บทที่ 1 เลือดล้างนครใหญ่ (หน้า 2)

      ล้อฮีอู้ขยับข้อมือล่ำสัน ฟาดฟันดาบออกดุจสายฟ้า กลับใช้ดาบยาวปะทะกับไม้เท้าเหล็กกล้า บังเกิดเสียงตังดังสะท้านแก้วหูแทบแตกทำลาย

      เห็นแพ้เตี้ยงลากไม้เท้าถอยห่างไปสองวา ล้อฮีอู้ฉกฉวยช่องว่างชั่ววูบสะบัดดาบเข้าไป ดาบยาวเร่งร้อนดุจสายฟ้าคะนองฝน รวดเร็วจนผู้คนไม่อาจเห็นชัดตา

      แพ้เตี้ยงครางหนักๆ ทิ้งไม้เท้าลงกับพื้นธรณี ที่ทรวงอกปรากฏบาดแผลโลหิตพาดเฉียงสายหนึ่ง ที่แท้ถูกฟันใส่ดาบหนึ่ง ส่ายร่างโงนเงนแทบล้มลง

      ยามนั้น ชายฉกรรจ์ชุดขาวที่อยู่รอบข้างทั้งสิบกว่าคน คล้ายแตกตื่นตะลึงลาน ชมดูผลสุดท้ายของแพ้เตี้ยงโดยปราศจากสุ้มเสียง

      ล้อฮีอู้อดขมวดคิ้วมิได้ ครุ่นคิดขึ้น

      ‘ที่แท้เราใช้ดาบวิเศษนั้นจนเคยชิน ดังนั้นลดพลังไปสามส่วน กลับไม่อาจปลิดปลงเด็กน้อยนี้ใต้คมดาบ’

      ที่แท้ดาบยาวทั่วไปแม้มีน้ำหนักใกล้เคียงกับดาบคู่มือของท่านแต่ความคมกล้าต่างกันมากนัก เมื่อท่านไม่ได้ใช้ดาบคู่มือ พลังจึงด้อยไปสามส่วน

      แพ้เตี้ยงกัดฟันยืนหยัดไว้ สูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า

      “เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อ ร้ายกาจสมคำร่ำลือข้าพเจ้าพ่ายแพ้อย่างคู่ควร”

      เพิ่งกล่าวจบ อ้าปากกระอักโลหิตคำหนึ่ง ที่แท้มันไม่เพียงรับบาดแผลภายนอก แม้แต่อวัยวะภายในก็ถูกกำลังภายในของฝ่ายตรงข้ามคุกคามทำร้าย ในที่สุดหงายร่างล้มไปด้านหลัง

      ชายฉกรรจ์ชุดขาวผู้หนึ่งกระโดดปราดถึงข้างกายมัน โอบอุ้มมันล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว

      ล้อฮีอู้แม้ไม่ทราบว่ามันเป็นตายร้ายดีประการใดแต่ยามนี้ไม่อาจลงมือซ้ำเติม พานระบายความแค้นในอกใส่ชายฉกรรจ์ชุดขาวรอบข้างสะบัดดาบฟาดฟันผู้คนล้มลงสี่คน

      แต่ชายฉกรรจ์ชุดขาวเหล่านี้ผ่านการฝึกอบรมจากไม้เท้าเจ็ดสังหารเงี่ยมบ้ออุ้ยอย่างเข้มงวด มาตรว่าไม่มีผู้ใดรับดาบของล้อฮีอู้ได้ แต่ก็ไม่ถดถอยหนี ตรงกันข้าม ยิ่งฆ่าฟันยิ่งทวีจำนวนขึ้น ชั่วลัดนิ้วมือเดียวเพิ่มเป็นยี่สิบกว่าคน โอบล้อมล้อฮีอู้ไว้อย่างแน่นหนา

      ล้อฮีอู้ใช้ดาบปานจักรผัน ทุกดาบฟาดฟันผ่านต้องมีคนผู้หนึ่งแผดร้องพลางล้มลง ไม่ว่าผู้ใดขอเพียงเหยียบย่างเข้ามาในรัศมีห้าเชียะล้วนหลั่งโลหิตพลีชีวิต

