บทที่ 3 แรกเข้ายุทธภพก็โดนแล้วหนึ่งดาบ

เหยียนเสี่ยวเตาโดนคนผู้นั้นเรียก‘โจรราคะ’รู้สึกโมโหแทบเต้น

ได้ยินห่าวจินเฟิงตะโกนไล่หลัง “เซวียเป่ยฝาน หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสี่ยวเตาตกใจ มองคนข้างๆ “ท่านคือเซวียเป่ยฝาน?”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้าให้เสี่ยวเตา “ใช่แล้ว”

ระหว่างที่พูด ห่าวจินเฟิงวิ่งกวดถึงด้านหลังแล้ว เซวียเป่ยฝานพลันคว้าแขนเสี่ยวเตา เหินร่างกระโดดลงใต้สะพาน จังหวะเดียวกับเรือใหญ่ลำนั้นล่องมาถึง รับพวกเขาทั้งสองไว้ได้พอดี แล้วลอดใต้สะพานไปอีกฟากหนึ่ง

คนชุดขาวที่ถือจอกเหล้าบนเรือเห็นเข้า หัวร่อกระเซ้า “เซวียเป่ยฝาน กลางวันแสกๆ เจ้ายังเก็บหญิงงามขึ้นเรือได้? สมกับฉายาโจรราคะจริงๆ”กล่าวพลางชี้นิ้วไปทางห่าวจินเฟิงที่กำลังกระทืบเท้าอยู่บนสะพาน ตะคอกว่า “หยุดตรงนั้น”

เสี่ยวเตากังขาเล็กน้อย ห่าวจินเฟิงฝีมือไม่ต่ำทราม ตรงนี้กับบนสะพานก็ห่างกันไม่มาก ไฉนไม่โดดตามลงมา

คนชุดขาวด้านหลังคล้ายมองความคิดนางออก “ห่าวจินเฟิงเป็นมือปราบป้ายทอง ได้รับฉายาจากชนชาวยุทธ์ว่าแท่นหมึกติดเท้า เนื่องเพราะเขาไม่เป็นวิชาตัวเบา เพียงอาศัยสองเท้าวิ่งตะบึง”

เหยียนเสี่ยวเตายิ้มแล้ว อาจเพราะเหยียนหรูอวี้มีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ ห่าวจิ่วหลงชายหลายใจคนนั้นยังคงอาฆาตแค้นเรื่องในปีนั้น จึงไม่สอนวิชาตัวเบาให้บุตรชาย จุ๊ๆ… ถึงได้กล่าวว่า บุรุษเมื่อปันใจก็แปรผันเป็นแปลกหน้า

ในขณะที่ทุกคนเข้าใจว่าหนีพ้นการไล่ล่าของห่าวจินเฟิงแล้ว เขากลับปีนขึ้นราวสะพาน โถมกายกระโดดลงมา…

ตูม

ห่าวจินเฟิงสมดังกิตติศัพท์ ‘แท่นหมึกติดเท้า’ หลังฟองอากาศผุดลอย คนก็จมดิ่ง

“อา!” ผู้คนบนฝั่งเห็นเข้า นึกว่ามีใครตกน้ำหรือคิดสั้น พากันร้องโหวกเหวกให้ช่วย

เหยียนเสี่ยวเตาถลาไปที่หัวเรือ เห็นเซวียเป่ยฝานมาชมดูฉากสนุกเช่นกัน จึงร้องเร่ง “รีบไปช่วยเขา!”

เซวียเป่ยฝานชี้ให้ดูลูกเรือที่กำลังพายเรือตรงไป “มีคนช่วยแล้ว เขามีพลังฝีมือดี แค่นี้ไม่ตายหรอก”

เหยียนเสี่ยวเตากลับทนเฉยไม่ได้ จะชั่วดีเจ้าทึ่มนั่นก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง หากท่านแม่ทราบเข้ามิร่ำไห้ตายหรือ? เห็นเซวียเป่ยฝานยังชมดูความครึกครื้นไม่เลิก เสี่ยวเตาใคร่โดดลงไปช่วย แต่เพิ่งชะโงกตัวออกไป เห็นห่าวจินเฟิงแหวกน้ำว่ายมาแล้ว กำลังตะกายขึ้นเรือ ปากยังร้องตะโกน “โจรราคะ! ข้าจะจับเจ้าไปส่งทางการ”

