ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า

ตอนที่ผู้โดยสารในสถานีรถไฟกำลังจะกระจายตัวไปจนสิ้น ในที่สุดเถียนพ่างจื่อก็พาม้ารถสามคันแล่นเดินทางมา รถแต่ละคันล้วนลากด้วยม้าพ่วงพีสีแดงเพลิงสองตัว ตัวรถก็ทาสีสว่างสดใส ใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งซื้อมาจากร้านช่างไม้

เด็กสาวสองคนพบเห็นพาหนะสวยงาม ร้องออกมาคำหนึ่ง วางกล่องรับบริจาคแล้ววิ่งไปดูม้า พวกเด็กหนุ่มที่อยู่ในขบวนต่างลอบเป่าปากเนื่องเพราะตนเองไม่ต้องแบกสัมภาระ เดินไปเก็บข้าวของของตนเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ทุกคนช่วยกันนำสัมภาระขึ้นรถ จากนั้นโดยสารรถม้าออกจากสถานีรถไฟพร้อมกับเสียงเพลง จนกระทั่งเดินออกมาไกลมาก จึงมีคนนึกขึ้นมาและสอบถามราคารถม้าเช่าจากเถียนชิงอวี่

“คิดตามรายวัน นับตั้งแต่คืนนี้ ไม่ว่าเดินหรือหยุด วันละหนึ่งเหรียญต้าหยางต่อคัน อาหารที่พักของรถขับรถม้าล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเรา ส่วนอาหารม้าพวกเขาออกเงินซื้อเอง!” เถียนชิงอวี่รอคอยมาเนิ่นนาน พอได้ยินมีคนเอ่ยถาม จึงแสร้งบอกกล่าวด้วยท่าทางเรียบเฉย

“โอ้ เถียนพ่างสุดยอด!” บนรถเกิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ส่งผลให้ม้าลากรถสะดุ้ง เร่งความเร็วฉับพลัน “หยุด…หยุด…อืม อืมๆ” คนขับรถม้าคันแรกส่งเสียงปลอบโยนม้าลากรถ จากนั้นยื่นมือปิดปากตนเอง ไอเสียงแหบแห้งออกมา

รถม้าเซไปมาอีกเล็กน้อย ค่อยๆ กลับคืนสู่ปกติ พวกนักศึกษาต่างหัวเราะเบิกบาน กล่าวคำยกยอสรรเสริญเถียนชิงอวี่ “สมเป็นเถียนต้าเส้า (นายใหญ่แซ่เถียน) ของพวกเรา มีสหายทั่วแผ่นดิน!”

“ถูกต้อง แกก็ไม่ดูว่าตระกูลเถียนพ่างเอ๋อร์เดิมทีมีอาชีพอะไร!”

“เฉลี่ยแต่ละคนยังจ่ายไม่ถึงสามเหมา(เชิงอรรถ-*เหมาเป็นหน่วยหนึ่งในสกุลเงินจีน เท่ากับ 1/10 ของหนึ่งเหรียญหรือหนึ่งหยวน)ต่อวัน แบบนี้นับว่าถูกกว่านั่งรถไฟมากทีเดียว และนั่งไม่อึดอัดอีกด้วย!”

“คราวนี้ พวกเราคิดจะเดินทางเมื่อไร หรือหยุดเมื่อไรก็แล้วแต่พวกเราแล้ว!”

ท่ามกลางเสียงสรรเสริญอันดุจน้ำหลาก เถียนชิงอวี่เงยใบหน้าอ้วนท้วนขึ้นสูง สายตาจ้องมองหันชิว รอคอยคำชื่นชมจากเธอ

“หมั่นไส้!” หันชิวหัวเราะพลางกล่าวออกมาหนึ่งคำ ซึ่งในรอยยิ้มอันสดใสนั้น กลับแฝงด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างเด่นชัด ผู้คนพบเห็นแล้ว ส่งเสียงหยอกล้ออีกระลอก แต่ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่สังเกตว่า นาฬิกาข้อมือสวิสสีทองที่เถียนชิงอวี่มองชั่วโมงละสามครั้ง หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ในเมื่อแต่ละวันเสียค่าเช่ารวมกันเพียงสามเหรียญ พวกเราก็ถือโอกาสหยุดพักตำบลละหนึ่งวัน จัดการแสดงจิตอาสา เผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติให้แก่ประชาชนตามทาง!” ความคิดอ่านของฟางกั๋วเฉียง ไม่เคยคล้อยตามหรือคล้ายคลึงผู้อื่น นึกคิดคำนวณในใจมาครึ่งวัน ทันใดนั้นปริปากแทรกกล่าวออกมา

