย่างไร?”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า

       “นี่จะได้อย่างไร พวกเราวางแผนเตรียมการมากว่ายี่สิบปี วันพรุ่งนี้แผนการทั้งหมดจะปรากฏเป็นความจริง ไหนเลยเลิกล้มได้?”

       “ศิษย์เกรงว่าซือแป๋จะได้รับผลสะท้อนจากอาการบาดเจ็บบอบช้ำ กำหนดนัดในวันพรุ่งนี้ก็ไม่แน่ว่าต้องสำแดงอานุภาพทันที”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่นศีรษะกล่าวว่า

       เราย่อมมีความมั่นใจเปี่ยมล้น ขอเพียงเจ้าประสานงานด้วยดีรับรองไม่ผิดพลาด เรามีช่วงเวลานี้โคจรพลัง ต้องประคองตัวอยู่ได้ แต่หลังจากนี้คงต้องคร่ำเคร่งฝึกปรือสามปี ค่อยฟื้นคืนสู่สภาพเดิม”

       ลุ้ยสี่ฮ้งทราบว่าซือแป๋คำนวณเรื่องราวแม่นยำตลอดมา มิอาจไม่เชื่อถือ ได้ยินเงี่ยมบ้ออุ้ยพึมพำว่า

       “ซากศพของล้อฮีอู้กลับหายสาบสูญ หรือว่ามันรอดชีวิตได้ ไม่เช่นนั้นก็ถูกผู้อื่นช่วงชิงซากศพไปก่อน?”

       คำพูนี้สะกิดความสงสัยอยากรู้ของลุ้ยสี่ฮ้งขึ้น อดถามมิได้ว่า

       “ซือแป๋ ท่านมิใช่แน่ใจว่าล้อฮีอู้เสียชีวิตแล้ว จึงไม่สั่งให้พิสูจน์ศพของมันหรอกหรือ หากตอนนั้นสั่งการให้พิสูจน์ซากศพ นับว่าง่ายดายยิ่ง...”

       “ตอนนั้นเราเชื่อมันว่าล้อฮีอู้ต้องตายแน่นอน บวกกับเราคำนวณเวลาเป็นมั่นเหมาะ หากชักช้าเสียเวลา ยากจะปกปิดอาการบาดเจ็บที่ได้รับได้ จึงสั่งการให้ถอนกำลัง แต่ยามนี้ทบทวนหวนนึก ไม้เท้าของเราแลกกับด้ามดาบมัน กระแทกถูกพร้อมกัน ยอมรับว่าเป็นผลสะท้อนต่อพลังไม้เท้าของเรา”

       ลุ้ยสี่ฮ้งรับฟังจนตื่นตระหนกยิ่ง ได้ยินเงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวสืบต่อ

       “นี่ยังเป็นเรื่องรองลงไป ที่น่าหวั่นวิตกคือ หากว่ามันฝึกปรือลมปราณคุ้มครองกายฮ้วยฮุ้นเจา (เมฆอัคคีคลุมร่าง) อย่างนั้นท่าไม้เท้าที่แฝงวิชาเฮ็กจุ้ยเชียกฮุ้น (สายน้ำดำตัดวิญญาณ) ของเรา อาจไม่สามารถปลิดชีวิตมันได้”

       คำบรรยายเหล่านี้แฝงเคล็ดวิชาไม่น้อย ลุ้ยสี่ฮ้งแม้เป็นศิษย์อันดับหนึ่งของเงี่ยมบ้ออุ้ย ยังมีบางประการที่ฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นถามว่า

       “ท่านผู้เฒ่าบอกว่า ท่าตอบโต้ของล้อฮีอู้แม้มีผลสะท้อนยังไม่สำคัญ ศิษย์เข้าใจดี แต่ท่านผู้เฒ่าเมื่อใช้วิชาสายน้ำดำตัดวิญญาณ ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามใช้วิชาเมฆอัคคีคลุมร่าง ตามหลักของธาตุทั้งห้า น้ำสามารถดับอัคคี ซือแป๋ไฉนไม่มีความมั่นใจขึ้นมา?”

