บทที่ 2 มือปราบอารมณ์แปรปรวนกับแม่นางสวมหน้ากาก

เดือนห้า ถนนเล็กแถบชนบท ชานเมืองหังโจว

ถนนเป็นถนนดินดำ ปูด้วยหินกรวดหนึ่งชั้น ค่อยทับด้วยแผ่นหินอีกชั้นหนึ่ง หลังฝนโปรยปรายคราหนึ่ง พื้นถนนสะอาดเอี่ยมอ่อง

สวนผักด้านข้าง เหลืองอร่ามเป็นแผ่นผืน พอสายลมโชยเอื่อย แลเหมือนระลอกคลื่นสีทอง บวกกับฝนซาฟ้าโปร่ง ดึงดูดให้ผู้คนทยอยหยุดเท้า

อีกฟากหนึ่งเป็นบ่อปลาใสกระจ่าง ผิวน้ำประดุจคันฉ่องสะท้อนแสงตะวัน เปล่งประกายระยิบระยับทอดยาวออกไปไกลลิบ เหนือน้ำมีไอหมอกคล้ายปุยเมฆ น้ำกระเพื่อมเมฆาสลาย นานครั้งปรากฏนกนางนวลเดียวดาย บ้างสยายปีก บ้างยืนตระหง่าน และยังมีชาวประมงที่ออกเรือแต่เช้า ขับขานบทเพลงอย่างอารมณ์ดี เติมชีวิตชีวาให้กับรุ่งอรุณแห่งลุ่มน้ำเจียงหนาน ยิ่งแลคล้ายดินแดนมายา

บรรดาชายเก่งหญิงงามที่ตั้งใจลุกจากเตียงมาชมดูแต่เช้าตรู่ ล้วนอดใจไม่ไหวต้องร่ายกลอนต่อคำ ฉวยโอกาสเพิ่มความสุนทรีย์ท่ามกลางม่านหมอกสักครา

ในบรรยากาศอันเรียบง่ายใสซื่อของชนบทนี้เอง ลิบๆ ออกไปปรากฏเงาสีแดงที่แสบตาจุดหนึ่ง

คนเดินทางทยอยหันหน้ามอง เพียงเห็นบนถนน หญิงงามคนหนึ่งกางร่มกระดาษสีแดงที่ฉูดฉาดบาดตานั่งอยู่บนลาน้อย ค่อยๆ เคลื่อนมาข้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย

แม่นางนี้จิ้มลิ้มพริ้มเพรา แลเข้ากับทิวทัศน์ของลุ่มน้ำเจียงหนานเป็นพิเศษ ร่มแดงคันนั้น สะท้อนผิวจนขาวผ่องนวลเนียน ยิ่งขับความสวยแฉล้มแช่มช้อย

นางสะพายสัมภาระห่อเล็ก นั่งเหลียวซ้ายมองขวาอยู่บนหลังลา ใคร่สอดส่ายว่าละแวกนี้มีเพิงน้ำชาหรือไม่ จะได้แวะกินหมั่นโถวเป็นมื้อเช้าสักลูก

ผู้มา... จะเป็นใครหากมิใช่เหยียนเสี่ยวเตา

ในที่สุดก็เห็นป้าย‘ชา’ตัวโตๆ ปรากฏขึ้น เหยียนเสี่ยวเตารีบโดดลงจากลาน้อย เลือกโต๊ะติดถนนแล้วนั่งลง เด็กในร้านมาต้อนรับ เห็นเป็นแม่นางสะสวยคนหนึ่ง น้ำเสียงพลันนุ่มลงไม่รู้ตัว “แม่นางเร่งเดินทางตามลำพังหรือ? แวะกินข้าวเช้ากระมัง?”

เสี่ยวเตาหุบร่ม เช็ดจนแห้งแล้วเก็บอย่างดี สั่งเต้าฮวยหนึ่งชามกับเด็กในร้าน และยังเอาหมั่นโถวแป้งขาวอีกหนึ่งลูก

เด็กในร้านยกมาส่งอย่างว่องไว ซ้ำยังแถมแตงกวาดองหั่นเป็นแว่นที่ทางร้านทำเองอีกหนึ่งจาน เหยียนเสี่ยวเตากระดกนิ้วคีบตะเกียบ เลือกแผ่นแตงกวาเคียงกับหมั่นโถว ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

กินได้สักพัก คนสัญจรบนถนนเริ่มจอแจ

พื้นที่ซูหูคลาคล่ำด้วยพ่อค้าวานิชมาตลอด ผู้ประกอบการค้าช่วงเช้าล้วนร้อนใจดั่งไฟสุม พอฝนหยุด อาทิตย์ส่อง บรรยากาศยามเช้าที่ราวกับแดนสวรรค์ก็พลอยจางหาย เหลือเพียงความอึกทึกและคับคั่ง

แผงน้ำชาค่อยๆ ล้นหลามด้วยลูกค้า มีเก้าอี้ว่างแค่สามตัวตรงหน้าเสี่ยวเตาเท่านั้น

เสียงดังป้าบ ดาบยักษ์เล่มหนึ่งวางพาดเหนือโต๊ะ ภายใต้หนังตาของเสี่ยวเตา

ดาบนี้ยาวสามฉื่อสามชุ่น (ประมาณ 3.3ฟุต) ตัวดาบสวมปลอกหนัง มัดด้วยเชือกเก้าทบ และยังติดหมายเลข คาดว่าผู้มาคงเป็นขุนนางคนหนึ่ง

เสี่ยวเตาช้อนสายตาพินิจ เบื้องหน้านั่งอยู่ด้วยนักสู้คนหนึ่ง อายุไม่มากราวๆ ยี่สิบเศษ หน้าตาธรรมดา เรือนผมเรียบแปล้ หน้าผากมีเหงื่อเกาะ เขาใช้แขนเสื้อเช็ดลวกๆ พลางสั่งเด็กในร้าน “หมั่นโถวสี่ลูก โจ๊กหนึ่งชาม”

เสี่ยวเตากัดหมั่นโถวคำเล็กแล้วคีบแผ่นแตงกวาใส่ปาก เห็นป้ายทองแผ่นหนึ่งรำไรตรงข้างเอวคนผู้นั้น...เป็นไปได้ว่าคือมือปราบคนหนึ่ง

ชายหนุ่มปาดเหงื่อรออาหาร พอเงยหน้าค่อยพบว่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามเป็นแม่นางคนหนึ่ง จึงก้มหน้าสำรวม และไม่กล้าพินิจละเอียด เพียงตั้งตารอกิน

เสี่ยวเตายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง...คนซื่อ!

เสี่ยวเตากินต่ออีกสองคำ หนุ่มคนนั้นพลันเงยหน้า ตะโกนสั่งเด็กในร้าน “เอาบะหมี่เนื้อวัวอีกชาม”

เสี่ยวเตาอ้าปากมองดูหมั่นโถวสี่และโจ๊กอีกหนึ่งตรงหน้าเขาหายวับในพริบตา ลอบพึมพำในใจ...ถังข้าว!

ทางนี้กำลังกิน พลันมีคนมาอีกสอง

ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าแผงน้ำชา เห็นไม่มีที่นั่งจึงลังเล เด็กในร้านรีบร้องทัก “ท่านลูกค้า ตรงนี้ว่างสองที่พอดี”

ดังนั้น คนหนึ่งนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเสี่ยวเตากับมือปราบ อีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขา

เสี่ยวเตาได้ยินน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อยกล่าวว่า “ชาหนึ่งกา หมั่นโถวสองลูก”

แม้น้ำเสียงหงุดหงิด แต่สามารถฟังออกว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง ต่างจากสตรีทั่วไป คนผู้นี้พูดจาเยียบเย็นเคร่งขรึม เสี่ยวเตารู้สึกสุ้มเสียงน่าฟัง จึงเงยหน้ามอง ต้องตกใจแทบกระโดด

