ตอนที่ 1 จากลาบ้านเกิด

ยามพลบค่ำเจ้าของร้านหันหยวนของชำจางโหย่วไฉในมือถือห่อใบบัว ก้าวเดินสวบๆ ไปยังบ้านพักของตนเอง

ภายในห่อใบบัวเป็นเนื้อหมูสันในชิ้นหนึ่ง หน้ากว้างครึ่งเชียะ (ประมาณหกนิ้ว) เนื้อหนาสามนิ้ว ห่อหุ้มด้วยใบบัวสองชั้น ไขมันจากเนื้อหมูยังไหลซึมออกมา จิตใจของจางโหย่วไฉก็คล้ายกับห่อใบบัวในมือ เอิบอิ่มและอ่อนนุ่ม เปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่นใจ

“ไฉสู (อาไฉ) ไปซื้อเนื้ออีกแล้วหรือ!?” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่ที่เปิดร้านอยู่หน้าปากซอยจมูกไว ห่างกันไกลลิบ ยังได้กลิ่นหอมๆ ของเนื้อในมือจางโหย่วไฉ มันก้าวเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ใช่ ใช่!” จางโหย่วไฉขยับข้อมือชั่งน้ำหนักเนื้อในมือ มันกลัวเหล่าบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้ยิน จงใจเปล่งเสียงดังว่า “บัดซบ เนื้อหมูชิ้นเท่านี้ ถึงกับกล้าขายให้ฉันสองเหรียญครึ่ง ( เชิงอรรถ - *เหรียญในที่นี้หมายถึงเหรียญต้าหยางที่ใช้ในช่วงสาธารณรัฐจีน) เว่ยเหล่าซื่อ (คนที่สี่แซ่เว่ย) เจ้าคนฆ่าหมูผู้นี้ หน้าเลือดจริงๆ! คืนนี้ว่างหรือไม่ หากไม่มีธุระอะไร ไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านฉัน”

“ไม่ดีกว่า ไม่ดีกว่า!!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่โบกมือปฏิเสธ แต่ในคอกลับกลืนน้ำลายดังอึก ชาวหลู่เฉิง( เชิงอรรถ - * หลู่เฉิงคือเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในมณฑลซานตง) ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีและหน้าตาเป็นที่สุด จางโหย่วไฉเชื้อเชิญด้วยความจริงใจ เขากลับไม่กล้าตอบปากรับคำในทันที ไม่อย่างนั้น หากแต่งกายไปไม่สมกับฐานะกับแขกเหรื่ออื่นๆ ในงาน ยามอยู่บนโต๊ะอาหารนอกจากยากจะสู้หน้ากันแล้ว วันหน้ายังต้องถูกเพื่อนบ้านหัวเราะนินทาไปอีกหลายวัน

“นี่ ไม่มีคนนอก!” จางโหย่วไฉหยุดเดิน ขยับข้อมือชั่งห่อใบบัวต่อเนื่องดังผละๆ เพื่อดึงดูดสายตาของเพื่อนบ้านทั้งหลาย “มีเพียงต้าจื๋อเอ๋อร์ (หลานคนโต) ซานจื๋อเอ๋อร์ (หลานคนที่สาม) ของแกกับพวกเราสามคน”

“ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) กลับมาแล้ว?!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่รูปร่างสูงใหญ่ เสียงดังฟังชัด ต่อให้เปล่งเสียงปกติก็คล้ายกับฟ้าร้อง “ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมปีนี้เขาจึงกลับมาเร็วยิ่ง”

“จบการศึกษาแล้ว! ดังนั้นจึงปิดเทอมเร็ว” จางโหย่วไฉมองดูฝ่ายตรงข้ามแวบหนึ่ง จงใจตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“อะไรนะ! เรียนจบแล้ว จบการศึกษาจากกั๋วจง (เชิงอรรถ -*กั๋ว คือ ระดับประเทศ จง คือ ระดับมัธยม ซึ่งในที่นี้หมายถึงโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงในมณฑลซานตง) แล้ว?!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่ราวกับตื่นตะลึงถอยหลังสองก้าว พริบตาเดียวข่าวคราวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งตรอกซอย “นับว่าไวมาก ตอนที่เขาไปนั่งรถไฟ เพิ่งจะ…”

เขานับนิ้วมือตนเอง พยายามนึกหน้าตาจางเหล่าซาน (บุตรชายคนที่สามแซ่จาง) จากในความทรงจำ ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่าท่าทีของตนเองในขณะนี้นับว่าเสียมารยาทไปบ้าง มันรีบลดมือลงเช็ดผ้ากันเปื้อนเพื่อแก้เขิน “ความหมายของฉันคือ วันเวลาผ่านไปช่างรวดเร็ว พริบตาเดียวซานเส้าแหยก็เติบใหญ่แล้ว!”

เหล่าเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันได้ยินคำสนทนาของทั้งสองคนชัดเจน ต่างวางงานที่กำลังทำอยู่ เดินล้อมเข้ามา กล่าวแสดงความยินดีต่อจางโหย่วไฉว่า “ซานเส้าแหยเรียนจบแล้ว?!”

“เหล่าไฉซานเอ๋อร์ถึงบ้านคืนนี้หรือ?!”