       “ถามได้ประเสริฐ แต่ในตำราว่าไว้ ‘น้ำชนะอัคคีได้ แต่น้ำกระบวยเดียว ไม่อาจดับฟืนไฟทั้งคันรถ’ หมายความว่าคุณลักษณะของน้ำแม้สามารถดับไฟ แต่หากเกิดเพลิงไหม้ไม้ฟื้นทั้งคันรถ อาศัยน้ำกระบวยเดียวก็ไม่สามารถราดรดดับเพลิงได้”

       ลุ้ยสี่ฮ้งค่อยเข้าใจกระจ่าง เงียบงันไม่ส่งเสียง เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

       “แต่โอกาสรอดชีวิตของล้อฮีอู้รำไรยิ่ง ยามนี้มิต้องหวั่นวิตกไป ต่อให้มันมีชีวิตอยู่ได้ อาการบาดเจ็บยังยิ่งกว่าเรา ภายในเวลาห้าปีเจ็ดปีไม่สามารถกระทำอันใดได้”

       การสนทนาถึงตอนนี้ ถือว่ายุติลง เรือใหญ่สองเสาแล่นไปตามกระแสน้ำ บางครั้งเผชิญลมก็ชักใบขึ้น ต่อให้ไม่กางใบ ระดังความเร็วยังไม่เชื่องช้าแต่อย่างไร

เดินเรือถึงกลางดึก พลันได้ยินเสียงตูม คล้ายมีคนกระโดดลงน้ำ ลุ้ยสี่ฮ้งรุดไปสืบสาวราวเรื่อง พบว่ามีลูกเรือคนหนึ่งหายสาบสูญจริงๆ

       จากปากคำของเจ้าของเรือ ลูกเรือผู้นี้มีอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปี ทั้งหมดเรียกหามันว่าเซี่ยวจิว (จิวน้อย) หาได้ทราบชื่อไม่ เซี่ยวจิวขยันขันแข็งไม่เกี่ยงงอนค่าแรง ปรกตินิสัยเงียบขรึม ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สอบประวัติของมัน

       ลุ้ยสี่ฮ้งเห็นผิวแม่น้ำดำทะมึน ต่อให้เป็นคนมีวิชาทางน้ำสูงเยี่ยมปานใด ก็ไม่อาจหาตัวคนตกน้ำได้ ดังนั้นสั่งให้บริวารที่จัดเจนสองคนลงจากเรือ รับหน้าที่สิบหาร่องรอยของเซี่ยวจิว

เที่ยงวันรุ่งขึ้น เรือใหญ่แล่นถึงทะเลสาบเกาอิ้วโอ้ว ห่างจากเมืองเก้าอิ้วเพียงไม่กี่ลี้ ลุ้ยสี่ฮ้งสั่งให้กลับลำ แล่นเรือเข้าสู่ทางน้ำแยกที่ซุกซ่อนอยู่กลางพงแขมสายหนึ่ง

       ไม่นานให้หลัง บนฝั่งปรากฏท่าเทียบเรือแห่งหนึ่งบนท่ามีผู้คนสิบกว่าคนยืนสำรวมรอต้อนรับ ผู้นำขบวนประกอบด้วยหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าเอง

       เงี่ยมบ้ออุ้ยยืนตระหง่านที่หัวเรือ ไม่มีท่าทีรับบาดเจ็บแม้แต่น้อย มันถือไม้เท้าก้าวขึ้นฝั่ง หัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าตรงเข้ามาน้อมคำนับจากนั้นห้อมล้อมยอดฝีมืออันดับหนึ่งฝ่ายอธรรมผู้นี้ไปตามเส้นทางอันกว้างขวางสายหนึ่ง

       หลังจากตัดผ่านดงไม้แถบหนึ่ง เบื้องหน้าสายตาพลันปรากฏตัวตึกหลังหนึ่ง ตัวตึกนี้ปลูกสร้างอยู่ท่ามกลางไผ่เขียวต้นไม้ขจี หากไม่เร่งรุดเข้าใกล้ ยากที่จะพบเห็นได้