เซวียเป่ยฝานตกใจถอยกายก้าวหนึ่ง คนชุดขาวข้างหลังยืนกุมท้องหัวร่อจนตัวโยน

…………

ห่าวจินเฟิงตะกายอยู่นานยังคงตะกายขึ้นเรือไม่ได้ คนชุดขาวจึงใช้เชือกลากเขาขึ้นมา ส่งเข้าห้องท้องเรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

ห่าวจินเฟิงถอดเสื้อผ้าเปียกโชกออก ชายชุดขาวกลับมิได้นำเสื้อผ้าแห้งมาให้ เพียงโยนผ้าห่มให้ผืนหนึ่ง ห่าวจินเฟิงห่อกายด้วยผ้าห่มก็ไม่มีมือมาจับเซวียเป่ยฝานแล้ว ในที่สุดก็ได้หยุดพักเสียที

เหยียนเสี่ยวเตารู้สึกสถานการณ์ไม่สู้ดี โบราณกล่าวไว้ ‘ลงเรือโจรง่าย ขึ้นเรือโจรยาก’เวลานี้นางลงเรือของเซวียเป่ยฝาน ซ้ำยังเผชิญกับห่าวจินเฟิง ควรทำเช่นไรดี

“แซ่อันสูงส่งและนามกรอันไพเราะของแม่นางคือ?”เซวียเป่ยฝานมิเสียทีเป็น ‘โจรราคะ’ความสนใจทั้งหมดล้วนอยู่บนร่างของเหยียนเสี่ยวเตา พลางลอบมองร่มสีแดงในมือนาง

เหยียนเสี่ยวเตากระจ่างทันควัน เพราะเหตุใดเขาจึงเรียกตนว่าโจรน้อย ร่มวิเศษกระดาษแดงนี้มองอย่างไรก็ไม่เห็นความพิเศษพิสดาร แต่ในร่มกลับซ่อนงำความลับ อาจเป็นได้ว่ามีเพียงเซวียเป่ยไห่และเซวียเป่ยฝานสองพี่น้องที่ล่วงรู้

“เอ๊ะ?”

ยามนั้น ห่าวจินเฟิงสังเกตเห็นเสี่ยวเตาเช่นกัน “เจ้ามิใช่แม่นางที่นั่งตรงข้ามข้าในเพิงน้ำชาเมื่อเช้านี้หรอกหรือ”

เสี่ยวเตาขยับริมฝีปาก “อืม…”

“เจ้าโจรราคะนี่รังควานเจ้าใช่หรือไม่”ห่าวจินเฟิงบังเกิดสำนึกคุณธรรมขึ้นมาแล้ว มือหนึ่งจับผ้าห่ม มือหนึ่งใคร่คว้าดาบของตนเอง “ไม่ต้องกลัว ข้าจะจับเขาไปดำเนินคดีเดี๋ยวนี้”

เซวียเป่ยฝานมือไว ย้ายดาบของเขาออกห่าง ห่าวจินเฟิงเอื้อมไม่ถึง ทั้งไม่กล้าเคลื่อนไหวรุนแรง ได้แต่โคจรลมปราณอยู่ในห้องท้องเรืออย่างอัดอั้น

เหยียนเสี่ยวเตากะระยะห่างจากฝั่งด้วยสายตา อีกประเดี๋ยวเอากล่องแพรยัดใส่มือเซวียเป่ยฝานแล้วรีบหนีไป หรือไม่ก็…

ขณะกำลังวางแผน คนชุดขาวพลันร้องดัง “โอ!”แล้วหมุนกายกลับห้อง ยืนค้นอยู่หน้าชั้นหนังสือ ก่อนดึงสมุดเล่มหนึ่งออกมา หยิบสมุดเดินออกจากห้อง พลิกเปิดหน้าหนึ่งให้เสี่ยวเตาดู “ถึงว่าทำไมคุ้นตานัก!”

เสี่ยวเตาก้มมอง นั่นเป็นภาพวาดคนร้ายของทางการที่เก่าแก่ปึกหนึ่ง แผ่นที่อยู่ตรงหน้าคือเหยียนหรูอวี้มารดาของนางอย่างชัดเจน หน้าตาเหมือนเสี่ยวเตาไม่มีผิด

“เจ้าคือ…”

เซวียเป่ยฝานไม่ทันเปิดปาก ก็เห็นเสี่ยวเตากระชากภาพวาดแผ่นนั้นออกมา ฉีกสองสามที ขยำเป็นก้อนแล้วเขวี้ยงลงน้ำ กิริยารวบรัดฉับไวยิ่ง กระดาษฟางสีเหลืองโดนน้ำ ไม่ทันไรก็ชุ่มโชก หมึกดำเจือจาง

เซวียเป่ยฝานกับคนชุดขาวปากอ้าตาค้างจ้องมองเหยียนเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาปรายมองห่าวจินเฟิงที่กำลังเดินหาเสื้อผ้าไปทั่วเรือ ก่อนเอ่ยเตือนสองคนตรงหน้า “กล้าพูดออกไป ท่านสองคนตายแน่!”

เซวียเป่ยฝานฉีกยิ้ม “ที่แท้จอมโจรเหยียนหรูอวี้ถึงกับมีธิดาคนหนึ่ง เจ้าชื่ออะไร”

เหยียนเสี่ยวเตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนกระแทกเสียงตอบ “เหยียนเสี่ยวเตา(มีดน้อยแซ่เหยียน)”

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว “ไฉนดรุณีที่สะสวยปานนี้จึงมีนามกรแสลงหูนัก มารดาเจ้ากลับรู้จักเรียกตนเองว่าหรูอวี้”

“ท่านต่างหากนามกรแสลงหู! นางบอกว่าหรูอวี้พ้องเสียงกับรู่อวี้ไม่เป็นมงคล ถึงได้พบเจอชายหลายใจ”เสี่ยวเตาบ่นงึมงำ

คนชุดขาวประสานมือต่อนาง “ข้าน้อยฉงหัว ยินดีที่ได้รู้จัก”

เหยียนเสี่ยวเตาประสานมือตอบ พินิจฉงหัวคนนี้อย่างละเอียด อายุไล่เลี่ยกับเซวียเป่ยฝาน สุภาพเรียบร้อย ดูไปยังถูกชะตากว่าเซวียเป่ยฝานมากนัก

ฉงหัวเห็นเสี่ยวเตาคล้ายกริ่งเกรงห่าวจินเฟิงไม่น้อย จึงกล่าว “ข้าไปหาเสื้อผ้าให้เขา พวกเจ้าคุยกันไปก่อน” จบคำก็เข้าห้องท้องเรือ พาห่าวจินเฟิงขึ้นชั้นบนไปหาเสื้อผ้า

เซวียเป่ยฝานมองร่มกระดาษสีแดงในมือเสี่ยวเตา ทันทีที่เอื้อมไปจับ เสี่ยวเตารีบถอยกายหลบวูบ “ของข้า!”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “ร่มวิเศษกระดาษแดงเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลเซวียของข้า จะเป็นของเจ้าได้อย่างไร”

“พี่ชายท่านกำนัลให้ข้า”เสี่ยวเตาเก็บซ่อนร่มเรียบร้อย ค่อยหยิบกล่องแพรใบหนึ่งจากห่อสัมภาระ ยื่นส่งให้เขา “พี่ชายท่านได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงตาย เขาให้ข้าเอาสิ่งนี้มาให้ท่าน และฝากคำเตือนให้ท่านระวังคนของพรรคเป่ยไห่” พูดจบก็โบกมือให้เขา “ข้าไปแล้ว”

เสี่ยวเตาลุล่วงภารกิจ ใคร่อยากปลีกตัวโดยเร็ว เซวียเป่ยฝานกลับคว้าแขนนางไว้

“อย่าจับมือถือแขน” เสี่ยวเตากระชากแขนกลับมา ถลึงตาเขียว “พี่ชายท่านตบมือเป็นสัญญากับข้าแล้ว ข้าเอาสิ่งของให้ท่าน ร่มวิเศษกระดาษแดงย่อมเป็นของข้า”

“เจ้าใจเย็นก่อน ข้าไม่คิดแย่งร่มกับเจ้า ร่มคันนี้เดิมก็เป็นของใช้สำหรับสตรี ข้าเอาไปก็ไม่มีประโยชน์” เซวียเป่ยฝานเขย่ากล่องแพรในมือไปมา พลางถาม “นี่อะไร”

“พี่ชายท่านบอกว่าเป็น ลายแทงห้ากระดูกมังกร”

“หมายความว่า พี่ชายข้าให้เจ้านำลายแทงห้ากระดูกมังกรมาให้ข้า?”