นั่งอยู่ด้านข้างคือบุรุษวัยยี่สิบเศษคนหนึ่ง กำลังจ้องมองเสี่ยวเตาอยู่เช่นกัน คนผู้นี้หน้าตาดีมาก เสี่ยวเตาเดาว่าเขาต้องมีฐานะไม่น้อย เพราะมีสง่าราศี แต่งกายพิถีพิถัน กิริยาท่าทีสุภาพดูดี แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเสี่ยวเตาหามิใช่คุณชายสูงศักดิ์ตรงหน้าผู้นี้ กลับเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาต่างหาก

นั่นเป็นสตรีชุดดำสวมหน้ากากคนหนึ่ง คงเป็นคนที่เปล่งวาจาเมื่อครู่นี้

นางยืนอยู่ด้านหลังคุณชายผู้ดี เหมือนเป็นผู้ติดตามไม่ก็องครักษ์ รูปร่างสูงเพรียว แต่เพราะสวมหน้ากากจึงมองหน้าตาและอารมณ์ไม่ออก เรือนผมดำสนิทก็เก็บซ่อนในอาภรณ์ หน้ากากคงเป็นหน้ากากผีที่ใช้ในพิธีขับไล่เสนียดจัญไร สีขาว ดูแล้วชวนผวา

สตรีสวมหน้ากากคนนั้นก็มองเสี่ยวเตาแวบหนึ่งเช่นกัน มิได้ส่งเสียง

จวบจนน้ำชาขึ้นโต๊ะ สตรีสวมหน้ากากหยิบเข็มเงินออกมาทดสอบก่อนด้วยความระมัดระวัง ไร้ปัญหาค่อยวางตรงหน้าคุณชายผู้ดีท่านนั้น และยังช่วยเขาล้างถ้วยรินน้ำชา เมื่อแล้วเสร็จก็ถอยไปยืนด้านหลังต่อ

มือปราบ‘ถังข้าว’คนนั้นกำลังกินบะหมี่ชามที่สอง เห็นเข้าก็พูดลอยๆ แบบไม่หนาวไม่ร้อน “ตนเองมีมือมีเท้า ยังต้องคนอื่นปรนนิบัติ”

มุมปากของเสี่ยวเตากระตุกไม่รู้ตัว...จะวิวาทกันหรือไม่? มือปราบคนนี้ปากไวใจตรง!

คุณชายผู้ดีเท้าคางด้วยมือเดียว ถามกลับแบบไม่สะทกสะท้าน “มือปราบเทวดาดาบทอง ห่าวจินเฟิง เหตุไฉนวิ่งมาถึงหังโจวแล้ว”

“แค่กๆ”

ได้ยินนาม ‘ห่าวจินเฟิง’เหยียนเสี่ยวเตาถึงกับสำลักหมั่นโถว ยกมือทุบอก

คุณชายผู้ดีคนนั้นรินชาถ้วยหนึ่ง ยื่นส่งถึงหน้านาง

เสี่ยวเตารับไว้ เอ่ยขอบคุณแล้วกลืนหมั่นโถวตามลงไป หางตาเหลือบเห็นสตรีสวมหน้ากากคล้ายมองมาที่ตนอีกหน

“ข้ามาตามจับเซวียเป่ยฝาน” ห่าวจินเฟิงตอบ

ตอนแรกเหยียนเสี่ยวเตาตัดสินใจวางถ้วยแล้วผละไป พอได้ยินคำ‘เซวียเป่ยฝาน’กลับนั่งนิ่งไม่ขยับแล้ว หรือจะเป็นเซวียเป่ยฝานที่ตนกำลังตามหา?

“เซวียเป่ยฝานเป็นสหายของข้าเสิ่นซิงไห่ หนึ่งเดือนนี้เขาเป็นแขกอยู่ที่บ้านสวนซิงไห่ ไม่ทราบกระทำผิดด้วยเรื่องใด ท่านมือปราบถึงต้องแรมไกลมาจับคน”

เหยียนเสี่ยวเตาจุ๊ๆ ในใจสองคำ ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้! ถึงกับได้เจอเสิ่นซิงไห่เจ้าของบ้านสวนซิงไห่ที่นี่ด้วย

“เซวียเป่ยฝานเจ้าโจรราคะ ชั่วช้าไม่อาจอภัย ข้าจะพาเขากลับไปดำเนินคดี”

“โจรราคะ?”

