ตอนที่ 5 จัดสรรแต้มสกิล

      การรับเควสต์ก็มีอุปสรรคพอสมควร จำนวนคนในเซิฟเวอร์ใหม่นี่บอกได้คำเดียวว่า “แน่น” ในประวัติศาสตร์กลอรี่ เคยมีครั้งหนึ่งตอนเปิดให้บริการเซิฟเวอร์สอง คนแน่นจนล้นหมู่บ้านผู้เล่นใหม่ ถึงขั้นผู้เล่นที่ออนไลน์อยู่ขยับตัวไม่ได้ ผู้เล่นที่ยังไม่ออนไลน์ล็อกอินเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นนับตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา เมื่อไหร่ที่เปิดเซิฟเวอร์ใหม่ กลอรี่จะเพิ่มจำนวน “หมู่บ้านผู้เล่นใหม่” เป็นการชั่วคราว เพื่อกระจายจำนวนคน โศกนาฏกรรมเมื่อคราวเปิดเซิฟเวอร์สอง ในที่สุดก็ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

      การเปิดเซิฟเวอร์ที่สิบคราวนี้ ก็มีการเตรียมการรับมือที่พร้อมสรรพเช่นกัน หมู่บ้านผู้เล่นใหม่ทุกแห่งเนืองแน่นไปด้วยผู้เล่นที่ออนไลน์เข้ามาอย่างเท่าๆ กัน ทอดมองออกไปแม้คนจะเยอะ แต่ก็ไม่เยอะจนถึงขั้นวิบัติ แต่สำหรับรอบๆ ตัว NPC (Non-Player Character) ผู้มีหน้าที่จ่ายเควสต์ นั่นก็เป็นอีกภาพหนึ่ง เพราะทุกคนต่างต้องมารับเควสต์จาก NPC คนนี้ พอกรูกันเข้ามา ก็เบียดกันเป็นกระจุก กลอรี่ไม่ได้มีฟังก์ชั่นซ้อนตัวหรือเดินทะลุกันได้ จึงมองเห็นภาพของคนล้อมคน ซ้อนกันเป็นวงๆ คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ผู้เล่นจำนวนมาก เด้งตัวเหยงๆ หมายจะกระโดดข้ามหัวคนอื่นเพื่อผ่านเข้าไป แต่เพราะตัวละครใหม่ที่เพิ่งเข้าเกมยังไม่มีเลเวล แรงกระโดดก็น้อย ความสูงไม่พอ เมื่อทอดมองไป ทำให้อดรู้สึกว่าภาพที่ทุกคนกระโดดกันเหยงๆ นั้นช่างสวยงามน่ารักเสียนี่กระไร

      สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่แกร่งกล้าแค่ไหนก็ต้องจนเกล้า ส่วนเฉินกั่วซึ่งอยู่ข้างๆ นั้นยิ้มระรื่น ทำหน้าแบบ “กะแล้วว่าต้องเป็นงี้” ก่อนจะชำเลืองดูตัวของเยี่ยชิว แล้วจำชื่อไอดีของเขาเอาไว้ “*จวินม่อเซี่ยว” (*เชิงอรรถ จวิน=ท่าน คำสรรพนามสุภาพ ใช้ได้ทั้งกับบุรุษที่สองและสาม, ม่อเซี่ยว=อย่าหัวเราะ อย่าขำขัน จวินม่อเซี่ยวเป็นคำในบทกวีราชวงศ์ถังชื่อ “เหลียงโจวฉือ” ที่ประพันธ์โดยหวังฮั่น มาจากบทเต็มว่า “เหล้าองุ่นรินล้นจอกเรืองแสง ใคร่ยกดื่มเสียงผีผาพลันเร่งเร้า หากเมาพับคาสนามท่านอย่าขำ แต่ไรมาศึกสงครามกี่ชีพหวน”)