เสียงหัวเราะหยอกเย้าหยุดลงฉับพลัน ทุกคนเงยหน้าขึ้น มองไปที่เขาไม่กะพริบตา ใช้สายตาแสดงการคัดค้านแทนการออกเสียง ฟางกั๋วเฉียงถูกผู้คนมองจนนิ่งอึ้ง รีบกล่าวเสริมเสียงดังว่า “ฉันเพียงแต่เสนอความคิดเห็น เสนอความคิดเห็น! หากพวกเราไม่อยากเสียเวลาระหว่างทาง อย่างนั้นก็ช่างเถอะ!”

“เช่นนั้นก็เลือกตำบลที่ใหญ่หน่อย หรือเป็นอำเภอค่อยหยุดพักหนึ่งวัน หมู่บ้านที่เล็กเกินไปก็เดินผ่านไปเถอะ! เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สามารถรวบรวมเงินบริจาคให้กับพี่น้องในกองทัพที่ยี่สิบเก้ามากขึ้น!” โจวเจวียมองเห็นถึงอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฟางกั๋วเฉียง จึงออกหน้าช่วยอธิบายแทนเขา

ข้อเสนอนี้ นับว่าดูดีกว่าข้อเสนอของฟางกั๋วเฉียง เหล่านักศึกษามองหน้ากันและกัน ยิ้มแย้มพลางพยักหน้า เถียนชิงอวี่เดิมคิดเปล่งวาจาคัดค้าน เห็นทุกคนล้วนเห็นด้วยแล้ว จึงไม่กล้าเอ่ยออกมา หาโอกาสขยับไปอยู่ข้างกายของคนขับรถม้าคันแรก หารือเสียงเบากับอีกฝ่ายถึงกำหนดการที่ปรับเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ คนขับรถม้าแรกเริ่มส่ายหน้าติดต่อกันก่อน ไม่ว่าอย่างไรล้วนไม่ยอมรับปาก จนกระทั่งเถียนชิงอวี่ยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อของเขา ขยับเบาๆ อีกฝ่ายค่อยออกแรงพยักหน้า เผยยิ้มพึงพอใจ

“เรียบร้อย ตกลงตามนี้แล้ว เจ้าของรถม้าบอกว่าเขาสามารถรับปากตามที่พวกเราต้องการ!แต่ตอนเดินทางกลับ ต้องให้เงินค่าสุราแก่พวกเขาอีกห้าเหรียญ!” เถียนชิงอวี่ตกลงกับคนขับรถเสร็จ หันหน้ามารายงานพวกพ้อง

“ได้ เถียนพ่างจื่อ แกว่าคำไหนก็ตกลงตามนั้น!” ห้าเหรียญต้าหยางเฉลี่ยกันสิบกว่าคน แต่ละคนเพียงแต่จ่ายเพิ่มอีกสี่เจี่ยว(เชิงอรรถ-*เจี่ยว หน่วยหนึ่งในสกุลเงินจีน เท่ากับ 1/10 ของหนึ่งเหรียญหรือหนึ่งหยวน เหมือนกับคำว่า เหมา ใช้แทนกันได้) มองจากฐานะทางครอบครัวของทุกคน ก็นับไม่ได้ว่าเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ทุกคนแทบจะไม่ต้องนึกคิดไตร่ตรอง ก็ต่างรับปากเงื่อนไขของคนขับรถอย่างง่ายดาย

คืนวันนั้น พวกเขาก็พักอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของผิงอันจ้าย หลังจากรับประทานอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น โจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงสองคนพาพวกพ้อง เดินไปยังสี่แยกที่มีผู้คนเนืองแน่น เลือกพื้นที่บริเวณหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง เริ่มเตรียมพร้อมทำการแสดง

เถ้าแก่ร้านกังวลว่ากิจการของตนเองได้รับผลกระทบ จึงพาลูกจ้างหลายคนที่รูปร่างกำยำ เดินออกมาด้วยท่าทางดุร้าย สอบถามถึงวัตถุประสงค์ของพวกนักศึกษา เมื่อทราบว่าเป็นการแสดงจิตอาสาเพื่อรวบรวมเงินบริจาคให้แก่กองทัพที่ยี่สิบเก้า สีหน้าแปรเปลี่ยนทันที ด้านหนึ่งตวาดเสียงให้ลูกจ้างช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ ด้านหนึ่งสั่งให้คนรับใช้เตรียมขนมน้ำชา เพื่อเลี้ยงต้อนรับเหล่านักศึกษาผู้รักชาติ

เมื่อเทียบกับในสถานีรถไฟ ผู้ชมที่สี่แยกมีมากยิ่งกว่า และเป็นกันเอง รายการแสดงเพิ่งดำเนินมาถึงครึ่งหนึ่ง กล่องรับบริจาคในมือหันชิวกับหลิ่วจิงสองคน อัดแน่นไปด้วยธนบัตรและเงินเหรียญ ซึ่งผู้ที่ได้ผลประโยชน์ยิ่งกว่าคือเถ้าแก่ร้านค้า เนื่องเพราะอาสาให้การสนับสนุนเหล่านักศึกษา และได้รับคำชมจากประชาชนในท้องถิ่น ผู้ชมมากมายหลังจากรับชมการแสดงมาครู่หนึ่ง ก็ถือโอกาสเดินเข้าไปในร้านค้า ซื้อสินค้าที่ตนเองสนใจ ด้านหนึ่งตรวจสอบคุณภาพสินค้า ด้านหนึ่งต่อรองราคากับลูกจ้างร้าน

“พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ทุกท่านฟังให้ดี เมื่อจำหน่ายสินค้าหนึ่งชิ้น ไม่ว่าถูกหรือแพง ทางร้านล้วนบริจาคให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าห้าเหรียญอีแปะ! ท่านซื้อสินค้าข้างในเสร็จสิ้น พวกเราจะไปหยอดกล่องบริจาคข้างนอกทันที ย่อมไม่ผิดคำพูด!” มองเห็นหน้าร้านตนเองเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เถ้าแก่ร้านบังเกิดความคิด รีบเสนอตัวจัด‘การจำหน่ายสินค้าช่วยชาติ’

“ท่านสังเกตให้ดี สินค้าที่ทางร้านจำหน่ายล้วนเป็นสินค้าในประเทศ ไม่มีชิ้นใดเป็นของคนญี่ปุ่น และไม่มีชิ้นใดเป็นของชาวตะวันตก พวกเราล้วนไม่ซื้อสินค้าของคนต่างชาติ ปล่อยให้พวกมันอดตาย!”

“มีดหั่นผัก มีดหั่นผัก สินค้าในท้องถิ่น ไร้โลหะนอกผสม!”

“ไม้ขีด ไม้ขีด ไม้ขีดจากเป่าติ้งฝู่ สินค้าในประเทศของแท้!” ร้านค้าหลายร้านในละแวกใกล้เคียง ก็อาศัยการแสดงละครของนักศึกษา เสนอสินค้าของตนเองต่อผู้ชมทั้งหลาย

การกระทำที่ฉวยโอกาสแบบนี้ ทำให้ฟางกั๋วเฉียงโกรธเคืองยิ่ง หลายครั้งใคร่พาเถียนชิงอวี่ไปต่อว่าเถ้าแก่ร้านและลูกจ้าง ล้วนถูกลู่ชิงฝืนรั้งตัวเอาไว้

“พวกเขาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็นับว่าไม่ง่าย มิหนำซ้ำพื้นที่ที่พวกเรายืมแสดงละคร เป็นสถานที่ของผู้อื่นอีกด้วย!” ลู่ชิงพยายามอธิบายแทนเหล่าพ่อค้า

“พวกเขากำลังกอบโกยกำไรตอนบ้านเมืองมีภัย!” ใบหน้าอันแข็งกระด้างของฟางกั๋วเฉียง โกรธแค้นจนแดงก่ำ “แทบจะ…แทบจะคล้ายกับเป็นไส้ศึก เป็นโจรขายชาติ!”

เนื่องเพราะอารมณ์โกรธเคืองรุนแรง น้ำเสียงของเขาจึงแข็งกร้าวดังลั่นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เสียงอึกทึกรอบข้างสงบลงแวบหนึ่ง แต่ประเดี๋ยวเดียว ความสนใจของผู้คนล้วนถูกละครบนเวทีดึงดูดไป ทหารญี่ปุ่นที่แสดงโดยจางซงหลิงขึ้นเวที ชูดาบยาวที่ทำมาจากแผ่นไม้ ไล่สังหารประชาชนที่แสดงโดยนักศึกษาอีกหลายคน ยกดาบฟาดฟันลงไป จากนั้นยิ้มด้วยความโหดเหี้ยม โยนคบเพลิงที่ทำจากกระดาษไปยังฉากภาพวาด

ฉากภาพวาดแปรเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ภายในกลุ่มควันหนาแน่น โจวเจวียในชุดจงซาน (เชิงอรรถ-*ชุดจงซาน คือชุดคลุมยาวที่คิดค้นโดยท่านซุนยัดเซน)ขึ้นเวที น้ำตาเอ่อพลางร้องเพลงว่า “บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย…”

“ยอดเยี่ยม!” เถ้าแก่ร้านค้าหลายคนส่งเสียงโห่ร้อง ในขณะเดียวกันได้นำเหรียญอีแปะกว่าครึ่งกล่องใหญ่ เทลงไปในกล่องบริจาคต่อหน้าผู้ชมทั้งหลาย

ใบธนบัตรหลากสีกับเศษตำลึงเงินขนาดเล็กใหญ่ และเหรียญอีแปะถูกส่งผ่านเข้าไป ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง จางซงหลิงที่รับบทเป็นทหารญี่ปุ่นชูดาบขึ้นอีกครั้ง ฆ่าคน วางเพลิง…

การแสดงจิตอาสาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ลำพังวันนี้วันเดียว ชมรมเสี่ยฮวาก็รวบรวมมาได้หกสิบกว่าเหรียญต้าหยาง พอถึงกลางคืน ก็นำยอดเงินทั้งหมดที่รับบริจาคมาไปแลกเป็นเหรียญเงิน จากนั้นบันทึกลงบัญชี เมื่ออยู่ต่อหน้าเหรียญเงินแวววาวกองหนึ่ง แต่สีหน้าของเหล่าสมาชิกชมรมเสี่ยฮวา กลับไม่มีอาการตื่นเต้นยินดีแม้แต่น้อย

“เห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน?! เป็นตัวอะไร!” ฟางกั๋วเฉียงโกรธแค้นจนกระแทกกำปั้นกับฝ่ามือติดต่อกัน “หากทราบแต่แรก ยังไม่สู้แสดงอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม อย่างน้อยที่นั่นไม่มีสิ่งของให้จำหน่าย!”

“หากไม่มีสิ่งของให้จำหน่าย ผู้อื่นก็อาจจะไม่อนุญาตให้พวกเราใช้สถานที่ของเขา!” เถียนชิงอวี่ยักไหล่ ใบหน้าโกรธเคือง ต่อให้มองโลกในแง่ดีเพียงใด ก็อับจนปัญญายอมรับความจริงที่ถูกพวกเถ้าแก่ร้านค้าใช้เพื่อเรียกลูกค้า

“นั่นก็ใช่แล้ว! ความคิดของผู้คนที่นี้ทำไมจึงล้าหลังแบบนี้ ยังไม่สู้ผู้โดยสารบนรถไฟพวกนั้น! ที่นี่นับว่าห่างไกลจากเป่ยผิงไม่ถึงสี่ร้อยลี้!” นักศึกษาหญิงสองคนก็โกรธจนรับประทานอาหารไม่ลง พึมพำด้วยใบหน้าบึ้งตึง “คล้ายกับที่คนญี่ปุ่นบุกเข้ามา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา! จิตใจเพียงคิดแต่จะกอบโกย หากำไรเข้าตัว!”

“แต่พวกเรา....พวกเราก็บรรลุเป้าหมายแล้ว เงินบริจาคที่ได้มาวันนี้ มากกว่าหลายวันก่อนรวมกันเสียอีก!” จางซงหลิงกำลังก้มหน้าก้มตาช่วยจดบัญชี ได้ยินคำตำหนิของนักศึกษาหญิงสองคน แก้ต่างแทนพวกพ่อค้าเสียงเบา

“แกคิดแบบนี้ได้อย่างไร? จุดประสงค์หลักของพวกเราไม่ใช่การรับบริจาค แต่เป็นการปลุกระดมเหล่าประชา!” ฟางกั๋วเฉียงได้ยิน ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เดินไปถึงเบื้องหน้าจางซงหลิง มือค้ำโต๊ะพลางตวาดเสียงดัง

“ถึงอย่างไรพวกเขาก็ได้บริจาคเงินแล้ว!” จางซงหลิงแอบเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่าย “แบบนี้ก็คล้ายกับทำการค้า เมื่อทั้งสองฝ่ายล้วนได้กำไร การค้าก็สามารถดำเนินต่อไป หากว่าคิดแต่ได้กำไรเพียงฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็กลายเป็นการค้าขายแบบฉาบฉวย วันหลังก็ไม่มีให้ค้าขายอีกแล้ว!”

แม้ว่าไม่เคยช่วยบิดาดูแลร้านของชำมาก่อน แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางครอบครัว เขาเข้าใจถึงกลไกค้าขายอย่างลึกซึ้ง เมื่อพบเจออุปสรรค มักเคยชินที่จะใช้ความคิดของพ่อค้าในการวิเคราะห์ปัญหา

“กำไร กำไร นอกจากกำไรแล้ว แกยังรู้อะไรอีก?” เห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่รู้สำนึก ฟางกั๋วเฉียงแทบจะลงมือต่ออีกฝ่าย

“แต่พวกเขาเป็นเพียงพ่อค้า!” จางซงหลิงแอบชำเลืองมองเขาอีกแวบหนึ่ง ด้านหนึ่งหลบไปข้างหลัง ด้านหนึ่งตอบโต้เสียงเบา “พ่อค้า ย่อมต้องคิดหากำไร สามารถกอบโกยเงินทองอย่างสุจริต และไม่ลืมที่จะช่วยเหลือชาติบ้านเมือง มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? มิหนำซ้ำ เมื่อไม่มีเงิน กองทัพที่ยี่สิบเก้าก็ไม่มีเบี้ยหวัดและเสบียงกองทัพ พวกเราเองก็ไปไม่ถึงเป่ยผิง!”

“แก แก สหายจางซงหลิง ระวังความคิดอ่านของตนเองด้วย!” ต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย ถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งตอบโต้จนกล่าวอะไรไม่ออก ฟางกั๋วเฉียงรู้สึกอับอายอยู่บ้าง ตบโต๊ะดังปัง ตวาดเสียงดังลั่น

“ฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด) ตวาดเสียงดังทำอะไร?!” คราวนี้ นับว่าทำให้ฝูงชนโกรธเคือง หันชิวย้อนถามฟางกั๋วเฉียงเสียงดัง ฉุดดึงจางซงหลิงไปอยู่ด้านหลังตนเอง

“เขา…เขา เมื่อสักครู่เขาโต้เถียง โต้เถียงพวก…! ฉัน ฉันกำลังออกหน้าแทนพวกคุณ พวกคุณ…พวกคุณกลับ…”

เส้นเอ็นบนขมับของฟางกั๋วเฉียงปูดโปน ชี้หน้าหันชิว ร่างกายสั่นเทา

การเป็นถึงผู้นำของกลุ่ม โจวเจวียย่อมไม่ปล่อยให้มีเหตุการณ์ทะเลาะกันภายในเกิดขึ้น เขารีบเข้าไปแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน กล่าวยิ้มๆ ว่า “อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม พวกเราล้วนไม่ใช่ทหารญี่ปุ่น และไม่ใช่โจรขายชาติ ทำไมต้องทะเลาะกันด้วย? ต้าฟาง แกนั่งลงก่อน หันชิว เสี่ยวจาง พวกคุณสองคนก็นั่งลง พวกเราล้วนนั่งลง ไม่ว่ามีความคิดเห็นอะไร ล้วนนั่งลงมาค่อยพูดค่อนจากัน!”

“ฉัน ฉันแค่รู้สึกว่า วิธีการวิเคราะห์ปัญหาของเขา ยังไม่เป็นผู้ใหญ่!” ฟางกั๋วเฉียงชำเลืองมองพวกหันชิวแวบหนึ่ง นั่งลงด้วยความจนใจ

“เขาไม่เป็นผู้ใหญ่ คุณก็ไม่ควรตวาดเขาเสียงดังแบบนั้น!” หันชิวก็เข้าใจว่าเมื่อสักครู่ตนเองวู่วามไปบ้าง ค้อนขวับใส่ฟางกั๋วเฉียง เดินหลีกไปทางหนึ่ง

“พอแล้ว พอแล้ว ทุกคนล้วนสงบสติอารมณ์!” โจวเจวียยังคงช่วยคลี่คลายสถานการณ์อันน่าอึดอัดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ในส่วนของต้าฟาง แค่รู้สึกว่าผู้คนในท้องถิ่นล้าหลังเกินไป ในใจร้อนรุ่ม ส่วนสหายเสี่ยวจาง ใช้มุมมองของพ่อค้าในท้องถิ่นมาวิเคราะห์ปัญหา ทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลของตนเอง ใครถูกใครผิด ล้วนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ สาเหตุที่ทำให้ผู้คนของผิงอันจ้ายเห็นการแสดงของพวกเราเป็นเรื่องบันเทิงใจคืออะไร? และต่อไปพวกเราควรรับมือต่อสถานการณ์แบบนี้อย่างไร!”

เขาค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น เบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนไปยังประเด็นสนทนาใหม่ ประเดี๋ยวเดียว ก็ทำให้พวกพ้องลืมเลือนเหตุทะเลาะเมื่อสักครู่ เถียนชิงอวี่ตั้งใจแสดงความสามารถต่อหน้าหันชิว ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ชิงกล่าวขึ้นมาว่า “ผู้โดยสารที่พวกเราพบเจอบนรถไฟ ขึ้นเหนือลงใต้ทุกวัน พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย สำหรับสถานการณ์อันตรายที่ประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ พวกเขาเข้าใจเป็นที่สุด ส่วนประชาชนของที่นี่ ส่วนใหญ่ทั้งชีวิตล้วนไม่เคยจากบ้านไปไกล จึงไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามของโจรญี่ปุ่น”

หินก้อนหนึ่งสามารถก่อให้เกิดระลอกคลื่นน้ำนับไม่ถ้วน สายตาของผู้คนค่อยทอแววครุ่นคิด ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับการแสดงความคิดเห็นของเถียนชิงอวี่ “คือมันเป็นแบบนี้ ผู้โดยสารที่พวกเราพบเจอบนรถไฟ ความจริงเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์กว้างขวางที่สุดในยุคสมัยนี้ ดังนั้นจึงเข้าใจถึงหลักการที่ว่าบ้านเมืองมีภัย ชายชาติล้วนมีหน้าที่ ส่วนในสถานที่อื่นอีกมากมาย เหล่าประชาชนไม่ทราบแม้กระทั่งหน้าตาของเมืองที่อยู่ใกล้บ้านตนเอง หากต้องการให้พวกเขาเข้าใจถึงการร่วมช่วยเหลือชาติบ้านเมืองในทันที นับว่ายากลำบากอยู่บ้าง!”

“ถูกต้อง ขุนศึกแบ่งแยกดินแดนกินเวลายาวนานเกินไป ในใจของประชาชนลืมเลือนคำว่าชาติบ้านเมืองไปแล้ว! หลายวันนี้ มักมีคนบอกกับฉันว่า กองทัพที่ยี่สิบเก้าสู้รบที่เหอเป่ย ไม่เกี่ยวข้องกับชาวซานตง”

คำวิจารณ์ประโยคนี้นับว่ากล่าวถูกต้องตรงประเด็นอย่างยิ่ง เห็นทีผิงจินเป็นเขตการดูแลของซ่งเจ๋อหยวน มณฑลซานตงเป็นของหันฝู่จวี่ ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายล้วนผิวเผินธรรมดา ส่วนรัฐบาลหนานจิงที่ตั้งอยู่ทางใต้ของซานตง ไม่ว่าต่อหันหรือต่อซ่ง ล้วนระแวงป้องกันมาตลอด สิบกว่าปีที่ผ่านมา บุญคุณความแค้นของทั้งสามฝ่าย ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ยากต่อการแยกแยะชัดเจน ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ก็ค่อยๆ เคยชินที่จะสนใจเพียงเรื่องของมณฑลตนเอง คร้านจะเงยหน้ามองดูว่าประเทศจีนมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“อีกประการ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าหลังจากคนญี่ปุ่นมาแล้ว พวกเขาต้องเผชิญภัยอันตรายแบบไหน พวกเราอ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ฟังนักเรียนที่ลี้ภัยมาจากตงเป่ยเหล่านั้นเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาประสบมา ประชาชนของที่นี่ เดิมก็รู้จักตัวหนังสือไม่มาก และไม่มีโอกาสสัมผัสนักเรียนลี้ภัยมากขนาดนั้น!”

“ฉันรู้สึกว่าวิธีการเผยแพร่ของพวกเราเนื้อหาเลื่อนลอยเกินไป มีเพียงบอกว่าคนญี่ปุ่นเลวร้าย กลับไม่ได้ทำให้ประชนชาทราบว่าคนญี่ปุ่นพวกนั้นเลวร้ายอย่างไร!” ฉางโส่วจื่อลู่หมิงมองดูจางซงหลิงแวบหนึ่ง กล่าวเสริมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ทุกคนหันหน้าไปมองจางซงหลิงที่มีท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่ายหน้าฝืนยิ้ม จางซงหลิงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ว่าเขามีจิตใจอันรักชาติรุนแรง แต่กับคนญี่ปุ่น กลับไร้ความเคียดแค้น และสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุคสมัยนั้น แม้แต่นิยามของคำว่าชาติบ้านเมืองล้วนเลือนราง ไหนเลยจะสนใจว่าคนญี่ปุ่นยึดครองผิงจินหรือไม่ ขอเพียงเภทภัยไม่ตกอยู่กับพวกเขา เกรงว่าผู้คนส่วนใหญ่คงเห็นการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น เป็นการแปรเปลี่ยนยุคสมัย

วิธีการแก้ไขปัญหานี้ง่ายดายยิ่ง ก็คือนำเหตุรุนแรงที่ชาวบ้านตงเป่ยได้รับจากกองทัพญี่ปุ่น บอกต่อผู้คนทั้งหมดในระหว่างทาง การตะโกนปลุกระดมนั้น ไม่สู้ปล่อยให้พวกเขาพบเห็นกับตาตนเอง ว่าพื้นที่ที่ถูกคนญี่ปุ่นยึดครองเหล่านั้น ปฏิบัติต่อชาวจีนอย่างไร ปล่อยให้พวกเขาเห็นด้วยตาตนเองว่าตนเองกำลังจะเผชิญกับเภทภัยอะไร!

หันชิวกับหลิ่วจิงที่ทำหน้าที่พิธีกรและรับบริจาคจากผู้ชม มีสิทธิ์ออกเสียงต่อปัญหานี้มากที่สุด นึกๆ แล้วกล่าวว่า “มองจากผลลัพธ์ในตอนนี้ ละครเพลง “ซ่งฮวาเจียงซ่าง” ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเด่นชัด! ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของหัวหน้าโจว ตอนที่ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนวางเพลิง ก็สามารถให้ภาพพิมพ์ใจที่ลึกซึ้งต่อผู้ชม”

“รายการแสดงของพวกเราก่อนหน้านี้ล้วนเน้นเป้าหมายที่กลุ่มนักเรียน รูปแบบอาจจะจำเจจืดชืดไปบ้าง เมื่อมองจากสถานการณ์ที่พบเจอในแต่ละสถานีรถไฟ ความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อการต่อต้านสงครามญี่ปุ่น ก็แตกต่างกับพวกเรามากทีเดียว!”

“อย่างนั้นวันหลังพวกเราก็อย่ามั่วแต่ร้องเพลงแล้ว เพิ่มบทสนทนาขึ้นมาบ้าง นำเหตุการณ์รุนแรงที่ชาวตงเป่ยกับเย่อเหอ และชาฮาร์ได้ประสบมา บอกต่อผู้คนทั้งหมดที่พบเจอตามทาง!” เมื่อสงบสติลงมา แนวความคิดที่อยู่ในใจของรองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงก็หลั่งไหลออกมาจากดุจน้ำหลาก

แนวความคิดนี้ ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนอย่างเป็นเอกฉันท์ นำเรื่องราวอันโหดร้ายทารุณนับไม่ถ้วน ที่ได้ยินมาจากนักเรียนลี้ภัยตงเป่ยมาบอกเล่า ซึ่งการนำเสนอในแต่ละเรื่องราว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเนื้อหาอะไร ก็สามารถทำให้ผู้ชมหลั่งน้ำตา

ไม่ว่ายุคสมัยใด คนวัยหนุ่มสาวมักเป็นกลุ่มคนที่คึกคักและมีความคิดอ่านปราดเปรียวที่สุด พวกเขาด้านหนึ่งสรุป ด้านหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ ไม่นานก็ค้นพบวิธีแก้ปัญหาที่รัดกุมที่สุด เมื่อทุกคนล้วนวิจารณ์กันมาพอสมควร หัวหน้าโจวเจวียสรุปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เริ่มเขียนบทละคร จากนั้นในระหว่างการเดินทาง ด้านหนึ่งฝึกซ้อม ด้านหนึ่งทำการแสดง”

“ฉันเห็นด้วย! คืนนี้ให้ลู่หมิงเร่งมือ ลีลาการเขียนบทของเขายอดเยี่ยมที่สุด!” เถียนชิงอวี่เห็นด้วยเป็นคนแรก

“ฉันเห็นด้วย! อาหารว่างมื้อดึกของลู่หมิง ฉันกับพี่ชิวรับผิดชอบเอง!” หลิ่วจิงขานรับตาม ดวงตาคู่หนึ่งมองไปที่ลู่หมิง สุกใสหยาดเยิ้ม

“อยากใกล้ชิดสนิทสนมก็เชิญทำคนเดียวเถอะ อย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วย!” หันชิวปฏิเสธด้วยท่าทียิ้มแย้ม ฉวยโอกาสที่ทุกคนยังไม่รู้ตัว หันหลังเดินหนี

หลิ่วจิงทั้งอายทั้งโกรธ ไล่ตามออกไป ทะเลาะหยอกล้อตามประสาเด็กสาว มองดูเงาหลังของเด็กสาวสองคน ฉางโส่วจื่อลู่หมิงส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นมองดูรอบข้าง หัวเราะพลางตอบว่า “การเขียนบทละคร ฉันไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ว่า ต้องมีเถียนพ่างเอ๋อร์อยู่ด้วย มีเพียงมองเห็นเขา ฉันจึงสามารถนึกถึงภาพลักษณ์อันชั่วช้าของทหารญี่ปุ่น!”

“หนอย เจ้านิ้วยาว! แค่หยุดสั่งสอนแกไม่กี่วัน ก็คันเนื้อคันตัวแล้วใช่หรือไม่?” เถียนชิงอวี่มือลูบกำปั้น ตั้งท่าใคร่กระโจนเข้าใส่ กลับถูกพวกฟางกั๋วเฉียงกันตัวออกไปพร้อมเสียงหัวเราะ

เสียงหัวเราะอันเบิกบานใจ ลอดผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก ส่งผลให้ค่ำคืนในฤดูร้อน คึกคักมีชีวิตชีวา 

 

มีหญิงงามคอยอยู่เคียงข้าง ฉางโส่วจื่อลู่หมิงทำงานว่องไวยิ่งขึ้น เพียงใช้คืนเดียว ก็สามารถเรียบเรียงละครร้องรำเรื่องซ่งฮวาเจียงซ่างขึ้นมาใหม่ ขยายเป็นละครพูดขนาดย่อที่มีภาพเหตุการณ์สิบกว่าฉากและบทสนทนาเจ็ดร้อยกว่าประโยค

ตัวเอกของละครพูดก็มีนามว่าเถียนชิงอวี่ เป็นเศรษฐีที่ดินที่พักอาศัยอยู่ในตงเป่ยมาหลายชั่วอายุคน สิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดมามีวัวสิบกว่าตัว ที่ดินสามร้อยกว่าโหม่ว (เชิงอรรถ-*โหม่ว หน่วยเนื้อที่ของจีน หนึ่งโหม่วเท่ากับ 2.4 ไร่) พักอยู่กับบุตรสาวหนึ่งคนกับบุตรชายสองคน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
หลังเกิดเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน กองทัพตงเป่ยหลงเหลือกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหมู่บ้าน เถียนชิงอวี่หยิบอาหารกับเนื้อแห้งมาเลี้ยงต้อนรับ กลับไม่ยอมปล่อยให้บุตรทั้งสามคนเดินทางหนีไปกับกองทัพ และแอบเสี้ยมสอนบุตรตนเองกับพวกชาวไร่ชาวนา การเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยเป็นเรื่องปกติ คนญี่ปุ่นเลวร้ายเพียงใด ก็ต้องหาคนเพาะปลูกส่งส่วยให้พวกเขา พวกเราเพียงแต่ทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ส่งส่วยให้แก่ผู้ใดล้วนมีค่าเท่ากัน เมื่อก่อนโจรเถื่อนบนภูเขามาเยือน คนของหมู่บ้านก็ใช้อาหารและเงินทองทำให้พวกเขายอมจากไปแต่โดยดีไม่ใช่หรือ?

หนังสือแนะนำ