ตอนที่ 1 สุ่มเสี่ยงชีวิต (หน้า 3)

      จ้าวอู่เต๋อหงายหลังฟาดพื้นร้องขึ้นด้วยความตระหนก ตี๋ชิงลงมืออย่างรวดเร็วจึงควบคุมตัวจ้าวอู่เต๋อไว้ได้ คาดไม่ถึงกลับได้ยินเสียง “ควับ” ดังขึ้น พร้อมด้วยพลังลมโหมพุ่งเข้ามายังท้ายทอยของมัน

ตี๋ชิงไม่อาจพะวงกับการคร่ากุมจ้าวอู่เต๋อ มันหดศีรษะหลบเลี่ยง แต่ฉับพลันกระแสลมคล้ายหยุดนิ่งลง เมื่อเงาของไม้พลองปรากฏขึ้น ก็พบว่ามันกำลังพุ่งเข้าโจมตีตาขวาของตี๋ชิงแล้ว

      ตี๋ชิงไม่เคยพานพบไม้พลองที่รวดเร็วปานนี้ จำต้องกลิ้งตัวถลันไปด้านข้าง ขณะที่เพิ่งกลิ้งออกไปก็รู้ว่าย่ำแย่แล้ว ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้วางแผนลึกซึ้ง ใช้เพลงพลองเพียงสองท่าก็สามารถบีบมันให้ออกห่างจากจ้าวอู่เต๋อ ขณะที่ตี๋ชิงกำลังจะพุ่งย้อนกลับไป เบื้องหน้าก็ปรากฏประกายโลหะแวบผ่านครรลองจักษุ บีบให้มันต้องถอยไปอีกก้าว ทวนจึงพลาดเป้าแทงสู่ความว่างเปล่า

      ตี๋ชิงตกใจจนหลั่งเหงื่อเย็นโทรมกาย ขณะที่ตี๋ชิงเอาแต่หลบทวน จึงไม่ทันระวังไม้พลองที่ลอบโจมตีกระแทกเข้าที่น่องขาด้านล่างของมัน ขณะที่ร่างตี๋ชิงกำลังส่ายโอนเอน พลันหันไปเห็นคนสองคนเข้ามาประคองจ้าวอู่เต๋อลุกขึ้น อีกสองคนก็ยืนยิ้มอย่างเยือกเย็นอยู่เบื้องหน้ามัน

      คนหนึ่งมีตาสามเหลี่ยมก็คือสั่วหมิง อีกคนหนึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย กลับเป็นกุ้นจื่อ

      หัวใจตี๋ชิงตกวูบลงทันที

      จ้าวอู่เต๋อรู้สึกเจ็บปวดศีรษะด้านหลัง แต่เมื่อพบว่าตนเองรอดพ้นอันตรายแล้ว จึงตวาดด้วยโทสะว่า “ตี๋ชิง เราถล่มบรรพชนของท่าน ถึงกับบังอาจคิดฆ่าเรา? ฟาดมันให้ตาย! ใครฆ่าตี๋ชิงได้ มีรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง” สิ้นเสียงประกาศตั้งรางวัล ผู้คนมากมายต่างใคร่หมายลงมือ ตี๋ชิงหันศีรษะมองกลับหลังแวบหนึ่ง

      สั่วหมิงเห็นดังนั้นจึงแค่นหัวเราะเย็นชากล่าวขึ้น “คิดหลบหนี?” มันพูดไม่ทันจบ ตี๋ชิงก็ชิงหมุนตัวพุ่งออกไปเบื้องนอก

      สั่วหมิงคิดว่าตี๋ชิงจะหลบหนี ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าไล่ตาม คาดไม่ถึงว่าตี๋ชิงกลับหมุนตัวกะทันหัน พุ่งย้อนสวนกลับเข้ามา สั่วหมิงปั้นเหน้าเคร่งเครียดพุ่งทวนสายโซ่ออกไปมุ่งเป้าที่หน้าอกของมัน เป็นเวลาเดียวกับที่กุ้นจื่อเองก็พุ่งไม้พลองเข้าใส่แผ่นหลังตี๋ชิง

      พริบตานั้น ตี๋ชิงเผชิญศัตรูทั้งหน้าและหลัง หากมันหลบไม้พลองก็ไม่อาจหลบพ้นจากทวนสายโซ่ หากหลบพ้นทวนสายโซ่ ก็ไม่อาจหลบรอดกระบวนท่าสังหารต่อมา

ตี๋ชิงไม่หลบเลี่ยงทั้งสิ้น!

      ไม้พลองกระแทกเข้ากลางหลังมันอย่างหนักหน่วง ทวนสายโซ่ก็พุ่งเข้าปักที่ไหล่ซ้ายของมัน!

      สั่วหมิงแทบจะได้ยินเสียงทวนชำแรกเข้าเนื้อ มุมปากบังเกิดรอยยิ้มอำมหิตขึ้น ที่คาดไม่ถึงคือตี๋ชิงเมื่อถูกทวนกระแทกเข้ากลางหลัง ทันใดนั้นมันร้อง “อ้าก” คำหนึ่ง กลับพ่นโลหิตสด ๆ จากปากใส่นัยน์ตาของสั่วหมิง สองตาสั่วหมิงเมื่อมองไม่เห็น ขณะที่ตื่นตระหนกเตรียมจะพุ่งถอยหลัง ตี๋ชิงก็ชักด้ามขวานออกมา จามขวานผ่าเข้ากลางอกของสั่วหมิง

      ขวานสั้นผ่าทรวงอก โลหิตฉีดพุ่งราวน้ำพุ

      สั่วหมิงแผดร้องโหยหวนคำหนึ่ง กลับถูกตี๋ชิงใช้ขวานสังหารทิ้ง!

      กุ้นจื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวน ในใจถึงกับสั่นสะท้าน ขณะกำลังจะฟาดไม้พลองต่อไป ตี๋ชิงพลันสะบัดมือ ซัดขวานออกไปราวเหินบินพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของกุ้นจื่อ

      กุ้นจื่อพานพบศัตรูมานับไม่ถ้วน กลับไม่เคยพานพบวิธีการต่อสู้แบบไม่ต้องการชีวิตเยี่ยงนี้ มันไม่ทันมีเวลาใช้กระบวนท่า ทำได้เพียงถลันกายหลบอย่างรวดเร็ว คมขวานจึงพุ่งผ่านข้างกายมันไปราวฟ้าผ่า แต่ยังกรีดถูกใบหน้าของกุ้นจื่อเป็นรอยโลหิตบาง ๆ สายหนึ่ง จากนั้นเป็นเสียง “ต๊ก” คมขวานปักลงไปบนเสาคอกม้าทั้งยังสั่นไหวไม่หยุด

      ตี๋ชิงหลังซัดขวานออกไป ก็ตวาดขึ้น “ใครขวางเราตาย!”

      มันทุ่มกำลังกระโดดไปถึงเบื้องหน้าจ้าวอู่เต๋อ ข้างกายจ้าวอู่เต๋อยังมีเจ้าหน้าที่ทางการอีกสองคน แต่เมื่อเห็นตี๋ชิงอาบโลหิตอย่างองอาจ กอปรกับคนที่มีฝีมือร้ายกาจที่สุดสองคนหนึ่งตกตายหนึ่งบาดเจ็บ ทำให้รู้สึกหวาดผวาอยู่ก่อนแล้ว พวกมันจึงผลักจ้าวอู่เต๋อออก วิ่งคลานเกลือกกลิ้งหลบออกไป

      จ้าวอู่เต๋อตกใจจนปัสสาวะรดราด สองเท้าสั่นไม่หยุดอย่างไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง ตี๋ชิงกระชากดาบยาวจากเอวของจ้าวอู่เต๋อ พาดขวางบนคอของมัน

      ตี๋ชิงแม้รู้สึกว่าเบื้องหน้าคล้ายจะดับวูบร่างโอนเอนจนแทบล้มลง แต่มิอาจไม่ตวาดว่า “จ้าวอู่เต๋อ ศีรษะของเรากลับทำให้ท่านต้องสิ้นเปลืองถึงร้อยตำลึง แต่ศีรษะสุนัขของท่าน บิดากลับสามารถช่วยตัดโดยไม่ขอรับเงินรางวัล!”

