ตอนที่ 1 จากลาบ้านเกิด ​(ต่อหน้า 3)

ความอบอุ่นของมือข้างนั้นกับจังหวะของเนื้อเพลง แทรกซึมเข้าไปในใจของจางซงหลิง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยิ้มแย้ม ตบมือตามจังหวะของผู้คน “คลื่นยักษ์ คลื่นยักษ์ เติบใหญ่อย่างต่อเนื่อง!”

“เหล่าสหาย! เหล่าสหาย! แสดงพลังออกมา ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!”

“เหล่าสหาย ทุกคนจงลุกขึ้น ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!

จงฟัง ความเจ็บปวดของเหล่าประชาอันกึกก้อง จงมอง ความสูญเสียของแผ่นดินเกิดในแต่ละปี!

พวกเราจะ ‘ลุกขึ้นสู้’ หรือว่า ‘ยอมจำนน’ ?

พวกเราต้องเป็นนายของตนเองไปรบตายในสนามรบ…”

เสียงเพลงดังมาตามรางรถไฟอันเก่าผุพัง มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

 

ยามทุกคนร้องเพลงปี้เยี่ยเกอถึงรอบที่ห้า โจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงค่อยเดินทางกลับมา พร้อมกับข่าวดีและข่าวร้าย

ข่าวดีคือสถานีหน้าเป็นสถานีใหญ่ หัวหน้าขบวนรถไฟรับปากช่วยยืมห้องผู้โดยสารของสถานีรถไฟ เพื่อให้พวกเขาใช้เผยแพร่คำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น

ส่วนข่าวร้ายคือรางรถไฟข้างหน้าชำรุด ไม่ทราบเมื่อไรจะซ่อมเสร็จ ดังนั้น รถไฟต้องจอดรออยู่ที่ผิงอันจ้าย สามารถใช้สัญจรได้เมื่อใด ต้องรอฟังรายงานจากเบื้องบน

“ไม่กระมัง!” ทุกคนพอฟัง เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทันที รถไฟขบวนนี้ยามอยู่ในเขตซานตงแม้เดินๆ หยุดๆ อย่างน้อยยังเดินหน้าต่อเนื่อง ทำไมเพิ่งเข้าสู่เหอเป่ยไม่ไกล ก็หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวแล้ว?!

“คาดว่าเป็นเพราะหัวหน้าขบวนรถไฟใจเซาะ กลัวได้รับความเดือดร้อนจากพวกเรา ดังนั้นจึงหาข้ออ้างขับไล่พวกเราลงจากรถไฟ!” ฉางโส่วจื่อ (นิ้วมือยาว) ลู่หมิงเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แวบแรกก็วินิจฉัยว่าเรื่องที่หยุดรถต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล

“พวกเราเผยแพร่คำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น จะนำความเดือดร้อนอะไร? นี่ยังเป็นดินแดนของประเทศจีนหรือเปล่า! แม้แต่คำพูดคำจาล้วนต้องระมัดระวังสีหน้าคนญี่ปุ่น”

“เหอเป่ยยังไม่ประกาศแยกตัวเป็นอิสระ พวกมันก็คิดจะเอาใจเจ้านายคนใหม่แล้ว หากว่าประกาศแยกตัวเป็นอิสระจริงๆ มันจะไม่หันกระบอกปืนใส่ชาวจีนหรือ?!”

นักศึกษาหลายคนที่เหลือก็ขุ่นเคืองเดือดดาล โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงสองคนที่อยู่ในขบวน นามว่าหลิ่วจิงกับหันชิว นึกถึงวันหน้าตนเองต้องจัดการธุระส่วนตัวในป่าเขา ก็โกรธแค้นจนกัดฟันดังกรอดๆ

“ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ ฟังฉัน ฟังฉันพูดก่อน!” ถึงอย่างไรอายุแก่กว่าหลายปี โจวเจวียหัวหน้ากลุ่มมีความรู้กว้างขวาง มุมมองต่อปัญหาก็ยิ่งครอบคลุมรอบด้าน “เส้นทางนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดปัญหาขึ้นในวันนี้ เมื่อก่อนก็ชำรุดเป็นประจำ ส่วนคนญี่ปุ่นบุกประชิดเข้ามาทุกขณะ รัฐบาลจงยางกับรัฐบาลท้องถิ่นล้วนดูแลกันไม่ทั่วถึง ไร้กำลังและทรัพย์สินในการซ่อมแซมรางรถไฟ ดังนั้นการเกิดปัญหาขึ้นในวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเช่นนี้ยิ่งบ่งบอกชัดเจนว่า ความเป็นอยู่ของนักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้านั้นยากเข็ญเพียงใด ยิ่งต้องการให้พวกเราเดินทางไปข้างหน้า นำแรงสนับสนุนกับคำปลอบขวัญของเหล่านักศึกษาซานตงไปให้พวกเขา จงเชื่อมั่นในฝีเท้าของพวกเรา อุปสรรคอันเล็กน้อยนี้ไม่มีทางขัดขวางพวกเราได้!”

“ใช่!” ฟางกั๋วเฉียงชูมือ กล่าวเสริมดังลั่นว่า “พวกเราเดินทางไปแนวหน้า เผชิญกับกระสุนดินปืน ยังจะกลัวอุปสรรคเล็กน้อยนี้หรือ?! ต่อให้ต้องแบกสัมภาระเดินเท้า พวกเราก็ต้องเดินไปถึงเป่ยผิง!”