       เห็นบนประตูตึกแขวนป้ายขวางเขียนข้อความ “ต๊กจุนซัวจึง” (หมู่ตึกเอกะ) ตัวตึกนี้เป็นหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ปลูกสร้างขึ้นอย่างลับๆ เมื่อสองปีก่อน เพื่อสำหรับเงี่ยมบ้ออุ้ยโดยเฉพาะ จากชื่อของตัวตึก แสดงว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยคิดตั้งตัวโดเด่นเป็นเอกะตั้งแต่แรก

       หลังประตูตึกเป็นลานกว้างแถบใหญ่ ด้านตรงข้ามกับประตูใหญ่เป็นห้องโถงหลังหนึ่ง สองฟากข้างและด้านหลังปลูกสร้างห้องหับแน่นขนัด เพียงพอให้ผู้คนนับพันพักอาศัย

       ยามนี้บนลานกว้างใกล้กับประตูห้องโถง ยืนเข้าแถวด้วยชายฉกรรจ์ชุดเขียวรัดกุมร้อยกว่าคน ทุกผู้คนชักดาบกระบี่จากฝัก หน้าตาเคร่งขรึมสำรวม

       เงี่ยมบ้ออุ้ยและพวกเดินตรวจเหล่าชายฉกรรจ์สาวเท้าเข้าห้องโถง เห็นกึ่งกลางห้องจัดตั้งเก้าอี้ไท้ซือ (เก้าอี้พนักสูงมีที่เท้าแขน) ปูหนังเสือตัวหนึ่ง สองฟากข้างเรียงรายเก้าอี้แต่ละตัวจัดตั้งโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง

       เงี่ยมบ้ออุ้ยพอทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยากับหัวหน้านิกายพรายขาวนั่งอยู่ทางซ้าย ลุ้ยสี่ฮ้ง หัวหน้าพรรคเลิศล้ำ หัวหน้าตึกพิชิตชัยและหัวหน้าตึกภูผาไผ่นั่งอยู่ทางขวา หญิงรับใช้สิบกว่านาง ก็ยกน้ำชาอาหารว่างเข้ามา

       ยามนั้นลุ้ยสี่ฮ้งกล่าวเบาๆ กับซือแป๋ว่า

       “คนบนเรือล้วนถูกฆ่าสิ้น เด็กทั้งหลายลงมืออย่างหมดจดยิ่ง”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ ในสายตาของมัน ชีวิตของลูกเรือสิบกว่าคนนั้นยังไร้ค่ากว่ามดปลวกอีก ยามนั้นกวาดตามองทุกผู้คนในห้องโถง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

       “นครเขียวเรืองโรจน์ถูกล้มล้าง พวกเรานับว่าปฏิบัติการสำเร็จลุล่วง คราครั้งนี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มสติกำลังจากท่านทั้งหลายเราผู้แซ่เงี่ยมขอจดจำซึ้งใจ”

       ทุกผู้คนพากันผุดลุกขึ้น เป็นความหมายไม่กล้ารับเงี่ยมบ้ออุ้ยโบกมือให้ทั้งหมดนั่งลง ค่อยกล่าวสืบต่อ

       “นครเขียวเรืองโรจน์เป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวยุทธจักร เมื่อถูกทำลายล้าง พลังที่คิดต่อต้านกับหมู่ตึกเอกะเราก็แตกสานซ่านเซ็น ยากที่จะรวมตัวได้ นับแต่นี้พวกเรายังต้องจับตาดูบุตรชั่วร้ายของตระกูลล้อ นามล้อเท้งเง็ก หากปล่อยให้มันฟื้นฟูนครเขียวเรืองโรจน์ขึ้นใหม่ จะถึงกลาอวสานของหมู่ตึกเอกะ ดังนั้นท่านทั้งหลายต้องคอยติดตามร่องรอยของมันโดยไม่ลดละ”

       ทุกผู้คนน้อมกายรับคำ เงี่ยมบ้ออุ้ยกวาดตาไปยังหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่เจียมซิงแซ กล่าวถามว่า

       “ผู้คนมาครบถ้วนแล้วหรือไม่?”

       หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่เจียมซิงแซผุดลุกขึ้นตอบว่า

       “ยังขาดแชเฮี้ยอู้สือ (บัณฑิตเมฆรุ้งเขียว) แห่งสำนักแชเซี้ยแต่เท่าที่ได้รับรายงาน อีกประมาณธูปไหม้หมดดอกจะบรรลุถึง”

       สถานที่นี้อยู่ในเขตอิทธิพลของนิกายบำเพ็ญคู่ ดังนั้นทุกเรื่องราวหมันดูแลรับผิดชอบ ยามนั้นมันล้วงบัญชีรายชื่อจากในแขนเสื้อแผ่นหนึ่ง กล่าวว่า

       “บริวารขออาศัยโอกาสนี้ รายงานจำนวนคนที่มาถึงต่อจงเพียวปาจื้อ คราครั้งนี้พวกเราอ้างชื่อโชยมิ่นนั่ง (บุรุษพันหน้า) มกซิ่งเชื้อเชิญชาวยุทธจักรมาสามสิบห้าคน คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือทุกสารทิศ แต่ที่ได้รับความสนใจจากหมู่ตึกเรามีเพยงสิบเอ็ดคน ในจำนวนนี้นอกจากแชเฮี้ยอู้สือที่ยังไม่มาถึงแล้ว อีกสิบคนประกอบด้วยชุยซัวชิ่ว (มือผลักบรรพต) กวนท้งแห่งสำนักเสียงลิ้ม บู๊ตึงเกี่ยมแขะ (จอมกระบี่บู๊ตึง) เสียงกู่ไหนเจ็ง (หลวงจีนเรื้อรัง) แห่งภูเขาโง้วไท้ซัว เคียวอิดจือแห่งสำนักฮั้วซัว ลี้ฮัวยเกี้ยแห่งทะเลสาบท่งเท้งโอ้ว ปวยเปียง (แส้บิน) ขงเซี้ยงแห่งภูเขาอึ้งซัว ตออี้เซียนจื้อ (นางเซียนพิสดาร) เฮ้งพิ้งแห่งมณฑลกวางตุ้ง เลียกฮ้วยกี้ (ธงเปลวเพลิง) เซี้ยปิง แห่งภูเขาไท้ซัว พี่ใหญ่ของฮุ้นบู่ ซังฮ้ง (สองผู้กล้าเมฆหมอก) เม่งฉกแห่งมณฑลกุยจิว”

       มันขานชื่อยอดฝีมือเก้าคนในอึดใจเดียว ค่อยหยุดเล็กน้อย จากนั้นกล่าวสืบต่อ

       “ผู้น้องจะขานชื่อคนสุดท้าย เพื่อให้จงเพียวปาจื้อชี้ขาด คนสุดท้ายนี้เป็นหญิงสาวอายุไม่ถึงยี่สิบปี แซ่ฉิ้งนามซึงปอ ความจริงไม่อยู่ในบัญชีดำทั้งสามสิบห้าคน แต่นางประจวบกับอยู่ในตึกของตัวตั่วเนี้ยแห่งจี้ตึ้ง ดงนั้นร่วมทางมาด้วย”

       คำพูดพอกล่าว ทุกผู้คนล้วนขมวดคิ้วครุ่นคิด ซึ่งความจริง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เคยได้ยินชื่อฉิ้งซึงปอ แต่นางเมื่อถูกหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่จัดอยู่ในทำเนียบสิบเอ็ดยอดฝีมือ ต้องมีสาเหตุเคลือบแฝง

       หัวหน้าตึกบำเพ็ญคู่กระแอมเบาๆ กล่าวว่า

       “ท่านทั้งหลายคาดเดาไม่ผิด โกวเนี้ยน้อยนี้เป็นทายาทของหอเทียเตี้ยเกาะ (หอฟังเสียงคลื่น) ภูเขาโพวท้อซัว”

       มันกวาดตาไปยังเงี่ยมบ้ออุ้ย กล่าวอีกว่า

       “ก่อนที่บริวารจะขออนุญาตต่อจงเพียวปาจื้อไม่กล้าทดสอบเพลงกระบี่ของโกวเนี้ยน้อยนี้โดยพลการ ดังนั้นจนบัดนี้ยังไม่ล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบางของนาง”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยเพ่งตาครุ่นคิดชั่วขณะกล่าวว่า

