บทที่ 1 สุ่มเสี่ยงชีวิต (หน้า 5)

       ตี๋ชิงรู้สึกว่ากล่าววาจาล่วงเกินอยู่บ้าง จึงรีบกล่าวว่า “อันที่จริงทหารย่อมมีคนดีอยู่ อย่างเช่นใต้เท้ากัว” จากนั้นเบี่ยงเบนประเด็นสนทนากล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว นิกายพระศรีอาริย์เป็นเรื่องราวอันใด ครั้งนี้พวกเราจะไปจับกุมสาวกนิกายนี้ใช่หรือไม่?” มันคล้ายจะมองบางอย่างออกจึงลองคาดเดาเช่นนี้

       กัวจุนนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดก็กล่าวขึ้น “นิกายพระศรีอาริย์สืบทอดมายาวนาน ก่อร่างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ พอเข้าสู่ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถังก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้น แม้แต่วัดต้าเซี่ยงกั๋วในเมืองหลวงก็ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระศรีอาริย์ที่กอปรด้วยพระเนตรแห่งความเมตตา พระพักตร์ประดับด้วยรอยยิ้มประทับอยู่บนปทุมอาสน์ ข้างพระศรีอาริย์ยังมีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่เฝ้าอารักขา กล่าวว่าจะขจัดมิจฉาความชั่วร้ายในใต้หล้าให้หมดสิ้น ท้าวโลกบาลที่มือถืองูนามว่าท้าววิรูปักษ์ ผู้ที่ถือดาบใหญ่นามว่าท้าวธตรฐ ผู้ที่สะพายกระบี่อยู่ด้านหลังนามว่าวิรุฬหก และผู้ที่ถือร่มนามว่าท้าวเวสสุวรรณ”

       ตี๋ชิงฟังแล้วรู้สึกมึนงง ไม่ทราบว่าเหตุใดกัวจุนจึงบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ต่อตนเอง

       กัวจุนแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ ยามแสงจันทร์นวลตกต้องผ่านบนใบหน้ายิ่งขับให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ครั้งแรกที่ตี๋ชิงรู้จักมัน รู้สึกเพียงว่าใต้เท้าท่านนี้เป็นคนหยาบกร้าน ภายหลังเมื่อได้รับความช่วยเหลือทำให้รู้สึกว่าคนผู้นี้อาจหาญเที่ยงตรง ในยามนี้เมื่อถกถึงนิกายพระศรีอาริย์ยิ่งทำให้รู้สึกว่ากัวจุนเป็นบุคคลที่มีมุมมองความคิดที่ไม่รวบรัดธรรมดา

       ตี๋ชิงย่อมไม่ทราบว่ากัวจุนเกิดจากตระกูลทหารคุณูปการ เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ แต่ยามนี้มันกลับเกิดความนับถือกัวจุนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

       กัวจุนกล่าวอีกว่า “เล่าขานกันว่าท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จะเฝ้าพิทักษ์รักษาพระศรีอาริย์ คอยขจัดปัดเป่ามิจฉาชั่วร้ายในใต้หล้า นิกายนี้จำเดิมมีเจตนารมณ์อันดีงาม ความผิดจึงมิใช่อยู่ที่ลัทธินิกาย แต่อยู่ที่ใจผู้คน!” กัวจุนถอนหายใจยาวอีกครั้ง “มีหลายครั้งนิกายพระศรีอาริย์ถูกคนที่มีเจตนาชั่วร้ายหลอกใช้ประโยชน์ สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ ปลายราชวงศ์สุยก็ได้ลุกขึ้นก่อหวอดครั้งใหญ่ จนกระทั่งมาถึงราชวงศ์เรา นิกายพระศรีอาริย์นี้เริ่มเสื่อมทรุด แต่ในช่วงไม่นานมานี้ ราชสำนักกลับสืบพบว่ามีคนใช้ประโยชน์จากนิกายพระศรีอาริย์ล่อลวงจิตใจผู้คนโดยมีเป้าหมายอยู่ที่การก่อกบฏ “พระศายกมุนีเสื่อมถอย พระศรีอาริย์ปกครอง” คำพูดนี้ระบุว่ายุคของพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้หมดสิ้นไปแล้ว พระศรีอาริย์จะมานำพาผู้คนสร้างยุคใหม่ขึ้น เห็นได้ชัดถึงความคิดกบฏที่แฝงเร้นอยู่ ไทเฮาได้ยินวาจาประดานี้แล้วพิโรธยิ่ง มีพระเสาวนีย์ให้ที่ว่าการเมืองไคเฟิงทำการสืบเสาะเรื่องนี้ เราเองก็เข้ามาทำการช่วยสืบ ดังนั้นเปลือกนอกเรามารับสมัครทหารที่เมืองเฝินโจว แต่เป้าหมาที่แท้จริงคือการมาสืบเรื่องสาขาย่อยนิกายพระศีรอาริย์ เมื่อพบร่องรอยการเข้าออกของสาวกนิกายพระศรีอาริย์ที่อำเภอซีเหอ เราจึงยอมไปมาหาสู่กับนายอำเภอจ้าว แต่กลับบังเอิญพบว่ามันเป็นขุนนางฉ้อฉลตัวฉกาจ เดิมเราคิดจะที่ทำหนังสือกราบทูลไปยังราชสำนัก แต่ก็กลัวแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงยอมอดทนไว้ก่อน สุดท้าย..เจ้ากลับปรากฏตัวขึ้น เรื่องต่อจากนั้นก็คงทราบดีแล้ว”

       ตี๋ชิงกล่าวอย่างไม่สบายใจว่า “หากมิใช่เพราะเราบุกเข่นฆ่าเข้าไปโดยไม่รู้จักหนักเบา บางทีใต้เท้ากัวอาจสามารถเหวี่ยงแหจับกุมพวกมันได้ทั้งหมด”

       กัวจุนปลอบโยนตี๋ชิงว่า “ที่จริงเราเพียงสืบได้ว่าสั่วหมิงกับกุ้นจื่อมีความเกี่ยวพันกับนิกายพระศรีอาริย์ หารู้ไม่ว่ามีพ่อบ้านเชออยู่ด้วย แต่เพราะเราสงสัยว่ายังจะต้องมีคนที่สอดแทรกอยู่ในนั้นจึงได้กล่าววาจาล่อลวงออกไป พ่อบ้านเชอกลับเป็นโจรใจหวาดหวั่น พลิกปีนข้ามกำแพงหลบหนีไป”

       ตี๋ชิงคล้ายคิดขึ้นได้ กล่าวว่า “แท้จริงแล้วใต้เท้ากัวจงใจปล่อยมันไป ใช่ไหรือไม่?”

       นัยน์ตากัวจุนหยียิ้มอย่างยินดีขึ้น “ตี๋ชิง เจ้าฉลาดหลักแหลมนัก ถูกต้อง เราจงใจปล่อยให้พ่อบ้านเชอหนีไป แล้วสั่งคนให้สะกดรอยตาม บัดนี้ได้รู้แล้วว่ารังของพวกมันอยู่บริเวณสันเขาไป๋ปี้หลิ่ง ทางตอนใต้ของอำเภอซีเหอห่างออกไปร้อยกว่าลี้ ถึงเราจะจับกุมกุ้นจื่อไว้ได้ แต่เจ้ากุ้นจื่อเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง ใช้อุบายสละเบี้ยรักษาขุน ที่มันสารภาพออกมาล้วนแต่เป็นรังที่ไม่มีความสลักสำคัญของพวกมัน เราจึงใช้แผนซ้อนแผน หลายวันนี้ลงมือราวอสนีบาตถล่มรังหลายแห่งตามที่มันบอกออกมา จากนั้นก็ตีฆ้องร้องป่าวว่าจะกลับเมืองหลวง......”

       ตี๋ชิงคล้ายตื่นขึ้นในทันใด “ที่ใต้เท้ากัวเดินทางอ้อมเป็นวงใหญ่ จากนั้นย้อนกลับมาเพื่อที่จะลอบไปยังสันเขาไป๋ปี้หลิ่ง อาศัยช่วงเวลาที่พวกมันป้องกันหละหลวม เข่นฆ่าจนพวกมันตั้งรับไม่ทัน?”

       กัวจุนยิ้มเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “ถูกต้อง สิ่งที่ควรบอกกล่าวเราก็ได้บอกไปแล้ว เจ้ารีบไปพักผ่อน วันพรุ่งนึ้คงเป็นศึกที่หนักหนายิ่ง” มันลุกขึ้นเดินจากไป เงาหลังสูงใหญ่ที่สะท้อนจากแสงจันทร์กลับให้ความรู้สึกที่อ้างว้างยิ่งนัก

       ตี๋ชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกัวจุนต้องมาอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ต่อทหารใหม่อย่างมัน? แต่ไม่ว่าอย่างไร ความจริงประการหนึ่งก็คือกัวจุนให้ความสำคัญกับมัน ตี๋ชิงเพิ่งจากบ้านเกิดมาเป็นครั้งแรก แม้จะยังมีอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่แต่ไม่นานก็หลับไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

       รุ่งอรุณวันถัดมา กัวจุนยังคงตรึงทหารไม่เคลื่อนไหว สั่งให้ทุกคนพักต่อไป ทหารส่วนพระองค์ทั้งหลายก็ปฏิบัติตามอย่างสงบ ตี๋ชิงนำเอาดาบที่เพิ่งได้รับการจัดสรรออกมาฝึกกวัดแกว่ง ช่วงเวลากลางวันก็หมดไปในพริบตา เมื่อเข้าสู่สนธยา ก็มีคนแต่งกลายเหมือนชาวบ้านคลำทางมาถึง ตี๋ชิงจำได้ว่ามันเป็นชายผอมที่อยู่ในกลุ่มมารับสมัครทหารตอนนั้น มีนามว่าจ้าวลี่ มันเห็นจ้าวลี่เข้ามากระซิบกับกัวจุนหลายคำ กัวจุนผงกศีรษะจากนั้นตะโกนขึ้นว่า “เตรียมออกเดินทาง”

       ทหารส่วนพระองค์ทั้งหลายออมกำลังมานานจนรู้สึกอัดอั้น เมื่อได้ยินคำสั่งต่างดีดพุ่งตัวขึ้น กัวจุนมีคำสั่งให้จัดห้าคนเป็นหนึ่งกลุ่ม เปลี่ยนเป็นสวมเครื่องแต่งกายชาวบ้าน จากนั้นคลี่กางแผนที่ที่เตรียมไว้อยู่ก่อนออกคำสั่งกำชับถึงภารกิจที่จะดำเนินการในครั้งนี้

       ที่แท้ทุกคืนที่พระจันทร์เต็มดวง สาวกนิกายพระศรีอาริย์จะมีประเพณีบูชาพระจันทร์ ในระยะนี้นิกายพระศรีอาริย์ถูกราชสำนักจับตา จึงทำตัวสงบเสงี่ยมปิดซ่อนร่องรอย แต่เมื่อคิดว่ากัวจุนจากไปแล้ว จึงตัดสินใจทำพิธีบูชาพระจันทร์ที่แอ่งมังกรบินสันเขาไป๋ปี้หลิ่งขึ้น

       กัวจุนคุ้นเคยกับชัยภูมิของสันเขาไป๋ปี้หลิงอยู่ก่อน จึงสามารถออกคำสั่งอย่างเป็นระบบ ครั้งนี้หน้าที่สำคัญของทหารส่วนพระองค์คือการอุดช่องทางสำคัญไว้ จากนั้นหาโอกาสลอบปะปนเข้าไปในกลุ่มสาวกก่อเหตุวุ่นวายแล้วลงมือจับกุมพวกกบฏ ส่วนภารกิจของกัวจุนกลับเรียบง่ายเด่นชัดกว่านั่นก็คือสังหารพระศรีอาริย์ปลอม!”

       กัวจุนแม้อาจหาญแต่มีจิตใจละเอียดอ่อน ย่อมทราบหลักการ “ยิงคนยิงม้า จับโจรจับหัวหน้า” เป็นอย่างดี มันรู้ว่าหากผู้แอบอ้างเป็นพระศรีอาริย์ไม่ตาย นิกายพระศรีอาริย์ก็จะเป็นเหมือนขี้เถ้าไฟที่ดับแล้วกลับลุกโชนขึ้นใหม่ได้ตลอดจึงได้ตระเตรียมแผนการเช่นนี้

       ตี๋ชิงเห็นกัวจุนบัญชาการอย่างหนักแน่นเปี่ยมด้วยบุคลิกภาพของแม่ทัพใหญ่ ในใจอดบังเกิดความนิยมเลื่อมใสขึ้นมิได้ มันรู้ว่ากัวจุนมีวิชาฝีมืออันสูงส่ง ในตอนนั้นหากสู้กันแบบยุติธรรม ตี๋ชิงย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกุ้นจื่อ แต่กลัวจุนกลับสามารถจับกุมกุ้นจื่อได้ในสองกระบวนท่า เห็นได้ชัดว่ามีฝีมือล้ำเลิศเพียงใด

       เมื่อกัวจุนออกคำสั่งเสร็จสิ้น ทหารส่วนพระองค์แต่ละชุดก็ทยอยออกเดินทางมุ่งไปยังจุดหมายที่กำหนด ตี๋ชิงเพิ่งพบว่าตนเองไม่ได้รับภารกิจใด จึงอดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้ากัว ให้เราทำอันใด?”

กัวจุนจับจ้องที่มันแล้วกล่าวขึ้นว่า “ติดตามเราไปสังหารพระศรีษอาริย์ ไม่ทราบว่าเจ้ากล้าหรือไม่?” เมื่อพบว่าผ่านไปเนิ่นนานตี๋ชิงก็ยังไม่ให้คำตอบ กัวจุนจึงทอดถอนใจกล่าวขึ้นว่า “เจ้ากลับไม่มีความกล้านี้?”

       ตี๋ชิงลังเลชั่วขณะ จากนั้นกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว หากพระศรีอาริย์ปลอมนั่นสมควรตายจริง ผู้น้อยจะเป็นคนแรกที่ไปสังหารมัน ทว่า...มันไม่แน่ว่าจะสมควรตาย... แม้มันจะคิดก่อกบฏ แต่เราทราบว่ามีราษฎรจำนวนมากที่ก่อความวุ่นวายเพราะมันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะต้องการจะล้มล้างแผ่นดินต้าซ่งจริง ๆ”

       กัวจุนกล่าวเรียบ ๆ ขึ้นว่า “หากไม่ไปด้วยตนเอง จะทราบได้อย่างไรว่ามันสมควรตายหรือไม่”

       ตี๋ชิงกล่าวขึ้นว่า “ตกลง เราจะไปพร้อมใต้เท้ากัว เกรงแต่ว่า...จะเป็นตัวถ่วงของท่าน”

       กัวจุนไม่ตอบวาจา หันไปเปลี่ยนเป็นสวมชุดชาวบ้าน ควบม้าพุ่งไปทางทิศตะวันตก ตี๋ชิงก็ทำตามแล้วติดตามไป เมื่อพบว่ากัวจุนให้ความสำคัญและระมัดระวังกับเรื่องนี้ยิ่ง ทำให้อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้

       ขณะที่ดวงจันทร์เริ่มลอยขึ้นสู่ท้องนภา กัวจุนกับตี๋ชิงก็มาถึงริมสันเขาไป๋ปี้หลิ่งแล้ว สันเขาไป๋ปี้หลิ่งมีจุดอับอันตรายนับพัน ต้นไม้หนาครึ้ม สันเขาเป็นแนวคดเคี้ยวขึ้นลง มีลำธารตัดผ่ากลาง เดิมเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์อันงดงาม แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดทั่วทั้งหุบเขากลับปรากฏหมอกลงหนา จนกลายเป็นบรรยากาศอันลี้ลับวังเวงขึ้น

       กัวจุนสังเกตชัยภูมิอยู่ชั่วขณะจากนั้นเลือกเข้าไปตามช่องทางเล็ก ๆ สายหนึ่ง หลังเข้าสู่สันเขาได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงจากด้านหลังก้อนหินใหญ่ มีผู้คนตะโกนขึ้นว่า “จันทร์ส่องสุสานแห่งราชา”

       ตี๋ชิงตะลึงไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจความหมาย กัวจุนกลับตอบอย่างคล่องแคล่วว่า “พุทธาส่องทวารฟ้าดิน”

       คนหลังก้อนหินสองคนกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นสมุนของท้าวโลกบาลท่านใด เหตุใด...จึงมาอยู่ในที่นี้?” ทั้งคู่ล้วนใส่ชุดดำสวมหน้ากากดุร้ายน่ากลัว ในยามราตรีเช่นนี้ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นยิ่ง หนึ่งในสองคนชี้นิ้วออกมากล่าวว่า “เจ้าเป็นใคร?” มันกล่าวไม่ทันจบ กัวจุนก็พุ่งทะลวงเข้าไปราวเสือดาว ใช้มือข้างหนึ่งฟันขวางเข้าไปที่ลำคอของมัน คนผู้นั้นร้องได้คำหนึ่งก็แน่นิ่งไป อีกคนเห็นดังนั้นจึงรีบหยิบคว้าหวีดสัญญาณขึ้นมาเตรียมเป่า คาดไม่ถึงฝ่ามือของกัวจุนฟาดตบย้อนกลับ คนผู้นั้นเปล่งเสียง “อ่อก” กลับกลายเป็นกลืนหวีดสัญญาณลงไปในคอ กัวจุนจึงพลิกข้อมือใหญ่ราวพัดของมัน คว้าศีรษะแล้วออกแรงบิดกระดูกคอของมันหักไป

       คนสวมหน้ากากทั้งคู่ร่างอ่อนระทวยล้มลง กัวจุนยังคงยืนอยู่ที่เดิม กล่าวขึ้นว่า “ตี๋ชิง ถอดชุดของพวกกันออกมา แล้วก็สวมหน้ากากของมันไว้”

       ตี๋ชิงเห็นกัวจุนสังหารคนราวกับเชือดไก่ ในใจลอบยินดีที่ตนเองไม่ใช่ศัตรูของกัวจุน

       ทั้งคู่ผลัดเปลี่ยนชุดของสองคนนั้น ถอดหน้ากากของพวกมันออกมา กัวจุนยังค้นตัวพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมา โยนให้กับตี๋ชิงอันหนึ่งกล่าวเบา ๆ ขึ้นว่า “อีกสักครู่ให้เรารับมือเอง เจ้าไม่ต้องกล่าวอันใด”

       ตี๋ชิงรับป้ายมาเหน็บไว้ที่เอว ถามขึ้นว่า “เหตุใดใต้เท้าจึงคุ้นเคยกับที่นี่ถึงเพียงนี้?” เดิมมันคิดว่าผู้ที่มากราบเป็นสาวกของนิกายพระศรีอาริย์เป็นเพียงชาวบ้านเร่ร่อนทั่วไป แต่เห็นอีกฝ่ายจัดตั้งเป็นหน่วยงานเข้มงวดถึงเพียงนี้ กลับมิคล้ายชาวบ้านธรรมดาจึงอดรู้สึกตระหนกมิได้

       กัวจุนยิ้มกล่าวขึ้นว่า “ย่อมมีคนสืบเสาะให้กับพวกเรา” มันไม่กล่าวมากความ ออกเดินตามเส้นทางเบื้องหน้าต่อไป หลังจากเดินไปหลายลี้ ที่ต้นไม้เบื้องหน้าก็มีคนกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าไม่เฝ้าอยู่ด้านหน้า มาทำอะไรตรงนี้?”

       กัวจุนบีบเส้นเสียงกล่าวว่า “มีคนรายงานว่า พบเห็นมือปราบเยี่ยจือชิวจากเมืองหลวงกับคนของมันปรากฏตัวขึ้นทางเหนือของสันเขา เราเกรงว่าพวกมันจะก่อเภทภัยต่อท่านประมุข จึงได้รีบมารายงาน”

       คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังต้นไม้ เป็นคนสวมหน้ากากอันดุร้ายเช่นกัน มันกล่าวขึ้นด้วยความตระหนกว่า “เยี่ยจือชิวมาแล้ว? มันมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?”

       ตี๋ชิงรู้สึกประหลาดใจ ไม่ทราบว่าเยี่ยจือชิวผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ถึงกับทำให้สาวกนิกายพระศรีอาริย์ที่อยู่ไกลถึงเมืองเฝินโจวหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ กัวจุนกล่าวขึ้นว่า “เราก็ไม่ทราบรายละเอียด แต่กลัวว่ามันจะมาทำลายพิธีบูชาพระจันทร์ของท่านประมุข ท่านรีบนำพาเราไปรายงานต่อท้าวโลกบาล เพื่อเตือนให้ท่านประมุขระวังไว้”

       คนผู้นั้นกลับมิได้ระแวงสงสัย แหงนหน้าขึ้นกล่าวกับด้านบนต้นไม้ว่า “พวกเจ้าคอยจับตาดูอยู่ตรงนี้ เราจะนำพาพวกมันไปรายงานต่อท่านประมุข”

       ตี๋ชิงกลับรู้สึกน่าขบขัน ในใจคิดว่าการที่พวกมันทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ คล้ายภูตผีปีศาจเช่นนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุด นั่นคือพวกมันเพียงดูหน้ากากกับป้ายคำสั่ง เช่นนี้จึงเกิดช่องว่างให้กัวจุนฉกฉวย กัวจุนเป็นยอดฝีมืออันกล้าหาญ เมื่อจับจุดอ่อนเช่นนี้ได้จึงลอบปะปะนเข้ามา เรียกได้ว่าจิตใจอาจหาญความคิดแยบคาย

       ภายใต้การนำทางของคนสวมหน้ากากภูตผี กัวจุนกับตี๋ชิงผ่านด่านลับอีกสองแห่ง จากนั้นมุ่งไปยังแอ่งมังกรบิน แอ่งมังกรบินเป็นพื้นที่แอ่งกระทะของสันเขาไป๋ปี้หลิ่ง มีขนาดกว้างใหญ่ ที่บริเวณกลางแอ่งจะมองเห็นเทือกเขาต่าง ๆ ทอดตัวยาวเป็นทิวแถวราวมังกรเหินบินบนท้องนภา จึงได้รับการขนานนามเช่นนี้

       ขณะนั้นดวงจันทร์กระจ่างใส ลมพัดเบาสบาย ก่อนที่ตี๋ชิงจะไปถึงแอ่งมังกรบินก็สูดอากาศหนาวเหน็บเข้าไปคำหนึ่ง มันรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากผู้คนอย่างยิ่ง ผู้ที่เข้ามาที่นี่คงต้องเป็นบุคคลระดับมันสมองของนิกายพระศรีอาริย์ คิดไม่ถึงว่าเมื่อมาถึงภายในกลับคุกเข่าเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับพันคน ทุกคนเงียบสนิทสีหน้าเปี่ยมด้วยความศรัทธา เบื้องหน้าผู้คนเหล่านี้ตั้งไว้ด้วยแท่นสูงด้านบนแท่นเป็นปทุมอาสนะ บนอาสนะประดิษฐานไว้ด้วยพระพุทธรูปทองคำประทับแย้มยิ้มอยู่

       ภายในแอ่งก่อกองไฟไว้โดยรอบ เบื้องหน้าพระศรีอาริย์ยังมีกองไฟที่ลุกโชนที่สุดปรากฏควันพวยพุ่งเป็นสายขึ้นสู่ท้องนภา

       ข้าง ๆ พระพุทธรูปทองคำยืนไว้ด้วยคนสี่คน ที่แต่งกายสวมหน้ากากราวกับเทพเจ้า

       คนแรกสวมหมวกเกราะมังกร ใส่ชุดแดงราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนทั่วตัว พาดงูเหลือมตัวหนึ่งไว้บนตัว ในมือถือกระบองเหล็กไว้

       อีกคนหนึ่งสวมใส่ชุดสีคราม มีผมเผ้าสีแดงนัยน์ตาถมึงทึง หน้ากากที่สวมก็เป็นรูปหน้าโกรธเกรี้ยวดุร้าย เบื้องหลังสะพายกระบี่ยาว กลับมีความยาวถึงสี่เชียะ

       คนที่สามสวมชุดสีขาว เส้นผมสีม่วง รูปคิ้วให้ความรู้สึกถึงความเมตตา หน้ากากบนใบหน้าแฝงไว้ด้วยความการุณย์ เบื้องหน้ามันมีแท่นไม้ที่ปักไว้ด้วยดาบใหญ่สันหน้าคมกล้าสะดุดตาเล่มหนึ่ง

       คนสุดท้ายแขวนร่มคันใหญ่พาดเฉียงอยู่ที่ไหล่ ปลายร่มแหลมเล็กคมกริบตีขึ้นจากเหล็กกล้า มันสวมชุดสีเขียว หน้ากากเป็นรูปหน้าที่กอปรด้วยรอยยิ้ม

       ตี๋ชิงเห็นลักษณะท่าทางและอาวุธของคนทั้งสี่ ทำให้นึกถึงท้าวจตุโลกบาลที่กัวจุนกล่าวถึงเมื่อคืน

       คนทั้งสี่ประกอบด้วยคนถืองู สะพายกระบี่ ใช้ดาบ สะพายร่ม เสมือนเป็นสี่ผู้อารักขาให้กับพระศรีอาริย์ ซึ่งก็คือท้าววิรูปักษ์ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหกและท้าวเวสสุวรรณในจตุโลกบาล

       ทว่าจตุโลกบาลต่างอยู่ในที่นี้ แล้วพระศรีอาริย์ที่กัวจุนต้องการลอบสังหารอยู่หนใด?

หนังสือแนะนำ

Special Deal