ตอนที่ 1 สุ่มเสี่ยงชีวิต (หน้า 4)

      ทหารส่วนพระองค์คนหนึ่งก้าวออกมากล่าวว่า “เรียนใต้เท้าผู้บัญชาการ ได้ส่งคนเดินทางไปรายงานแล้ว คาดว่าไม่นานเจ้าเมืองคงมาถึง” กัวจุนผงกศีรษะ แล้วเดินไปเบื้องหน้าตีชิงกล่าวว่า “พาคนของเจ้ากลับไปเถอะ อย่าได้ลืมวาจาที่ได้ให้ไว้ อีกสามวันให้มาพบเราที่นี่”

      ตี๋ชิงรอดพ้นจากความตาย แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย ถามขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว พี่ใหญ่ของเรา....”

      “พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นอะไร?” กัวจุนกล่าวอย่างสงสัย

      ตี๋ชิงรีบบอกเล่าเรื่องราวของตี๋หวินให้ฟังเที่ยวหนึ่ง กล่าวขึ้นด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำว่า “เราเกรงว่าจะสร้างความลำบากให้พี่ใหญ่” กัวจุนหัวเราะฮาฮา “นี่นับเป็นเรื่องราว? เจ้าไม่ต้องห่วง คนที่เจ้าฆ่าเมื่อครู่เป็นสาวกนิการยพระศรีอาริย์ เจ้านอกจากจะไม่ได้ทำความผิดแล้วยังนับว่าได้สร้างผลงาน ส่วนเรื่องที่คร่ากุมตัวจ้าวอู่เต๋อ....เดิมมันสมควรตายอยู่แล้ว การที่มันลอบซุกซ่อนกบฏ ไหนเลยเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย? มันกับบิดาของมันต่อให้ไม่ถูกตัดศีรษะก็ต้องถูกสักหน้าเนรเทศ พี่ใหญ่ของเจ้าไม่จำเป็นต้องหลบหนีแล้ว” กล่าวจบก็มีทหารส่วนพระองค์อีกคนวิ่งเข้ามากระซิบหลายคำ สีหน้ากัวจุนเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกล่าวขึ้นว่า “ตกลง เราจะรีบไปทันที” มันมองมาทางตี๋ชิง กล่าวขึ้นว่า “อีกสามวันเราจะมารอเจ้าที่นี่”

      ตี๋ชิงผงกศีรษะ เมื่อเห็นกัวจุนจากไปจึงหย่อนก้นลงกับพื้น รู้สึกว่าทุกอย่างราวกับความฝันตื่นหนึ่ง

      เสี่ยวชิงเข้ามาช่วยพันบาดแผลให้ตี๋ชิง กล่าวสะอึกสะอื้นว่า “ตี๋ชิง ลำบากเจ้าแล้ว”

      ตี๋ชิงนึกขึ้นได้จึงรีบกล่าวว่า “เสี่ยวชิง ท่านอย่าได้บอกเรื่องที่เราต้องเป็นทหารต่อพี่ใหญ่เด็ดขาด”

      เสี่ยวชิงอึ้งไปเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “เรื่องเช่นนี้จะปิดบังได้อย่างไร?” นางทราบดีว่าตี๋ชิงยอมจ่ายค่าตอบแทนด้วยการเข้าเป็นทหาร เพื่อแลกกับความสุขของนางกับตี๋หวินทำให้รู้สึกสำนึกขอบคุณยิ่ง

      ตี๋ชิงแหงนหน้ามองฟ้า เห็นลมพัดเมฆเคลื่อนคล้อยเบา ๆ จึงกล่าวอย่างอับจนขึ้นว่า

      “ปิดได้กี่วันก็เท่านั้นเถอะ”

 

      สามวันผ่านพ้นไปในพริบตา ตี๋ชิงยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะจนป่านนี้มันยังไม่สามารถนึกหาข้ออ้างไปจากบ้านได้ ตี๋ชิงทราบดีว่าพี่ใหญ่อยากเห็นมันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หากทราบว่ามันต้องไปเป็นทหารคงจะเสียใจไม่น้อย

      ในวันนั้น หลังนายอำเภอจ้าวกับบุตรชายถูกจับกุม ตี๋ชิงก็นำพาเสี่ยวชิงไปยังเนินเลี้ยงแกะ ขณะนั้นตี๋หวินตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อทราบว่าตี๋ชิงบุกไปที่ว่าการอำเภอเพื่อตน มันทั้งตื่นตระหนกและกังวล บังคับให้หนิวจ้วงพามันไปที่ว่าการอำเภอ ขณะที่หนิวจ้วงกำลังจนปัญญา ตี๋ชิงกับเสี่ยวหวินก็เดินทางมาถึง ตี๋หวินทั้งประหลาดใจระคนดีใจ ตี๋ชิงกลับบอกกล่าวเพียงว่าได้พบกับขุนนางที่ดี นอกจากตนเองไม่มีความผิดแล้วยังถือว่าได้สร้างคุณงามความชอบด้วย

      ตี๋หวินได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดเดิมคิดจะตำหนิตี๋ชิง แต่เมื่อเห็นน้องชายอาบโลหิตเต็มตัว ได้รับบาดแผลที่ไหล่ ต้องบาดเจ็บเพื่อช่วยพี่ชายอย่างมันไหนเลยยังหักใจดุด่าได้อีก? อีกด้านหนึ่งตี๋หวินก็ดีใจที่สุดท้ายแล้วต่างปลอดภัยไร้เรื่องราว รู้สึกว่าเป็นเพราะบุญกุศลที่บรรพชนได้สร้างสมไว้ จึงนำพาตี๋ชิงไปจุดธูปอธิษฐานที่หน้าหลุมฝังศพบิดามารดา หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ ช่างตีเหล็กจางก็กลัวแต่บุตรีจะตบแต่งไม่ออก จึงยอมละทิ้งนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว เร่งรัดให้ตี๋หวินรีบมาตบแต่งเสี่ยวชิง หลังจากหารือกันเพียงช่วงต้มน้ำเดือดก็ตัดสินใจให้จัดงานแต่งงานในวันรุ่งขึ้นทันที

      แม้ตี๋หวินจะต้องขาเป๋ แต่เท่ากับประสบเภทภัยแล้วกลายกลายเป็นวาสนา ทำให้รู้สึกปลื้มปีติอย่างยิ่ง ตี๋ชิงกับหนิวจ้วงก็รีบเร่งลงมือตระเตรียมงาน แม้ว่าฐานะทางบ้านของตี๋ชิงจะยากไร้ อีกทั้งมีเวลาจัดเตรียมงานไม่มาก แต่เมื่อจัดหาผ้าสีแดงกับผ้าหลากสีมาพาดแขวน ก็ก่อให้เกิดบรรยากาศคล้ายงานมงคลอยู่หลายส่วน

      ตี๋ชิงยุ่งวุ่นวายอยู่ทั้งคืน ในที่สุดก็ประดับประดาบ้านเรือนเสร็จสิ้น เห็นฟ้ายังไม่ทันสางก็รีบเร่งผ่าฟืนสำหรับใช้ได้อีกหลายเดือนไว้ล่วงหน้า จากนั้นค่อยไปนั่งที่ลานบ้าน ทอดสายตาเหม่อมองไปที่ปลายนภา

      มันต้องจากไปเพราะไม่อาจเสียสัจจะต่อผู้คน ถึงมันจะพบว่าในเวลานั้นต่อให้มันไม่เอ่ยปากสมัครเป็นทหาร เรื่องราวก็ยังจะดำเนินไปในแนวทางนี้อยู่ดี แต่เมื่อมันรับปากก็ต้องทำให้ได้ ที่สำคัญคือมันเริ่มค้นพบว่า แท้จริงแล้วเบื้องนอกยังมีผืนนภาที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่า ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความเย้ายวนสำหรับมันอย่างยิ่ง

      ทว่าขาของพี่ใหญ่เป๋แล้ว มันจะวางใจจากไปได้อย่างไร?

      เสียงฝีเท้าดังขึ้น ตี๋ชิงไม่หันไปมองก็ทราบว่าเป็นพี่ใหญ่เดินเข้ามา ตี๋หวินเดินถึงข้างกายตี๋ชิงนั่งลงบนขั้นบันไดคู่กับมัน นิ่งเงียบอยู่สักพักค่อยกล่าวขึ้นว่า “น้องเรา ยังจำคำพูดที่ท่านพ่อเคยสอนพวกเราได้หรือไม่?”

      “คำพูดอันใด?” ตี๋ชิงถามขึ้น

      “ท่านกล่าวว่าชีวิตคนเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำว่า “สัจจะ” ตี๋หวินค่อย ๆ กล่าวต่อว่า “เกิดเป็นคนไม่อาจไร้สัจจะ หาไม่จะไม่อาจยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแผ่นฟ้าผืนพสุธาได้”

      ตี๋ชิงเต็มไปด้วยความในใจคับอก กล่าวขึ้นว่า “มิผิด ไม่เพียงแต่ท่านพ่ออบรมสั่งสอนเช่นนี้ แม้แต่พี่ใหญ่ก็คอยสั่งสอนเราเช่นนี้มาโดยตลอด ทำให้เราไม่เคยกล้าลืมเลือน”

      “ดังนั้น.....เจ้าสมควรไปแล้ว” ตี๋หวินจับมือของตี๋ชิงมาวางบนของสิ่งหนึ่ง ตี๋ชิงเห็นว่ามันคือเงินก้อน จึงกล่าวด้วยความตกใจว่า “ไป? ไปยังที่แห่งใด?”
      ตี๋หวินยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า “ไปยังที่ที่เจ้ารับปากไว้” ฉับพลันนั้นตี๋ชิงค่อยเข้าใจ จึงกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ท่านทราบเรื่องหมดแล้ว?” ตี๋หวินกล่าวว่า “เสี่ยวชิงบอกเล่าทุกอย่างต่อเราแล้ว เจ้าอย่าได้ไปโทษว่านาง เราดูออกว่าเจ้าไม่อยากเสียสัจจะต่อผู้คน! เมื่อก่อนพี่ใหญ่ไม่อยากให้เจ้าเป็นทหาร เพราะเห็นพฤติกรรมชั่วช้าของทหารมามาก ไม่อยากให้เจ้าต้องไปแปดเปื้อนสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น แต่บัดนี้เราเข้าใจแล้วว่า นกอินทรีย่อมมีวิถีแห่งนกอินทรี ไม่ควรเอาอย่างนกเลี้ยงที่ใช้ชีวิตจมปลักอยู่ในหอห้อง ตี๋ชิง เจ้าเติบใหญ่แล้ว รู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดพี่ใหญ่จึงวางใจให้เจ้าไป พี่ใหญ่ไม่มีทรัพย์สินอันใด นอกจากเงินเล็กน้อยนี้ เจ้าพกพาติดตัวเอาไว้ อย่าได้ปฏิเสธ เชื่อฟังวาจาของพี่ใหญ่”

      ตี๋ชิงบีบเงินก้อนในมือ รู้สึกแสบขึ้นที่จมูก “พี่ใหญ่ แต่ว่า......”

      “แต่ว่าอะไรอีก? ถึงขาเราจะเป๋ แต่ด้านการเลี้ยงดูคนในครอบครัวสมควรไม่มีปัญหา” ตี๋หวินยิ้มเบา ๆ กล่าวต่อว่า “เจ้าไปอย่างวางใจเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงเรา เราได้ยินว่าสองพ่อลูกตระกูลจ้าวถูกจับ และนำตัวส่งไปจองจำยังคุกใหญ่ที่เฝินโจว ไม่มีทางสร้างความลำบากให้พวกเราได้อีก น้องเราเมื่ออยู่ภายนอกไม่มีใครในครอบครัวคอยช่วยเหลือ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี จดจำไว้ว่าหากพบเจอปัญหาอันใด ที่นี่ยังคงเป็นบ้านของเจ้าเสมอ”

      ผ่านไปเนิ่นนาน ตี๋ชิงจึงกล่าวขึ้นว่า “ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้รับตัวเจ้าสาวก่อน”

      ตี๋หวินหัวเราะกล่าวว่า “ตกลง” แต่แล้วพลันเบี่ยงศีรษะยกแขนเสื้อขึ้นปาดเช็ดที่ปลายตา

      มันสองพี่น้องใช้ชีวิตร่วมกันมานานปี เมื่อตี๋ชิงต้องจากไปตี๋หวินย่อมรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่มันเล็งเห็นถึงความลำบากใจของตี๋ชิง รู้ดีว่าน้องชายมีจิตปณิธานอันกว้างไกล ขณะที่ตัวเองไม่สามารถทำอันใดได้มากนัก จึงหวังเพียงไม่ต้องเป็นตัวถ่วงของน้องชาย

      เมื่อรับตัวเจ้าสาวเข้าประตู ตี๋ชิงก็ได้ก้าวย่างออกไปสู่เส้นทางที่ไม่อาจหยั่งรู้อนาคต

      ตี๋ชิงสาวเท้าเดินจากไป เมื่อถึงจุดที่พี่ใหญ่มองไม่เห็นแล้วค่อยหันกลับมา ก้มกราบไปยังทิศที่ตั้งของบ้านสามครา กล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่ เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ท่านถนอมตัวด้วย” มันค่อย ๆ ลุกขึ้นหยิบห่อสัมภาระเรียบง่าย ที่พกมามีเพียงเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนกับอาหารแห้งเล็กน้อย ส่วนเงินก้อนนั้นมันยังคงวางไว้ในห้องของพี่ใหญ่ โดยไม่รู้ว่าหลังจากมันก้าวออกจากบ้านมา เมื่อตี๋หวินก็ได้พบเห็นเงินก้อนนั้นก็อดหลั่งน้ำตาอีกครั้งไม่ได้

 

      ตี๋ชิงไปถึงที่ว่าการอำเภอ เมื่อได้พบกับทหารส่วนพระองค์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตู จึงประสานมือคารวะกล่าวขึ้นว่า “พี่ทหารท่านนี้ ผู้น้อยตี๋ชิง”

      ทหารส่วนพระองค์กล่าวว่า “ท่านก็คือตี๋ชิง? รีบเข้าไปเถอะ ผู้บัญชาการกัวกำลังรอท่านอยู่” มันนำพาตี๋ชิงเข้าไปด้านในจวนว่าการ กัวจุนนั่งอยู่ในห้องโถงด้านหน้า ข้าง ๆ ยังมียชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่

      ตี๋ชิงมองไปรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้คล้ายกระบี่ที่หลุดออกจากฝักเล่มหนึ่ง!

      ชายผู้นั้นมีใบหน้าซีดขาว สองตาฉับไวคมกล้าราวกระบี่ มันกวาดตาขึ้นลงพิจารณาตี๋ชิงรอบหนึ่ง แสดงความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นลุกขึ้นยืนกล่าวกับกัวจุนว่า “ผู้บัญชาการกัว ครั้งนี้คงต้องขอให้ท่านออกโรงช่วยเหลือ”

      กัวจุนผงกศีรษะเบา ๆ กล่าวว่า “เรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เราผู้แซ่กัวย่อมต้องทำอย่างเต็มกำลัง”

      ชายหนุ่มคารวะอีกครั้งค่อยหันกายจากไป ตี๋ชิงค่อยระบายลมหายใจโล่งอก เพราะรู้สึกว่าถูกชายหนุ่มผู้นี้จับจ้องจนรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว จึงอดไม่ได้ที่จะลอบคาดเดาความเป็นมาของชายหนุ่มผู้นี้

      กัวจุนใช้สายตาส่งคนไป หันศีรษะกลับมากล่าวกับตี๋ชิงว่า “ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”

      ตี๋ชิงยกมือคารวะกล่าวตอบว่า “ผู้น้อยเมื่อรับปาก จะไม่มาได้อย่างไร?”