      เพียงชั่วขณะ ล้อฮีอู้เข่นฆ่าศัตรูอีกสิบสองคน ปรากฏซากศพเกลื่อนกลาด คราบโลหิตสีแดงฉานแปดเปื้อนทุกแห่งหน

      การฆ่าฟันอันสยดสยองดำเนินต่อไป จำนวนของชายฉกรรจ์ชุดขาวมีแต่เพิ่มพูน โดยไม่ลดน้อยถอยลงบันดาลให้ผู้คนมีความรู้สึกว่าเข่นฆ่าไม่หมดสิ้น

      ล้อฮีอู้สองตาแดงฉาน มาตรว่าท่านเคียดแค้นปานใด แต่วิธีการฆ่าคนเช่นนี้ ทำให้ท่านใจอ่อนมือเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่สถานการณ์บีบบังคับให้ท่านไม่ฆ่าฟันก็ไม่ได้ นอกจากศัตรูผ่อนคลายวงล้อมไม่โถมเข้ามาในรัศมีห้าเชียะ

      ควรทราบว่ายอดฝีมือเข้าสู่วงต่อสู้ มีอยู่หลายแห่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้สายตามองดู พร้อมกันนั้นในสามัญสำนึกที่ผ่านการฝึกปรือมา จะไม่อนุญาตศัตรูผู้ใดโถมถึงข้างกาย หากไม่ฆ่าทิ้งทันที ผลสุดท้ายจะคล้ายตกอยู่ในพยุหมด ต่อให้อาจหาญปานใด ก็ไม่อาจยกมือวาดเท้าได้

      ดังนั้นล้อฮีอู้แม้ไม่ต้องการฆ่าฟันเช่นนี้ต่อไป แต่ขอเพียงมีคนเหยียบย่างเข้ามาในขอบข่ายที่ต้องระวังระไว ก็มิอาจไม่ฟาดฟันดาบฆ่าคน

      ครั้นแล้วปรากฏผู้คนอีกเจ็ดแปดคนถูกฟันล้มหงายลง วงล้อมเป็นชั้นๆ ก็เคลื่อนไหวตามฝีเท้าของล้อฮีอู้ บัดเดี๋ยวโยกซ้ายบัดเดี๋ยวย้ายขวา

      ล้อฮีอู้มีความจำเป็นต้องเคลื่อนไหว หากว่าท่านยืนหยัดปักหลักไว้คงต้องถูกล้อมกักอยู่ในซากศพ ถูกขัดมือขวางเท้า ไม่อาจลงมืออย่างเต็มที่

      การต่อสู้อาบเลือดนี้คล้ายไม่มีวันยุติ ล้อฮีอู้ไม่คำนึงถึงการอดออมเรี่ยวแรงไว้รับมือไม้เท้าเจ็ดสังหาร ได้แต่ต้านรับวิกฤติกาลเบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง

      ยามนี้ศัตรูที่ตายใต้คมดาบของล้อฮีอู้ทั้งก่อนและหลัง มีจำนวนกว่าสี่สิบคนขึ้นไป ผู้ตายเหล่านี้ไม่ว่ารับบาดเจ็บที่ใด ล้วนจบชีวิตในดาบเดียว ไม่มีการฟันซ้ำเป็นดาบสอง จากข้อนี้เป็นที่เห็นได้ว่า ความสูงส่งของฝีมือความเผ็ดร้อนของเพลงดาบล้อฮีอู้ ยากจะมีผู้ใดเสมอเหมือนจริงๆ

      ซึ่งความจริง การ “ฆ่าคน” มิใช่ตวัดดาบลงมือก็กระทำได้ หากแต่ต้องกอปรไปด้วยวิชากำลังภายในและภายนอก ไม่ว่ามือไม้ สายตา ท่าเท้าล้วนผสานเป็นมั่นเหมาะ ถ่ายทอดพลังถึงปลายดาบ พอกรีดผ่านจึงสามารถปลิดชีวิตศัตรูในดาบเดียว ความนี้ต้องฝึกอบรมเป็นเวลานานจึงจะบังคับให้ดาบนี้คล้อยสูงหรือเลื่อนต่ำ จู่โจมถูกจุดชีวิตได้

      ทั้งหมดนี้ยามบรรยายง่ายดาย เวลาปฏิบัติยากเข็ญ มิหนำซ้ำระหว่างที่ตกอยู่ในวงล้อม เสียงฆ่าฟันดังอึงอล ยิ่งต้องมีกำลังขวัญเกินคน จึงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้

      ล้อฮีอู้แม้เป็นยอดฝีมือแห่งยุค แต่หากมิใช่เพลิงแค้นในอกหนุนเสริมความคิดต่อสู้ของเขา หลังจากฆ่าคนมากมายปานนี้ ความแหลมคมรุนแรงคงต้องลดทอนลง

      นี่คือข้อแตกต่างระหว่างธัมมะและอธรรม ล้อฮีอู้เป็นตัวแทนฝ่ายธัมมะ เห็นว่าการฆ่าฟันโดยพร่ำเพรื่อ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ดังนั้นความคิดต่อสู้จึงอ่อนโทรมลง หากเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือฝ่ายอธรรม ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ฆ่าคนโดยไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไหนเลยไม่อาจหักใจได้

      ยามนั้นความเคลื่อนไหวทั้งสองฝ่ายล้วนหยุดชะงักลง ล้อฮีอู้หยุดอยู่กึ่งกลางวงล้อมราวรูปปั้น ตลอดทั้งร่างถูกโลหิตของศัตรูกระเซ็นใส่ ชายฉกรรจ์ชุดขาวรอบข้างล้วนเบิกตาโปนโตปานกระดิ่ง แต่ไม่กล้าสืบเท้าเข้ามาอีก

      ล้อฮีอู้ทราบว่าฝ่ายศัตรูพังภิณฑ์พินาศ สูญเสียกำลังขวัญไปสิ้น หมาความว่าการศึกที่ประลองความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวครั้งนี้ ล้อฮีอู้เป็นฝ่ายได้ชัย

      แต่ล้อฮีอู้ทราบดีว่า ตัวเองก็แทบสูญเสียความคิดต่อสู้ ทะลวงฝ่าวงล้อมหลบหนีออกไป ยามนั้นฝืนใจเกร็งลมปราณ ปลุกปลอบพลังสมาธิ ตระเตรียมรับการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรงกว่านี้

      ล้อฮีอู้ทางหนึ่งตัดใจเสี่ยงชีวิต ทางหนึ่งทราบดีว่าไม่มีเวลาพักผ่อนโคจรพลัง ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ดังนั้นเปล่งเสียงตวาดว่า

      “เงี่ยมบ้ออุ้ยอยู่ที่ใด ไม่กล้าปรากฏกายพิสูจน์ความเป็นตายหรือไร?”

      ซุ่มเสียงถ่ายทอดไปไกลโข ก้องกังวานทั่วนคร นักสู้ผู้ห้าวหาญที่รักษานคร นอนจมกองเลือดจำนวนมาก พอได้ยินเสียงของเซี้ยจู้ ล้วนกระโดดปราดขึ้น ตระเตรียมสู้ศึกใหม่ นับเป็นสภาพที่ห้าวหาญรันทดนัก

      พลันได้ยินที่หางไปหลายวาบังเกิดเสียงแค่นหัวร่อเย็นเยียบดังขึ้น ชายฉกรรจ์ชุดขาวที่ยืนประจำอยู่ทิศทางต้นเสียงหัวร่อพากันเปิดทางออกเป็นช่อง เผยเห็นชายชราชุดเขียวผู้หนึ่ง

      ชายชราชุดเขียวผมขาวดั่งไหมเงิน จมูกงองุ้มดุจเหยี่ยว เบ้าตาลึกกลวง กอปรเป็นลักษณะใบหน้าที่เยือกเย็นอำมหิตใบหนึ่ง ในมือถือไม้เท้าเหล็กกล้าสีดำสูงเสมออก ตัวไม้เท้ามีรอยตะปุ่มตะป่ำเจ็ดแห่งเป็นไม้เท้าเจ็ดสังหารที่ชาวยุทธจักรพอพบเห็นก็หน้าเปลี่ยนสีเอง

      ล้อฮีอู้หน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง ดวงตาทอประกายความแค้น กล่าวว่า

      “เงี่ยมบ้ออุ้ย เสียทีที่ท่านเป็นผู้ห้าวหาญฝ่ายมิจฉาชีพ คืนนี้กลับใช้สอยบริวารมากมายปานนี้มาหาที่ตาย เพียงหวังริดรอนกำลังเราประพฤติการณ์เช่นนี้ มาตรว่าโชคดีได้ครองตำแหน่งผู้นำฝ่ายมิฉาชีพ ก็ไม่ได้รับความยอมรับนับถือจากผู้คนทั้งแผ่นดิน”

      ชายชราชุดเขียวเงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “คนของนครเขียวเรืองโรจน์ท่านล้มตายไปกว่าสองร้อยคน ต่อให้ผู้น้องเสียชีวิตสี่ห้าสิบชีวิต ก็คู่ควรอย่างยิ่ง ดูท่านต่อสู้เสี่ยงชีวิตเช่นนี้ แสดงว่ายอมพลีพร้อมกับนคร คืนนี้ผู้น้องจะให้ท่านสมมาดปรารถนาแน่นอน”

      ล้อฮีอู้แค่นเสียงอย่างเดือดดาลกล่าวว่า

      “วาจาไร้สาระอย่าได้กล่าว เราผู้แซ่ล้อขอรับทราบอานุภาพของไม้เท้าเจ็ดสังหารอีกครั้ง เข้ามาเถอะ”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสืบเท้าเข้าหา บริวารที่สองฟากข้างถอยห่างกว่าเดิม ยามนั้นทั้งสี่ทิศแปดทางยังบังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังแว่วมา แต่ล้อฮีอู้ไม่สนใจไม่ถามไถ่ ทุ่มเทสมาธิจิตใจกับศัตรูเข้มแข็งเบื้องหน้า หวนนึกถึงขอเพียงสามารถปลิดปลงคนผู้นี้ คืนนี้แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต

      ใต้แสงไฟที่ลุกฮือโหม เงาร่างสองสายยืนหยัดดุจขุนเขา ต่างเป็นชายชราอายุหกสิบปี มีเรือนร่างสูงตระหง่านดุจเดียวกัน หนึ่งเป็นเจ้านครเขียวเรืองโรจน์ที่มีชื่อเสียงเกริกไกรที่สุดของฝ่ายธัมมะ ในยุทธจักรขอเพียงเอ่ยถึงตระกูลแห่งนครเขียวเรืองโรจน์ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก อีกผู้หนึ่งเป็นไม้เท้าเจ็ดสังหารอันอื้อฉาวปรกติมีร่องรอยเร้นลับ ระหว่างนี้มีฐานะเทียบเท่าเป็นผู้นำฝ่ายมิจฉาชีพหกมณฑลภาคเหนือเจ็ดมณฑลภาคใต้

      ในที่สุดผู้นำฝ่ายธัมมะและอธรรมเผชิญหน้ากันแล้ว นี่เป็นปรากฏการณ์ของยุทธจักรในรอบร้อยพันปีที่ผ่านมาเมื่อถึงระยะหนึ่ง ต้องมีฝ่ายหนึ่งกลืนอีกฝ่ายหนึ่งลงไป ตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

      สุดยอดฝีมือทั้งสองยืนเผชิญหน้าไม่เคลื่อนไหว บรรยากาศเขม็งตึงเครียด พลังสภาวะก็เกรี้ยวกราด ไม่ว่าผู้ใดหากคิดแทรกตัวเข้ามาต้องถูกพลังสภาวะของทั้งสองกดคุกคามจนขาดใจตายทั้งเป็น

      ล้อฮีอู้แม้รับบาดเจ็บมาก่อน หลังจากนั้นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ทั้งยังผ่านการต่อสู้อาบเลือดเข่นฆ่าสังหารมือดีกว่าสี่สิบคน แต่ยามนี้ขวางดาบตั้งท่า ยังคงเปล่งประกายเจิดจ้า สามารถกวาดล้างทั้งกองทัพได้

      เงี่ยมบ้ออุ้ยอดนับถือเลื่อมใสมิได้ หวนนึกถึงตัวเองวางแผนล้มล้างนครเขียวเรืองโรจน์ ต้องเตรียมการถึงยี่สิบปี ดูท่าความเพียรพยายามของยี่สิบปีนี้คู่ควรยิ่ง ทั้งนี้เพราะเงี่ยมบ้ออุ้ยนับเป็นศัตรูเข้มแข็งที่ยากยิ่งจะพบพานจริงๆ

      ความคิดนี้เพิ่งผ่านเข้ามาในห้วงสมอง พลันมีคนผู้หนึ่งตวาดว่า

      “ฆ่าไก่ไยต้องใช้มีดฆ่าโค จ้งเพียวปาจื้อ (ท่านหัวหน้าใหญ่) โปรดชมดูอยู่ด้านข้าง เป็นอย่างไร?”

      เสียงดังคนปรากฏ ชายชราร่างอ้วนกลมไว้เครายาวผู้หนึ่งสืบเท้าเข้ามาภายในวง สองมือแยกย้ายยึดถือจักรคมกริบข้างละอัน

      จากนั้นปรากฏชายชราชุดรัดกุมอีกสองคนรุดมาสมทบ คนเหล่านี้ยามยกมือวางเท้า ล้วนแฝงบุคลิกภาพข่มขวัญ ผิดแผกจากผู้คนธรรมดาทั่วไป

      ล้อฮีอู้กวาดมองแวบหนึ่ง อดสะท้านใจมิได้ครุ่นคิดขึ้น

      “ไม้เท้าเจ็ดสังหารเงี่ยมบ้ออุ้ยมีความสามารถเกินคนจริงๆ ไฉนเกลี้ยกล่อมผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายมิจฉาชีพ ที่ยึดครองแว่นแคว้นหนึ่งมาถึงสามคน”

      ที่แท้ชายชราร่างอ้วนกลมที่ปรากฏกายในตอนแรก เป็นหัวหน้าพรรคเง็กบู๊ปัง (พรรคเลิศล้ำ) ที่ครองความยิ่งใหญ่แถบมณฑลชานตุงและฮ่อปัก ฉายาตุยฮุ้นไท้ส่วย (ไท้ส่วยล่าวิญญาณ) เซาะเอียง

      ชายชราคนที่สองหน้าเหลืองตาโปน เป็นหัวหน้านิกายแป๊ะเม้งก่า (นิกายพรายขาว) ฉ่าจุ่งเซีย ซึ่งยึดครองมณฑลกำซกเซียมไซ เป็นอาณาบริเวณหลายพันลี้

      ชายชราคนที่สามรูปร่างค่อนข้างซูบเซียว แต่ขมับทั้งสองนูนสูงเด่น ประกายตาเจิดจ้าเปี่ยมล้น มือซ้ายถือตาขอ มือขวาถือกระบี่ กลับเป็นหัวหน้าตึกบู๊เซ่งตึ้ง (ตึกพิชิตชัย) ฮ่อเกี๊ยก ซึ่งแผ่อิทธิพลไปทั่วมณฑลเสฉวนกุยจิว

      คนทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือฝ่ายอธรรมที่มีชื่อเสียงกว่ายี่สิบปี วันเวลาที่ผ่านมา ผู้คนทั่วไปยากจะพบหน้าพวกมันแม้สักคราเดียว ยามนี้กลับสวามิภักดิ์ต่อเงี่ยมบ้ออุ้ย ดังนั้นล้อฮีอู้อดอกสั่นขวัญแขวนมิได้

      หวนนึกถึงนครเขียวเรืองโรจน์ ที่เป็นฐานสำคัญของฝ่ายธัมมะ หากถูกทำลาย ทุกค่ายสำนักคงหวาดหวั่นขวัญผวา ไม่ว่าผู้ใดไม่กล้าเสนอหน้าออกลูกคมเงี่ยมบ้ออุ้ย กิจการสำนักคุ้มกันภัยทั้งประเทศได้แต่ยอมสยบต่อพวกมันแล้ว

      ในห้วงคับขันตึงเครียด ล้อฮีอู้พลันบังเกิดความสำนึกเสียใจ ที่หลายสิบปีมานี้ ตัวเองไม่ข้องแวะกับเรื่องราวในยุทธจักร

      หากมิใช่ท่านถือดีเกินไป ไม่ชมชอบไปมาหาสู่กับผู้อื่น ทุกค่ายสำนักยังคงถือนครเขียวเรืองโรจน์เป็นจุดศูนย์กลางเข่นยุคสมัยที่ผ่านมา นับเป็นพลังที่กล้าแข็งเพียงไหน ต่อให้เงี่ยมบ้ออุ้ยสามารถเกลี้ยกล่อมยอดฝีมือฝ่ายอธรรมเข้าเป็นพวก ก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

      กล่าวโดยสรุปคือ ล้อฮีอู้ผิดที่ทระนงตนเกินไปพาตัวห่างจากทุกค่ายสำนักทีละน้อย ค่อยประสบชะตากรรมในวันนี้

      ล้อฮีอู้สูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง กล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “เข้ามาโดยพร้อมเพรียงเถอะ คืนนี้เราเซี้ยจู้จะให้พวกท่านลิ้มชิมรสชาติของเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อดู”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยและพวกไม่ทันตอบคำ บังเกิดสุ้มเสียงที่แฝงพลังเข้มแข็งอีกเสียงหนึ่งดังว่า

      “ผู้น้องดีที่รุดมาทันเวลา ได้ลิมชิมรสชาติของเพลงดาบสัประยุทธ์เลือด”

      เห็นชายชราหน้าตาดุร้ายผู้หนึ่งเร่งรุดมาถึง ในมือถือพลั่วเหล็กอันหนักอึ้งคู่หนึ่ง จากพลั่วเหล็กด้ามนี้แสดงว่าผู้มาเป็นหัวหน้าค่ายเต็กซัวแจ่ (ค่ายภูผาไผ่) ที่ยึดครองมณฑลฮ้อหนำโอ้วปัก ฉายาเฮ็กอุงซิ้ง (มหากาฬดำ) เงี่ยมซง

      ล้อฮีอู้บังเกิดความฮึกหาญเปี่ยมล้น แหงนหน้าหัวร่อดังยาวนานกล่าวว่า

      “ยังมีปีศาจภูตพรายอันใด ล้วนไสหัวออกมาแต่เนิ่นๆ”

      ได้ยินสุ้มเสียงกังวานแจ่มใสเสียงหนึ่งดังว่า

      “ล้อเซี้ยจู้ไยต้องใช้ปากคอระราน เราสองสามีภรรยาต้องไม่พลาดโอกาสรับการสั่งสอนแน่นอน”

      จากนั้นสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่ง สวมใส่ชุดรัดกุม ในมือล้วนถือกระบี่ยาว ก้าวเข้ามาในบริเวณ

      เห็นบุรุษสุภาพสง่างาม สตรียังรักษาเค้าความงามเมื่อวัยสาวไว้ ลักษณะที่สะดุดตาของพวกมันคือผมเผ้าขาวโพลง แต่เค้าใบหน้าและผิวพรรณ ดูไปพียงอยู่ในมัชฌิมวัย

      ล้อฮีอู้ตื่นตระหนกยิ่ง ทั้งนี้เพราะสามีภรรยาที่ปรากฏกายเป็นคู่สุดท้ายมีความเป็นมาใหญ่หลวง ยี่สิบกว่าปีมานี้ ก่อตั้งนิกายังซิวก่า (นิกายบำเพ็ญคู่) เคลื่อนไหวที่แถบมณฑลกังโซว จิกับและกังไซ ชนชาวโลกขนานนามว่าเจียมซิงแซ (ท่านแซ่เจียม) กับเจียมฮูหยิน (ท่านผู้หญิงแซ่เจียม) โดยไม่ล่วงรู้ชื่อแท้จริง

      ตามคำร่ำลือ วิชาฝีมือของพวกมันเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ใช้เคล็ดลับของลัทธิเต๋าฝ่ายใต้ ฝึกปรือวิชากำลังภายใน เน้นการบำรุงรักษารูปโฉม แต่วิธีการและเป้าหมายต่างกับแนวทางลัทธิเต๋า ดังนั้นดูไปแฝงกลิ่นอายชั่วรายอยู่บ้าง

      เงี่ยมบ้ออุ้ยสังเกตสีหน้าท่าทีของล้อฮีอู้ เห็นว่าหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าในสังกัดปรากฏกายอย่างเหมาะสม กลับสะกดพลังสภาวะของฝ่ายตรงข้ามลงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นกล่าวว่า

      “นครเขียวเรืองโรจน์เป็นผู้นำยุทธจักรร่วมร้อยปี เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อก็เป็นวิชาไม้ตายที่แท้จริง การต่อสู้ในคืนนี้ เป็นการชิงชัยระหว่างเรากับล้อเฮย ท่านทั้งหลายโปรดชมดูอยู่ด้านข้าง”

      ล้อฮีอู้ยิ้มอย่างเย็นชากล่าวว่า

      “ท่านจงใจแสดงเป็นใจกว้าง ไม่ให้พวกมันลงมือ เกรงว่าต้องสำนึกเสียใจภายหลัง”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยตาสาดประกายเกรี้ยวกราด ประกาศว่า

      “ล้อฮีอู้ เรายอมรับว่าท่านเป็นคู่มือเพียงหนึ่งเดียว ค่อยตัดสินใจลงมือกำจัดกับมือเอง หากว่าท่านมีแต่นามอันจอมปลอม เราไยต้องสู้ศึกด้วยตัวเอง?”

      วาจาประดานี้แสดงออกถึงนิสัยอันห้าวหาญชอบเอาชัยของมัน สมกับเป็นบุคคลหมายเลขหนึ่งของฝ่ายอธรรมอย่างแท้จริง

      ล้อฮีอู้อดทั้งเลื่อมใสทั้งตื้นตันใจมิได้ ทั้งเลื่อมใสต่อความอาจหาญเทียมฟ้าของมัน และตื้นตันใจที่มันให้โอกาสตัวเองหาญหักอย่างยุติธรรมดังนั้นโอบดาบประสานมือ กล่าวว่า

      “เงี่ยมเฮียกล่าวประเสริฐ เรื่องในคืนนี้แม้มีความแค้นดุจห้วงสมุทรแต่นอกจากข้อนี้ ผู้น้องกลับยึดถือเงี่ยมเฮียเป็นผู้รู้ใจ”

      เอ่ยถึงตอนนี้ หน้าเคร่งเครียดเย็นชาลง กล่าวอีกว่า

      “ยามนี้กล่าวมากความไร้ประโยชน์ โปรดลงมือแนะนำสั่งสอน”

      เงี่ยมบ้ออุ้ยรับคำ ยกไม้เท้าโบกวูบ ยอดฝีมือทั้งหกพากันล่าถอยไปด้านข้าง ที่กึ่งกลางวงพียงหลงเหลือคนทั้งสองเท่านั้น

      ยืนประจันอีกครู่หนึ่ง ล้อฮีอู้เพาะพลังสภาวะเพียงพอ พลันตวาดก้อง สะบัดดาบฟันลง

      ดาบนี้ดูไปไม่มีความพิสดารอันใด แต่ผู้ชมดูอยู่ด้านข้างล้วนรู้สึกถึงสภาวะดาบอันเกรี้ยวกราดดุร้าย ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าต้านปะทะอย่างหักโหม จากความนี้เป็นที่เห็นได้ว่า เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดเป็นยอดวิชาน่าแตกตื่นสะท้านโลกจริงๆ

      เงี่ยมบ้ออุ้ยกวาดไม้เท้าออก เสียงตังคราหนึ่ง กลับถูกพลังสภาวะดาบกระแทกถอยไปครึ่งก้าว

หนังสือแนะนำ

Special Deal