เสี่ยวเตาอดใจไม่อยู่โพล่งออกมา เสิ่นซิงไห่กับห่าวจินเฟิงล้วนมองมาที่นาง

เสี่ยวเตารีบก้มหน้างุด

“ฟังว่า เซวียเป่ยไห่ป่วยตายกะทันหันในคืนก่อนแต่งงาน เซวียเป่ยฝานกลับยังสุขสำราญอยู่ที่เจียงหนาน?” ห่าวจินเฟิงถามเสิ่นซิงไห่  

“พี่เซวียไม่นิยมก้าวก่ายยุทธภพ ความสัมพันธ์กับพี่ชายเขาก็ผิวเผิน” เสิ่นซิงไห่ช่วยแก้ต่าง “ทุกวี่วันเอาแต่ล่องเรือชมทะลสาบซีหูอย่างอิสระ ข้ารู้จักกับเขานานปี เขาแม้เจ้าสำราญหากไม่มีนิสัยต่ำช้า ต้องไม่ใช่โจรราคะอะไรแน่ ท่านสืบสาวให้ถี่ถ้วน อย่าได้ปรักปรำคนดี”

“ปรักปรำ?”

ห่าวจินเฟิงได้ยินสองคำนี้ สีหน้าพลันหม่นลง เดิมทีคนผู้นี้อารมณ์ร้อนดั่งไฟ ยามนี้กลับคล้ายล้มลงในแอ่งน้ำแข็งกระนั้น น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นขรึมๆ เย็นๆ เมื่อเอ่ยปากแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “หรือท่านคิดว่าข้าเป็นมือปราบประเภทปรักปรำคนดี ใส่ความโดยไม่มีมูล ไม่แยกแยะถูกผิด ทุจริตต่ำช้าไร้ยางอาย และไร้ซึ่งฝีมือ? อาศัยการปรักปรำผู้อื่นให้ได้มาซึ่งลาภยศสรรเสริญ?”

เสิ่นซิงไห่กับเหยียนเสี่ยวเตาต่างยกถ้วยค้างเติ่ง...มือปราบคนนี้ไฉนจู่ๆ เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว

สุดท้าย...เสี่ยวเตาดื่มชาร้อนดังอึกๆ ทุกคนค่อยเรียกสติกลับคืน

ห่าวจินเฟิงสลัดศีรษะไปมา คืนสู่บุคลิก‘ถังข้าว’เช่นครู่ก่อน หน้าตาเหลอหลา “ข้าพูดอะไรออกไป”

เสิ่นซิงไห่ก้มหน้าดื่มชา ผู้คนต่างกล่าวว่าห่าวจินเฟิงใดๆ ล้วนดีหมด แค่บางคราอารมณ์ปรวนแปรเฉียบพลัน ที่แท้ก็เป็นจริงดั่งคำลือ

เหยียนเสี่ยวเตาล่วงรู้แล้ว เซวียเป่ยฝานอยู่บนเรือลำใดลำหนึ่งในทะเลสาบซีหู ในเมื่อห่าวจินเฟิงเทพแห่งโรคระบาดกำลังตามหาเขา ตนคงต้องรีบไปส่งของโดยเร็ว จากนั้นอยู่ให้ห่างเท่าไรยิ่งดี ขบคิดเสร็จ วางเงินสองเหรียญ ลุกยืนตั้งท่าผละไป

ทันทีที่เสี่ยวเตายื่นมือจูงลาน้อย พลันได้ยินห่าวจินเฟิงถามเสิ่นซิงไห่ “ลายแทงห้ากระดูกมังกรอยู่ในมือเซวียเป่ยฝานหรือไม่”

เสิ่นซิงไห่ยักไหล่ทันใด “ข้าก็ไม่ทราบ”

เหยียนเสี่ยวเตาชะงักนิดหนึ่ง แต่มิได้สะกิดใจอันใด จึงจูงลาออกเดินไปเงียบๆ เสิ่นซิงไห่กับห่าวจินเฟิงกำลังสนทนาพาที เหมือนมิได้ใส่ใจสังเกต มีเพียงสตรีสวมหน้ากากคนนั้น ที่จ้องมองเสี่ยวเตาอีกครั้ง

จวบจนเสี่ยวเตาไปแล้ว ห่าวจินเฟิงจึงถามเสิ่นซิงไห่ “ท่านรู้จักแม่นางคนเมื่อครู่?”