      กัวจุนชมเชยว่า “ประเสริฐ ลูกผู้ชายพูดได้ต้องทำได้ หากแม้แต่คำว่าสัจจะยังไม่สามารถรักษา จะกล่าวถึงการพิทักษ์รักษาบ้านเมืองไปไย? เราผู้แซ่กัวชาตินี้ไม่นับถืออื่นใด นับถือเพียงวีรชนที่เห็นคำสัญญามีค่าพันตำลึงทอง ที่จริงพริบตาแรกที่เราเห็นเจ้าก็รู้สึกว่าเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การส่งเสริม กลวิธีแสร้งตาเหล่ในวันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะนึกออกได้”

      ตี๋ชิงถูกกัวจุนจับได้ จึงได้แต่ยิ้มกระอักกระอ่วน ขณะที่กัวจุนกำลังจะกล่าวต่อไป ทหารส่วนพระองค์คนหนึ่งก็เข้ามากล่าวเบา ๆ ว่า “ใต้เท้ากัว พี่น้องทั้งหลายเตรียมพร้อมแล้ว”

กัวจุนผงกศีรษะกล่าวว่า “ประเสริฐ ออกเดินทางในทันที ตี๋ชิง ท่านเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”

      ตี๋ชิงผงกศีรษะไม่กล่าวคำพูดใด กัวจุนดูออกว่ามันมีความในใจจึงกล่าวขึ้นว่า “ลูกผู้ชายพึงมีจิตปณิธานทั่วสี่ทิศ หากไม่บุกบั่นทุ่มเทตั้งแต่วัยหนุ่ม สุดท้ายเมื่อแก่ชราจะต้องสำนึกเสียใจ ตี๋ชิง เราเชื่อว่าภายหน้าเจ้าจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เลือกในวันนี้ ไปเถอะ” มันก้าวอาด ๆ ออกจากที่ว่าการอำเภอ นอกประตูมีทหารส่วนพระองค์หลายสิบคนรอคอยอยู่ โดยมีม้าหนึ่งตัวอยู่ข้างกายทุกคน

      กัวจุนสั่งให้คนจูงม้ามาตัวหนึ่ง กล่าวึ้นว่า “ขี่ม้าเป็นหรือไม่?”

      ตี๋ชิงตอบว่า “เคยขี่วัวมาก่อน”

      กัวจุนหัวเราะเบา ๆ กล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นคงไม่ต่างกันนัก เมื่อสังกัดหน่วยเซียวอู่ นอกจากต้องขี่ม้าเป็นแล้วยังจะต้องขี่ให้ได้ดีด้วย ขึ้นม้า” ทุกคนเมื่อได้ยินคำสั่งก็พลิกตัวขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว มาตรว่าตี๋ชิงจะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่ก็รีบเคลื่อนไหวพลิกตัวขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็วไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ กัวจุนเห็นดังนั้นจึงผงกศีราะเบา ๆ หันหัวม้าออกแล้วขี่พุ่งทะยานนำหน้าออกไป

      หลังจากขี่ม้าออกมาก็เดินทางรวดเดียวร้อยกว่าลี้ กระทั่งมาถึงริมแม่น้ำเฝินเหอค่อยหยุดพัก ตี๋ชิงไม่ค่อยได้ออกจากอำเภอซีเหอ เป็นครั้งแรกที่เดินทางมาไกลเพียงนี้จึงอดเหลียวหลังมองกลับไปไม่ได้ มันทราบดีว่าเมื่อวิ่งออกไปหนึ่งก้าวจะยิ่งห่างจากบ้านเกิดอีกหนึ่งก้าว และไกลจากพี่ใหญ่ของมันอีกหนึ่งส่วน ภายในใจอดเศร้าสร้อยไม่ได้

      แต่เพียงชั่วครู่มันก็แหงนหน้าขึ้นบอกตัวเองในใจว่ากัวจุนกล่าวมิผิด ลูกผู้ชายพึงมีจิตปณิธานทั่วสี่ทิศ ตนเองจะปล่อยให้คนรอบข้างดูแคลนไม่ได้

      ทุกคนมาถึงริมแม่น้ำเฝินเหอ ขึ้นเรือข้ามฝั่งจากนั้นควบขี่มุ่งลงใต้ไปอีกหลายสิบลี้ค่อยหยุดพักอีกครั้ง

      ตี๋ชิงคิดเพียงว่ากัวจุนจะมุ่งลงทิศใต้เพื่อกลับไปยังราชธานีเมืองไคเฟิง(เชิงอรรถ –คนไทยมักออกเป็นไคฟง เป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่ง) คาดไม่ถึงกัวจุนกลับสั่งให้ทุกคนค้นหาจุดตื้นที่สุดของแม่น้ำเฝินเหอ เพื่อวกข้ามฝั่งกลับไป จากนั้นควบขี่ย้อนไปยังทิศทางที่จากมาอีกครั้ง เพียงแต่ให้เลือกมุ่งไปตามเส้นทางภูเขารกร้าง ตี๋ชิงรู้สึกมึนงงสงสัยไม่เข้าใจว่ากัวจุนจะไปยังที่ใด เพราะเมื่อพิจารณาจากเส้นทางแล้วเท่ากับกัวจุนกำลังเดินทางอ้อมเป็นวงกลม ดังนั้นหากจะเดินทางเช่นนี้ไม่สู้เดินทางจากอำเภอซีเหอ มุ่งเลยใต้ตรง ๆ ไปยังง่ายดายกว่า? แต่เมื่อเห็นทุกคนยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปาก มันเองก็ไม่คิดจะถามไถ่ ลอบคิดว่าถึงอย่างไรก็เป็นพวกมันดูแลเรื่องอาหารที่พัก ตนเองเพียงเฝ้าติดตามไปก็พอ

      นึกไม่ถึงคืนนั้นทุกคนกลับนอนพักกลางเขาและล้วงควักอาหารแห้งจากห่อสัมภาระนั่งรับประทานกันริมบ่อน้ำพุ บนม้าของตี๋ชิงก็มีห่อสัมภาระ ภายในบรรจุไว้ด้วยอาหารแห้ง เนื้อตากแห้งกับผลไม้แห้ง แม้ตี๋ชิงจะรู้สึกสับสน แต่ก็ทำได้เพียงรับประทานอาหารแห้งเสร็จแล้วหาหญ้าแห้งไปปูบนพื้นที่ถูกลมพัดจนแห้งเพื่อพักผ่อน ที่ผ่านมามันมีชีวิตที่ลำบากยากจน จึงไม่รู้สึกว่าการนอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้เป็นความลำบาก

      ตกเที่ยงคืน ตี๋ชิงยังคงนั่งพิงภูเขาทอดสายตายังหมู่ดาวที่ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางห้วงนภา มีทางช้างเผือกเป็นเส้นตัดแบ่งพาดผ่านกลางฟ้า ลอบคิดว่าจากพี่ใหญ่มาในครั้งนี้ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จึงจะได้พบกันอีก? ขณะกำลังครุ่นคิดพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินมาจากทางด้านซ้าย ตี๋ชิงสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อมองกลับไปก็พบว่ากัวจุนกำลังยืนมองตนเองอยู่ในจุดที่ไม่ไกลออกไป

      ตี๋ชิงลุกขึ้นช้า ๆ กล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัวต้องการพบเรา?”

      กัวจุนหัวเราะเบา ๆ กล่าวขึ้นว่า “โสตประสาทของเจ้านับว่าไม่เลว เหมาะแก่การฝึกวิชาต่อสู้ น่าเสียดาย...ขาดอาจารย์ชั้นเลิศคอยชี้แนะ ทำให้วิชาฝีมือไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร”

      ตี๋ชิงผงกศีรษะ “ทางบ้านผู้น้อยยากไร้ ไม่มีปัญญาจ้างอาจารย์มาอบรมสอนสั่ง”

      กัวจุนนั่งลงแล้วโบกมือให้ตี๋ชิงนั่งข้าง ๆ เลิกสนทนาเรื่องวิชาฝีมือเปลี่ยนเป็นถามขึ้นว่า “เคยได้ยินเรื่องนิกายพระศรีอาริย์หรือไม่?”

      ตี๋ชิงตอบว่า “เคยได้ยินมา แต่วันนั้นหากมิใช่ใต้เท้าชี้ตัวมัน เรายังไม่ทราบว่าคนเหล่านั้นเป็นสาวกนิกายพระศรีอาริย์ ทว่าเป็นนิกายพระศรีอาริย์แล้วเป็นอย่างไร ใต้เท้าดูราวกับมีความเจ็บแค้นต่อนิกายนี้อย่างยิ่ง?”

      กัวจุนทอดถอนใจขึ้น กล่าวว่า “พระศากยมุนีเสื่อมถอย พระศรีอาริย์ปกครอง” ประโยคนี้ท่านเคยได้ยินหรือไม่?” เมื่อเห็นตี๋ชิงส่ายศีรษะ กัวจุนจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่จริงหลังจากที่เจ้าจากไป เราได้ส่งคนไปสืบชาติกำเนิดของเจ้า ทราบว่าครอบครัวเจ้าแม้แร้นแค้นแต่กลับยึดถือมโนธรรม แต่การที่น้อยครั้งจะได้ออกจากอำเภอซีเหอย่อมมีเรื่องราวมากมายที่ไม่ทราบ เรากลับถามเกินความจำเป็นไปแล้ว”

      ตี๋ชิงลอบละอายกล่าวขึ้นว่า “เดิมผู้น้อยเป็นเพียงผู้เยาว์ที่หยาบกร้าน ล่วงรู้เรื่องราวไม่มาก เป็นที่หัวเราะเยาะของใต้เท้าแล้ว”

      กัวจุนกล่าวขึ้นว่า “มีใครบ้างที่กำเนิดมาก็รู้เรื่องเหล่านี้? ตี๋ชิงโบราณกล่าวไว้ว่า “ยอมหัวเราะเยาะเฒ่าชราผมขาว ไม่หัวเราะคนหนุ่มยากไร้” เราดูออกว่าเจ้ามีจิตปณิธานความมุ่งมั่น หากสามารถทุ่มเทบากบั่น วันข้างหน้าจะมีอนาคตอันยาวไกล”

      ตี๋ชิงรู้สึกสำนึกคุณในใจ กล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณใต้เท้าที่ชื่นชม อันที่จริง......” มันคิดกล่าวอันใด แต่สุดท้ายยังคงยั้งปากไว้

      กัวจุนจ้องมองมันแล้วถามว่า “ที่จริงอันใด?”

      “อันที่จริงก็ไม่มีอันใด” ตี๋ชิงยิ้มเจื่อน ๆ จากนั้นจึงกล่าวว่า “เป็นเพียงความเพ้อฝันของคนชนบทเท่านั้น”

      กัวจุนกลับรู้สึกสนใจขึ้นมา “ไหนลองบอกกล่าวมา”

      ตี๋ชิงไม่ทราบว่าเหตุใดใต้เท้ากัวจึงสนใจถึงเพียงนี้ จึงต้องกล่าวอย่างกระดากว่า “อันที่จริงท่านแม่ของเราคาดหวังในตัวเราสูงยิ่ง มักกล่าวว่าวันข้างหน้าเราจะมีความสามารถเช่นเสนาบดี....ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านยังสาว มีหมอดูแม่นยำท่านหนึ่งเคยตรวจชะตาราศีให้ มันบอกว่าท่านแม่มีวาสนากับเสนาบดี” ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ตี๋ชิงมักรู้สึกว่ากัวจุนเป็นเหมือนพี่ใหญ่ของมัน คล้ายเป็นญาติสนิทคนหนึ่งที่สามารถบอกกล่าวได้โดยไม่ต้องกังวล

      กัวจุนเบิ่งตาโตกล่าวว่า “หรือว่า...มารดาของเจ้าแต่งงานกับเสนาบดี?”

      ตี๋ชิงส่ายศีรษะ “กลับมิใช่เช่นนั้น หมอดูกล่าวว่าท่านเราจะให้กำเนิดบุตรที่เป็นเสนาบดี” เมื่อเห็นกัวจุนเบิ่งตาโตราวกับวัว ตี๋ชิงกลับรู้สึกขบขันจึงกล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้ท่านแม่จึงมักกล่าวกับเราว่า ลูกเอย เจ้าต้องพากเพียรให้มาก อย่าเอาแต่รู้จักเล่นสนุกไปวัน ๆ ภายหน้าลูกมีชะตาต้องเป็นเสนาบดี หึๆ เราย่อมปรารถนาจะเป็นเสนาบดี แต่เกิดมาก็ไม่ฝักใฝ่อ่านตำรา นับว่าผิดต่อความปรารถนาดีของมารดาอย่างยิ่ง ไม่ท่องอ่านตำรา ไม่สอบจอหงวน จะเป็นเสนาบดีได้อย่างไร?

      กัวจุนหันศีรษะกลับ ทอดสายตามองไกลออกไปแล้วกล่าวว่า “แล้วบิดาเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร?”

      ตี๋ชิงตอบว่า “ท่านพ่อของเรา? ท่าน...เจ็บป่วยมาโดยตลอด รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด หลังเราจำความได้ไม่นานท่านก็จากโลกนี้ไป ท่านแม่เราต้องเลี้ยงดูเรากับพี่ใหญ่ด้วยความลำบาก เราไม่ทันเติบใหญ่ ท่านก็มาจากโลกไปอีกคน โอ...พี่ใหญ่เราเองก็ลำบากมาตลอด ต้องเป็นทั้งบิดามารดาเลี้ยงดูเราจนโตมา เราจึงไม่อาจทนเห็นเขาต้องประสบกับความผิดหวัง”

      “ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงให้ความเคารพนับถือพี่ใหญ่ ทั้งยังยอมเสี่ยงตายมาคิดบัญชีกับจ้าวอู่เต๋อ?” น้ำเสียงกัวจุนแหบพร่าลงเล็กน้อย

      ตี๋ชิงผงกศีรษะอย่างจริงจัง “มิผิด เรามีพี่ใหญ่เป็นญาติเพียงคนเดียว! เรารับความเจ็บช้ำน้ำใจอย่างไรก็ไม่เป็นไร แต่ไม่อาจทนเห็นพี่ใหญ่ถูกคนอื่นรังแก! พี่ใหญ่กลัวเราจะเสียคน เพราะท่านแม่เคยกล่าวไว้ว่า ทหารที่เป็นคนดีมีน้อย กำชับเราไว้ว่าอย่าได้เป็นทหาร....ด้วยเหตุนี้หลายวันก่อนที่ใต้เท้ากัวจะให้เราสมัครเข้ากองทัพ เราจึงดึงดันปฏิเสธเช่นนั้น”

      กัวจุนบ่นพึมพำขึ้น “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ทหารที่เป็นคนดีมีน้อย?” ทันใดนั้นในห้วงคิดของมันปรากฏภาพสตรีที่งดงามราวดอกเหมย กำลังตะโกนเรียกด้วยเสียงเล็ก ๆ ว่า “กัวจุน ต่อให้ท่านเก่งกล้าสามารถ แล้วจะทำอันใดได้ ชาตินี้เราไม่มีทางชอบท่าน คนที่เป็นทหาร...ไม่มีคนดีสักคน!” เมื่อกัวจุนคิดมาถึงตรงนี้ ริมฝีปากก็ปรากฏรอยยิ้มอันขมขื่น แต่เพราะมันหันหน้ากลับมาแล้วทำให้ตี๋ชิงไม่ทันสังเกตเห็น

หนังสือแนะนำ

Special Deal