“คราวนี้ไฉสูนับว่ามีหน้ามีตาแล้ว เหล่าต้า (บุตรชายคนโต) เป็นนักดีดลูกคิด (เชิงอรรถ-*นักดีดลูกคิดในที่นี้คือคำนวณได้ว่องไวและแม่นยำ ซึ่งก็คือนักบัญชีฝีมือมือฉกาจนั่นเอง) อันดับหนึ่งของอำเภอหลู่เสี้ยนเรา เหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) ก็เป็นช่างที่มีฝีมือ คราวนี้เหล่าซาน (บุตรชายคนที่สาม) เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ไม่ว่าทำงานอะไร เงินเดือนก็คงไม่น้อยกว่าห้าสิบเหรียญหรือหนึ่งร้อยเหรียญ…”

“เฮอะในหัวของแกรู้จักแต่คำว่าเงินๆ ทองๆ !ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) ของผู้อื่นเป็นประเภทหนอนหนังสือ ทำไมไม่ลองไปเรียนต่อที่ชิงหวาหรือเป่ยต้า? (เชิงอรรถ *ชิงหวา คือ มหาวิทยาลัยชิงหวา เป่ยต้า คือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นสองสุดยอดมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนแม้ในปัจจุบัน) ถึงตอนนั้นเมื่อเรียนจบออกมา อย่างน้อยก็ได้เป็นนายอำเภอ…”

ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสียงแสดงความยินดีซึ่งมีทั้งอิจฉาและริษยา ร่างของจางโหย่วไฉค่อยๆ ยืดตรงช้าๆ บนใบหน้าที่ตากแดดตากลมมาเป็นแรมปี ยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อ “เอ้อเกอ (พี่รอง) ของเขาได้วานคนให้ช่วยติดต่องานบริษัทของต่างชาติในเมืองใหญ่ให้ แต่ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ฉันอยากลองสอบถามความเห็นจากเขา หากว่ายังต้องการเรียนต่อ ต่อให้ต้องขายกิจการ ฉันก็ต้องหาเงินส่งเสียเขาไปเป่ยผิง (เชิงอรรถ-*เป่ยผิง คือ ชื่อเดิมของปักกิ่ง) ให้ได้!”

“ดูเจ้าชอบกล่าวเช่นนี้อยู่เรื่อยเลย!” ผู้คนต่างส่ายหน้า กล่าวยิ้มแย้มว่า “มหาวิทยาลัยในเมืองเป่ยผิง มันไม่เหมือนทางการในเมืองที่จ้องจะขูดรีดชาวบ้าน! ฉันเคยได้ยินมาว่า ปีๆ หนึ่

เสียเงินแค่ยี่สิบกว่าเหรียญ ถูกกว่าโรงเรียนมัธยมในเมืองใหญ่ซะอีก!”

“คล้ายกับว่ายังดูแลเรื่องอาหารการกินอีกด้วย!”

“คล้ายกับยังมีแจกจ่ายเสื้อผ้า ฤดูหนาวหนึ่งชุด ฤดูร้อนหนึ่งชุด สวมใส่แล้วแลดูสง่างามไม่น้อย ปีก่อนฉันเคยเห็นที่หนานจิง (นานกิง) แต่ละคนแต่งกายสะอาดสะอ้าน เปี่ยมไปด้วยมาดผู้ดี!”

“ของแกนั่นเป็นมหาวิทยาลัยจงยางในหนานจิง ไม่ใช่ที่เป่ยผิง”

ผู้คนส่งเสียงถกเถียงกันไปมา ต่างอวดเรื่องราวที่เคยได้ยินออกมาจนสิ้น จางโหย่วไฉฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งไม่แก้ไขคำสนทนาที่ผิดพลาดของผู้อื่น และไม่รีบร้อนบอกกล่าวแผนการที่แท้จริงของตนเอง เขาเพียงแต่กำลังเสพสุขในช่วงจังหวะเวลานี้ เป็นความสุขความภาคภูมิใจที่ยากจะได้รับ

คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ยี่สิบปีแรกมองบิดาดูแลบุตร ยี่สิบปีให้หลังมองบุตรดูแลบิดา ทั้งชีวิตของจางโหย่วไฉผู้นี้ นับว่าสู้หน้าบรรพบุรุษและบุตรหลานของตนเองได้แล้ว มันเริ่มประคับประคองครอบครัวตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ อาศัยสติปัญญากับสองมือ รับไม้หาบของที่สืบทอดจากบิดาตนเอง สร้างฐานะจนกลายเป็นร้านขายของชำอันดับต้นๆ ในเมืองหลู่เสี้ยน สินค้าจากเหนือใต้ออกตก ไม่ว่าบนบกหรือในน้ำ ขอเพียงเป็นสิ่งของที่ทางการอนุญาตให้จำหน่าย หากลูกค้าอดใจรอไหว มันก็สามารถจัดหามาให้ได้ ต่อให้สินค้าบางอย่างที่หายากในตอนนั้น ขอเพียงจางโหย่วไฉเขียนจดหมายส่งออกไป ตั้งแต่เมืองชาฮาร์ที่อยู่ทางเหนือจนถึงเมืองฝูโจวที่อยู่ทางใต้ ล้วนมีคนอาสาส่งสินค้ามาให้ถึงที่

ทางด้านกิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง ส่วนในครอบครัวก็มีบุตรชายทั้งหมดสามคน แต่ละคนล้วนได้ดิบได้ดี บุตรชายคนโตช่วยดูแลกิจการครอบครัวตั้งแต่อายุสิบสี่ปี เริ่มติดตามเขาเดินทางไปทั่วทุกที่ บัดนี้สามารถดูแลกิจการค้าขายไปกว่าครึ่ง บุตรชายคนรองหลังจากเรียนจบชั้นปฐมศึกษา ก็เดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อฝึกฝนทักษะด้านการซ่อมรถยนต์ ซึ่งตอนนี้มีลูกศิษย์เป็นของตนเอง บุตรชายคนที่สามฉายแววเป็นบัณฑิตตั้งแต่เล็ก ระดับปฐมกระโดดข้ามไปสองระดับ ระดับมัธยมตอนต้นกระโดดข้ามไปหนึ่งระดับ ปีนี้ยังไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ก็ได้รับใบประกาศนียบัตรจากโรงเรียนมัธยมระดับแนวหน้าของมณฑล หากเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเป่ยผิงอีกหลายปี เมื่อจบการศึกษาออกมา ก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของบริษัทต่างชาติ!

ทุกเดือนไม่เพียงแต่ได้รับเงินเดือนมากถึงสองร้อยกว่าเหรียญต้าหยาง และแต่งกายด้วยชุดสูทตะวันตก ต่อให้ต้องคบค้าสมาคมกับคนญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องทำตัวต่ำต้อย ก้มหัวให้แก่พวกมัน!

ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมา จางโหย่วไฉได้นึกคิดวางแผนไว้เรียบร้อย กิจการที่ตนเองสร้างมากว่าครึ่งชีวิต ต่อไปก็มอบให้บุตรชายคนโตโซ่วหลิงสานต่อ อาศัยฐานลูกค้าที่ตนเองสร้างไว้บวกกับความคิดอ่านของโซ่วหลิง ต่อให้ไม่สามารถขยายกิจการใหญ่โต อย่างน้อยก็สามารถรักษาโครงสร้างเดิมต่อไปได้อย่างไร้กังวล สำหรับเอี๋ยนหลิงบุตรชายคนรอง เขาชำนาญการซ่อมรถยนต์ เปิดกิจการอยู่ในเมืองใหญ่ก็ต้องราบรื่นรุ่งเรือง

ส่วนซงหลิงบุตรชายคนที่สาม จุดหมายปลายทางหากไม่อยู่ที่หนานจิงก็ต้องอยู่ที่เป่ยผิง ไม่ว่าไปที่ไหน ตนเองก็จะวางมือจากกิจการค้าขาย พาภรรยาที่แต่งงานใหม่ติดตามเขาไปด้วยกัน คอยดูแลอยู่ข้างกายบุตรชาย กระตุ้นให้เขาทุ่มเทกายใจทั้งหมดไว้กับการเรียน อย่าได้เอาอย่างพวกนักศึกษาไร้สติของมหาวิทยาลัยในเมือง วันๆ เอาแต่แจกใบปลิวบนท้องถนน ร่ำร้องโวยวายถึงเรื่อง “ประเทศชาติ ชนชาติ!” เจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) กับหันจู่สี (ประธานหัน)(เชิงอรรถ-*หันฟู่จวี่ เป็นประธานของรัฐบาลในมณฑลซานตง) ที่ควบคุมดูแลด้านการทหารยังไม่เดือดร้อน นักศึกษาผู้หนึ่งที่ไร้เรี่ยวแรงสู้รบ ตะโกนโวยวายไปทำอะไร?! อีกอย่าง คำว่า “ประเทศชาติ ชนชาติ!” คำเหล่านี้ตะโกนกันมาตั้งแต่ประธานาธิบดีหยวนซื่อไข่จนถึงตอนนี้ มีใครสนใจมันบ้าง?

ในเมื่อผู้คนที่ควบคุมดูแลด้านการทหารล้วนไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ชาวหลู่เสี้ยนที่ขี้เหนียวตระหนี่จนไม่ค่อยกล้าซื้อเนื้อสัตว์มารับประทาน โดยเฉพาะคนค้าขายอย่างจางโหย่วไฉ ยิ่งไม่มีทางติดตามพวกนักศึกษายากจนไปกระทำเรื่องไร้สาระ ครั้งก่อนเข้าเมืองใหญ่ไปเยี่ยมบุตรชายสองคน พบเจอพวกนักศึกษายากจนออกมาเดินขบวนบนถนนพอดี ใบปลิวบินว่อนเต็มท้องฟ้า จางโหย่วไฉหลบหลีกไม่ทัน ถูกยัดใบปลิวหลายใบไว้ในอกเสื้อด้วยความงุนงง บอกว่าคนญี่ปุ่นมีจิตละโมบไม่รู้จักพอ หลังจากยึดครองชาฮาร์แล้ว ก้าวต่อไปก็จะยึดครองเหอเป่ยกับซานตง หากชาวจีนยังไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ก็ต้องเผชิญเคราะห์กรรมคล้ายกับตอนแมนจูบุกเข้าด่าน กลายเป็นคนสิ้นชาติอีกครั้งหนึ่ง

คำพูดเหล่านี้ฟังดูแล้วน่าสะพรึงกลัวก็จริง แต่พอคิดอย่างละเอียด กลับไม่น่ากลัวมากขนาดนั้น นี่เป็นเพียงการเปลี่ยนยุคสมัยไม่ใช่หรือ? มีอะไรน่าตื่นกลัว ผู้ใดครอบครองแผ่นดิน หรือจะไม่ปล่อยให้ประชาชนดำเนินชีวิตต่อไปหรือ?! ขอเพียงประชาชนยังต้องดำเนินชีวิต ร้านหันหยวนของชำที่อยู่ในหลู่เฉิงก็ต้องดำเนินกิจการต่อไป เมื่อร้านหันหยวนของชำยังสามารถกอบโกยเงินทอง จางโหย่วไฉก็ไม่จำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับกลุ่มคนที่ดีแต่ส่งเสียงร้องโวยวายเหล่านั้น

“ไม่ได้!”

ไม่เพียงตนเองเข้าร่วมไม่ได้ บุตรชายทั้งสามคนก็เข้าร่วมไม่ได้เช่นกัน! ตนเองต้องเห็นพวกเขาแต่งงานมีครอบครัว มีบุตรหลานไว้สืบสกุล ยามที่ตนเองแก่ชราจนเดินไม่ไหว กล่าววาจาไม่ออก นั่งนอนอยู่บนเก้าอี้ ข้างกายรายล้อมด้วยลูกหลาน ปัดเช็ดน้ำตาเรียกพ่อเรียกปู่ ถึงเวลานั้น เพื่อนบ้านกับพวกลูกจ้างที่เดินทางมาเยี่ยม ก็ต้องปัดเช็ดน้ำตาพลางกล่าวด้วยความอิจฉาว่า ‘ทั้งชีวิตของไฉสูนับว่าเกิดมาคุ้มค่า! ตายตาหลับแล้ว!’

“ไม่ได้!”

มัวแต่นึกคิดถึงเรื่องอนาคต พอไม่ระวัง จางโหย่วไฉก็หลุดคำพูดในใจออกมา พวกเพื่อนบ้านที่กำลังรำลึกถึงภาพที่ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) ตั้งใจร่ำเรียนหนังสือล้วนตกตะลึง รีบหุบปากฉับพลัน สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของจางโหย่วไฉ

จางโหย่วไฉถูกจ้องมองจนใบหน้าร้อนผ่าว รีบคิดหาวิธีแก้ต่าง “ฉันหมายถึง ปล่อยให้ซานจื่อ (ลูกสาม) เดินกลับมาจากสถานีรถไฟไม่ได้ อากาศร้อนเกินไป ร่างกายเขาบอบบางตั้งแต่เด็ก หากตากแดดจนเป็นไข้ไม่สบาย เรื่องที่จะเดินทางไปสอบมหาวิทยาลัยก็ต้องล่าช้าเสียเวลาแล้ว!”

“ดูไฉสู ท่าทางนิ่งเฉย ความจริงดีใจจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว!” เหล่าเพื่อนบ้านค่อยเข้าใจ ต่างส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา

“ฮ่าๆ ฮ่าๆ!” จางโหย่วไฉก็ทำตัวคล้อยตาม หัวเราะไปกับคำกล่าวของเพื่อนบ้าน

“ไฉสู จัดเลี้ยงเถอะ พวกเราได้ไปร่วมแสดงความยินดีแก่ซานเส้าแหย!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่จ้องมองห่อเนื้อหมูมาครึ่งค่อนวันแล้ว ในที่สุดก็สบโอกาสอันดี ออกปากเอ่ยเรื่องกินขึ้นมาอีกครั้ง

“เลี้ยง ย่อมต้องจัดงานเลี้ยงอย่างแน่นอน!” จางโหย่วไฉตอบทันทีโดยปราศจากความลังเล “คืนนี้ทุกคนไปรับประทานที่บ้านฉัน ฉันให้ทางบ้านของฉันทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย”

“ไหนเลยปล่อยให้ไฉสูสิ้นเปลืองเงินทองเพียงฝ่ายเดียว!” เถ้าแก่จ้าวที่ทำค้าขายเครื่องเรือนไม้เข้าใจว่าเงินทองหามาด้วยความยากลำบาก จึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ในเมื่อเป็นการจัดเลี้ยงให้กับซานจื่อ (ลูกสาม) ทุกคนก็มาร่วมด้วยช่วยกัน! บ้านฉันมีไก่ตัวโตสองตัว อีกสักครู่จะเชือดแล้วส่งไปให้ที่บ้าน!”

“ญาติฉันเพิ่งส่งปลาเค็มตัวโตมาให้ กำลังกลุ้มใจว่าจะกินหมดได้อย่างไร!”

“ร้านฉันเพิ่งสั่งเหล้าขาวมาหนึ่งคันรถ อีกสักครู่จะสั่งให้ลูกจ้างส่งไปให้หลายไห!”

“บ้านฉันมีเห็ดโข่วหมอ(เชิงอรรถ* *เห็ดโข่วหมอเป็นเห็ดที่ผลิตในแถบจางเจียโข่ว)ชั้นดี เพิ่งส่งมาจากทางเหนือ ลองแช่น้ำสักหน่อย ก็สามารถปรุงอาหารจานเด็ด!”

“ฉัน ฉัน…” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่หันหน้าไปมองดู นับว่าไม่มีของขวัญอะไรจะมอบให้ ฝืนใจตะโกนเข้าไปในร้านดังลั่นว่า “เสี่ยวลิ่วจื่อ ยกหม้อไฟไป๋ถง (เชิงอรรถ-*ไป๋ถง คือ ทองแดงผสมนิกเกิล) ที่ฉันเพิ่งตีเสร็จเมื่อวานออกมา! หลานชายฉันจะไปเรียนหนังสือต่างถิ่น ยังไงข้างกายก็ต้องมีสิ่งของจากบ้านเกิดติดตัวไปบ้าง!”

“ไม่ได้ ไม่ได้!” จางโหย่วไฉได้ยิน รีบตอบปฏิเสธ ช่วงเวลานี้ข้าวยากหมากแพง หม้อไฟไป๋ถงหนึ่งใบ ลำพังต้นทุนก็ต้องห้าเหรียญต้าหยางขึ้นไป หากตนเองรับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ เดือนนี้ช่างตีเหล็กแซ่หลี่กับศิษย์สองคนของเขาก็เท่ากับทำงานเปล่าแล้ว!

“รับไว้ รับไว้!” แม้ว่าในใจนึกเสียดายสุดระงับ ช่างตีเหล็กแซ่หลี่กลับไม่ยอมน้อยหน้าผู้อื่น “หลานชายฉันชอบกินหม้อไฟตั้งแต่เล็ก ไปถึงต่างถิ่น ต่อให้สามารถซื้อหม้อไฟมาได้ ก็ใช่ว่าจะเจอหม้อไฟที่มีคุณภาพดีเท่าของฉัน!”

“ไม่ได้ ไม่ได้!”

“ฉันไม่ได้ให้แกสักหน่อย! เหล่าไฉ หากแกปฏิเสธอีก ฉันจะโมโหแล้ว!”

ขณะที่กำลังยื้อกันไปมา ทันใดนั้นปากซอยมีเสียงฝีเท้าดังมา จ้าวเหรินอี้ผู้เป็นหลานของเถ้าแก่จ้าวร้านเครื่องเรือนไม้และเป็นลูกจ้างของร้านหยวนหันของชำ วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ เหงื่อนองเต็มใบหน้า มองเห็นอาของตนเองกับเหล่าตงเจีย(นายจ้าง) ร้านของชำแต่ไกล รีบวิ่งซวนเซเข้ามา เบะปากกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ไฉสู ไฉสู รีบตามไป รีบตามไป ซานเส้าแหยซานเส้าแหยถูกคนหลอกพาตัวไปแล้ว!”

“ว่ากระไร?!” จางโหย่วไฉตกตะลึง ร่างกายอ่อนยวบ ห่อเนื้อหมูในมือเขาร่วงลงสู่พื้น

พวกเพื่อนบ้านก็ตื่นตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ชั่วขณะนั้น ถึงกับไม่มีผู้ใดคิดจะเข้าไปพยุงจางโหย่วไฉ มองดูเขาทรุดตัวลงถึงพื้นไปต่อหน้าต่อตา

ยังดีที่ช่างตีเหล็กแซ่หลี่มีปฏิกิริยาว่องไว ได้สติคืนมาเป็นคนแรก ใช้แขนช้อนเข้าไปที่เอวของจางโหย่วไฉ จากนั้นยกเท้าข้างหนึ่ง ถีบใส่จ้าวเหรินอี้ที่เข้ามาแจ้งข่าวล้มกลิ้งไปกับพื้น “เอะอะโวยวายอะไร? ซานเส้าแหยเป็นคนมีความรู้ จะถูกนักต้มตุ๋นหลอกพาตัวไปได้อย่างไรกัน? เสี่ยวลิ่วจื่อแกเล่ามาให้ละเอียด ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”

“ใช่ ลิ่วจื่อ แก แกไม่ต้องรีบ เล่ามาให้ละเอียด เล่ามา!” ถึงอย่างไรก็เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน จางโหย่วไฉได้สติกลับคืนด้วยคำพูดของช่างตีเหล็กแซ่หลี่ พยายามสงบสติอารมณ์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเทา

“ผม...ผม...กับต้าเส้าแหย (คุณชายใหญ่)ไปรอรับซานเส้าแหยที่สถานีรถไฟ!” จ้าวเหรินอี้ขยับร่างกายคลานขึ้นจากพื้น ปัดเช็ดน้ำตาพลางตอบว่า “รถไฟมาถึงแล้ว จากนั้นก็แล่นออกจากชานชาลา ไม่พบเจอซานเส้าแหย!”

“ไม่แน่ว่าอาจเป็นรถไฟเที่ยวพรุ่งนี้ต่างหาก!” เถ้าแก่จ้าวเจ้าของร้านเครื่องเรือนไม้ยกมือเขกศีรษะหลานชายหนึ่งครั้ง ตำหนิเสียงดังลั่น จากนั้นหันหน้ากลับมา ผ่อนน้ำเสียงอ่อนลง ฝืนยิ้มพลางกล่าวปลอบโยนจางโหย่วไฉว่า “ไฉสู อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะวันเวลาในจดหมายเขียนผิดพลาดไป หนุ่มสาวสมัยนี้ ทำอะไรล้วนทำแบบหยาบๆ ลวกๆ ลูกชายของซื่อเกอ (พี่สี่) ฉัน ปีก่อน…”

คำพูดปลอบโยนยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ยินจ้าวเหรินอี้ตอบโต้กลับมาว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่เขียนผิดพลาด! ผมกับต้าเส้าแหยไปไม่เจอซานเส้าแหย กลับพบเจอซุนก่วนซื่อ (ผู้จัดการแซ่ซุน) ของบริษัทเหอไท่ ซานเส้าแหยฝากเขานำจดหมายมาให้ไฉสูฉบับหนึ่ง บอกว่า บอกว่าจะไป… ไปเป่ยผิง ไปสมัคร....สมัครเป็นทหาร!!”

นับว่ายิ่งกลัวสิ่งใดยิ่งเจอสิ่งนั้น พอได้ยินคำว่าสมัครเป็นทหาร จางโหย่วไฉเบื้องหน้าดับวูบอีกครั้ง ยื่นมือไปคว้าจ้าวเหรินอี้ ถามเสียงสั่นเทาว่า “จดหมาย จดหมายล่ะ? รีบเอามาให้ฉัน!”

“จริงด้วย จดหมาย จดหมายล่ะ!โหย่วไฉสู (อาโหย่วไฉ) อย่าไปเชื่อเจ้าเด็กคนนี้ เขาทำงานไม่ค่อยจะรอบคอบ!” เหล่าเพื่อนบ้านก็รายล้อมเข้ามา ส่งเสียงกันอึกทึก

“จดหมาย จดหมายอยู่กับต้าเส้าแหย!” จ้าวเหรินอี้สีหน้าลำบากใจ ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

“อย่างนั้นต้าเส้าแหยล่ะ?” ผู้คนต่างร้องถามพร้อมกัน

“ต้าเส้าแหยจ้างม้าหนึ่งตัว ไล่ตามไปทางหลิ่วเฉิง! บอกว่าจะไปพาซานเส้าแหยกลับมาให้ได้!” จ้าวเหรินอี้ตอบอย่างลำบากใจ

หลิ่วเฉิงอยู่ทางเหนือของหลู่เฉิงไกลประมาณหนึ่งร้อยหกสิบลี้ (แปดสิบกิโลเมตร) มีรางรถไฟหนึ่งสายกับถนนสองสายที่เชื่อมต่อกับหลู่เฉิง ช่วงเวลานี้รถไฟเดินๆ หยุดๆ ใช่ว่าจะวิ่งเร็วกว่าม้าพันธุ์ดี เมื่อได้ยินว่าบุตรชายคนโตเดินทางไปดักที่สถานีหน้า จิตใจของจางโหย่วไฉค่อยสงบลงบ้าง นึกคิดแล้วเค้นถามต่อไปว่า “อืม ซุนก่วนซื่อยังกล่าวอะไรอีก? ซานจื่อเดินทางไปกับใคร? ไปเป่ยผิงเพื่อสมัครเข้ากองทัพไหน?!”

“ใช่ เสี่ยวลิ่วจื่อ ซุนก่วนซื่อยังกล่าวอะไรอีก? รีบเล่าเรื่องที่แกรู้ออกมาให้หมด!” เหล่าเพื่อนบ้านต่างส่งเสียงบีบคั้น

ที่แท้เขากับจางโซ่วหลิงคุณชายใหญ่ไปรับคุณชายสามที่สถานีรถไฟด้วยกัน รอที่ทางออกมาครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งรถไฟแล่นออกไปแล้ว ก็ไม่พานพบร่างเงาของคุณชายสาม ขณะที่กำลังร้อนรุ่ม จางโซ่วหลิงพบเห็นรถม้าของบริษัทเหอไท่จอดอยู่ที่ทางออก ข้างรถมีกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่วางไว้หลายใบ พอมองก็คล้ายกับเพิ่งลงมาจากรถไฟ

จางโซ่วหลิงเคยทำการค้าขายกับบริษัทเหอไท่อยู่บ้าง รีบเดินเข้าไปสอบถามอีกฝ่ายว่าพบเจอน้องชายตนเองบนรถไฟหรือไม่ ผู้จัดการซุนของบริษัทเหอไท่ยื่นศีรษะออกมาจากรถไฟ พบเห็นผู้ถามเป็นพ่อบ้านใหญ่จาง จึงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า “นี่คือพี่โซ่วหลิงไม่ใช่หรือ? คุณนับว่าถามถูกคนแล้ว ฉันกำลังจะเดินทางไปหาคุณที่ร้านหันหยวนของชำอยู่พอดี ฉันพบเจอน้องชายคุณบนรถไฟ เขาไหว้วานให้ฉันนำจดหมายฉบับหนึ่งไปให้โหย่วไฉสู…”

กล่าวจบ ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งที่ปิดปากซองออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้จางโซ่วหลิง จางโซ่วหลิงทั้งตื่นเต้นและดีใจ ไม่ทันได้อ่านจดหมาย รีบสอบถามถึงทิศทางการไปของน้องชายจากซุนก่วนซื่อ ซุนก่วนซื่อมองดูซ้ายขวา กระโดดลงจากรถม้าทันที ฉุดดึงจางโซ่วหลิงเดินไปยังจุดที่เปล่าเปลี่ยวปลอดคน มองดูรอบข้างอีกครั้ง เค้นเสียงเบาตอบว่า “พี่โซ่วหลิง ไม่ใช่ฉันตำหนิคุณ ทำไมคุณไม่ไปรับน้องชายจากในเมืองตั้งแต่แรก! คนอย่างเขาในวัยนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ พอผู้อื่นชักจูงเข้าหน่อย ก็หน้ามืดตามัวไปกับเขาด้วย!”

“เกิดอะไรขึ้น ตกลงเขาเป็นอะไรไป?!” ชั่วขณะนั้น หน้าผากของจางโซ่วหลิงมีเหงื่อเย็นไหลพราก ฉุดดึงแขนเสื้อของซุนก่วนซื่อ เค้นถามอย่างร้อนรุ่ม

“เฮ้อ!” ซุนก่วนซื่อมองดูรอบข้างอีกครั้ง กริ่งเกรงถูกผู้อื่นจับตามอง เค้นเสียงลงต่ำจนแทบจะไม่ได้ยิน “รถไฟที่พวกเราโดยสารมาขบวนนี้ แปลกประหลาดยิ่ง ตั้งแต่แล่นออกมาจากชานชาลาในเมืองใหญ่ ก็มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเริ่มร้องเพลงและกล่าวบรรยาย อัดขึ้นมาเต็มขบวนรถ บอกว่าหวาเป่ยกำลังตกอยู่ในอันตราย หากเหอเป่ยถูกยึดครอง ซานตงก็คือเป้าหมายต่อไปของคนญี่ปุ่น ดังนั้น การสนับสนุนเป่ยผิงในตอนนี้ ก็เท่ากับปกป้องซานตง ปลุกระดมให้ผู้คนบริจาคทรัพย์สินและแรงกาย ร่วมกันปกป้องประเทศชาติ คุณว่ามันไร้สาระหรือไม่? ซ่งเจ๋อหยวน ( เชิงอรรถ - *ซ่งเจ๋อหยวน ผู้ดูแลรัฐบาลในมณฑลเหอเป่ย

) ของเหอเป่ยกับประธานหันของซานตง นับว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอด…”

“อย่างนั้นซานจื่อ (เจ้าสาม) ล่ะ น้องสามฉันล่ะ คุณรีบเล่ามา มันเกี่ยวอะไรกับน้องสามของฉัน?!” จางโซ่วหลิงใจร้อนเป็นไฟ

“ฉันก็กำลังเล่าอยู่นี่” ซุนก่วนซื่อกวาดสายตามองดูรอบข้าง ลดเสียงลงต่ำกว่าเดิม “ประเด็นคือมีเหตุผลบางส่วนที่พวกเราเข้าใจ แต่น้องสามของคุณเขาไม่เข้าใจ! พอผู้อื่นร้องเพลง เขาก็ร้องเพลงตาม พอผู้อื่นตะโกนร้องคำขวัญ เขาก็ตะโกนร้องตาม ส่งเสียงอึกทึกตั้งแต่ออกจากเมืองใหญ่จนถึงหลู่เฉิง พอจวนจะถึงสถานีรถไฟ เขากลับยื่นจดหมายให้ฉันหนึ่งฉบับ จากนั้นเพิ่มเงินซื้อตั๋วรถไฟ ติดตามคนกลุ่มนั้นเดินทางไปเป่ยผิ

แล้ว!”

“โง่บัดซบ!” จางโซ่วหลิงโกรธจนกระทืบเท้า หลายปีมานี้เขาขึ้นเหนือลงใต้ พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย ไม่ต้องนึกคิดละเอียด ก็เข้าใจว่าน้องชายตนเองได้เลือกเส้นทางที่เลวร้ายที่สุด

คนหนุ่มสาวที่ตะโกนร้องคำขวัญกลุ่มนั้น เกรงว่าข้างในไม่ใช่แฝงคนของก๊กหมินตั๋ง ก็แฝงคนของคอมมิวนิสต์ หากเป็นฝ่ายแรกยังดีหน่อย ประธานหันแม้ว่าไม่ค่อยถูกชะตากับหัวหน้ากรรมการเจี่ยง กลับไม่กล้าปะทะกับก๊กหมินตั๋งซึ่งๆ หน้า หากว่าในคนกลุ่มนั้นแฝงคนของคอมมิวนิสต์ น้องชายตนเองเข้าไปพัวพันด้วย ก็เท่ากับนำภัยร้ายแรงมาสู่ครอบครัว วันหน้าแม้แต่โอกาสกลับตัวยังไม่มี!

นึกถึงตอนนี้ เขารีบกล่าวขอบคุณและอำลาซุนก่วนซื่อ ด้านหนึ่งสั่งให้ลูกจ้างจ้าวเหรินอี้กลับไปแจ้งข่าวทางบ้าน ด้านหนึ่งเดินไปยังสถานีม้าด่วนที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ อาศัยหน้าตาที่ตนเองคลุกคลีอยู่กับวงการค้าขายมานานหลายปี ได้เช่าม้าเหลียวตงตัวโตจากสถานีม้าด่วน มุ่งหน้าไปยังสถานีต่อไป ซึ่งเป็นเมืองหลิ่วเฉิงที่อยู่ห่างไกลถึงหนึ่งร้อยหกสิบลี้!

บุตรชายสองคน หนึ่งเดิน หนึ่งตาม งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ เกรงว่าคงต้องยกเลิกเสียแล้ว เมื่อฟังคำบอกเล่าจากลูกจ้างจ้าวเหรินอี้จบ เพื่อนบ้านผู้หนึ่งเก็บห่อใบบัวขึ้นมาจากพื้น ปัดดินโคลนที่ติดอยู่ด้านบน วางไว้ในมือของจางโหย่วไฉเหมือนเก่า ในขณะเดียวกันก็ช่วยกล่าวคำปลอบโยนว่า “อืม เรื่องแค่นี้เอง! ไฉสู ท่านอย่าไปใส่ใจกับคำพูดของเสี่ยวลิ่วจื่อซานเส้าแหยเป็นพวกมีความรู้ ต่อให้ถูกผู้อื่นกล่าวชักจูงจนสติเลอะเลือนไปชั่วขณะ แต่ประเดี๋ยวก็เข้าใจได้เอง ฉันคาดว่า ไม่ต้องเดินทางไปถึงหลิ่วเฉิง เขาก็เริ่มสำนึกผิดแล้ว ถึงตอนนั้นเลือกลงจากสถานีย่อยสักแห่ง ค่อยตีตั๋วกลับมาในรุ่งเช้า ไม่เกินเที่ยงวันก็สามารถกลับถึงบ้านแล้ว!”

“ถูกต้อง ซานเส้าแหยฉลาดหลักแหลม สี่ขวบก็สามารถดีดลูกคิด ไหนเลยจะถูกผู้อื่นชักจูงไปได้ง่ายๆ ฉันคาดว่าเขาเพียงแค่ร้องเพลงจนเคลิบเคลิ้ม ไม่กล้าเสียมารยาทลงจากรถไฟ ผ่านไปสักสองสามวัน ตนเองสงบสติอารมณ์ก็จะลงมาเอง!” เพื่อให้จางโหย่วไฉวางใจ แม้แต่เหตุการณ์ที่คุณชายสามเรียนลูกคิดกับบิดาของเขา เถ้าแก่จ้าวล้วนหยิบยกออกมา

ช่วงเวลาในขณะนี้ จิตใจของจางโหย่วไฉสับสนว้าวุ่น ไหนเลยยังมีความคิดอะไร?! ฟังผู้อื่นกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย จึงถอนหายใจ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “โอ กลัวแต่ความฉลาดหลักแหลมของเขา! ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ยอมฟังคำของผู้อื่น ขอเพียงเป็นความคิดที่ตนเองตัดสินใจแล้ว ก็จะเดินให้ถึงที่สุด เฮ้อ หากรู้แต่แรก ฉันน่าจะบอกให้ต้าเกอ (พี่ใหญ่) เขาไปรับเขาก่อนปิดเทอม เดิมหลงคิดว่าอยู่ในเมืองใหญ่ เหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) จะสามารถดูแลเขาเป็นอย่างดี คาดไม่ถึงเหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) กลับไม่ใส่ใจน้องชายของเขาแม้แต่น้อย!”

“ทางเอ้อเส้าแหยงานยุ่ง ดังนั้นจึงดูแลไม่ทั่วถึง!” เมื่อเห็นจางโหย่วไฉโบ้ยความรับผิดชอบทั้งหมดไว้ที่บุตรชายคนรองของครอบครัว เหล่าเพื่อนบ้านจึงรีบอธิบายเกลี้ยกล่อมกันต่อไป “มิหนำซ้ำต้าเส้าแหยไล่ตามไปแล้วไม่ใช่หรือ?!หลายปีมานี้ รางรถไฟไร้การซ่อมแซมบำรุง รถไฟวิ่งช้ากว่าลาล่อ รอต้าเส้าแหยเดินทางไปดักรอน้องชายที่สถานีรถไฟหลิ่วเฉิง อย่างไรเสียผู้อื่นก็ไม่สามารถชิงตัวน้องชายไปจากพี่ชายมัน!”

“ใช่! ลำพังร่างกายอันแข็งแกร่งกำยำของต้าเส้าแหย ชายฉกรรจ์ทั่วไปสองสามคนย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา ขอเพียงเขาย่างก้าวขึ้นไปบนรถไฟ บอกให้เหล่าซานกลับบ้าน ใครยังกล้าเอ่ยปากอะไรอีก?!”

บุตรชายคนโตของตระกูลจางติดตามบิดาขึ้นเหนือลงใต้ซื้อขายสินค้าตั้งแต่วัยหนุ่ม พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย สภาพร่างกายก็ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ยามต่อยตีขึ้นมา นักบู๊ของครอบครัวทั่วไปใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อกรของเขา ส่วนบุตรชายคนที่สามของตระกูลจาง ยามปกติเคารพยำเกรงต่อพี่ใหญ่ผู้นี้เป็นที่สุด บางครั้งพูดจาเล่นลิ้นต่อหน้าบิดา พอเห็นพี่ชายถลึงตาใส่ ก็ตื่นกลัวราวกับลูกหนูเจอแมวดุร้าย แทบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ฟังผู้คนต่างวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จางโหย่วไฉค่อยโล่งอกไปบ้าง คิดกล่าวอะไรต่อ แต่ในใจกลับว่างเปล่า ไม่ทราบควรกล่าวอะไรดี เหล่าเพื่อนบ้านก็เข้าใจหัวอกของผู้เป็นบิดาที่เป็นกังวลบุตรชายคนเล็ก ไม่อยากเพิ่มความยุ่งย่ามใจแก่เขาอีก ต่างเอ่ยคำปลอบโยนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บอกให้ไฉสูทำใจให้สบาย ซานเส้าแหยสี่ขวบสามารถคิดเลข ห้าขวบสามารถอ่านหนังสือคัดอักษร ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน ต่อให้พานพบอุปสรรคอะไร ก็ต้องเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ถือว่าติดค้างไว้ก่อน รอให้ต้าเส้าแหยกับซานเส้าแหยกลับมาพร้อมกัน ค่อยจัดงานเลี้ยงรวบยอดทีเดียว ทั้งเลี้ยงปลอบขวัญไฉสูและเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของซานเส้าแหย

หนังสือแนะนำ