“อืม”เสี่ยวเตาพยักหน้า

เซวียเป่ยฝานก้มหน้า เปิดกล่องแพร

เสี่ยวเตาเดิมทีหมายจากไป แต่ความใคร่รู้ช่างรุนแรงนัก นางอยากดูว่าลายแทงห้ากระดูกมังกรหน้าตาเป็นอย่างไร จึงชะโงกเข้าไปดู ในกล่องมีกระดูกมังกรห้าชิ้นที่ไหนกัน มีแค่กระดาษขาวแผ่นเดียว บนนั้นเขียนชื่อสถานที่ห้าแห่ง… บ่อมังกรเก้ามุก น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น เมืองกุ่ยแผ่นดินซีอวี้ สำนักไน่เหอ และพรรคเป่ยไห่

เสี่ยวเตากะพริบตาปริบๆ เซวียเป่ยฝานกระแอมคำหนึ่ง จ้องหน้านางเขม็ง

เสี่ยวเตาเงยหน้าสบตากับเขา หลังสังเกตเห็นแววตาของเขา พลันสูดไอเย็นเข้าปอด “ข้าไม่เคยเปิดกล่องดู”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “เป็นความจริง?”

“แน่นอน”เหยียนเสี่ยวเตาร้อนรนแล้ว ในใจครุ่นคิดหลายตลบ พลันกระจ่าง...หรือเซวียเป่ยไห่หลอกนาง?

“เอ๊ะ” เซวียเป่ยฝานทำท่าสงสัย “เจ้าคงไม่ได้ฮุบลายแทงห้ากระดูกมังกรของบ้านข้าไว้ เพื่อไปเสาะหาเภตราทองทะเลจันทร์กับคัมภีร์เซิ่งอู่หวงด้วยตัวเองกระมัง?”

เหยียนเสี่ยวเตาขมวดคิ้วเป็นปม “ถ้าข้าขโมยจริง คงใส่กระดูกปลอมห้าชิ้นมาตบตาท่าน จะเขียนอะไรพวกนี้ทำไม อีกประการหนึ่ง ท่านดูลายมือ ใช่เป็นของพี่ชายท่านหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานผุดยิ้ม “เจ้ามีไหวพริบดีจริงๆ”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ของส่งถึงมือแล้ว เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับข้า วันหน้าลาขาด!”จบคำก็ตั้งท่ากระโดดขึ้นฝั่ง กลับได้ยินเซวียเป่ยฝานเอ่ยลอยลมมา “เรื่องที่เจ้ารับปากพี่ชายข้าไว้ยังไม่ลุล่วง ค่าตอบแทนรับไปแล้ว หรือคิดจะบิดพลิ้ว?”

เสี่ยวเตาชะงักฝีเท้า “ของก็ส่งถึงมือท่านแล้วไง!”

“พี่ชายข้าให้เจ้าทำอะไร” เซวียเป่ยฝานใช้นิ้วก้อยแคะหูด้วยท่าทางยียวนเมื่อถามเสี่ยวเตา

“เอากล่องแพรใบนี้ให้ท่าน และเตือนท่านให้ระวังตัว”

“พี่ชายข้าบอกว่าในกล่องแพรคืออะไร”

“ในกล่องแพร…” เสี่ยวเตาอ้าปากพะเยิบพะยาบอยู่นานสองนาน ลอบขยี้เท้า...เจ้าตัวดีเซวียเป่ยไห่ บังอาจหลอกข้า!

เซวียเป่ยฝานโน้มตัวมาใกล้ กล่าวกับเสี่ยวเตา “พี่ชายข้าให้เจ้านำลายแทงห้ากระดูกมังกรมาให้ข้า ไม่ได้ให้เจ้าเอากระดาษขาวมาให้ข้า ในเมื่อบนกระดาษเขียนแหล่งที่อยู่ของลายแทงห้ากระดูกมังกรไว้ เจ้าก็ต้องไปสืบหาลายแทงให้เจอ ร่มวิเศษกระดาษแดงเป็นสมบัติล้ำค่า บนโลกนี้ไหนเลยมีการค้ากำไรงามเช่นนี้ จริงไหม? แม่สาวน้อย”

เสี่ยวเตาแดงซ่านไปทั้งหน้า ขณะจะเถียง เซวียเป่ยฝานกลับพูดต่อ “เช่นนี้เถอะ ข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย ข้ายอมขาดทุนนิดหน่อยไปสืบหาพร้อมเจ้าก็ได้”

เสี่ยวเตากลัดกลุ้ม ตนถูกตลบหลังแล้ว! เซวียเป่ยไห่เจ้าลูกเต่า ตนช่วยเขาหนึ่งชีวิต เขากลับเนรคุณหลอกใช้นาง จากนั้นย้อนนึกถึงเซวียฝูที่เจอตรงปากประตูพรรคเป่ยไห่วันนั้น เสี่ยวเตาค่อยแจ่มแจ้ง...โดนต้มมาตั้งแต่ต้น!

“อย่างนั้น… ข้าคืนร่มให้ท่านก็ได้” เสี่ยวเตาแม้เสียดาย แต่ร่มไหนเลยสำคัญกว่าชีวิตน้อยๆ สถานที่ทั้งห้านี้ล้วนเป็นถ้ำเสือแดนมังกร ไม่อาจไป! หนำซ้ำเซวียเป่ยฝานผู้นี้ยังกะล่อนปลิ้นปล้อน เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ท่าทางเหมือนรู้กันกับพี่ชาย! อยู่กับเขา สักวันต้องหลงกลอีกแน่

เซวียเป่ยฝานมองร่ม ท่าทางลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “บ้านสกุลเซวียของข้ามีกฎว่า สิ่งของที่กำนัลผู้อื่นไม่อาจทวงคืน อีกประการหนึ่ง จากพรรคเป่ยไห่ถึงที่นี่อย่างน้อยต้องมีครึ่งเดือน เจ้าใช้ไปแล้วตั้งนาน เอามาคืนผู้อื่นไม่รู้สึกละอายหรือ?”

เสี่ยวเตาทราบว่าตนเองนับว่าเดินเข้าร้านค้าเถื่อน ติดกับของเซวียเป่ยไห่แล้ว คิดไม่ถึงเพิ่งออกศึกก็ปราชัย แรกเข้ายุทธภพนึกว่าได้รับร่มวิเศษกระดาษแดงแล้วจะวาสนาล้นพ้น ที่ไหนได้ยังไม่ทันเริ่มท่องยุทธภพจริงจัง กลับโดนไปหนึ่งคมมีดแล้ว

ท่านแม่มักสอนนางเสมอ ‘บุรุษยิ่งหน้าตาหล่อเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งพลังฝีมือดีเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งยศตำแหน่งสูงเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งปากหวานเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ… สรุปคือไม่สมควรไว้ใจบุรุษหน้าไหนทั้งสิ้น’ตอนนี้นางนับว่าประจักษ์ลึกซึ้งแล้ว!

“เฮอะๆ” เซวียเป่ยฝานหัวร่อแบบไร้พิษสง ยื่นมือมาแตะแขนเสี่ยวเตา เสี่ยวเตาเบี่ยงตัววูบ พลางนึกในใจ พวกท่านเล่นสกปรก ข้าเหยียนเสี่ยวเตากลับไม่ขอเป็นแกะน้อยรอเชือด จะเผ่นหนีเดี๋ยวนี้เลย เพราะอย่างไรในยุทธภพนี้คงไม่มีสักกี่คนที่ไล่ทันวิชาตัวเบาของนาง

“เจ้าอย่าได้คิดหนี”เซวียเป่ยฝานจับทางความคิดของเสี่ยวเตาได้ หางตาเหลือบเห็นบนชั้นสอง ห่าวจินเฟิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยกำลังเดินออกมา จึงเตือนสติเสี่ยวเตา “หากให้เขารู้ว่าเจ้าคือบุตรีของเหยียนหรูอวี้…”

“ท่านกล้า!”เสี่ยวเตาไม่ยอมอ่อนข้อ “ท่านอย่าลืม ท่านเป็นโจรราคะ เขาจะจับท่านต่างหาก เชื่อหรือไม่ตอนนี้ข้าจะตะโกนมีคนลวนลาม!”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “ใส่ความชัดๆ ข้ายังไม่ได้ทำอะไร”

เสี่ยวเตาเข่นเขี้ยว “ใส่ความก็ยังดีกว่าพวกท่านพี่น้องรวมหัวกันต้มตุ๋นผู้อื่น”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อสดใส “อย่างไรห้าสถานที่นั้นเจ้าต้องไปแน่แล้ว อยากไปก็ต้องไป ไม่อยากไปก็ต้องไป”

เสี่ยวเตายกมืออุดหู สูดหายใจลึกคำหนึ่ง ตั้งท่าตะโกนคำ ‘อนาจาร’ เซวียเป่ยฝานรีบแงะมือสองข้างจากหูนาง “นี่ เจ้าเอาจริงหรือ?”

เสี่ยวเตาตาเขียวใส่ “ท่านลองดูว่าข้ากล้าหรือไม่”

“ได้!” เซวียเป่ยฝานยักคิ้วท้าทาย “อย่างนั้นข้าก็จะบอกทุกคนในยุทธจักร พี่ใหญ่ข้ายกลายแทงห้ากระดูกมังกรให้เจ้าแล้ว”

“เอ่อ…”เสี่ยวเตาสูดไอเย็นแรงๆ แทบสำลักออกมา ก่อนยกมือชี้จมูกเซวียเป่ยฝาน “เจ้ามันโจรราคะน่าชัง ต่ำช้าไร้ยางอาย!”

“ขอบคุณที่เยินยอ” เซวียเป่ยฝานหน้าหนากว่ากำแพงเมือง ยิ้มประสานมือต่อเหยียนเสี่ยวเตา “ป้ายแรกของพวกเรา ไปบ่อมังกรเก้ามุกแล้วกัน”

“ไม่ได้ ที่นั่นไปไม่ได้เด็ดขาด” เสี่ยวเตากระทืบเท้า คล้ายร้อนใจจริงๆ

เซวียเป่ยฝานรู้สึกเหนือคาด รำพึงในใจ...ต้องขนาดนี้เชียวหรือ บ่อมังกรเก้ามุกหาใช่สถานที่น่าสะพรึงกลัวอะไรสักหน่อย

ขณะจะไถ่ถามลงลึก พลันเห็นห่าวจินเฟิงเดินมา “เซวียเป่ยฝาน เจ้าเกี้ยวพาราสีหวางเฟย ทำให้นางโดดน้ำตายทั้งกลม หนึ่งศพสองชีวิต จงตามข้ากลับไปขึ้นศาลแต่โดยดี”

เซวียเป่ยฝานได้ยินถึงกับตะลึงลาน นานมากค่อยโพล่งถาม “หวางเฟยคนไหน”

ห่าวจินเฟิงกระทืบเท้า “เจ้ามิใช่เกี้ยวพาราสีแค่คนเดียว? เจ้า…”

ไม่ทันจบคำ เห็นเหยียนเสี่ยวเตาอาศัยทีเผลอ ยกเท้าเหยียบบนราวระเบียงเรือทะยานออกไป โฉบเฉี่ยวผิวน้ำราวกับนกนางแอ่นตัวหนึ่ง...โผบินขึ้นฝั่ง

“สุดยอดวิชาตัวเบา!”ฉงหัวที่อยู่ตรงหัวเรือเห็นเข้า อุทานชื่นชมไม่หยุด

เซวียเป่ยฝานมองห่าวจินเฟิงที่ท่าทางดุร้าย แล้วมองเหยียนเสี่ยวเตาที่ชักเท้าหนีขึ้นฝั่ง หัวร่อคำหนึ่งเมื่อกล่าวกับฉงหัว “ต้อนรับท่านมือปราบแทนข้าด้วย ข้าจะไล่กวดสาวน้อยคนงาม”จบคำก็โดดปราดขึ้นฝั่ง ไล่ตามเสี่ยวเตาไป

ฉงหัวอ้าปากจะถามห่าวจินเฟิง ต้องการดื่มชาหรือกินข้าว กลับเห็นเจ้าทึ่มนั่นกระโดดตูมลงน้ำ ว่ายขึ้นฝั่งไล่ตามไปอีกคน

จบของวันที่ 2 / 6 / 60

หนังสือแนะนำ

Special Deal