บทที่ 1 เลือดล้างนครใหญ่ (หน้า 3)

      ผู้คนที่ชมดูอยู่รอบข้างหน้าเปลี่ยนสี แม้กระทั่งหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าก็ตื่นตระหนกทั่วหน้า พวกมันเปรียบเทียบตัวเองว่า ไม่มีปัญญารับดาบอันกราดเกรี้ยวของล้อฮีอู้นี้ได้

      ที่แท้ดาบของล้อฮีอู้นี้มีรังสีการฆ่าฟันรุนแรงเกินไป หากเป็นนักบู๊ทั่วไปเผชิญกับดาบนี้ มิต้องรอให้คมดาบบรรลุถึงตัว ก็ขวัญฝ่อตายไปก่อน เพราะเหตุนี้แม้แต่เงี่ยมบ้ออุ้ย ที่มีพลังการฝึกปรือไม่ด้อยกว่าล้อฮีอู้ ทั้งยังใช้อาวุธหนัก ยังถูกพลังสภาวะอันกล้าแข็งรุนแรงของล้อฮีอู้กระแทกถอยไปครึ่งก้าว

      ล้อฮีอู้จู่โจมดาบแรก ยิ่งไม่ชลอชักช้า สะบัดดาบขวับขวับขวับ ฟันติดต่อกันสามดาบ เห็นประกายเย็นเยียบแลบแปลบปลาบ ประกายดาบปกคลุมพื้นที่รัศมีสองวา แฝงอานุภาพอย่างเปี่ยมล้น

      ได้ยินเสียงตังตังไม่ขาดหู เงี่ยมบ้ออุ้ยกลับใช้วิธีต้านปะทะอย่างหักโหม อาศัยกำลังภายในและภายนอกอันแกร่งกล้า ลดทอนพลังสภาวะอันเกรี้ยวกราดของศัตรู

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสมเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งฝ่ายอธรรม มาตรว่าตกอยู่ในสภาพคลื่นคลุ้มระลอกคลั่ง ยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ สมาธิจิตใจไม่หวั่นไหวไปกับสภาวะอันดุร้ายของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย

      ไม่ว่าอย่างไร มันสูญเสียโอกาสรุกไป นับแต่นั้นได้แต่ตั้งรับ เพียรพยายามเฝ้าที่มั่น รอคอยโอกาสตอบโต้กลับคืน

      เห็นล้อฮีอู้จู่โจมโหมรุก ประกายดาบสาดกระจาย เงี่ยมบ้ออุ้ยได้แต่เฝ้ารักษาพื้นที่อันแคบเล็กรับกระบวนท่าดาบอันเผ็ดร้อนระลอกแล้วระลอกเล่า

      อาวุธของทั้งสองพอปะทะ ต้องบังเกิดเสียงดังสะท้านแก้วหู ยิ่งเพิ่มพูนสภาพอันหวาดเสียงอันตรายของการต่อสู้ครั้งนี้ เห็นหักหาญกว่าร้อยกระบวนท่า สภาพการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปร

      เงี่ยมบ้ออุ้ยอันร้ายกาจ มิเพียงค้นหาช่องว่างตอบโต้ไม่ได้ ล้อฮีอู้คล้ายมีพลังซ่อนเร้นไม่สิ้นสุด สามารถดำเนินการจู่โจมเช่นนี้โดยไม่มีกำหนด ก่อเกิดเป็นความกดดันทางจิตใจแก่เงี่ยมบ้ออุ้ยขึ้นมา

      ผู้คนรอบข้างล้วนถูกสภาวะดาบตอนแรกเริ่มของล้อฮีอู้สะกดไว้ กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือ เห็นแน่ชัดว่าผู้นำฝ่ายอธรรมต้องถูกโค่นล้มทำลาย พลันปรากฏเงาร่างสองสายกระโดดโลดลิ่วมาถึง

      คนทั้งสองหนึ่งเป็นชายกลางคนอายุสี่สิบเศษ อีกผู้หนึ่งใช้ผ้าดำคลุมหน้า ชายกลางคนมือถือไม้เท้าเหล็กกล้า ซึ่งมีลักษณะและความยาวใกล้เคียงกับไม้เท้าเจ็ดสังหารของเงี่ยมบ้ออุ้ย ส่วนผู้คลุมหน้ามือถือกระบี่หลังค่อมงองุ้มเล็กน้อย

      พวกมันเห็นสภาพการต่อสู้อันดุเดือด ไม่บังเกิดผลดีต่อเงี่ยมบ้ออุ้ย ล้วนตื่นตระหนกยิ่ง ผู้คลุมหน้านั้นรีบกล่าวกับชายกลางคนว่า

      “ตอนที่ท่านเข้าไปช่วยเหลือซือแป๋ท่าน ให้เสาะหาโล่ใบหนึ่งก่อน”

      ล้อฮีอู้เป็นบุคคลชนชั้นใด ไม่เพียงพบเห็นการปรากฏกายของคนทั้งสอง ทั้งยังได้ยินคำพูดนี้ ถึงกับขุ่นแค้นจนแทบสิ้นสติไป

      ที่แท้ท่านฟังจากปากคำคนผู้นี้ ฟังออกว่ามันเป็นบุคคลสำคัญในนครเขียวเรืองโรจน์ แซ่ซึงนามกุนซัว คนผู้นี้เจ้าปัญญาความคิด ดังนั้นล้อฮีอู้ให้การสนับสนุนมันตั้งแต่สิบห้าปีก่อน เลื่อนจากเปาเปียวผู้หนึ่งเป็นหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยหนึ่ง จากนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงปกครองสำนักคุ้มกันภัยสองมณฑล ปัจจุบันประจำอยู่ที่นครเขียวเรืองโรจน์ควบคุมดูแลสำนักคุ้มกันภัยทั่วประเทศร้อยกว่าแห่ง ทั้งกุมอำนาจใหญ่ทั้งมีรายได้งดงาม

      ท่านไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า ซึงกุนซัวไฉนทรยศต่อท่านชักนำภัยพิบัติมาสู่นครเขียวเรืองโรจน์ หรือว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยสามารถเสนอผลประโยชน์ให้กับมันมากกว่านี้?

ล้อฮีอู้ยังนึกถึงเรื่องน่าสะพรึงกลัวอีกประการหนึ่ง นั่นคือท่านสั่งการให้บริวารร้อยกว่าคนถอนกำลังไปยังเกาะโชยเอียะเต้า เพื่อที่จะหวนกลับมา กอบกู้นครเขียวเรืองโรจน์ขึ้นใหม่

      เกาะโชยเอียะเต้าเป็นฐานที่มั่นแรกเริ่มของตระกูลล้อ หลังจากนั้นค่อยก่อร่างสร้างนครเขียวเรืองโรจน์ ในโลกน้อยคนที่ล่วงรู้ตำแหน่งของฐานลับแห่งนี้ มีแต่บุคคลสำคัญในนครไม่กี่คนที่ทราบได้ ซึงกุนซัวก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น นี่จึงเป็นเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวที่สุด

      ตอนแรกท่านเข้าใจว่าขอเพียงฆ่าหลานสาวล้อไต่แชที่สมคบคิดกับศัตรู จากนั้นสั่งให้ขุนพลคู่ใจล่าถอยไปยังเกาะโชยเอียะเต้า ก็สามารถปกปิดความลับเอาไว้ ยามนี้ค่อยทราบว่าผิดอย่างมหันต์ ล้อไต่แชไม่ได้สมคบคิดกับศัตรู แต่นางตายใต้คำสั่งประหารของท่านแล้ว

      เห็นยอดฝีมือของฝ่ายตรงข้ามล้วนชุมนุมอยู่ที่นี้ แม้กระทั่งศิษย์คนโตของเงี่ยมป้ออุ้ยนามลุ้ยสี่ฮ้ง และซึงกุนซัว ยังรุดมาสมทบ หากว่าท่านสามารถจู่โจมสังหารซึงกุนซัว ยังรักษาความลับของเกาะโชยเอียะเต้าไว้ได้

      ต่อให้ล้อเท้งเง็กและสี่ขุนพลนครเขียวเรืองโรจน์ที่อาศัยอุโมงค์ลับล่าถอยจากไป ถูกฝ่ายตรงข้ามดักซุ่มสังหาร ยิ่งต้องฆ่าล้อกุนซัวเป็นการล้างแค้นระบายโทสะ