       “เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง เราย่อมมีความคิดอ่านเอง ท่านคิดชื่อนางออกจากบัญชีดำ เพิ่มชื่อโป๊ยปี๋ซิ้งอ้าง (ค้างวิเศษแปดแขน) ชุยงี้แห่งภูเขาบู่ซัว กับกิมงึ่นเกา (ตาขอเงินทอง) เซียงเอี้ยงแห่งภูเขาฮ่วงซัวเข้าไปรวมเป็นสิบสองคน”

       มันหยุดไปเล็กน้อย ทั่วทั้งห้องโถงเงียบสงัดงัน บรรยากาศเคร่งขรึมสำรวม ที่แท้เหตุแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกผู้คนจิตใจหนักอึ้งเคร่งเครียดขึ้นมา

       เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวอีกว่า

       “รายชื่อในบัญชีดำ ขอให้ทั้งหมดจัดการอย่างเต็มที่ ผู้มาจากหอฟังเสียงคลื่นภูเขาโพวท้อซัว เราจะจัดการด้วยตัวเอง”

       คำพูดพอกล่าว ทุกผู้คนค่อยคลายใจลง ทั้งหมดทราบดีว่า เงี่ยมบ้ออุ้ยเพียบพูนด้วยสติปัญญาและความห้าวหาญ เมื่อกล่าวเช่นนี้ต้องมีความมั่นใจกำราบคนของหอฟังเสียงคลื่นแน่นอน

       เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งต่อหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่ว่าสมควรทำอย่างไร หัวข้อที่สั่งการมีอยู่ไม่น้อย แต่ทุกประการรวบรัดชัดเจน หลงจากสั่งจบก็เลิกประชุม ให้หัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่รับไปดำเนินการ

       เงี่ยมบ้ออุ้ยสั่งกลับเข้าห้องสงบ นั่งโคจรพลังครึ่งชั่วยาม ค่อยลืมตาขึ้นลุ้ยสี่ฮ้งปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง ยามนี้ค่อยกล่าวว่า

       “ซือแป๋ท่านคิดลงมือจัดการกับทารกหญิงแซ่ฉิ้งนั้นจริงๆ?”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

       “เราหากไม่รับเรื่องราวไว้ ยังมีวิธีอื่นอีกหรือ?”

       “แต่ซือแป๋รับบาดเจ็บ ไหนเลยลงมือได้?”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยยิ้มเล็กน้อย ศิษย์คนโตผู้นี้แม้รบสืบทอดวิชาฝีมือจากตัวเองจนหมดสิ้น แต่ความคิดอ่านเที่ยงตรงเกินไป ปราศจากเล่ห์อุบาย ดังนั้นกล่าวว่า

       “ต่อให้ซือแป๋ไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่อาจลงมือจัดการกับทารกหญิงนั้น เจ้าว่าใช่หรือไม่?”

       “ถูกแล้ว นี่นับเป็นเรื่องที่ศิษย์เคลือบแคลงสงสัยที่สุด ศิษย์ยังจำได้ว่าท่านผู้เฒ่ามักบอกว่า หอฟังเสียงคลื่นหากมีศิษย์เหยียบย่างเข้าสู่แผ่นดินตงง้วน จะถึงวาระแหงการเปลี่ยนแปลงของยุทธจักร ท่านผู้เฒ่ายังบอกว่า นครเขียวเรืองโรจน์แม้เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง ยังมีหนทางโค่นล้มรายชื่อบุคคลในบัญชีดำ ก็จัดการได้โดยง่ายดาย มีแต่หอฟังเสียงคลื่นที่ดำรงคงมั่น ยากที่จะสั่นคลอนได้...”

       เงี่ยมบ้ออุ้ยผงกศีรษะกล่าวว่า

       “นับตั้งแต่เราออกท่องเที่ยวถึงบัดนี้ ยิ่งไร้ผู้ต่อต้าน ยิ่งรู้สึกว่าคำโจษจันนี้มีเหตุผล ดังนั้นเค้นสมองหาทางคลี่คลาย ตอนนี้ลองดูว่าวิธีการของเราสามารถพลิกผันได้หรือไม่ หากประสบความสำเร็จ หมู่ตึกเอกะเราจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป”

หนังสือแนะนำ

Special Deal