“เดินไปถึงเป่ยผิ

เดินไปถึงเป่ยผิง!”

“เดินไปด้วย พลางปลุกระดมเพื่อนร่วมชาติ! เผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติบ้านเมือง!”

พวกเขายังอ่อนเยาว์ อารมณ์ของทุกคนจึงร้อนขึ้นมาอีกครั้งในพริบตา ต่างโบกมือส่งเสียงโห่ร้อง ผู้โดยสารที่มาในขบวนรถเดียวกัน ทยอยเงยหน้าขึ้นมอง ส่งยิ้มน้อยๆ เป็นกำลังใจให้แก่กลุ่มเยาวชนหนุ่มสาว นักศึกษาเหล่านี้ส่งเสียงโวยวาย ท่าทางในการปฏิบัติก็เผยอาการขาดประสบการณ์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังหนุ่มยังสาว ร่างกายเปี่ยมล้นด้วยความคึกคักกระปรี้กระเปร่าและกำลังวังชา ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง

“คงไม่ต้องแบกสัมภาระตนเองเดินเท้าจริงๆ กระมัง!” จางซงหลิงยินอยู่ด้านหลังพวกพ้อง บ่นพึมพำในใจ เขาเข้าร่วมกลุ่มกลางคัน ไม่ทันได้เตรียมตัวมาก่อน กระเป๋าสัมภาระสองใบที่พกพา มีใบหนึ่งอัดแน่นด้วยหนังสือเต็มกระเป๋า หากแบกขึ้นบ่าเดินเท้าจริง อย่าว่าแต่เดินไปถึงเป่ยผิง เกรงว่าไม่ทันเดินถึงเหอเจียน ก็ถูกสัมภาระทับตายชแล้ว!

นักศึกษาหญิงสองคนที่อยู่ในขบวน หลิ่วจิงกับหันชิว ขณะนี้ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกับจางซงหลิง ก่อนออกเดินทาง พวกเธอเคยนึกคิดจินตนาการถึงอุปสรรคต่างๆ นานา ที่อาจจะพบพาน รวมถึงหลังจากตนเองสมัครเข้าร่วมกองทัพ ถูกระเบิดพลีชีพ ถูกกระสุนปืนกราดยิง ถูกข้าศึกปิดล้อม ดึงชนวนระเบิดลูกสุดท้าย พลีชีพพร้อมกับทหารญี่ปุ่นอย่างองอาจกล้าหาญ ก่อนตายยังต้องยิ้มอย่างสง่างาม ใช้รอยยิ้มปลุกดวงวิญญาณที่ชินชานับไม่ถ้วน เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า ตนเองต้องมาเหนื่อยตายสกปรกตายระหว่างการเดินทาง ไร้ชื่อเสียงจารึกเช่นเฉกสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง

“หากว่าทุกคนไม่คัดค้าน เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ หลังจากผ่านผิงอันจ้าย พวกเราเดินเท้าไปเป่ยผิง เดินไปตามถนนใหญ่ พลางเผยแพร่หลักการในการต่อต้านญี่ปุ่นต่อประชาชน!” ฟางกั๋วเฉียงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าอันขาวซีดของนักศึกษาหญิงสองคน โบกมือกล่าวเสียงดัง

“สัมภาระของผู้หญิงแบ่งเป็นหลายส่วน พวกเราผู้ชายช่วยแบกไป หากมีสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพกพา หรือไม่รีบร้อนใช้งาน ก็ไปที่ไปรษณีย์ของผิงอันจ้าย ส่งไปยังเป่ยผิง! ฉันมีเพื่อนนักเรียนอยู่ที่เป่ยต้า (มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) สามารถฝากเขาเก็บไว้ให้ก่อน” ความคิดอ่านของโจวเจวียค่อนข้างละเอียดรอบคอบ กล่าวเสริมจากคำพูดของฟางกั๋วเฉียง

หากว่าส่งสัมภาระไปกับไปรษณีย์ นับว่าสามารถประหยัดแรงกายมหาศาล แต่ช่วงเวลานี้รถไฟล้วนชำรุดแล้ว ส่งสัมภาระทางไปรษณีย์เมื่อไรจึงสามารถไปถึงที่หมาย?! มิหนำซ้ำสัมภาระของผู้ชายนั้นเรียบง่าย พกพากล่องข้าวหนึ่งใบกับถุงเท้าหลายคู่ก็เดินทางได้แล้ว แต่ผู้หญิงล่ะ พวกเธอคงไม่สามารถไม่เปลี่ยนชุดชั้นในเป็นเวลาสิบกว่าวันกระมัง?!

นึกถึงความยุ่งยากที่อาจจะพบเจอ เสียงตะโกนของทุกคนค่อยๆ แผ่วลง ความจริงในใจของทุกคนล้วนเข้าใจว่าหัวหน้าทั้งสองคนมองเหตุการณ์ง่ายดายเกินไป แต่ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากกล่าวออกมา กลัวถูกผู้อื่นเข้าใจผิดว่าท่าทีในการต่อต้านญี่ปุ่นของตนอ่อนแอไม่เด็ดขาด พบเจอความลำบากก็กลายเป็นเต่าหดหัว

ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอึดอัด ฉางโส่วจื่อกับลู่หมิงดีดตัวยืนขึ้นกะทันหัน ชี้ไปที่จมูกของเถียนชิงอวี่กล่าวว่า “เถียนพ่างจื่อ (คนอ้วนแซ่เถียน) แกชอบบอกว่าตนเองมีเพื่อนฝูงทั่วแผ่นดินไม่ใช่หรือ? ภายในผิงอันจ้ายพอมีคนรู้จักหรือไม่? ขอยืมรถม้าจากพวกเขา พวกเราจ้างคนขับรถม้าบรรทุกสัมภาระไปเป่ยผิง!”

“เมื่อครู่ฉันก็นึกคิดเช่นนี้!” เถียนชิงอวี่ที่ถูกเรียกว่าเถียนพ่างจื่อลุกขึ้นยืน กล่าวช้าๆ ว่า “หากส่งสัมภาระไปทางไปรษณีย์ ทั้งไม่สามารถรับรองเรื่องเวลา และไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย มิหนำซ้ำ…”

เขามองดูรอบข้างอย่างระมัดระวัง ลดเสียงลงต่ำกล่าวว่า “เงินทองที่พวกเรารับบริจาคมาตลอดทาง ก็ไม่สะดวกที่จะพกติดตัว! ไม่สู้ไปจ้างรถใหญ่ที่ร้านรถม้า ทั้งหมดสิบสองคน จ้างรถใหญ่สามคันก็พอแล้ว สองคันบรรทุกคน หนึ่งคันบรรทุกสัมภาระ!”

“หากจ้างรถใหญ่ ราคาแพงหรือไม่?” ฟังเถียนชิงอวี่กล่าวเช่นนี้ หัวหน้าโจวเจวียก็เริ่มสนใจ ขมวดคิ้วสอบถาม

“หากว่าพวกเราพอลงจากรถไฟก็รีบเดินทางไปร้านรถม้า ราคาน่าจะไม่แพงมาก แต่ว่าต้องเร่งเวลาหน่อย ประเดี๋ยวผู้คนที่ต้องการจ้างรถมีมากเกินไป พวกเราคงหารถลำบาก!” เถียนชิงอวี่ครุ่นคิด ตอบกลับอย่างชำนาญ

“เถียนพ่างเอ๋อร์ (คนอ้วนแซ่เถียน) จากผิงอันจ้ายถึงเป่ยผิงมีระยะทางสี่ร้อยลี้ คนขับรถม้ายอมเดินทางไกลขนาดนั้นหรือ?!” หันชิวขยับร่างกายเบียดขึ้นหน้า เสนอออกมาอีกประเด็นหนึ่ง

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปคุยกับพวกเขาเอง อย่างน้อย สามารถทำให้รถรับจ้างส่งพวกเราไปถึงเมืองเป่าติ้งก่อน!” มองเห็นดวงตาอันสว่างสุกใสของหันชิว ความกล้าหาญของเถียนชิงอวี่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ยกมือตบหน้าอกตนเอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“ไหวหรือ? เถียนพ่างเอ๋อร์ อย่าได้โอ้อวดเกินจริง!” หลิ่วจิงมีนิสัยรอบคอบระมัดระวัง ควงแขนของหันชิว ต้องการความแน่ชัดจากเถียนชิงอวี่

ต่อหน้าหญิงสาวในดวงใจ เถียนชิงอวี่ไหนกล้าบอกว่าตนเองทำไม่ได้? ยื่นมือตบหน้าอกอีกหลายครั้ง ตอบเสียงดังว่า “ไหวอย่างแน่นอน! เธอลืมไปแล้วหรือว่าฉันเป็นใคร ไม่เชื่อพวกเรามาพนันกัน!”

“พนันอะไร?” หลิ่วจิงดวงตากลมโต ถามอย่างระมัดระวัง

“พนัน...พนัน…” เถียนชิงอวี่นับว่าคิดไม่ออก ในตัวหลิ่วจิงมีอะไรคุ้มค่าให้ตนเองช่วงชิง “เอาอย่างนี้เถอะ หากว่าฉันสามารถเช่ารถม้ามาได้ และถูกกว่าราคาปกติ วันหลังเธอก็เรียกฉันว่าเกอ (พี่ชาย) ว่าอย่างไร กล้าหรือไม่?!”

“มีอะไรไม่กล้า?!” แม้ฟังออกว่าคำพูดของอีกฝ่ายแฝงมาด้วยแรงยั่วยุ หลิ่วชิงยังคงยกฝ่ามือ กำลังเตรียมกระทบฝ่ามือกับเถียนพ่างจื่อเป็นสัญญา กลับถูกฉางโส่วจื่อลู่หมิงดึงแขนกลับมา “เธออย่าไปหลงกลมันเป็นอันขาด! ร้านรถม้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงเต่า เป็นกิจการของตระกูลมัน มันย่อมเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพนี้เป็นอย่างดี!”

“นี่ๆ…” เมื่อเห็นกลอุบายของตนเองถูกเพื่อนสนิทเปิดโปงต่อหน้าต่อตา เถียนชิงอวี่ส่งเสียงคัดค้านทันที “ฉันพนันกับหลิ่วจิง มันเกี่ยวอะไรกับแก?! รังแกผู้อื่นก็ไม่สมควรรังแกแบบนี้ เคยได้ยินพ่อลูกร่วมสู้ศึก แต่ไม่เคยได้ยินว่าสามีภรรยาร่วมรบ…”

“แกลองพูดอีก พูดอีกฉันก็จะ ฉันจะ…” หลิ่วชิวเขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ กระทืบเท้าข่มขู่

“จะอะไร จะอะไร จะตัดขาดกับพี่ลู่หรืออย่างไร?!” เถียนชิงอวี่ได้ทีขี่แพะไล่ หยอกล้อพลางหัวเราะ

“เถียนพ่างเอ๋อร์…” หันชิวไม่อาจทนเห็นเพื่อนสนิทโดนรังแก ห้ามปรามด้วยเสียงเบา สมเป็นบุคคลที่แพ้ทางกัน เถียนชิงอวี่ที่ก่อนหน้านั้นยังหัวเราะเยาะ พลันแปรเปลี่ยนเป็นวิญญูชน เก็บรอยยิ้มพลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว อีกสักครู่พอรถไฟหยุด ฉันจะรีบไปร้านรถม้า ชิงตัดหน้าผู้โดยสารขบวนนี้ จองรถม้ากับคนขับรถม้าที่พวกเราต้องการไว้ก่อน!”

“ได้ ขอมอบให้เป็นหน้าที่แกแล้ว พวกเราทุกคนจะอยู่ในห้องผู้โดยสารรอฟังข่าวดี!” ฟังเถียนชิงอวี่กล่าวอย่างมั่นใจ หัวหน้าโจวเจวียจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเช่ารถแทนการเดินเท้า

เถียนชิงอวี่ภูมิใจที่ตนเองได้แสดงความสามารถต่อหน้าหญิงสาวในดวงใจ บนใบหน้าอันอ้วนท้วนเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม หลิ่วจิงเพิ่งพลาดท่าให้แก่เขา ในใจไม่ยินยอม ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เถียนพ่างเอ๋อร์ไปจ้างรถม้า อย่างนั้นพวกเราจะทำการแสดงอย่างไร? บทบาทของทหารญี่ปุ่น นับว่าไม่มีใครแสดงได้เหมือนยิ่งกว่าเขาแล้ว!”

ในบรรดาการแสดงของพวกเขา มีละครบทหนึ่ง นามว่า “ซ่งฮวาเจียงซ่าง” (บนลำน้ำซ่งฮวาเจียง) ซึ่งเถียนชิงอวี่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่น ถือมือดาบยาวไล่ฟันประชาชนชาวจีนกลุ่มหนึ่ง ละครบทนี้แม้สั้นกะทัดรัด กลับเป็นละครเด็ดของชมรมเสี่ยฮวา ยามแสดงในแต่ละสถานีรถไฟ ล้วนได้รับเสียงตอบรับอันอบอุ่นจากผู้ชมทั้งหลาย หากว่าเถียนชิงอวี่ต้องล่วงหน้าออกจากสถานีไปจ้างรถม้า ละครของพวกเขาก็ขาดตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่ง ย่อมต้องสูญเสียอรรถรสไปไม่น้อย

“ไม่เป็นไร ฉันตามหาตัวแทนไว้ก่อนแล้ว!” เมื่ออยู่ต่อหน้าหันชิวเถียนชิงอวี่ไหนเลยจะจนมุมให้กับคำถามที่ง่ายดายเช่นนี้? เขามองดูรอบข้าง ยื่นมือไปฉุดดึงจางซงหลิงที่กำลังเตรียมมุดเข้าไปด้านหลังออกมา “ให้เขาแสดงแทนฉัน สะอาดสะอ้าน อ้วนท้วนสมบูรณ์ รูปร่างเตี้ยกว่าฉันซะอีก เหมาะที่จะแสดงเป็นทหารญี่ปุ่น!”

“เถียน พี่เถียน ฉัน ฉันแสดงไม่เป็น แสดงไม่เป็นจริงๆ!” จางซงหลิงหน้านิ่วพลางร้องขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร หลังจากแกขึ้นแสดง ก็แค่กล่าวบทพูดประโยคเดียว ขยับร่างกายอีกสองจังหวะ ฉันจะสอนให้แกเดี๋ยวนี้ รับรองว่าก่อนลงจากรถไฟต้องทำได้อย่างแน่นอน!” เถียนชิงอวี่อุตส่าห์คว้าตัวแทนมาได้ ไหนเลยยอมปล่อยไปง่ายดาย? รีบฉุดดึงมือของจางซงหลิง ถ่ายทอดวิชาประจำตัวให้แก่เขา “มา ทำตามฉัน แบบนี้ ยาสึเกะเตะ (พวกเราบุก) ”

 

“ยาสึเกะเตะ(พวกเราบุก)” ฆ่าคน วางเพลิง บทพูดประโยคเดียวกับขยับร่างกายอีกสองจังหวะ จางซงหลิงที่ถูกเลือกให้มาเป็นตัวแสดงแทนชั่วคราวฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงเริ่มการแสดง ก็ยังไม่ค้นพบอารมณ์ความรู้สึกที่พึงมี

ไม่ใช่เพราะเขาปราศจากพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่เป็นเพราะเขาอ่อนต่อโลกมากเกินไป ก่อนหน้านี้ที่คึกคะนองเข้าร่วมขบวนเผยแพร่ของกลุ่มโจวเจวีย เนื่องเพราะรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของชาวจีนไม่ควรปล่อยให้ศัตรูมารุกรานเหยียบย่ำ ส่วนความโหดเหี้ยมทารุณโดยรวมของทหารญี่ปุ่นนั้น โดยส่วนตัวแล้วยังไม่เคยเผชิญหรือสัมผัสด้วยตนเองมาก่อน

ยามเรียนหนังสืออยู่ในเมืองใหญ่ บางครั้งบางคราวจางซงหลิงก็เคยฟังผู้อื่นเล่าถึงโศกนาฏกรรมที่จี่หนาน แต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้นเกิดขึ้นในต้นฤดูร้อนของปีที่สิบห้าแห่งสาธารณรัฐจีน ( ค.ศ.1926 ) ซึ่งผ่านมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว รายละเอียดเหล่านั้น ถูกกาลเวลาลบล้างจนเลือนราง ประชาชนในประเทศไม่ชอบจดจำความแค้น โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าตนเองไร้หนทางแก้แค้น ก็มักเลือกที่จะลืมเลือน ร้านค้าในเมืองใหญ่ที่เปิดกิจการโดยพ่อค้าญี่ปุ่น มักสามารถหาซื้อสิ่งของที่แปลกใหม่จำนวนหนึ่ง รูปโฉมภายนอกประณีตงดงามกว่าสินค้าในประเทศ คุณภาพก็น่าเชื่อถือกว่า พนักงานในร้านญี่ปุ่นยามเดินอยู่ข้างนอก แต่ละคนล้วนเย่อหยิ่งโอหัง แต่การปฏิบัติตัวต่อลูกค้าที่เข้ามาในร้าน พวกมันกลับทำตัวประจบประแจง แม้ว่าเพียงแค่เดินเข้าไปเยี่ยมชม ไม่ซื้อสิ่งของอะไร พวกมันยังคงส่งแขกออกไปอย่างเคารพนบนอบ

ฤดูใบไม้ผลิในปีนี้ กองทัพญี่ปุ่นซ้อมรบครั้งใหญ่ที่น่านน้ำชิงเต่า ปากกระบอกปืนใหญ่แทบจะจ่ออยู่บนปลายจมูกของชาวซานตง ซึ่งครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของจางซงหลิงรุนแรง แต่ผลสุดท้ายของการซ้อมรบครั้งนั้นกลับไร้ประสิทธิผลเท่าที่ควร เมื่อเห็นว่าไม่สามารถข่มขวัญประชาชนและกองทัพในเขตซานตง เรือรบญี่ปุ่นจึงล่าถอย การตึงกำลังของทั้งสองฝ่ายล้วนไร้ความสูญเสียและการบาดเจ็บล้มตาย

สำหรับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ศึกนองเลือดที่ฉางเฉิง ศึกรบที่จิ้นสุย ยังมีกองทัพญี่ปุ่นที่คอยบุกประชิดเป่ยผิง แทบจะปิดล้อมกองทัพที่ยี่สิบเก้าจากสามด้าน สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นข่าวคราวที่อ่านมาจากในหนังสือพิมพ์และเครื่องวิทยุ สำหรับจางซงหลิงแล้ว แม้ว่าทุกครั้งจะทำให้เขาโกรธเคืองเคียดแค้น แต่กลับอับจนปัญญานำภาพลบเหล่านั้นไปลงกับชาวญี่ปุ่น ภายในความคิดอันตื้นเขินและไร้เดียงสาของเขา มักรู้สึกว่าข่าวคราวจากในหนังสือพิมพ์และเครื่องวิทยุนั้นเกินจริงไปบ้าง กองทัพญี่ปุ่นบุกทะลุทะลวงในแผ่นดินจีนเป็นเรื่องจริง แต่เป้าหมายของพวกมันคือพิชิตแผ่นดินจีน ปกครองประเทศจีน แต่ไม่ใช่ต้องการสร้างความเจ็บแค้นที่ไร้ที่สิ้นสุดกับประเทศจีน ดังนั้นเรื่องราวที่พวกมันสมควรทำมากที่สุดคือการโน้มน้าวใจคน เพื่อได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวจีน แต่ไม่ใช่กระทำในวิถีตรงกันข้าม นอกเสียจาก นอกเสียจากคนญี่ปุ่นเกิดมาก็เป็นเดรัจฉาน ไม่สามารถใช้ความคิดอ่านของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ

จางซงหลิงในวัยหนุ่มเป็นคนมึนงงโง่เขลาแบบนี้ การแสดงย่อมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก ดีที่สมาชิกอื่นๆ ของชมรมเสี่ยฮวา ชำนาญและช่ำชองต่อการแสดงละครของตนเอง บทบาททหารญี่ปุ่นที่จางซงหลิงแสดงนั้นคล้ายก็ช่าง ไม่คล้ายก็ช่าง ล้วนไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม โดยเฉพาะตอนที่หัวหน้าโจวเจวียขึ้นแสดง เสียงเพลงขับร้องเสียงสูงสดใสบทหนึ่ง เป็นเพลงซงฮวาเจียง (เชิงอรรถ - * เพลงซงฮวาเจียงซ่าง ถือกำเนิดขึ้นในปลายปี ค.ศ.1936 แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนอย่างรวดเร็ว มีอิทธิพลต่อการปลุกระดมประชาชนชาวจีนให้ลุกขึ้นมาต่อต้านการรุกรานจากกองทัพญี่ปุ่น) แทรกซึมถึงจิตใจผู้คน นำความเจ็บปวดและความชิงชังของชาวตงเป่ยที่สูญเสียบ้านเกิดเมืองนอน ส่งตรงเข้าไปถึงในทรวงของผู้ชมทุกท่าน

“บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีป่าเขาเหมืองถ่านหิน ยังมีถั่วเหลืองและเกาเหลียง (ข้าวฟางแดง) เต็มท้องทุ่ง”

“บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีพวกพ้องของฉัน ยังมีบิดามารดาที่แก่เฒ่า…”

…”

เนื่องเพราะรางรถไฟชำรุดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้โดยสารติดค้างอยู่ในสถานีรถไฟผิงอันจ้ายมากมาย จิตใจของผู้คนเดิมทีเต็มเปี่ยมด้วยความกลัดกลุ้ม พอได้รับชมการแสดงของชมรมเสี่ยฮวา จิตใจของผู้คนก็ค่อยๆ สงบลง

มีคนกระซิบกระซาบกัน สืบหาข่าวคราวว่าเมื่อไรรถไฟจะสามารถออกเดินทางได้ มีคนเลือกไปตามหารถยนต์หรือรถม้าในผิงอันจ้าย เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางต่อไป ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกรอคอยอยู่ในห้องผู้โดยสารอย่างเงียบสงบ เผื่อมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาในชั่วเวลาอันสั้น ถึงอย่างไรช่วงเวลานี้โกลาหลวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน เปลี่ยนวิธีการคมนาคมอย่างอื่นก็ใช่ว่าจะน่าเชื่อถือกว่ารถไฟ และระดับความปลอดภัยนั้นยิ่งไม่อาจสู้รถไฟได้ มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่รอคอย ยังมีการแสดงอันยอดเยี่ยมจากนักศึกษาให้รับชม แลดูนับว่าไม่ยากต่อการฆ่าเวลา

เพียงเสียดายที่ทุกคนรอคอยตั้งแต่ตอนบ่ายจนถึงตะวันคล้อยไปทางตะวันตก ก็ไร้ข่าวคราวว่าเมื่อใดรถไฟจะเดินทางได้อีกครั้ง กลับได้ยินเสียงเล่าขาน บอกว่ามีกองทัพญี่ปุ่นไม่ทราบจำนวนเดินทางจากเย่อเหอมาถึงเฟิงไถ ตรึงกำลังกองทัพที่ยี่สิบเก้า ส่วนในทุกเส้นทางของฉางเฉิงที่ทะลุออกนอกด่าน ยามนี้ก็มีคนในพื้นที่พบเห็นกองทัพญี่ปุ่นจำนวนมากเดินทางลงใต้ มุ่งหน้าประชิดเป่ยผิง ซึ่งช่วงจังหวะเวลานี้ ไม่ว่าจะไปทำการค้าที่ผิงจิงหรือว่าไปเยี่ยมเยือนญาติสนิทมิตรสหาย ล้วนไม่ใช่โอกาสอันดี และทางเลือกที่ดีที่สุดคือซื้อตั๋วรถไฟ ย้อนกลับลงใต้ เดินทางมาจากที่ใดรีบกลับไปที่นั่น!

“แต่รางรถไฟชำรุดแล้ว รถไฟจากทางเหนือแล่นผ่านมาไม่ได้ ผู้คนก็อับจนปัญญาเดินทางกลับ!” มีบางคนไม่ค่อยเข้าใจถึงวิถีการวิ่งของรถไฟ วิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาด้วยมุมมองของตนเอง

“ใช่! และไม่ทราบว่าชำรุดในช่วงไหน มีคนไปซ่อมแซมแล้วหรือไม่?” ผู้โดยสารท่านอื่นๆ ต่างส่งเสียงคล้อยตามกัน ซึ่งประเดี๋ยวก็ล่วงรู้ถึงคำตอบแล้ว ได้ยินว่ามาจากภายในของสถานีรถไฟ บนรางรถไฟที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ มีสะพานข้ามห้วยที่สำคัญสามแห่ง ไม่ทราบเพราะสาเหตุอะไร ต่างเกิดปัญหาขึ้นมาพร้อมกัน ไม่เพียงรถไฟบรรทุกผู้โดยสารผ่านไปไม่ได้ แม้แต่สินค้าที่ขนส่งจากทางใต้ไปยังเป่ยผิง ล้วนติดอยู่ระหว่างทาง

“อาจจะเป็นฝีมือของคนญี่ปุ่น พวกมันกลัวรัฐบาลจงยางส่งเสบียงและกระสุนดินปืนมาให้กองทัพที่ยี่สิบเก้า!!” บางคนมีความคิดอ่านเฉียบแหลม รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของการหยุดวิ่งรถไฟในครั้งนี้

“ใครว่าอาจจะ ต้องเป็นฝีมือของพวกเขาแน่นอน! พวกมันวางแผนหมายครอบครองเป่ยผิงมาตั้งนานแล้ว!” ผู้โดยสารรอบข้างส่งเสียงยืนยันดังลั่น โบ้ยความเดือดร้อนที่ได้รับให้เป็นความผิดของกองทัพญี่ปุ่น

การโบ้ยความผิดเช่นนี้ ไร้หลักฐานอะไรยืนยัน บางทีอาจเป็นการปรักปรำคนญี่ปุ่น ทว่าในเหตุการณ์ลักษณะนี้ ตัดทำลายรางรถไฟ นอกจากคนญี่ปุ่นแล้วยังมีใครสามารถทำได้อีก? หรือเป็นประชาชนชาวจีนไร้งานการทำ ตนเองมาทำลายรางรถไฟของบ้านเกิดตนเอง ส่วนกองทัพที่ยี่สิบเก้าของซ่งเจ๋อหยวน ยิ่งหวังให้รักษาเส้นทางนี้เพื่อรอรับการสนับสนุนทางทหารจากด้านหลัง ไหนเลยจะลงมือทำลายมันเสียเอง!!

“คนญี่ปุ่นพวกนั้น อยู่ในแผ่นดินจีนก็ไม่เคยทำเรื่องดีมาก่อน!” ผู้คนยิ่งคิดยิ่งโกรธเคือง เริ่มด่าทอขึ้นมา

พอเอ่ยถึงประเด็นนี้ เสียงตอบรับก็ดังขึ้น หลายปีมานี้ นอกจากพวกหนอนหนังสือจำนวนน้อยที่จดจ่อต่อการเรียน ขอเพียงเป็นผู้ที่เคยออกนอกบ้านเป็นประจำ ก็ล้วนเคยประสบพบเห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางไปในแถบเย่อเหอและชาฮาร์ ทุกครั้งที่กลับมา ล้วนต้องนอนฝันร้ายไปอีกหลายคืน

แต่ว่าด่าทอส่วนด่าทอ ความจริงทุกคนกลับทราบดี รัฐบาลอับจนปัญญาในการจัดการคนญี่ปุ่น ตั้งแต่โศกนาฏกรรมจี่หนานในปีที่สิบห้าแห่งสาธารณรัฐจีนเป็นต้นมา รัฐบาลสาธารณรัฐจีนไม่ว่าด้านการทหารหรือด้านการต่างประเทศ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนญี่ปุ่น ก็ไม่เคยพานพบชัยชนะมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว รวมทั้งกองทัพที่ยี่สิบเก้าที่กำลังฝืนต้านทานในแถบผิงจินตอนนี้ นอกจากบางครั้งบางคราวยังพอต่อต้านได้บ้างแล้ว เวลาส่วนใหญ่ ล้วนถูกกองทัพญี่ปุ่นบีบให้ล่าถอยต่อเนื่อง

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมจี่หนาน กองทัพปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐจีนยอมประนีประนอม แลกมากับการเข้าเมืองมาของทหารญี่ปุ่น จบลงด้วยโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ประชาชนและทหารรวมหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าชีวิต ภายหลังเหตุการณ์รัฐบาลกลับไร้ความกล้าที่จะบอกให้กองทัพญี่ปุ่นกล่าวคำขอโทษ มีเพียงคำว่า ‘เข้าใจผิด’ แล้วเลิกรากันไป

เหตุการณ์กรณี 18 กันยายน กองทัพประจำการตงเป่ยหนึ่งแสนหกหมื่นนายถูกทหารญี่ปุ่นไม่ถึงสองหมื่นนายไล่โจมตี สูญเสียพื้นที่ทั้งตงเป่ยภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี หลังเหตุการณ์ จางฟู่ซือลิ่ง (รองผู้บัญชาการแซ่จาง) แม้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง แต่พอผ่านไปไม่นาน ก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

ศึกที่ฉางเฉิง คมดาบของกองทัพที่ยี่สิบเก้าฟาดฟันศีรษะของทหารญี่ปุ่นไม่น้อย แต่ข้างกายเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) มีข้าราชการกังฉิน กองทัพที่ยี่สิบเก้ากำลังสู้ศึกเป็นตายกับกองทัพญี่ปุ่นอยู่ภายนอก ภายในเหออิงชินเริ่มแอบสมคบคิดคนญี่ปุ่น สุดท้ายโลหิตของนักรบหนึ่งหมื่นแปดพันนายสังกัดกองทัพที่ยี่สิบเก้า เพียงแลกมาซึ่งสนธิสัญญาถังกูหนึ่งแผ่น ธงอาทิตย์อุทัยของญี่ปุ่น ปักถึงเขตมี่อวิ๋นและหวายโหยว ไม่เพียงแบ่งดินแดนเย่อเหอกับชาฮาร์ไป ทั้งยังยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ทางตะวันออกของมณฑลเหอเป่ย

ส่วนประชาชนของแผ่นดินจีน พวกเขาย่อมไม่อาจมองเห็นถึงรัฐบาลจงยางที่ยอมทนความอัปยศเพื่อแผนการรบครั้งใหญ่ แต่ความจริงที่กองทัพรัฐบาลไม่สามารถรบเอาชนะทหารญี่ปุ่น กลับยิ่งมายิ่งชัดเจน ดังนั้นไม่ว่าดาบใหญ่ของกองทัพที่ยี่สิบเก้าคมกริบเพียงใด สุดท้ายยังคงต้องตายสถานเดียว

ดังนั้น ในเมื่อรางรถไฟชำรุด ไฟสงครามมีสิทธิ์ลุกลามขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนยังคงทำตัวให้ฉลาดหน่อย คิดหาวิธีเลี้ยวหัวกลับบ้านเถอะ! เรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใหญ่โตอย่างเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) ซ่งจู่สี (ประธานซ่ง) และหันจู่สี (ประธานหัน) ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราแบกรับไม่ได้ และสูญเสียไม่ไหว

แต่เสียงเพลงที่วนเวียนดังกังวาน กลับส่งผลให้นักเดินทางที่ตัดสินใจแน่วแน่ อับจนปัญญาก้าวเท้าต่อไป นักศึกษาหนุ่มสาวเหล่านั้น คล้ายกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักหวาดกลัว ยังคงร้องเพลงต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาต้องการอะไร? สิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นคืออะไร? หรือว่าพวกเขายังไม่ทราบว่า เป่ยผิงในขณะนี้กลายเป็นดินแดนอันตรายแล้ว?

แสงแดดในยามพลบค่ำเริ่มเหลืองอร่าม สาดส่องลงบนใบหน้าของพวกจางซงหลิง บทเพลงในตอนนี้คือ “หวนหว่อเหอซาน”(เชิงอรรถ-*เพลงหวนหว่อเหอซาน ประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ.1932 ตามคำบอกเล่าว่าเคยถูกนักเรียนทหารนำไปเป็นเพลงกองทัพ) (คืนแผ่นดินข้า) เป็นเพลงร้องประสานเสียงบทหนึ่ง ฮึกเหิมห้าวหาญ เข้ากับบุคลิกของเขาพอดี ดังนั้นเขาจึงร้องได้อย่างประทับใจ

“ผืนธงพลิ้วไหว ม้ายืนตระหง่าน ปืนพาดบ่า ดาบแขวนเอว

โลหิตร้อนดุจคลื่นคลั่ง ถึงเวลาชายชาติทหารตอบแทนคุณแผ่นดิน

รีบลุกขึ้น อย่ามัวเป็นคนป่วย รีบสามัคคี อย่ามัวเป็นเม็ดทรายที่กระจายตัว…”

บนเวทีที่ใช้แท่นชอล์กวาดขึ้นมาชั่วคราว ใบหน้าแต่ละคนล้วนอ่อนเยาว์ อ่อนเยาว์จนไม่สามารถปิดบังความไร้เดียงสาของตนเอง แต่พวกเขากลับไม่สนใจต่อสิ่งนี้ เพียงแต่ร้องเพลงดังลั่น ร้องอย่างสุดอารมณ์ รอบแล้วรอบเล่า เพลงแล้วเพลงเล่า

 

“บ้านแตกชาติล่ม ภัยลามถึงหางคิ้ว

เพื่อความอยู่รอด จำต้องชีพพลี

ความแค้นไหนจะไม่ชำระ? ไม่สังหารข้าศึกไม่หายแค้น…”

 

นึกถึงใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของแต่ละคน อีกไม่นานก็ต้องเปรอะเปื้อนดินปืนและคราบโลหิต ต้องถูกดินโคลนกลบหน้า เหล่าผู้โดยสารที่กำลังเตรียมตัวจากไป หัวใจราวกับถูกบีบคว้านกะทันหัน เจ็บปวดเข้าไปถึงในกระดูก

ความจริงในทุกวันนี้ ทำให้ผู้คนผิดหวัง ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง ทำให้หัวใจของผู้คนชินชา แต่ช่วงเวลาในขณะนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่สิ้นหวังต่อสถานการณ์เพียงใด ก็ไม่อาจหัวเราะในความไร้เดียงสาของเหล่านักศึกษา ในช่วงจังหวะเดียวกัน เหล่าผู้โดยสารได้ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลงอีกครั้ง บางคนถือกระเป๋าสัมภาระ เดินผ่านเวทีอย่างรีบร้อน ราวกับหนีเอาชีวิตรอด ไม่กล้าหันหน้ากลับมาอีก

ผู้โดยสารจำนวนมาก เปิดกระเป๋าเงินตนเองอีกครั้ง หยิบธนบัตรหลากหลายออกมาจำนวนหนึ่ง วางลงไปในกล่องรับบริจาคที่วางอยู่ด้านหน้าเวทีอย่างเงียบงัน

“ขอบคุณ ขอบคุณ…” หันชิวกับหลิ่วจิงที่รับผิดชอบเป็นพิธีกรดวงตาแดงก่ำ โค้งคำนับให้ผู้คนติดต่อกัน ผู้โดยสารที่เพิ่งบริจาคเงิน กลับไม่กล้ารับการโค้งคำนับของพวกเธอ เดินห่างหลายก้าว หันหน้าให้เวที โน้มศีรษะอย่างสุดตื้นตัน!

ผู้คนทั้งหลายไร้ความกล้าที่จะไปร่วมต้านศึกกับพวกเขา อย่างน้อยสมควรยิ้มส่งพวกเยาวชนกระมัง บางคนแอบปัดเช็ดน้ำตาที่หางตา ด้านหนึ่งเดินไปข้างนอก ด้านหนึ่งใช้สองมือตีจังหวะที่เพิ่งเรียนรู้มา

ผู้คนอีกมากมาย เลือกที่จะส่งเสียงแผ่วเบาคล้อยตาม

 

“บ้านแตกชาติล่ม ภัยลามถึงหางคิ้ว

การพยุงชาติ ล้วนพึ่งพวกพ้องน้องพี่

ความแค้นไหนจะไม่ชำระ? ไม่สังหารข้าศึกไม่หายแค้น…”

หนังสือแนะนำ