      ขณะที่ล้อฮีอู้ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน ลุ้ยสี่ฮ้งก็ขยับไม้เท้าในมือปรากฏตัวไม้เท้าท่อนปลาย ซึ่งมีความยาวประมาณสามเชียะร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยเห็นคมกระบี่ท่อนหนึ่ง ที่แท้ในไม้เท้าของมันซ่อนคมกระบี่สามารถใช้ต่างไม้เท้า และสามารถใช้แทนกระบี่ นับเป็นอาวุธประหลาดชนิดหนึ่ง

      ลุ้ยสี่ฮ้งใช้มือซ้ายเก็บชิ้นส่วนไม้เท้ายาวสามเชียะขึ้น กล่าวกับซึงกุนซัวที่คลุมหน้าว่า

      “นี่เป็นโล่สำเร็จรูปโล่หนึ่ง”

      พลางสืบเท้าเข้าสู่วงต่อสู้ ที่แท้มันกับซึ่งกุนซัวมาสายก้าวหนึ่งไม่ถูกเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของล้อฮีอู้สะกดไว้ ความคิดต่อสู้ยังคุโชน กล้าสอดมือเข้าไป

      มันเพิ่งโถมเข้าวงต่อสู้ ประกายดาบในบริเวณพลันสลายหายวับ ล้อฮีอู้คุมดาบเป็นรุ้งยาวสายหนึ่ง สาดพุ่งใส่ซึงกุนซัวที่อยู่ห่างไปสองวา

      สภาวะดาบนี้เกรี้ยวกราดหักโหม ไม่เปิดโอกาสให้ซึงกุนซัวหนีรอดได้ ซึงกุนซัวเห็นสภาวะดาบฝ่ายตรงข้ามแผ่รัศมีกว้างขวาง ได้แต่ตวัดกระบี่ปิดป้อง ชั่วพริบตาฟาดฟันออกสามกระบี่

      ประกายดาบพอพุ่งผ่าน เสียงเคร้งคราหนึ่ง ซึงกุนซัวกระแทกนั่งลงกับพื้น ลื่นไถออกไปห้าเชียะค่อยหยุดยั้งลง กระบี่ในมือก็ถูกกระแทกหักเป็นสองท่อน ร่วงหล่นลงกับพื้น

      ล้อฮีอู้แหงนหน้ากู่ร้องดังยาวนาน ในเสียงกู่ร้อง เงี่ยมป้ออุ้ยกับลุ้ยสี่ฮ้ง สองอาจารย์กับศิษย์พากันทิ้งตัวลงที่ข้างกายของท่าน แต่ไม่ลงมือในบัดดล

      ล้อฮีอู้ตวาดว่า

      “ซึงกุนซัว ที่แท้เจ้าเป็นศิษย์ของเฮ็กซิมเกี่ยมชิ่ว (มือกระบี่ใจดำ) มาตรว่ามือกระบี่ใจดำตายใต้คมดาบเล่าฮู เจ้าสมควรล้างแค้นแต่วิธีการของเจ้าต่ำช้าสามานย์ไปแล้ว”

      ที่แท้ท่ากระบี่ที่ซึงกุนซัวใช้ออกเป็นกระบวนท่านช่วยชีวิตในเพลงกระบี่ใจดำ กลับช่วยชีวิตของมันรอดจากคมดาบของล้อฮีอู้ แต่มันพอใช้กระบวนท่าช่วยชีวิตของเพลงกระบี่ใจดำ ล้อฮีอู้ก็ล่วงรู้ความเป็นมาที่แท้จริงของมัน

      ยามนั้นผ้าดำคลุมหน้าของซึงกุนซัวร่วงหล่นลงกับพื้น เห็นมันหน้าสี่เหลื่อมปากกว้าง มีอายุสี่สิบเศษ อยู่ในท่านอนหงาย พอฟังฝืนใจผงกศีรษะขึ้น แต่เพิ่งอ้าปากก็กระอักโลหิตออกมา

      เงี่ยมบ้ออุ้ยโบกมือวูบ ก็มีคนเข้าไปนวดเฟ้นกรุยเลือดลม และป้อนตัวยาให้กับซึงกุนซัว เงี่ยมบ้ออุ้ยค่อยกล่าวว่า

      “ล้อเฮียมิต้องเดือดดาลไป ซึงกุนซัวได้รับคำสั่งผู้น้อง เป็นไส้ศึกอยู่ในนคร สิบห้าปีมานี้ หากมิใช่ผู้น้องลอบช่วยเหลือจุนเจือ สำนักคุ้มกันภัยของท่านไหนเลยทำกำไรถึงเพียงนี้ ล้อเฮียหากจะตำหนิก็ตำหนิต่อผู้น้องเถอะ”

      ล้อฮีอู้ลอบทอดถอนใจ หวนนึกถึงเงี่ยมบ้ออุ้ยไม่หัวร่อเยาะท่านโฉดเขลา นับว่าเกรงอกเกรงใจมากแล้ว นี่สมควรตำหนิตัวเองสะเพร่าไร้ความสามารถ ไม่พบเห็นโฉมนห้าแท้จริงของซึงกุนซัว ยามนี้ซึงกุนซัวแม้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็รักษาชีวิตไว้ได้ ตัวเองไม่มีโอกาสฆ่าปิดปากมันอีก

      ล้อฮีอู้มองดูเศษกระบี่หักทั้งสองท่อนบนพื้น ลอบทอดถอนใจซ้ำสอง ครุ่นคิดขึ้น

      “ในชีวิตเราไม่เคยมีเรื่องโถมจู่โจมโดยไม่อาจปลิดปลงศัตรู แต่คืนนี้แพ้เตี้ยงกับซึงกุนซัวล้วนรอดชีวิตจากคมดาบ นับเป็นความเสียใจในชีวิตจริงๆ”

      ท่านย่อมทราบว่า นี่เป็นผลสืบเนื่องจากอาวุธในมือเป็นดาบยาวธรรมดา หากว่าใช้ดาบวิเศษประจำตระกูล ต้องไม่มีสภาพเช่นนี้ ยามนั้นกวาดตาไปยังชายกลางคนที่ข้างกายเงี่ยมบ้ออุ้ย กล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “ท่านผู้นี้คงเป็นศิษย์ของเงี่ยมเฮียนามลุ้ยสี่ฮ้งกระมัง?”

      ลุ้ยสี่ฮ้งเพียงประสานมือ หาเอ่ยปากไม่ เงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวว่า

      “การต่อสู้ในคืนนี้มีความหมายลึกล้ำ ผู้น้องยินดีพิสูจน์ความเป็นความตายกับล้อเฮีย บุคคลอื่นห้ามมิให้ลงมือ ล้อเฮียเห็นเป็นอย่างไร?”

      คำพูดพอกล่าว ทุกผู้คนล้วนตื่นเต้นสงสัย แม้แต่ล้อฮีอู้ก็ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้เพราะเงี่ยมบ้ออุ้ยเคยมีสภาพเป็นรองชัดๆ ยามนี้มันมีขุมกลังกล้าแข็ง ไม่จำเป็นต้องปะทะหาญหัก ไฉนยังคิดพิสูจน์ความเป็นความตายอีก

ล้อฮีอู้ผงกศีรษะกล่าวว่า

      “เงี่ยมเฮียมีบุคลิกภาพเหนือธรรมดา ผู้น้องนับถือเลื่อมใส ทั้งยันดีน้อมสนอง”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกระแทกไม้เท้าเจ็ดสังหารกับพื้น กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า

      “เล่าฮูกับล้อเซี้ยจู้ตกลงพิสูจน์ความเป็นตาย ห้ามมิให้ผู้อื่นสอดมือเข้ามา พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือไม่?”

      ผู้คนหลายสิบคนรอบข้างรับคำดังกระหึ่มว่า

      “ได้ยินแล้ว”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยยกไม้เท้าตั้งท่า กล่าวว่า

      “ล้อเฮียเชิญ”

      ล้อฮีอู้ก็โอบดาบเสมออก กล่าวว่า

      “เงี่ยมเฮียเชิญ”

      คำพูดพอกล่าวจบ ค่อยฉุกคิดว่าการท้าสู้พิสูจน์ความเป็นความตายของฝ่ายตรงข้าม เป็นยุทธวิธีที่บีบบังคับมิให้ตัวเองทะลวงฝ่าวงล้อมหลบหนีไปนั่นเอง

      ควรทราบว่าด้วยพลังฝีมือของล้อฮีอู้ มาตรว่าตกอยู่ในวงล้อมของเงี่ยมบ้ออุ้ย ขอเพียงคิดหลบหนี ยังคงกระทำได้ หากว่าท่านกล้ำกลืนความอัปยศหลบหนีไป นับแต่นี้เงี่ยมบ้ออุ้ยต้องไม่อาจนอนตาหลับได้แต่ทุ่มเทกำลังตามล่าท่าน ดังนั้นเงี่ยมบ้ออุ้ยมิอาจไม่นึกหาวิธีการเหนี่ยวรั้งท่านเอาไว้

      ทั้งสองเริ่มสลับเท้าเดินวน ซอกซอนหาช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้าม แนวทางฝีมือของยอดคนทั้งสอง ล้วนถนัดในการปะทะหาญหัก พริบตานั้นพากันจู่โจมคนละสองกระบวนท่า ดาบไม้เท้าพอปะทะ บังเกิดเป็นเสียงสะท้านแก้วหู

เงี่ยมบ้ออุ้ยพบว่า พลังอันแหลมคมรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามลดทอนไป ตามที่ตัวเองคาดคิดไว้จริงๆ ซึ่งก็หมายความว่าพลังสภาวะของฝ่ายตรงข้ามไม่อาจหนุนเสริมดาบยาวอีก ต้องลอบปีติยินดี แต่ยังไม่กล้าชะล่า      เลินเล่อ ยังคงลงมืออย่างสุดกำลัง

      ภายใต้แสงไฟสาดส่อง คู่ต่อสู้ที่กึ่งกลางวงทั้งสองล้วนหน้าเคร่งเครียดเย็นชา ทุกอากัปกิริยาล้วนทุ่มอย่างสุดตัว สมมุติเช่นล้อฮีอู้ผลักสภาวะดาบออกไป ไม่เพียงแต่ขยับเคลื่อนแขน ถึงกับใช้ตลอดทั้งร่างผลักดันดาบนี้

      สภาพการต่อสู้บัดเดี๋ยวหนักหน่วงรุนแรง ดาบไม้เท้าปะทะดังเคร้งคร้างไม่ขาดหู บัดเดี๋ยวอยู่ในสภาพตั้งประจัน เงียบสงัดปราศจากซุ้มเสียง แต่ไม่ว่าอย่างไร บรรยากาศหนักอึ้งเคร่งเครียด กดคุกคามจนผู้คนที่ชมดูอยู่แทบหายใจไม่ออก

      เช่นนี้ดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายทวีความเร็วขึ้น ดาบไม้เท้ายิ่งใช้ยิ่งรวดเร็ว เมื่อใช้ถึงตอนท้าย ประกายดาบเงาไม้เท้าห่อหุ้มเงาร่างที่กระโดดขึ้นลงทั้งสองสายไว้ ยากที่จะจำแนกโฉมหน้าแท้จริงได้

      นี่เป็นการต่อสู้ในระยะประชิดติดพัน ใช้ความรวดเร็วจู่โจมความรวดเร็ว ดังนั้นพอต่อสู้ถึงตอนท้าย กลายเป็นพบกระบวนท่าทำลายกระบวนท่า พร้อมกับทำลายตอบโต้ หวาดเสียวอันตรายถึงขีดสุด สะกดจนผู้ชมดูหายใจกระชั้นถี่เร็ว มีอยู่ส่วนหนึ่งถึงกับหอบหายใจเป็นเสียงดัง

      หักหาญกว่าสามร้อยกระบวนท่า ทั้งสองใช้ดาบไม้เท้าโดยพร้อมเพรียง เสียงตังคราหนึ่ง ล้วนถูกกระแทกถอยไปหนึ่งก้าว จังหวะจะโคนของการต่อสู้ผ่อนช้าลง แต่ทวีความคับขันอันตราย สามารถเกิดการหลั่งโลหิตเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ

      ล้อฮีอู้ทราบแน่แก่ใจว่า ตัวเองสู้ศึกหลายรอบสูญเสียพลังลมปราณไม่น้อย จากการสังเกตแยกแยะ กำลังภายในของฝ่ายตรงข้ามมีแต่เพิ่มพูนโดยไม่ลดทอนลง ความสมบูรณ์เปี่ยมล้นของพลังฝีมือ เป็นที่เหนือความคาดหมายนัก แสดงว่าเมื่อครู่นี่เงี่ยมบ้ออุ้ยพลาดพลั้งตกเป็นรอง เป็นเพราะไม่ได้ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง

      ในชีวิตล้อฮีอู้ เพิ่งเผชิญคู่มือเข้มแข็งเช่นนี้เป็นครั้งแรก และเป็นคราแรกที่พบกับบุคคลลึกซึ้งเจ้าปัญญาถึงเพียงนี้ กล่าวได้ว่าก่อนที่เงี่ยมบ้ออุ้ยจะยกกำลังรุกรานนครเขียวเรืองโรจน์ ท่านก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้ว

      ทั้งสองแทบหักล้างกำลังภายในกันทุกกระบวนท่าบวกกับพลิกแพลงตามสถานการณ์ตลอดเวลา ผู้คนรอบข้างล้วนชมดูจนตาลายพร่าพราย จับเค้าคำนวณความพิสดารของกระบวนท่าทั้งสองไม่ออก หัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าถึงกับนับถือเลื่อมใสพลังฝีมือของทั้งสองหมดหัวใจ

      ทันใด ทุกผู้คนพลว่าอรุณรางรำไรแล้ว ค่อยทราบว่าล้อฮีอู้กับเงี่ยมบ้ออุ้ยต่อสู้กับถึงหนึ่งคืน พลันได้ยินเสียงโครม เงาร่างสองสายแยกย้ายผละจากกัน

      ล้อฮีอู้ขวางดาบยืนหยัดด้วยความมั่นคงดุจขุนเขา เงี่ยมบ้ออุ้ยอยู่ห่างหกเชียะ ส่ายร่างโงนเงนไปมา แต่ไม่เห็นรอยแผลดาบคราบโลหิตมันใช้ไม้เท้าเจ็ดสังหารยันพื้น ค่อยทรงกายไว้ไม่ล้มลง

      รอบบริเวณแม้มีผู้คนพวกมาก แต่เงียบสงัดปราศจากซุ่มเสียงชั่วครู่ให้หลัง แว่วเสียงไก่ขันบอกอรุณดังมาตามลม ท้องฟ้าเริ่มสว่างทีละน้อย

      ลุ้ยสี่ฮ้งพลันส่งเสียงดังทำลายความเงียบสงัดขึ้นมา

      “ซือแป๋ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสูดลมหายใจลึกๆ กล่าวว่า

      “เรายังดีอยู่ สั่งให้ถอนกำลังออกจากนครในบัดดล”

      ซุ่มเสียงมันยังทรงอำนาจดังเดิม แต่อ่อนล้าอยู่บ้าง

      ลุ้ยสี่ฮ้งไม่กล้ากล่าวมากความ ถ่ายทอดคำสั่งออกไป คนชุดขาวรอบข้างกระจายกำลังไปอย่างรวดเร็ว เงี่ยมบ้ออุ้ยก็อยู่ภายใต้การห้อมล้อมของลุ้ยสี่ฮ้งและหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้า ล่าถอยไปในบัดดล

      ชั่วพริบตา กองกำลังที่รุกรานนครเขียวเรืองโรจน์จากไปจนไร้ร่องรอย ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบขับจากไป ล้อฮีอู้ค่อยทอดถอนใจยาวล้มโครมลงกับพื้น แน่นิ่งไม่ไหวติงอีก

      ที่มุมห้องซึ่งอยู่ห่างไปหกเจ็ดวา มีดวงตามคู่หนึ่งจับจ้องมองล้อฮีอู้โดยไม่คลาดคลา ผ่านไปเนิ่นนาน ล้อฮีอู้ยังไม่ขยับเคลื่อนไหว ดวงตาที่มุมตึกค่อยเคลื่อนออกมา เห็นเป็นชายฉกรรจ์ชุดขาวผู้หนึ่ง มันหมุนตัววิ่งตะบึงออกนอกนคร จูงม้าตัวหนึ่งออกจากในพุ่มไม้กระโดดขึ้นบนหลังม้าควบขับออกเดินทาง

หนังสือแนะนำ

Special Deal