      ท่ามกลางข้อความที่ฟลัดกันเต็มหน้าจอและเสียงกรีดร้องรัวๆ ของผู้เล่นนับจำนวนไม่ถ้วน สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น วิธีการแก้ไขทำอย่างไรนะหรือ นั่นก็คือเปิดทางออก ให้ผู้เล่นด้านในที่รับเควสต์แล้วได้ออกมากัน สถานการณ์ก็จะดำเนินต่อไปได้

      เยี่ยซิวควบคุมตัวจวินม่อเซี่ยวตระเวนรับเควสต์อย่างยากเย็นจนจบรอบ เริ่มทำเควสต์ต่างๆ จนเสร็จสิ้น ก็ “หมู่บ้านผู้เล่นใหม่” ไง เนื้อหาสำคัญก็คือสอนให้ผู้เล่นคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของเกมและวิธีการควบคุมตัวละคร ภารกิจทั้งหมดเป็นแนวฝึกสอน เยี่ยซิวย่อมไม่ถึงขั้นต้องพึ่งพาไกด์แบบทุกขั้นตอน หลังจากผ่านพ้นมหกรรมการแย่งฆ่ามอนสเตอร์ เข้าคิว เบียดเสียดกับผู้คน เอาเป็นว่าสารพันปัญหาที่เกิดจากจำนวนคนที่ล้นหลามนั่นแหละ ในที่สุดเควสต์ระลอกแรกที่พอจะทำจบได้ก็จบหมดแล้ว ระหว่างนี้เฉินกั่วจะมาสังเกตการณ์ คอยวิพากษ์วิจารณ์เป็นพักๆ สุดท้ายกว่าภารกิจที่ง่ายเป็นบ้าเหล่านี้จะแล้วเสร็จ ก็ใช้เวลาไปถึงสองชั่วโมงเต็ม ทำให้เยี่ยซิวอดคร่ำครวญออกมาไม่ได้ว่า “ยอดฝีมือแล้วไง ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งฝูงคน ยอดฝีมือก็เป็นได้แค่ปุยเมฆ”

      “ในที่สุดก็จบ เลเวลเจ็ดแล้ว” เยี่ยซิวส่งมอบเควสต์สุดท้ายออกไป เลเวลก็อัพอีกหนึ่งขั้น เขาหันมาพูดกับเฉินกั่ว ปรากฏว่าคุณหนูใหญ่เฉินขณะนี้ หลังพิงพนักหลับปุ๋ยไปแล้ว โดยที่ยังหันหน้ามาทางจอของตนอยู่เลย!

      มีแค่นี้ยังคิดจะทดสอบสมรรถนะการโต้รุ่งของตนเนี่ยนะ เยี่ยซิวมองเหยียดครู่หนึ่ง ถอดเสื้อนอกของตนโยนใส่ตัวเฉินกั่ว แล้วหันกลับมาดำเนินเส้นทางแห่งการหักร้างถางพงของตนต่อไป

      เปิดดูหน้าต่างสถานะ หลังจากเคลียร์ภารกิจล็อตนี้สำเร็จ ตัวจวินม่อเซี่ยวก็มีแต้มสกิลทั้งหมดสามร้อยสี่สิบแต้มแล้ว

      ในกลอรี่ การเรียนสกิลและการอัพเลเวลสกิลจะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “แต้มสกิล” หรือสกิลพอยต์ สกิลต่างชนิดกัน ใช้จำนวนแต้มไม่เท่ากัน มีตั้งแต่สิบแต้มถึงห้าสิบแต้ม ตัวละครเลเวลเจ็ดสิบซึ่งเป็นเลเวลสูงสุดของเกมในปัจจุบัน หากทำเควสต์พื้นฐานทั้งหมดจนครบถ้วน สามารถได้รับแต้มสกิลรวมทั้งสิ้นสี่พันแต้ม แต่นี่ไม่ใช่จำนวนสูงสุดของแต้มสกิล จำนวนสูงสุดของแต้มสกิลจริงๆ คือห้าพันแต้ม ซึ่งอีกหนึ่งพันแต้มที่เหลือ ต้องอาศัยดวงและฝีมือระดับหนึ่ง จึงจะสรรหามาเพิ่มเติมได้

      ตลอดสิบปีของกลอรี่ จนปัจจุบันยังไม่มีไอดีไหนมีจำนวนแต้มสกิลสูงถึงห้าพันแต้ม ต่อให้เป็นไอดีระดับเทพเจ้าของฉายาเทพสงครามอย่างอี๋เยี่ยจือชิว ก็มีแต้มสกิลอยู่สี่พันแปดร้อยสี่สิบแต้มเท่านั้น ยังขาดอีกหนึ่งร้อยหกสิบแต้ม หนึ่งร้อยหกสิบแต้มสกิลจะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย หากใช้ทั้งหมดไปกับการเรียนท่าใหญ่ที่ต้องใช้จำนวนแต้มห้าสิบแต้มสกิลเพิ่ม ก็จะได้ท่าใหญ่เพิ่มขึ้นสามท่า หรือไม่ก็นำมาเพิ่มเลเวลของท่าใหญ่ที่มีอยู่แล้วได้สูงขึ้นสามเลเวล สำหรับยอดฝีมือระดับสูง นี่เป็นข้อได้เปรียบที่เยอะมาก

      ดังนั้นขณะทำเควสต์สำหรับผู้เล่นมือใหม่ เควสต์ที่มีรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และอุปกรณ์สวมใส่สามารถข้ามได้ แต่เควสต์ที่มีรางวัลเป็นแต้มสกิลจะไม่รับไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีรางวัลที่เป็น “แต้มสถานะ” หรือสเตตัสพอยต์ ตัวละครในกลอรี่นั้นมีสถานะพื้นฐานสี่อย่างได้แก่ความแข็งแกร่ง สติปัญญา กำลังกาย และพลังวิญญาณ

      ความแข็งแกร่ง เป็นสถานะที่ส่งผลต่อการโจมตีทางกายภาพ การป้องกันทางกายภาพ การแบกรับน้ำหนัก

      สติปัญญา ส่งผลต่อการโจมตีด้วยเวท การป้องกันเวท และปริมาณของพลังเวท

      กำลังกาย ย่อมส่งผลต่อปริมาณของพลังชีวิต และค่าความอึดของตัวละคร

      ส่วนพลังวิญญาณ ช่วยเพิ่มผลลัพธ์พิเศษของสกิลสร้างอาการ และเพิ่มภูมิต้านทานอาการแปลกปลอมต่างๆ

      สี่สถานะพื้นฐานจะเติบโตไปเองตามการเพิ่มเลเวลของตัวละคร มีเพียงเมื่อเปลี่ยนอาชีพภายหลังเลเวลยี่สิบแล้ว จึงจะมีอัตราส่วนการเติบโตที่ต่างกัน แต่สำหรับเควสต์ที่มีรางวัลเป็นแต้มสเตตัส จะมองทุกอย่างเสมอภาคกันหมด สเตตัสความแข็งแกร่งก็คือความแข็งแกร่ง อาชีพสายความแข็งแกร่งสามารถขอรับเควสต์ที่ให้แต้มความแข็งแกร่งได้ ขณะเดียวกันหากผู้เช่นอาชีพสายสติปัญญาอยากมาขอรับเควสต์ความแข็งแกร่งก็ยินดี

      หมายความว่า หากไม่มีการปรับค่าการเติบโตภายหลังเปลี่ยนอาชีพ ไอดีเลเวลสูงสุดไอดีหนึ่ง เมื่อทำเควสต์จนครบทุกเควสต์ ค่าสถานะพื้นฐานทั้งสี่จะเท่ากันหมด ไม่มีความแตกต่างแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นเควสต์ที่ควรทำก็ควรทำให้จบ จากนั้นจึงอาศัยอุปกรณ์สวมใส่ สำหรับเพิ่มค่าสถานะพิเศษตามที่ตนต้องการ

      ดังนั้น สำหรับยามนี้ เรื่องค่าสถานะยังไม่มีอะไรให้ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เยี่ยซิวตรวจดูหน้าต่างสถานะแล้ว ก็พาจวินม่อเซี่ยวหอบแต้มสกิลไปเรียนสกิลทันที

      เกมกลอรี่จะเปลี่ยนอาชีพตอนเลเวลยี่สิบ ก่อนเลเวลยี่สิบตัวละครจะไม่มีอาชีพ หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็นได้ทุกอาชีพ ดังนั้นจึงสามารถเรียนรู้สกิลของทุกอาชีพ ขอเพียงคุณมีแต้มสกิลที่มากพอ นี่ก็เป็นการออกแบบอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับประสบการณ์รอบด้านได้โดยสะดวก ค้นหาอาชีพที่ตนสนใจจนเจอก่อนถึงเลเวลยี่สิบ จากนั้นเมื่อถึงเลเวลยี่สิบที่เปิดโอกาสให้เปลี่ยนอาชีพ ระบบจะคืนแต้มสกิลทั้งหมดที่เคยใช้ ให้นำกลับไปตั้งหลักเรียนสกิลใหม่ แต่เมื่อไหร่ที่เปลี่ยนอาชีพแล้ว ก็จะเรียนได้เฉพาะสกิลของอาชีพตนเองเท่านั้น อย่าฝันจะเป็น “ยาหม่องเอนกประสงค์” อีกต่อไป

      เยี่ยซิวจำเรื่องเควสต์สำหรับผู้เล่นมือใหม่ไม่ได้ จำวิธีเล่นดันเจี้ยนสำหรับผู้เล่นมือใหม่ไม่ได้ แต่สกิลสำหรับผู้เล่นมือใหม่ เขาไม่มีวันลืม สกิลในกลอรี่ออกแบบมาให้มีความสมดุลที่ดีมาก สกิลระดับต่ำสุดก็มีประโยชน์ใช้สอยในตัวมันเอง คนทุกคนสามารถเลือกจัดชุดสกิลเซ็ตกันได้ตามความชอบ เป็นเพราะแต้มสกิลนั้นมีจำกัด แต้มสกิลสี่พันแต้มที่จะได้มาเมื่อตัวละครเลเวลสูงสุด ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับอัพเกรดสกิลทั้งหมดให้เต็มขั้น แม้กระทั่งห้าพันแต้มก็ทำไม่ได้ ดังนั้นในการเลือกสรรสกิล จึงต้องรู้จักคัดกรอง

      เรื่องการคัดกรองสกิล ยอดฝีมืออย่างเยี่ยซิวย่อมมีสูตรเฉพาะของตัวเอง ตัวละครอี๋เยี่ยจือชิวของเขาแม้มีอาชีพเป็นนักเวทสงคราม แต่ตัวตนของเขาได้รับการยกย่องเป็นระดับตำราสอน ดังนั้นมีหรือที่จะเล่นเป็นแค่อาชีพเดียว ต้องเชี่ยวชาญทุกอาชีพเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติที่สมฉายานี้

      เยี่ยซิวแทบไม่ต้องใช้ความคิดใดๆ ก็วิ่งไปหาสกิลมาสเตอร์ในกลุ่มสกิลทั่วไป เพื่อเรียนสกิลร่วมกันสองอย่าง : วิ่งเร็ว, ม้วนกลิ้ง จนถึงเลเวลห้าไว้ก่อนเพื่อน

      “สกิลร่วมกัน” หมายถึงสกิลที่สามารถเรียนได้ทุกอาชีพ สกิลทั้งสองอย่างที่เยี่ยชิวเรียนนี้มีราคาถูกมาก แต่ละสกิลใช้แต้ทสกิลเพียงสิบแต้ม จะช่วยเพิ่มทางเลือกสำหรับการเคลื่อนที่ให้กับตัวละครได้สองอย่าง

      “วิ่งเร็ว” คือเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ สกิลนี้ไม่มีคูลดาวน์ (Cool Down รอพัก) แต่จะผลาญค่าความอึด เมื่อใช้ค่าความอึดหมดก็จะกลับสู่การเคลื่อนไหวในความเร็วปกติ วิธีฟื้นค่าความอึดคือให้เดินหรือหยุดอยู่กับที่ หากเดินก็จะฟื้นพลังช้า หยุดอยู่กับที่จะฟื้นพลังเร็วขึ้น

      ส่วน “ม้วนกลิ้ง” ความหมายตรงตัวตามตัวอักษร ให้ตัวละครเคลื่อนที่แบบม้วนตัว แบ่งเป็นม้วนหน้า ม้วนหลัง ม้วนซ้าย ม้วนขวา ม้วนเฉียง ม้วนตัวด้วยความเร็วเท่ากับเดิน ม้วนตัวด้วยความเร็วเท่ากับวิ่ง แล้วแต่ผู้เล่นจะเลือกใช้ เช่นเดียวกัน สกิลนี้ไม่มีคูลดาวน์ แต่ต้องใช้ค่าความอึด

      จากนั้นก็คือการเรียนรู้สกิลประจำสายอาชีพ ซึ่งเยี่ยซิวก็มีหลักการคิดเช่นกัน เขารู้ดีว่าในช่วงระยะนี้สกิลไหนมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเขา

      สกิลแรกที่เรียนคือ “ปะทะเวหา” เป็นสกิลของนักเวทสงคราม ทั้งนี้ “สกิลทำให้ลอย” มีอยู่ในทุกสายทุกอาชีพ ให้ผลที่เหมือนกัน นั่นคือเมื่อสั่งโจมตีออกไป เป้าหมายที่ถูกโจมตีจะตัวลอยขึ้นฟ้า เลเวลยิ่งสูง ยิ่งลอยตัวสูง ค่าความเสียหายก็ยิ่งมากขึ้นตาม เป็นหนึ่งในสกิลพื้นฐานที่ใช้งานบ่อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ตัวจริงของเยี่ยซิวคือนักเวทสงคราม ดังนั้นเมื่อเลือกเรียนสกิลทำให้ลอย จึงเลือกเรียน “ปะทะเวหา” ของนักเวทสงครามมาติดตัวไว้

      จากนั้นก็คือ “เขี้ยวมังกร” ยังคงเป็นสกิลประจำตัวนักเวทสงครามเช่นเดิม เป็นท่าแทงตรง สามารถทำให้ศัตรูติดอาการสตัน (Stun) ก็คือมึนงงชั่วสั้นๆ เนื่องจากตัวจริงของเยี่ยซิวคือนักเวทสงคราม เขาจึงเลือกเรียนพ่วงมาด้วย

      ถัดมาคือ “กระสุนลอยฟ้า” ของอาชีพนักแม่นปืน “จักรกลสะกดรอย” ของอาชีพช่างเครื่องกล “ดาบคลื่นผ่าพสุธา” ของอาชีพนักดาบมนตรา “ท่าทุ่มซูเพล็กซ์” ของอาชีพนักยูโด “ชูริเคน” ของอาชีพนินจา “การ์ดปกป้อง” ของอาชีพจอมยุทธ์ดาบ “วงแหวนไฟฟ้า” ของอาชีพนักเวทพลังธาตุ และ “รักษา” ของอาชีพนักบวช

      สกิลเลเวลต่ำพวกนี้ ต่างใช้แต้มสกิลไม่มาก ทั้งหมดอยู่ที่ไม่เกินยี่สิบแต้ม บวกกับตัวจวินม่อเซี่ยวเองเพิ่งจะเลเวลเจ็ด เพิ่มระดับเลเวลของสกิลได้จำกัด จนสุดท้ายแต้มสกิลทั้งหมดสามร้อยสี่สิบแต้มก็ยังมีเหลือ เยี่ยซิวไม่ไปเรียนสกิลอื่นเพิ่ม สำหรับเขา เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ครบแล้ว

      แต่สูตรการจัดสกิลอันมาจากยอดฝีมือขั้นเทพสูตรนี้ หากผู้เล่นทั่วไปมาเห็นเข้า จะต้องหัวเราะหนักมาก

หนังสือแนะนำ

Special Deal