เสิ่นซิงไห่ยิ้มบาง “แม่นางที่งดงามปานนี้ ข้าหากรู้จักย่อมจำได้แน่นอน”

ห่าวจินเฟิงลูบคางพลางงึมงำกับตนเอง “รู้สึกคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหน…”

ห่าวจินเฟิงแม้จดจำเหยียนเสี่ยวเตาไม่ได้ เหยียนเสี่ยวเตากลับรู้จักเขา มิหนำซ้ำยังมีความเกี่ยวพันต่อกันไม่น้อย

ยี่สิบปีก่อน เหยียนหรูอวี้มารดาของเหยียนเสี่ยวเตาเป็นจอมโจรเลื่องชื่อในยุทธภพ ฉายาจิ้งจอกเหินฟ้า ราชสำนักส่งมือปราบเทวดาดาบทองห่าวจิ่วหลงมาไล่จับนาง แต่คิดไม่ถึง ห่าวจิ่วหลงไม่เพียงจับเหยียนหรูอวี้ไม่ได้ ดาบประจำตัวยังอันตรธาน เมื่อกลับมาจึงลาออกจากราชการเร้นกายเข้าพงไพร

คนในยุทธภพต่างเข้าใจว่า ห่าวจิ่วหลงเป็นเพราะสะเทือนใจที่พ่ายแพ้ให้แก่เหยียนหรูอวี้ หากความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหยียนเสี่ยวเตาได้ยินมารดาของนางเคยเล่าว่า ห่าวจิ่วหลงกับนางกลายเป็นสามีภรรยา ให้กำเนิดบุตรเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง บุตรชายก็คือห่าวจินเฟิง บุตรสาวก็คือเหยียนเสี่ยวเตานั่นเอง ทั้งสองอายุห่างกันหนึ่งขวบ

ปีที่สามหลังแต่งงาน ตอนนั้นเสี่ยวเตาเพิ่งเต็มขวบ เหยียนหรูอวี้สงสัยว่าห่าวจิ่วหลงไปมีหญิงอื่น ทั้งสองมีปากเสียงอย่างหนัก จากนั้นแยกทางเดิน แบ่งบุตรธิดาไปฝ่ายละคน

ห่าวจิ่วหลงหวนคืนยุทธภพอีกครั้ง กลายเป็นมือปราบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน บุรุษหลายใจผู้นี้ยังวาดภาพเหมือนประกาศจับเหยียนหรูอวี้ เป็นเหตุให้เหยียนหรูอวี้ต้องพาเสี่ยวเตาหลบซ่อนในป่าเขา เดาว่าห่าวจินเฟิงคงไม่ทราบชาติกำเนิดของตนเอง เพียงถือเหยียนหรูอวี้เป็นคู่อริของบิดาเท่านั้น

เสี่ยวเตาคิดไม่ถึง พอเข้าเมืองหังโจวก็เจอะเจอพี่ชายร่วมอุทร แต่นึกถึงบิดาเจ้าชู้คนนั้นขึ้นมา ยังคงไม่แสดงตนดีกว่า อีกประการหนึ่ง ห่าวจินเฟิงคล้ายผิดปกติอยู่บ้าง ครู่ก่อนได้ยินคำว่า ‘ปรักปรำ’ไฉนเปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว

นางครุ่นคิดฟุ้งซ่าน พลางเดินเลียบตลิ่งของทะเลสาบซีหู เหนือผิวน้ำมีลำเรือมากมาย ลำไหนจึงมีเซวียเป่ยฝานเล่า?

เห็นข้างหน้ามีคนเรือไม่น้อย เสี่ยวเตาบังเกิดปฏิภาณ วิ่งไปถามคนงานบนเรือคนหนึ่ง “ท่านอา ลำไหนเป็นเรือของบ้านสวนซิงไห่”

คนงานหลายคนพร้อมใจกันชี้ไปทางเรือใหญ่สองชั้นทาสีแดงลำหนึ่งเหนือทะเลสาบ “ลำนั้น!”

เสี่ยวเตาวิ่งไปยังสะพานใกล้ๆ พิจารณาเรือลำนั้นอย่างถี่ถ้วน จนมั่นใจว่ากำลังมุ่งหน้ามาทางตน

ขณะนั้น บุรุษชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่หัวเรือ ถือจอกสุราชื่นชมทิวทัศน์ เสี่ยวเตาย่นหว่างคิ้ว ภายนอกอ่อนแออมโรคแต่ท่าทีสุภาพไม่น้อย เหตุไฉนถูกเรียกเป็นโจรราคะไปได้

ขณะใช้ความคิด ด้านหลังมีเสียงตะโกน “โจรน้อย”

เหยียนเสี่ยวเตาสะดุ้งหันขวับ

เพียงเห็นบุรุษชุดดำคนหนึ่งยืนถือร่มกระดาษเคลือบน้ำมันอยู่ด้านหลัง สายตาเพ่งมาที่นาง คนผู้นี้อายุราวยี่สิบเศษ สูงๆ ผอมๆ เสี่ยวเตาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ครุ่นคิดอีกที เหยียนหรูอวี้มารดาของนางเป็นโจรก็จริง แต่ตนไม่ใช่นี่นา! ตั้งแต่เล็กนางร่ำเรียนวิชาแพทย์กับท่านหมอคนหนึ่ง ฝึกวิทยายุทธ์กับมารดาเพียงผิวเผิน เจียมเนื้อเจียมตัวไม่เคยกระทำเรื่องเลวทราม คิดว่าคนผู้นี้น่าจะเรียกผู้อื่น ดังนั้นเสี่ยวเตาจึงเบือนหน้ากลับมาดูต่อ

ยามนั้น เรือใหญ่ใกล้ถึงสะพานแล้ว เสี่ยวเตาไตร่ตรองอยู่ว่า จะร้องเรียกเขาหรือกระโดดลงไป

มิคาด คนข้างหลังพลันตะโกนขึ้นอีกครั้ง “นี่ โจรน้อย”

เสี่ยวเตาหันกลับไป พบว่ายังคงเป็นคนเดิม “ท่านเรียกข้า?”

“ใช่แล้ว”

“ข้าเหมือนโจรตรงไหน”

“เจ้าขโมยสมบัติตกทอดของบ้านข้า ยังว่าไม่ใช่โจรอีก” คนผู้นั้นมือไพล่หลัง สายลมโชยผ่าน เส้นผมลอยพลิ้วตามลม จะว่ารุ่ยร่ายก็คล้ายไม่รุ่ยร่าย จะว่าเป็นระเบียบก็คล้ายปล่อยตามสบายอยู่บ้าง เช่นเดียวกับใบหน้าของคนผู้นั้น จะว่าเป็นคนดีก็ติดเจ้าเล่ห์เล็กน้อย จะว่าเจ้าเล่ห์ กิริยาท่าทางก็ดูสุภาพเรียบร้อยดี

เสี่ยวเตากำลังนึกว่าคนผู้นี้เป็นใคร พลันได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวจากใต้สะพาน “โจรราคะ จะหนีไปไหน”

ได้ยินเส้นเสียง เสี่ยวเตารู้ทันทีว่าเป็นห่าวจินเฟิง พลันหมุนตัววิ่งหนีตามสัญชาตญาณ บังเอิญก็คือ คนที่เพิ่งเรียกนาง‘โจรน้อย’ก็วิ่งตามนางมาด้วย

เสี่ยวเตาแปลกใจ คนผู้นั้นก็แปลกใจ

ห่าวจินเฟิงชักเท้าไล่กวดมา

เสี่ยวเตากำลังร้อนใจ คนผู้นั้นกลับแย้มยิ้มชวนนางคุย “บังเอิญจริง เจ้าก็โจรราคะเช่นกันหรือ? ยินดีที่ได้รู้จัก!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal