ตอนที่ 1 สุ่มเสี่ยงชีวิต (หน้า 2)

      ตี๋ชิงไม่กล่าวมากความ เร่งสาวเท้ามุ่งกลับบ้าน หนิวจ้วงกระหืดกระหอบวิ่งไล่ตาม แต่ยังถูกตี๋ชิงทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง เมื่อตี๋ชิงกลับมาถึงบ้าน เห็นพี่ใหญ่ตี๋หวินมีสีหน้าซีดเผือด ขาข้างหนึ่งยังเปรอะเลือดเกรอะกรัง นอนกึ่งสลบไสลบนเตียงคลุมเสื่อ หมอที่เพิ่งจะดัดกระดูกขาให้เสร็จ เมื่อเห็นตี๋ชิงมาถึงจึงส่ายศีรษะพลางกระซิบว่า “เกรงว่าหลังจากนี้ คงกลายเป็นขาเป๋แล้ว”

      ตี๋ชิงสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ควักหยิบเศษเงินส่งให้หมอ หลังส่งหมอจากไป ก็ฟาดกำปั้นกับบนโต๊ะที่ลานนอกบ้าน

      โต๊ะที่ทำจากไม้เนื้อแข็งกลับไม่อาจต้านทานกำลังมหาศาลของมัน ได้ยินเสียง “เปรี้ยง” คราหนึ่ง โต๊ะถึงกับพังครืนลง

      ในใจตี๋ชิงบังเกิดความโกรธแค้น บิดามารดาของมันเสียชีวิตไปนานแล้ว พี่ใหญ่ตี๋หวินเป็นคนชนบทนิสัยสัตย์ซื่อ ช่วยเลี้ยงดูตี๋ชิงมาจนเติบใหญ่ เรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นทั้งบิดาและมารดาที่ผ่านมาตี๋ชิงให้ความเคารพต่อพี่ใหญ่อย่างยิ่ง การที่จ้าวอู่เต๋อหักขาพี่ใหญ่ของมัน ตี๋ชิงยังรู้สึกเจ็บแค้นยิ่งกว่าถูกหักขาเองเสียอีก

      ตี๋หวินได้ยินเสียงจากลานเบื้องนอก จึงตื่นขึ้นมากล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “น้องชาย..เจ้ากลับมาแล้ว?”

      ตี๋ชิงก้าวเท้าเข้าไปในห้อง “พี่ใหญ่ ข้ามาสายเกินไป ท่านนอนพักสักครู่....ข้าจะไปหาจ้าวอู่เต๋อเดี๋ยวนี้” พูดจบหันหลังกลับเตรียมเดินออกไป ตี๋หวินจึงรีบตะโกนเรียก “น้องเรา ไปไม่ได้!”

      ตี๋ชิงหยุดฝีเท้าลง ค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา ฝืนยิ้มกล่าวว่า “ข้าเพียงจะไปถกเหตุผลกับพวกมัน”

      ตี๋หวินกล่าวว่า “ตี๋ชิง เรารู้ว่าเจ้าไม่พอใจแทนพี่ แต่พวกมันมีอิทธิพลมีผู้คนมากมาย เจ้าทำอะไรพวกมันไม่ได้หรอก เราเองก็เป็นอย่างนี้แล้ว หากเจ้าเป็นอะไรไปอีก จะให้สู้หน้าบิดามารดาที่เสียชีวิตไปอย่างไร? “ กล่าวจบน้ำตาก็อาบลงสองแก้ม ตี๋หวินกล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “น้องเรา เรื่องนี้.. เราได้แต่กล้ำกลืนไว้”

      ผ่านไปเนิ่นนาน ตี๋ชิงจึงกล่าวขึ้นว่า “ตกลง”

      จิตใจที่รวดร้าวของตี๋หวินค่อยผ่อนคลายลงบ้าง แม้ตัวมันต้องประสบคราเคราะห์ แต่อย่างไรก็ไม่ปรารถนาให้เกิดเรื่องกับน้องชายอีกคน “น้องเรามาสนทนาเป็นเพื่อนเราสักครู่เถอะ” มันยังเกรงว่าตี๋ชิงจะไปเอาเรื่องกับจ้าวอู่เต๋อ จึงหาข้ออ้างรั้งตี๋ชิงเอาไว้

      ขณะนั้นหนิวจ้วงเพิ่งไล่ตามมาถึง เมื่อพบว่าที่แห่งนี้คลื่นลมยังสงบราบเรียบถึงกับงุนงงสงสัย หนิวจ้วงรู้จักตี๋ชิงดีมันรู้ว่าตี๋ชิงย่อมไม่ยอมเลิกราเพียงเท่านี้

      ตี๋ชิงกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ข้าขอไปสนทนากับหนิวจ้วงสักครู่ ท่านพักผ่อนไปก่อน อีกสักครู่ข้าค่อยกลับเข้ามา” มันลากหนิวจ้วงไปที่ลานบ้าน กระซิบกระซาบกับหนิวจ้วงอยู่หลายคำ พร้อมควักเงินสามตำลึงส่งให้หนิวจ้วงค่อยหันกลับเข้ามาในบ้าน

      ตี๋หวินไม่เห็นตี๋ชิงยื่นเงินให้หนิวจ้วง แต่เห็นว่าน้องชายยอมเชื่อฟังวาจา จึงปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก “น้องเรา ยังจำได้หรือไม่ ตอนที่ท่านแม่เสียชีวิต ได้เคยกล่าวอันใดไว้?”

      ตี๋ชิงกล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่สั่งให้เราสองพี่น้องใช้ชีวิตพึ่งพิงกันและกัน ให้ข้าเชื่อฟังวาจาของพี่ใหญ่”

      ตี๋หวินยิ้มอย่างรันทดกล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้ว ตี๋ชิง แม้เจ้าจะเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่นับว่าเชื่อฟังวาจาอยู่ ก่อนท่านแม่จากไปได้บอกกล่าวกับเราไว้ว่าที่ท่านไม่วางใจที่สุดก็คือเจ้า ท่านสั่งให้เราคอยดูแลน้องให้ดี และช่วยตบแต่งภรรยาให้กับเจ้า เช่นนี้แม้มารดาอยู่ในปรภพก็ยังคงตาหลับ ทว่า...พี่ใหญ่กลับใช้การไม่ได้ พี่ใหญ่ผิดต่อเจ้านัก จนถึงบัดนี้.....กลับเป็นเจ้าช่วยเราตบแต่งภรรยา”

      ตี๋ชิงก้มศีรษะลงกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ในโลกนี้ข้ามีท่านเป็นญาติสนิทเพียงคนเดียว ข้าเป็นคนดื้อรั้นแต่เล็ก ทั้งยังชมชอบก่อเรื่องราว ทุกครั้งที่สร้างปัญหาพี่ใหญ่ก็ช่วยต้านไว้เสมอ ชีวิตนี้ของพี่ใหญ่ต้องถูกด่าทอทุบตีเพราะน้องชายไม่ได้เรื่องเช่นข้าไม่รู้กี่หน แต่ท่านกลับไม่เคยตวาดดุด่าแม้สักคำเดียว ข้าเพียงแค่เลี้ยงแกะสองตัว ไหนเลยจะตอบแทนพระคุณของท่านได้?”

      ตี๋หวินทอดถอนใจกล่าวว่า “โง่เขลานัก เจ้ากับเรายังจะกล่าวถึงเรื่องบุญคุณไปไย? พี่ใหญ่รู้ว่าเจ้าสนใจวิชาฝีมือ หลายปีก่อนมีอาจารย์บู๊แซ่เฉิงมาที่อำเภอ มันมีพลังฝีมือมิใช่ชั่ว แต่เรากลับไม่มีเงินว่าจ้างมันมาสอนวิชาฝีมือให้เจ้า เรื่องนี้พี่ใหญ่รู้สึกละอายยิ่งนัก เจ้าคงไม่ตำหนิพี่ใช่หรือไม่?

      ตี๋ชิงเงยศีรษะขึ้น “แต่ข้ากลับขโมยเงินของท่าน ไปซื้อสุราให้อาจารย์เฉินท่านนั้น เพื่อขอให้สอนวิชาฝีมือให้ข้าสักท่าสองท่า พี่ใหญ่ เรื่องนี้ท่านก็ไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่?

      ตี๋หวินได้ยินดังนั้นแทบจะหัวร่อออกมา แต่เกรงจะกระทบถึงบาดแผลที่ขา จึงได้แต่ยิ้มมุมปากกล่าวว่า “เรารู้เรื่องนั้นแต่แรกแล้ว เสียดายที่เงินเท่านั้นคงไม่เพียงพอ โอ...น้องเรา พี่ใหญ่กลัวเจ้าจะไปก่อเรื่อง เพื่อปรับเปลี่ยนนิสัยของเจ้าจึงให้เจ้าไปเลี้ยงแกะ หนึ่งปีมานี้ นิสัยของเจ้านับว่าดีขึ้นมาก พี่ใหญ่รู้สึกภูมิใจนัก หากขาเราหายดีเมื่อใด พวกเราค่อยเลี้ยงแกะอีกสองสามตัว พอถึงเวลาขายได้เงินมา จะได้ให้เจ้านำไปใช้ตบแต่งภรรยา เช่นนี้ต่อให้พี่ใหญ่ต้องตายไปก็ไม่ผิดต่อท่านพ่อท่านแม่แล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ แม้ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ภายในใจกลับรวดร้าวอย่างที่สุด เสี่ยวชิงถูกจ้าวอู่เต๋อชิงตัวไป ตี๋หวินทราบว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขกลับกลาย จึงพยายามทำใจให้ด้านชาราวคนตาย เพียงหวังให้น้องชายของมันได้ตบแต่งภรรยา มันจึงสามารถวางมือต่อทุกสิ่งได้

      ตี๋ชิงกล่าวว่า “ตกลง พี่ใหญ่ ขอบคุณท่านมาก”

      สองพี่น้องคุยกันสักครู่ หนิวจ้วงก็รีบกลับมา ตะโกนเรียกจากลานบ้าน “ตี๋ชิง ท่านออกมาสักครู่”

      ตี๋ชิงเดินออกไปจากบ้าน สนทนากับหนิวจ้วงสองสามคำ แล้วเดินไปตักน้ำจากริมบ่อมาชามหนึ่ง หันหลังกลับเข้าบ้านแล้วกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ท่านดื่มน้ำสักหน่อย เรากับหนิวจ้วงจะอยู่ที่ลานบ้าน ผ่าฟืนที่ตัดมาเมื่อหลายวันก่อนให้เสร็จ”

      ตี๋หวินรับชามมา พยักหน้ากล่าวว่า “ตกลง แต่เจ้าอย่าได้ออกไปเด็ดขาด เราจะเฝ้าดูเจ้าจากในบ้าน!”

      ตี๋ชิงพยักหน้าแล้วเดินช้า ๆ ไปที่ลานบ้านขยิบตาส่งสัญญาณให้หนิวจ้วง หนิวจ้วงก็รีบขนกิ่งไม้แห้งจากห้องเก็บฟืนออกมา ตี๋ชิงคว้าขวานขึ้นมา หลังจากผ่าไปหลายทีก็พึมพำขึ้นว่า “ขวานทื่อแล้ว คงต้องลับสักครา” จากนั้นนำขวาปาดไปมากับหินลับมีดหลายครั้งค่อยกลับไปทดลองผ่าใหม่ ตี๋หวินเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกวางใจดื่มน้ำในชามไปจนหมด ผ่านไปสักพัก จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าหนังตาเริ่มหนักอึ้ง เดิมคิดว่าปิดตาพักผ่อนสักครู่ก็คงดีขึ้น นึกไม่ถึงกลับหลับสนิทไป

      ตี๋ชิงได้ยินเสียงกรนดังมาจากในบ้าน จึงค่อย ๆ นำขวานที่ลับจนคมกริบเย็นเยียบเสียบไว้ที่เอว จากนั้นคุกเข่าลงตรงหน้าหน้าหนิวจ้วง หนิวจ้วงสะดุ้งตกใจ คุกเข่าตามพลางกล่าวว่า “ตี๋ชิง นี่ท่านทำอะไร?”

      ตี๋ชิงกล่าวว่า “หนิวจ้วง เราเป็นพี่น้องกันหรือไม่?”

      หนิวจ้วงผงกศีรษะแรง ๆ กล่าวขึ้นว่า “เรื่องนั้นแน่นอน นับตั้งแต่ตอนเจ็ดขวบที่ท่านช่วยออกหน้าต่อยตีแทนเรา พวกเราก็เป็นพี่น้องกันแล้ว”

      ตี๋ชิงกล่าวว่า “ท่านเป็นกำพร้า เรากับพี่ใหญ่ก็ไม่มีบิดามารดา หลายปีมานี้ แม้เรากับพี่ใหญ่ไม่ใช่พี่น้องกับท่าน แต่ก็เห็นท่านเป็นพี่น้อง ท่านเองก็รู้นิสัยเราดี ครั้งนี้ต่อให้เราต้องทำผิดต่อเจตนารมณ์ของพี่ใหญ่ แต่ยังคงต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นมีชีวิตอยู่ยังมีคุณค่าอันใด?”

      หนิวจ้วงกล่าวว่า “ตี๋ชิง บอกมาเถอะ ท่านจะให้เราลงมืออย่างไร ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เราก็ต้องระบายโทสะนี้ให้ได้!”

      ตี๋ชิงส่ายศีรษะกล่าวว่า “ไม่ต้องตามเราไป ยามนี้สิ่งที่ท่านต้องทำ ก็คือรีบไปเช่ารถใหญ่มาคันหนึ่ง พาพี่ใหญ่ไปรอเรายังเนินเลี้ยงแกะห่างออกไปยี่สิบลี้ทางเหนือของอำเภอ หากพลบค่ำแล้วเรายังไม่สามารถพาชิงเอ๋อร์ไปที่เนินเลี้ยงแกะ ท่านก็พาพี่ใหญ่เราขึ้นเหนือ เดินทางไกลลี้ภัยมุ่งไปยังเมืองไท่หยวนแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก ท่ามกลางผืนฟ้าพสุธาอันกว้างใหญ่ ไม่ได้มีเพียงอำเภอซีเหอที่สามารถใช้ชีวิตได้ หนิวจ้วง เราขอร้อง.....”

      หนิวจ้วงชิงกล่าวว่า “ตี๋ชิง แต่ไปเพียงลำพังคนเดียวจะทำอันใดได้? จ้าวอู่เต๋อพักอาศัยในที่ว่าการอำเภอ เลี้ยงสุนัขรับใช้ไว้มากมาย มีหลายคนที่มีฝีมือไม่เบา ท่านสู้พวกมันไม่ได้” มันรู้ว่าแม้ตี๋ชิงจะเคยเรียนวิชาฝีมือมา แต่ก็ร่ำเรียนกับอาจารย์เฉิงเพียงเล็กน้อย ยามปกติเพราะได้ไปตีเหล็กกับช่างตีเหล็กจาง จึงมีกำลังแขนอยู่บ้าง แต่หากให้ต่อสู้กันจริง ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคู่มือของพวกนั้น

      ตี๋ชิงกล่าวเน้นทีละคำว่า “เราดูออกว่า หากเราไม่ช่วยเสี่ยวชิงออกมา พี่ใหญ่เราก็คงไม่ต่างอะไรกับคนตาย แต่เพื่อตัวเราแล้ว พี่ใหญ่แม้ตายก็ไม่ยอมให้เราลงมือ หนิวจ้วง ท่านเข้าใจหรือไม่ เรามีพี่ใหญ่เพียงคนเดียว!”

      หนิวจ้วงสะอื้นในจมูก ทราบว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นอีก พวกมันไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อทางการ เพราะในพื้นที่นี้นายอำเภอจ้าวนับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด นายอำเภอจ้าวย่อมต้องช่วยเหลือบุตรชายของตัวเอง หนิวจ้วงจึงไม่ห้ามปรามอีก กล่าวเพียงว่า “เช่นนั้นท่านต้องระวังตัวด้วย เราจะรอท่าน ไม่ต้องห่วง เราจะดูแลพี่ใหญ่ของท่านเอง แต่ว่า...ท่านไม่รอให้ฟ้ามืดค่ำค่อยไป?”

      ตี๋ชิงส่ายศีรษะ “ยามนี้เป็นช่วงเวลากลางวัน หากเราไปที่ว่าการอำเภอตอนนี้ พวกมันจะยิ่งคาดไม่ถึง”

      ตี๋ชิงลุกขึ้นยืนพร้อมโค้งคารวะหนิวจ้วง หันศีรษะมองพี่ใหญ่ที่อยู่ในบ้าน จากนั้นไม่กล่าวมากความ หันหลังก้าวอาด ๆ ออกไปจากลานบ้านทันที

      เมื่อออกมาจากลานบ้าน ก่อนอื่นตี๋ชิงใช้ขี้เถ้าจากเตาถูทาใบหน้าจนดำ พร้อมทาตามเสื้อผ้าให้หมองคล้ำ จนมีสภาพไม่ต่างกับขอทาน ถึงมันจะกำลังมีโทสะ แต่ก็ไม่ใช่ชนชั้นวู่วามที่ยอมเอาชีวิตไปทิ้ง

      เพื่อพี่ใหญ่แล้วมันจะต้องช่วยเสี่ยวชิงออกมา ไม่ใช่พาตัวเองไปตาย

      เมื่อมาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ตี๋ชิงลอบสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าไปคำหนึ่ง

      จ้าวอู่เต๋อเป็นบุตรโทนของนายอำเภอจ้าว ส่วนนายอำเภอจ้าวเห็นแก่ส่วนรวมจนลืมส่วนตัว เห็นแก่บ้านเมืองจนลืมบ้านช่อง เพื่อจะทำงานถึงกับย้ายเข้ามาพักอาศัยในจวนที่ว่าการอำเภอ(เชิงอรรถ-เป็นการประชดแดกดัน แท้จริงคืออ้างส่วนรวมเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว) บิดาบุตรคู่นี้สูญสิ้นมโนธรรมสำนึก พักอาศัยอยู่ในจวนที่ว่าการอำเภอ ย่อมต้องให้เจ้าหน้าที่อำเภอคอยคุ้มกัน แม้ตี๋ชิงจะคำนวณไว้แล้วว่าต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มกันอยู่ แต่นึกไม่ถึงว่าหน้าอำเภอถึงกับมีทหารส่วนพระองค์อยู่ด้วย!

      ตี๋ชิงขบคิดชั่วขณะ จึงตัดสินใจอ้อมไปด้านหลังจวนที่ว่าการอำเภอ เดินไปสักพักใหญ่ ค่อยไปถึงบริเวณตรอกที่ทอดเข้าสู่ประตูด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ ที่นี่มีผู้คนบางตา เพราะไม่ใช่เส้นทางสัญจรหลัก ขณะที่ตี๋ชิงกำลังทบทวนว่าจะพลิกตัวข้ามกำแพงเข้าไป หรือว่าบุกเข้าไปตรง ๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “เจ้าขอทาน หลีกทาง”

      ตี๋ชิงหันหลังไปมองพบว่าบริเวณปากทางเข้าตรอกมีเกวียนเทียมวัวเล่มหนึ่ง บนเกวียนกองไว้ด้วยฟืนแห้งจนเต็ม ตี๋ชิงรู้จักชายที่ขี่เกวียนผู้นี้ มันเรียกว่าเหล่าหวัง เป็นคนส่งฟืนให้กับที่ว่าการอำเภอ มันฉุกคิดในฉับพลัน จึงก้มศีรษะหลบไปด้านข้าง

      เหล่าหวังจดจำตี๋ชิงไม่ได้ เมื่อเห็นมันหลีกทาง ก็สะบัดแส้เร่งให้วัวเดินเข้าไปในตรอก เดินมาสักระยะค่อยหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ พบว่าขอทานคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว เหล่าหวังจึงบ่นพึมพำว่า “เจ้าขอทานผู้นี้กลับมีฝีเท้าว่องไวนัก” มันเอาแต่ขับขี่เกวียน จึงไม่ทันสังเกตว่าตี๋ชิงได้อาศัยจังหวะที่เกวียนแล่นผ่าน ล้มตัวลงกับพื้นกลิ้งไปถึงใต้ท้องเกวียน แล้วยื่นแขนเกาะเกี่ยวห้อยตัวอยู่เบื้องล่างของเกวียนราวกับวานรตัวหนึ่ง

      เหล่าหวังขับขี่เกวียนมาจนสุดตรอก เคาะประตูหลังของจวนว่าการอำเภอ จากนั้นมีคนเปิดประตูออกกล่าวว่า “เหล่าหวัง ฟืนนี้แห้งหรือไม่?” เหล่าหวังยิ้มอย่างสัตย์ซื่อตอบว่า “พ่อบ้านเชอ ถ้าไม่แห้งเราไม่ขอรับเงิน”

      พ่อบ้านเชอยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้ากลับเป็นคนซื่อตรงนัก ตกลง เราจะช่วยอุดหนุนกิจการของเจ้า พรุ่งนี้ส่งฟืนมาให้มากอีกหน่อย”

      เหล่าหวังถามขึ้นว่า “จะเอาฟืนไปทำอันใดมากมาย จะจุดเผาบ้านหรือ?”

      พ่อบ้านเชอร้องเพ้ยกล่าวขึ้นว่า “เจ้าหัดพูดจาให้มันดีกว่านี้ได้หรือไม่? ระยะนี้มีบุคคลใหญ่โตจากเมืองหลวงมาที่นี่ อีกทั้งมีทหารส่วนพระองค์มาไม่น้อย ฟืนไฟก็ต้องใช้มากขึ้น ตอนนี้คนพวกนั้นกำลังดื่มสุราอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า ผู้บัญชาการของพวกมันกลับมีความสามารถเชิงสุรานัก เราเห็นกับตาว่ามันดื่มสุราลงไปสิบกว่าชั่งแล้ว”

      ตี๋ชิงฟังมาถึงตรงนี้ ในหัวพลันปรากฏภาพของใต้เท้ากัว ขณะกำลังขบคิด ก็ได้ยินเสียงพ่อบ้านเชอกล่าวต่อไปว่า “เหล่าหวัง ไปรับเงินเถอะ” เหล่าหวังรับปากคำหนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันสับสนปนเปดังขึ้น ตามด้วยเสียงของพ่อบ้านเชอ “คุณชาย ออกมาตรงนี้ด้วยเรื่องใด?”

      ตี๋ชิงได้ยินคำว่า “คุณชาย” ในใจถึงกับกระตุกวูบ รีบปิดกั้นลมหายใจ เพ่งตามองออกไปเห็นรองเท้าแพรคู่หนึ่งอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากเกวียน ลอบคิดว่าหรือจะเป็นจ้าวอู๋เต๋อมาถึง? มันออกมาที่ประตูหลังนี่เพื่อทำสิ่งใด?

      เป็นไปตามคาด เสียงแหบพร่าของจ้าวอู่เต๋อดังลอยมา “มารดามันเถอะ กลับมีผู้บัญชาการหน้าบัลลังก์อุบาทว์คนหนึ่งมา บิดาของเรายืนกรานจะให้เราไปอยู่เป็นเพื่อนมันให้ได้ ตัวมันก็ราวกับถุงสุรากระสอบข้าว ทั้งกินทั้งดื่มไปไม่น้อย จนป่านนี้ค่อยยอมปล่อยเราออกมา สตรีอ้อนแอ้นที่เพิ่งได้มาวันนี้บิดายังไม่มีเวลาได้สัมผัสด้วยซ้ำ พ่อบ้านเชอ เป็นอย่างไร นางยอมอยู่อย่างสงบในห้องเก็บฟืนหรือไม่?

      ตี๋ชิงได้ทราบที่อยู่ของเสี่ยวชิง ในใจบังเกิดความยินดีขึ้น มองลอดจากใต้เกวียนออกไปเห็นว่าเบื้องหลังรองเท้าแพรยังยืนไว้ด้วยเท้าสิบกว่าข้าง ทราบว่าจ้าวอู่เต๋อนำพาลูกสมุนมาด้วยจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้

      พ่อบ้านเชอตอบว่า “คุณชาย ศีรษะนางถูกกระแทกจนแตก ทั้งไม่ยอมรับประทานอาหาร คงต้องให้อดสักหลายวันก่อนจึงจะยอมเชื่อฟังวาจา”

      จ้าวอู่เต๋อด่าทอขึ้น “ไว้หน้าเช่นนี้นางยังไม่ยอมรับ บิดาถูกใจนางนับว่าเป็นวาสนาของนาง หากยั่วให้บิดาขุ่นข้องรำคาญ หลังจากเล่นสนุกกับนางเสร็จจะเสือกไสให้ไปอยู่กับหวังต้ามา”

      หวังต้ามาก็คือแม่เล้าหอนางโลมในอำเภอ จ้าวอู่เต๋อเองก็เป็นแขกประจำที่หอนางโลมของหวังต้ามาเช่นกัน

      ยามนั้นมีคนกล่าวขึ้นว่า “คุณชาย วันนี้พวกเราฟาดทำร้ายตี๋หวิน ได้ยินว่าเจ้าตัวบัดซบนั่นมันมีน้องชายชื่อตี๋ชิงมีฝีมือในการวิวาทไม่ต่ำทราม เราเกรงว่าตี๋ชิงจะมาก่อเรื่อง ไม่สู้ระวังป้องกันเอาไว้บ้าง”

      คนผู้นี้มีเสียงแหลมเล็ก ตี๋ชิงได้ฟังก็ทราบว่าเป็นอาจารย์บู๊ที่จ้าวอู่เต๋อเชิญมาด้วยราคาแพงลิบลิ่ว นามว่าสั่วหมิง นิยมใช้ทวนสายโซ่เป็นอาวุธ ในอำเภอนับว่าเป็นผู้มีฝีมือโดดเด่น อาจารย์เฉิงที่เคยสอนวิชาฝีมือให้ตี๋ชิงเป็นเพราะพ่ายแพ้ให้กับสั่วหมิงจึงได้ไปจากอำเภอซีเหอ เมื่อมีคนผู้นี้อยู่ตี๋ชิงจึงยิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหววู่วาม

      มีคนกล่าวขึ้นอีกว่า “ตี๋ชิงมันต่างอะไรผายลม ต่อให้มันกล้าแค่ไหน ก็ไม่กล้าบุกมาที่นี่กลางวันแสก ๆ อาจารย์สั่ว ถ้าหากท่านหวาดกลัวก็ไม่สู้กลับไปเลี้ยงบุตรธิดาที่บ้านเถอะ” คนผู้นี้มีเสียงราวกับเป็ดตัวผู้ เมื่อกล่าวจบก็เรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนรอบข้างตี๋ชิงกลับหน้าเขียวคล้ำเพราะฟังออกว่าบุคคลนี้เรียกว่ากุ้นจื่อ (ไม้พลอง) ไม่มีผู้ใดทราบชื่อแซ่ที่แท้จริงของมัน แต่ต่างทราบว่าคนผู้นี้มีวิชาพลองอันยอดเยี่ยม แม้แต่สั่วหมิงยังต้องไว้หน้ามันสามส่วน

      สั่วหมิงได้ยินคำประชดของกุ้นจื่อ จึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “ระวังไว้บ้างย่อมประเสริฐกว่า”

      พ่อบ้านเชอกล่าวว่า “อันที่จริงทุกท่านต่างก็หวังดีกับคุณชาย อาจารย์สั่ว กุ้นจื่อ อย่าได้ถกเถียงกันเลย” สั่วหมิง กุ้นจื่อได้ยินพ่อบ้านเชอกล่าววาจาไกล่เกลี่ย ต่างแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง แต่ก็ไม่ถกเถียงกันต่อ

จ้าวอู่เต๋อหัวเราะเสียงดังกล่าวขึ้นว่า “ประเสริฐ เช่นนั้นเราจะระวังไว้ สองสามวันนี้ให้พวกท่านคอยติดตามอยู่ข้างกายเรา พ่อบ้านเชอ นำเราไปพบสตรีนางนั้น เราจะเล่นสนุกกับนางต่อหน้าพวกท่าน แบบนี้จะได้ยิ่งปลอดภัย”

      ทุกคนต่างหัวเราะอย่างชั่วช้าลามกขึ้น

      ตี๋ชิงฟังถึงตรงนี้ ย่อมมิอาจอดรนทนต่อไปได้อีก มันรู้ว่าอาศัยฝีมือของมัน เกรงว่าไม่ใช่คู่ปรับของกุ้นจื่อหรือสั่วหมิง แต่ก็ไม่อาจเอาแต่รอต่อไปเช่นนี้ หากคร่ากุมตัวจ้าวอู่เต๋อได้ เรื่องราวก็ยังมีโอกาสพลิกผันกลับกลาย เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จึงคลายมือปล่อยให้คนร่วงหล่นลง แต่ไม่ทันถึงพื้นก็ใช้ฝ่ามือค้ำยันไว้ ทันใดนั้นนั้นตี๋ชิงพุ่งตัวกลิ้งออกมาจากใต้เกวียน สองมือยื่นออกคว้าจับเท้าสองข้างที่สวมรองเท้าแพร ตวาดขึ้นว่า “เจ้าเดรัจฉานรับความตายเถอะ!” มันออกแรงกระชาก จ้าวอู่เต๋อร้องลั่นขึ้นคำหนึ่ง ตัวก็ฟาดขวางลงกับพื้น

      แม้จ้าวอู่เต๋อจะกล่าวว่าให้ระวังป้องกันตี๋ชิง แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่าตี๋ชิงกลับโผล่ออกมาอย่างไร้วี่แววราวภูตพราย ในที่นั้นแม้มีผู้คนมากมาย กลับไม่มีผู้ใดระวังป้องกันเกวียนเทียมวัวที่อยู่ไม่ไกลออกไป ยิ่งไม่อาจเห็นชัดว่าตี๋ชิงปรากฏตัวออกมาอย่างไร 

หนังสือแนะนำ

Special Deal