ท้าวโลกบาล

 

      ตี๋ชิงเดิมพันชีวิตคร่ากุมจ้าวอู่เต๋อจนได้รับบาดเจ็บไม่เบา มันรู้ตัวดีกว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสั่วหมิงกับกุ้นจื่อ จึงยอมฝืนรับหนึ่งทวนหนึ่งไม้พลองเพื่อคร่ากุมจ้าวอู่เต๋อให้ได้

      ทุกคนมองไปที่ตี๋ชิงอีกครั้งต่างบังเกิดความนับถืออยู่สามส่วน พวกมันเคยได้ยินว่าตี๋ชิงมีฝีมือในการวิวาท ยามนั้นรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ก็เป็นแค่อันธพาลร้านถิ่น ไหนเลยคาดคิดว่าอันธพาลเช่นนี้ นอกจากสามารถปลิดปลงสั่วหมิง กระแทกกุ้นจื่อล่าถอย ทั้งยังสามารถคร่ากุมจ้าวอู่เต๋อต่อหน้าพวกมันได้!”

      จ้าวอู่เต๋อหวาดกลัวจนขาสั่น เมื่อได้ยินตี๋ชิงขู่ขวัญ จึงกล่าวเสียงสั่นเครือขึ้นว่า “ตี๋ชิง...นายท่านตี๋...บรรพชนของเรา ท่านอย่าได้ฆ่าเราเลย”

      ตี๋ชิงแค่นยิ้มเย็นชากล่าวว่า “ไม่ฆ่าท่าน? ลองยกอ้างเหตุผลต่อเรามาสักข้อ?”

      จ้าวอู๋เต๋อครุ่นคิดอยู่นาน จึงกล่าวว่า “เรามีเงิน เราสามารถมอบเงินจำนวนมากให้กับท่าน ท่านมิใช่ต้องการเสี่ยวชิงหรือ? ไอ้พวกหน้าโง่ยังยืนเฉยอยู่ทำไม รีบไปพาเสี่ยวชิงมาเร็ว” เพื่อรักษาชีวิต มันกลับฉลาดขึ้นมาในพริบตา พ่อบ้านเชอรีบวิ่งลานลานไปยังห้องเก็บฝืน ตี๋ชิงเห็นดังนั้นจึงตวาดขึ้นว่า “เตรียมม้าเร็วให้เราสองตัว”

      จ้าวอู่เต๋อผงกศีรษะรับปากต่อเนื่อง ด่าทอขึ้นว่า “ไอ้ขี้ข้าพวกนี้ ยังไม่รีบไปเตรียมม้าให้นายท่านตี๋อีก” แม้ในใจมันจะอยากเชือดเฉือนตี๋ชิงเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น แต่ยามนี้สิ่งสำคัญคือรักษาชีวิตเอาไว้ จึงยอมทำตามคำสั่งตี๋ชิงทุกประการ

      เมื่อเกิดเสียงโหวกเหวกที่ลานด้านหลังจวน นายอำเภอจ้าวย่อมทราบว่าที่นี่เกิดเรื่องขึ้นจึงเร่งรีบมาถึง เมื่อเห็นตี๋ชิงคร่ากุมตัวลูกชายสุดรักสุดหวงของมันไว้ จึงตวาดว่า “ตี๋ชิง เจ้าคิดกบฏ? ยังไม่รีบปล่อยคนอีก!” จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อน ทหารส่วนพระองค์สิบกว่าคนมาถึง ผู้ที่อยู่หน้าสุดก็คือใต้เท้ากัวนั่นเอง

      ใต้เท้ากัวได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า มันเลิกคิ้วขึ้น เห็นได้ชัดว่าประหลาดใจที่พบเห็นตี๋ชิงที่นี่ ขณะที่ทหารส่วนพระองค์จะบุกเข้าไป ใต้เท้ากัวกลับโบกมือคราหนึ่งคนเหล่านั้นจึงหยุดลงอย่างกะทันหัน

      ตี๋ชิงเห็นเช่นนั้นจึงลอบร้องย่ำแย่ในใจ ครุ่นคิดขึ้นว่าใต้เท้ากัวท่านนี้ฝีมือสูงเยี่ยม บวกกับทหารส่วนพระองค์เหล่านี้ ตนเองจะหนีรอดได้คงยากเย็นยิ่งนักแล้ว

      พ่อบ้านเชอนำตัวเสี่ยงชิงมาถึง “คุณชาย นำตัวเสี่ยวชิงมาแล้ว”

      เสี่ยวชิงมีใบหน้าหมดจด เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็เข้าใจเรื่องราวทันที นางหลั่งน้ำตากล่าวขึ้นว่า “ตี๋ชิง เหตุใดจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้?” ที่ผ่านมานางเห็นตี๋ชิงเป็นเหมือนน้องชายแท้ ๆ เมื่อเห็นสภาพของตี๋ชิง จึงนึกเจ็บใจตัวเองที่ทำให้พี่น้องตระกูลตี๋ต้องเดือดร้อน

      นายอำเภอจ้าวย่อมทราบสันดานบุตรชายของตนเองดี เมื่อเห็นเสี่ยวชิงผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับย่นไม่เรียบร้อยก็เข้าใจเรื่องราวได้ทันที ในใจลอบด่าพ่อบ้านเชอว่าโง่งมราวกับสุกรตัวหนึ่ง กลับเปิดเผยหลักฐานออกมา จึงเดินไปตบฉาดเข้าที่หน้าพ่อบ้านเชอแล้วตวาดว่า “นี่มันเรื่องอันใด?” จากนั้นลอบหยีตาให้กับพ่อบ้านเชอ

      พ่อบ้านเชอยกมือลูบใบหน้ากล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้า...เรื่องนี้....คือว่า....”

      นายอำเภอจ้าวไม่สนใจพ่อบ้านเชออีก หันไปกล่าวกับตี๋ชิงว่า “ ตี๋ชิง นี่เป็นสถานที่ว่ากล่าวด้วยเหตุผล อย่าได้ทำให้ตนเองเดือดร้อน รีบปล่อยจ้าวอู่เต๋อเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะตัดสินให้อย่างยุติธรรม แต่หากยังคงทำผิดซ้ำซาก เกรงว่าทางบ้านเจ้าจะต้องรับเคราะห์ไปด้วย” มันจงใจเลี่ยงไม่เอ่ยถึงเรื่องเสี่ยวชิง ในวาจาตักเตือนแฝงการข่มขู่ ลอบคิดว่าขอเพียงตี๋ชิงยอมปล่อยคน ก็จะทำการจับกุมมันไปขังในคุกของอำเภอ ฟาดขาให้หักเลาะเส้นเอ็นมันออกมา จากนั้นเพียงแจ้งว่ามันเสียชีวิตในคุกด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไป

      ตี๋ชิงแค่นหัวเราะเย็นชา “หากท่านมีความยุติธรรมจริง เรายังต้องมาที่นี่? บุตรชายท่านคร่าตัวสตรีดีงาม ฟาดขาพี่ชายเราจนหัก ท่านไม่สู้บอกกล่าวเสียแต่บัดนี้ว่าท่านจะตัดสินอย่างยุติธรรมอย่างไร?

      นายอำเภอชักสีหน้ากล่าวขึ้นว่า “ตี๋ชิง แปลว่าเจ้าต้องการแข็งขืนให้ถึงที่สุดใช่หรือไม่?” มันเห็นคนสองคนลอบเข้าไปถึงเบื้องหลังตี๋ชิง จึงรีบโบกมือกล่าวว่า “จับกุม”

      ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะบุกเข้าไป มิคาดตี๋ชิงเฝ้าระวังด้านหลังอยู่ก่อน เท้าข้างหนึ่งลอยพุ่งกระแทกเข้ากลางอก คนผู้นั้นแหกปากร้องคำหนึ่ง กระเด็นออกไปจั้ง (เชิงอรรถ –หน่วยวัดระยะเท่ากับสิบฟุตจีน ราว 3.33 เมตร) กว่า อีกคนเห็นเข้าถึงกับสะดุ้งรีบสาวเท้าถอยไม่กล้าลงมือสืบต่อ ตี๋ชิงพลันพลิกข้อมือกระบี่ยาวในมือก็กรีดคอจ้าวอู่เต๋อจนเกิดรอยโลหิตจาง ๆ เส้นหนึ่งตวาดขึ้นว่า “นายอำเภอจ้าว!หากท่านไม่ต้องการชีวิตของบุตรชาย เช่นนั้นพวกเราก็แตกหักกัน!”

      จ้าวอู่เต๋อพบเห็นโลหิตตนเองก็แทบจะเป็นลมล้มพับ รีบตะโกนขึ้นว่า “ท่านพ่อ ช่วยเราด้วย!”

      นายอำเภอจ้าวรีบตวาดขึ้น “ตี๋ชิง! อย่างได้ลงมือ มีคำกล่าวใดสามารถหารือกันได้”

      ใต้เท้ากัวด้านข้างกลับรู้สึกคล้ายกำลังชมการแสดง “นายอำเภอจ้าว..นี่มันเรื่องอันใด เรากลับรู้สึกสนใจใคร่ฟังดู”

      นายอำเภอจ้าวหัวใจหล่นวูบ ยิ้มประจบกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัวนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย คงไม่ต้องถึงกับต้องรบกวนท่าน เชิญใต้เท้าเข้าไปดื่มสุราที่ห้องโถงด้านหน้า ผู้น้อยจัดการเรื่องตรงนี้เรียบร้อยแล้วจะไปบอกกล่าวรายงานให้ท่านฟัง”

      แม้นว่านายอำเภอจ้าวจะเป็นใหญ่ในท้องที่ แต่ยังไม่กล้าล่วงเกินใต้เท้ากัวท่านนี้แม้แต่น้อย

      แท้จริงแล้วใต้เท้ากัวมีชื่อว่ากัวจุน เดิมเป็นผู้บัญชาการหน้าบัลลังก์ในเมืองหลวง เป็นหนึ่งในสามผู้บัญชาการ ดูแลทหารส่วนพระองค์ ปกครองหน่วยเซียวอู่ในหน่วยทหารส่วนพระองค์ทั้งแปด ครานี้กัวจุนเดินทางมายังเฝินโจว โดยแจ้งว่าต้องการมาคัดเลือกคนไปเสริมทัพทหารส่วนพระองค์ เจ้าเมืองย่อมไม่กล้าเพิกเฉย สั่งให้อำเภอต่าง ๆ ให้ความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง กัวจุนเดินทางไปยังอำเภอต่าง ๆ จนกระทั่งหลายวันมานี้จึงมาถึงอำเภอซีเหอ

      นายอำเภอจ้าวย่อมไม่กล้าล่วงเกินคนผู้นี้ นอกจากจงใจประจบสอพลอแล้ว ยังเชิญมาร่วมดื่มสุราอีกทั้งมอบเงินกำนัลแด่ทหารส่วนพระองค์ทั้งหลาย หวังเพียงให้ตนปลอดภัยไร้เรื่องราว ไหนเลยคาดคิดว่าบุตรชายใช้การไม่ได้ของตนกลับไปก่อภัยลามใหญ่โตเพียงนี้ แม้ตัวมันใคร่จะปกปิดแต่ก็ไม่ทราบว่าจะลงมือจากที่ใด นายอำเภอลอบวางแผนว่า เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องนี้แล้วจะมอบของกำนัลชิ้นใหญ่ให้กับกัวจุน เพียงหวังให้เป็นการสูญเสียทรัพย์เพื่อรอดพ้นเภทภัย

      กัวจุนเห็นนายอำเภอจ้าวผลักไสบ่ายเบี่ยง จึงกล่าวเรียบ ๆ ขึ้นว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ซ้ำยังคล้ายเป็นเรื่องใหญ่ไม่เบา อันที่จริง...เรานั้นพอจะช่วยเหลือได้....” มันมองไปทางตี๋ชิงแวบหนึ่ง ท่าทางคล้ายไม่เจตนาแต่กลับปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ยามนั้นมีทหารองครักษ์ตรงเข้ามากระซิบข้างหูของกัวจุนอยู่หลายคำ กัวจุนเริ่มขมวดคิ้ว สีหน้าเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

      นายอำเภอจ้าวได้ยินดังนั้นรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง “ไหนเลยกล้ารบกวนใต้เท้ากัว?” เมื่อนายอำเภอจ้าวรู้สึกว่ากัวจุนยืนอยู่ฝ่ายตน ย่อมเป็นการเพิ่มความกล้าให้กับมันจึงตวาดว่า “ตี๋ชิง ใต้เท้ากัวแห่งไคเฟิงอยู่ที่นี่แล้ว ยังไม่รีบรามือยอมให้จับกุมอีก หากเจ้ายังดื้อรั้นขัดขืน ต่อให้หนีรอดไปจากที่นี่ได้ เจ้ากับพี่ชายก็ต้องกลายเป็นนักโทษหลบหนีไปชั่วชีวิต”

      ในใจตี๋ชิงกระตุกเบา ๆ ลอบคิดว่านายอำเภอจ้าวกล่าวไม่ผิด ต่อให้ตนเองเตรียมหนีตายไปสุดหล้า แต่พี่ใหญ่กับเสี่ยวชิงเล่า หรือจะให้พวกมันต้องผ่านคืนวันด้วยความหวาดระแวงไปชั่วชีวิต? เป็นเพราะตนเองวู่วามชั่วขณะ คิดหาทางแก้ปัญหาได้เพียงวิธีนี้ แต่เมื่อมันเห็นกัวจุนยิ้มมองมา พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้น รีบกล่าวว่า “ใต้เท้ากัว เราขอสมัครเป็นทหาร!” มันคิดว่าตนเองหนีตายไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่ทำให้พี่ชายมันเดือดร้อนไปด้วย ใต้เท้ากัวท่านนี้ดูแล้วเป็นขุนนางน้ำดี ควรร้องขอให้เขาช่วยล้างข้อกล่าวหาให้พี่ใหญ่ แต่หากจะขอร้องผู้คน เงื่อนไขแรกก็คือตนเองควรเป็นส่วนหนึ่งของกองทหารส่วนพระองค์ก่อน

      ทุกคนต่างจับต้นชนปลายไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าในเวลาเช่นนี้ตี๋ชิงกลับกล่าววาจาประดานี้ออกมา นายอำเภอจ้าวแค่นหัวเราะกล่าวว่า “ตี๋ชิง เจ้าเสียสติแล้วรึ? คิดว่าเจ้าเป็นตัวอะไร กล้าคิดอาจเอื้อมจะเข้ากองทหารส่วนพระองค์?”

      กัวจุนหัวเราะฮาฮากล่าวขึ้นว่า “ลูกผู้ชายมีวาจาเป็นสัจจะ ตี๋ชิง เจ้าอย่าได้หลงลืมคำพูดของตนเอง”

      ตี๋ชิงผงกศีรษะกล่าวว่า “ผู้น้อยรับรองไม่กล่าววาจาแปลกปลอม”

      นายอำเภอจ้าวเห็นกัวจุนกลับไปรับปากตี๋ชิง จึงร้อนใจกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว เช่นนี้จะได้อย่างไร? ตี๋ชิงก่อความผิดร้ายแรง คร่ากุมบุตรสุนัขของผู้น้อย เป็นคนโฉดชั่วที่ไม่อาจปล่อยปละละเว้น!”

      กัวจุนกล่าวขึ้นว่า “มิผิด เมื่อเป็นคนโฉดชั่วย่อมไม่อาจปล่อยปละละเว้น” กล่าวจบพลันก้าวขึ้นไปก้าวหนึ่ง ตวาดก้องขึ้นพลางพุ่งตัวไปคร่ากุมผู้คน

      ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง ที่แท้กัวจุนไม่ได้ลงมือต่อตี๋ชิงแต่เป็นกุ้นจื่อที่อยู่ด้านข้าง

      กุ้นจื่อแตกตื่นลนลานยิ่งกว่า มันไม่คิดว่ากัวจุนกลับลงมือต่อมัน แต่คนผู้นี้นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ในยามคับขันสะบัดพุ่งไม้พลองแทงเข้าใส่หัวไหล่ กลางอกและชายโครงสามจุด เกิดเป็นเงาพลองพร่างพรายแปรเปลี่ยนสารพัน

      นายอำเภอจ้าวตกใจร้องขึ้นว่า “กุ้นจื่อ เจ้าเสียสติไปแล้ว? ยังไม่หยุดมืออีก!” ไม่ทันขาดคำ กัวจุนก็แย่งชิงไม้พลองมาอยู่ในมือ ตวาดคำหนึ่งใช้มือข้างหนึ่งผลักยันกลับไป ปลายไม้พลองกระแทกเข้าที่ทรวงอกกุ้นจื่ออย่างจัง

      เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น กระดูกซี่โครงกุ้นจื่อถูกกระแทกหัก กระเด็นออกไปพร้อมกระอักโลหิตสด ๆ ออกมาคำหนึ่งค่อยร่วงฟาดลงกับพื้น กุ้นจื่อพยายามลุกขึ้น หวังจะพลิกตัวข้ามกำแพงไป มิคาดกัวจุนก้าวเท้าออกมา กวาดไม้พลองออกเข้าที่ช่วงล่าง กุ้นจื่อร้องโหยหวนคำหนึ่งล้มคว่ำลงกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก กัวจุนจึงเก็บไม้พลองออกคำสั่งดุดันว่า “จับกุมไว้!”

      ทหารส่วนพระองค์ที่รออยู่ก่อนพุ่งขึ้นไปเบื้องหน้า ชักดาบยาวออกจากฝักพาดใส่ลำคอของกุ้นจื่อทันที

      นายอำเภอจ้าวตกใจจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ร่ำร้องขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว ท่าน..ท่านจับกุมผิดคนแล้ว”

      กัวจุนแหงนหน้าหัวร่อ “ไม่ผิดพลาดเด็ดขาด เราได้ยินว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่ปะปนอยู่ที่นี่” พลางกวาดสายตาไปยังใบหน้าของมือปราบทั้งหลาย ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดเพราะไม่ทราบว่ากัวจุนมีแผนการอันใด”

      ทันใดนั้น จู่ ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งถลันตัวออกจากกลุ่มคน พุ่งดีดตัวไปถึงกำแพงแล้วก็พลิกตัวข้ามกำแพงไป ทหารส่วนพระองค์หลายคนเห็นดังนั้นก็วิ่งไล่ กระโดดพลิกตัวข้ามกำแพงตามไป กัวจุนไม่เคลื่อนไหว มุมปากบังเกิดรอยยิ้มเย็นชาขึ้น หลายคนร่ำร้องด้วยความตกใจ เพราะพบว่าคนที่ปีนกำแพงหนีไปกลับเป็นพ่อบ้านเชอ ทุกคนไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองว่าเหตุใดพ่อบ้านเชอที่เห็นเป็นบัณฑิตอ่อนแอมาตลอด กลับกลายเป็นมีฝีมือถึงเพียงนี้?

      นายอำเภอจ้าวเริ่มรู้สึกไม่ถูกต้อง เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ไหลจากหน้าผาก กล่าวอ้ำอึ้งขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว..นี่..นี่มันเรื่องอันใด?”

      กัวจุนหันมาทางตี๋ชิงกล่าวขึ้นว่า “ตี๋ชิง ปล่อยตัวจ้าวอู่เต๋อ”

      ตี๋ชิงลังเลชั่วครู่ สุดท้ายยอมทิ้งกระบี่ลงพื้น กัวจุนเห็นดังนั้นกล่าวขึ้นว่า “จับมัดไว้” ทหารส่วนพระองค์วิ่งเข้าไป เมื่อจับมัดผู้คนอย่างแน่นหนา ทุกคนก็แทบจะเป็นลมล้มคว่ำอีกครั้ง เพราะแทนที่ทหารส่วนพระองค์จะจับมัดตี๋ชิงกลับกลายเป็นจ้าวอู่เต๋อ นายอำเภอจ้าวยิ่งลนลาน เดินเข้าหาพร้อมกล่าวว่า “ใต้เท้ากัว ผิดแล้ว ผิดแล้ว”

      กัวจุนกล่าวอย่างเยือกเย็น “นายอำเภอจ้าว ท่านทราบไหมว่าสั่วหมิง กุ้นจื่อและพ่อบ้านเชอเป็นใคร?”

      นายอำเภอจ้าวกล่าวอย่างเลอะเลือนว่า “พวกมัน..พวกมันเป็นใคร?”

      กัวจุนแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง ยื่นมือไปคว้าเสื้อของกุ้นจื่อ กระชากเสื้อมันฉีกขาดจนเผยให้เห็นว่าบริเวณทรวงอกของมันมีรอยสักเป็นตัวอักษรคำว่า “ฝู” (วาสนา) ตัวใหญ่ ขณะที่ทุกคนยังงุนงงไม่เข้าใจความหมาย นายอำเภอจ้าวกลับร้องเสียงหลงว่า

      “สาวกนิกายพระศรีอาริย์!”

      กัวจุนยิ้มเย็นชากล่าวว่า “มิผิด พวกมันสามคนเป็นสาวกนิกายพระศรีอาริย์ ที่ละเมอเพ้อพกคิดก่อการกบฏ ครังนี้เราเดินทางมาเมืองเฝินโจว เปลือกนอกอ้างว่ามารับสมัครทหาร แท้จริงแล้วต้องการลอบสืบเรื่องนิกายพระศรีอาริย์ จ้าวเหวินกว่างท่านลอบซุกซ่อนบุคคลเช่นนี้ไว้ในจวน ยังกล้าบอกว่าเราผิดอีก?” มันเรียกชื่อของนายอำเภอจ้าวตรง ๆ แปลว่าไม่เห็นมันเป็นนายอำเภออีกต่อไป

      นายอำเภอจ้าวหลั่งเหงื่อโทรมกายคุกเข่าอย่างแตกตื่นกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้ากัว ผู้น้อยไม่ทราบเรื่องจริง ๆ วิงวอนท่าน.. วิงวอนท่าน.. ชำระความโดยยุติธรรมด้วย”

      ขุนเขาสายน้ำพลิกกลับ นายอำเภอจ้าวที่เมื่อครู่ยังยโสลำพองบัดนี้กลับตัวสั่นราวใบไม้ร่วงในฤดูสารท ตี๋ชิงลอบประหลาดใจ ไม่ทราบว่านิกายพระศรีอาริย์มีความเป็นมาอย่างไร จึงทำให้นายอำเภอจ้าวประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงนี้

      กัวจุนกล่าวว่า “จะชำระความเช่นไร ต้องให้เป็นหน้าที่ของตึกสอบสวนลงทัณฑ์”(เชิงอรรถ- หน่วยงานที่มีหน้าที่ด้านการสอบสวน ลงทัณฑ์ รวมถึงตัดสินคดีบางส่วน จัดตั้งขึ้นในสมัยต้นราชวงศ์ซ่ง เพื่อเป็นการรวบอำนาจตุลาการบางส่วนเข้าสู่ส่วนกลาง) ทหารส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งเดินออกมาจับกุมจ้าวเหวินกว่างกับบุตรชาย เจ้าหน้าที่อำเภอเห็นแล้วกลับไม่กล้าเสนอตัวขัดขวาง กัวจุนจึงกล่าวขึ้นอีกว่า “หลีเจี่ยน ติดต่อเจ้าเมืองที่นี่รึยัง?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal