บทที่สาม เมื่อเป็นขันที (ต่อ)

      ท่านพ่อของนางแย้งด้วยสีหน้ายิ้มละไม “ตระกูลหวางเป็นตระกูลใหญ่ ไหนเลยต้องให้ลูกสะใภ้มาปรนนิบัติด้วยตัวเอง ฤดูใบไม้ผลิจื่อเสียแต่งออกไปก็ยังทำตัวเหมือนตอนอยู่ที่บ้านได้”

      หวงจื่อเสียพลันชะงักนิ่งไป นางวางชามลง ถามว่า “ฤดูใบไม้ผลิ?”

      หวงฮูหยินรีบส่งสายตาให้สามีแล้วพูดกับบุตรีว่า “ใช่แล้ว ท่านย่ากับท่านอาเจ้ามาครั้งนี้ ก็เพื่อปรึกษาว่าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะให้เจ้าออกเรือน ประจวบกับตระกูลหวางก็มีความคิดเช่นนี้พอดี...”

      “ความจริงพวกท่านได้ตัดสินใจกันแล้วมิใช่หรือ” หวงจื่อเสียโกรธจนตัวสั่น อดลุกขึ้นยืนไม่ได้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอร้องพวกท่านนานแล้วว่าให้ล้มเลิกการแต่งงานกับตระกูลหวาง แต่พวกท่าน...วันนี้กลับยังจะบังคับข้าให้แต่งงานไปอีก!”

      “เด็กคนนี้นี่ ช่างเหลวไหลนัก” แต่แรกหวงจวิ้นก็ได้หารือกับตระกูลหวางไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เห็นนางเป็นเช่นนี้ก็หน้าเสีย วางตะเกียบลง พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตระกูลหวางแห่งหลางหยาเป็นตระกูลใหญ่รากฐานนับร้อยปี ฮองเฮาสองพระองค์ของฮ่องเต้รัชกาลนี้ต่างมาจากตระกูลหวาง เจ้าคิดว่าการแต่งงานนี้จะล้มเลิกก็ล้มเลิกได้หรือ เจ้าสามารถแต่งเข้าตระกูลหวางก็เพราะบรรพบุรุษสั่งสมบุญมาดี อย่างไรเสียก็จงรีบเตรียมสินเจ้าสาวเถอะ!”

      ท่านพ่อเองก็ถอนใจกล่าว “จื่อเสีย การแต่งงานนี้ เป็นการแต่งงานที่ท่านปู่เจ้าตกลงไว้ตอนเป็นเสนาบดี ตอนนี้บ้านเราตกต่ำลง ถึงกระนั้นตระกูลหวางก็ไม่เคยรังเกียจ เห็นได้ว่าครอบครัวเขาชอบเจ้าจริง ๆ เจ้าสามารถแต่งให้หวางอวิ้นได้ก็นับเป็นเรื่องดี พ่อเคยเจอหวางอวิ้นมาก่อน นิสัยหน้าตาล้วนเป็นเลิศ ไม่ด้อยกว่าคนอื่น”

      “แต่ข้าชอบคนอื่น ไม่ชอบเขา!”

      หวงเยี่ยนพี่ชายที่ตลอดเวลาเอาแต่ก้มหน้ากินข้าว ในที่สุดยามนี้จึงเงยหน้าขึ้น พูดเติมเชื้อไฟอยู่ด้านข้างว่า “ดีนัก ไม่ถูกใจตระกูลหวาง รอเจ้าทำให้คนทั้งบ้านตายหมดก็ล้มเลิกการแต่งงานได้แล้ว”

      หวงจื่อเสียรู้สึกสมองชาวาบ นางกระแทกชามในมือลงกับโต๊ะอย่างแรง มือสั่นจนจับชามและตะเกียบไม่อยู่ ชามน้ำแกงจึงคว่ำ กลิ้งจากโต๊ะลงไปแตกเป็นเสี่ยง

      น้ำแกงกระเซ็นเปื้อนชายกระโปรงของท่านย่าที่อยู่ด้านข้าง ท่านย่ายืนขึ้นอย่างจนใจ เร่งให้หญิงรับใช้รีบมาเช็ด ตำหนิพลางถอนใจ “เด็กคนนี้นิสัยแย่ลงทุกทีแล้ว พูดจากันอยู่ดี ๆ ทำไมต้องปาชามด้วย”

      นางรู้สึกเพียงดวงตาแสบร้อนยากทนทาน น้ำตาใกล้จะหลั่งรินเต็มที ได้แต่เอามือปิดหน้า หันกายกลับไปร้องไห้โฮในห้อง

      ไม่รู้ร้องอยู่นานเท่าไร รู้แต่มีมืออ่อนนุ่มคู่หนึ่งตบเบา ๆ บนไหล่ เสียงของท่านแม่ดังขึ้นอย่างอ่อนโยนและแผ่วเบาที่ข้างหู “จื่อเสีย อย่าเอาแต่เสียใจอย่างนี้เลย เรื่องนี้...ข้ากับพ่อเจ้ากำลังหารือกันอยู่ หากเจ้าคัดค้านถึงเพียงนี้จริง พวกเราก็จนใจ ต่อให้ต้องล่วงเกินตระกูลหวาง ก็จะไม่ให้เจ้าต้องทุกข์ใจถึงเพียงนี้แน่”

      นางหันไปมองท่านแม่ทั้งน้ำตา เห็นท่านแม่ยิ้มอย่างจนปัญญา ท่านแม่เอ่ยว่า “กลับไปขอโทษท่านย่ากับท่านอาก่อน ครอบครัวเดียวกันมีเรื่องใดหารือกันไม่ได้เล่า”

      “แต่ข้า...ข้ากลับไป... น่าอายจะตาย” นางสะอื้น

      “เจ้าไปห้องครัวยกกับข้าวมา คืนนี้เจ้ามิใช่ทำน้ำแกงขาแพะที่ท่านย่าชอบที่สุดไว้หรอกหรือ ไปเถิด กลับมาแล้วก็ตักให้ทุกคนคนละชาม ยอมรับผิดที่ทำกิริยาไม่ดีไปเมื่อครู่ ทุกคนจะช่วยเจ้าคิดหาวิธีเอง”

      นางพยักหน้ารับ เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วไปที่ห้องครัว ยกน้ำแกงขาแพะชามนั้นไปที่โต๊ะกับมือ ทั้งยังตักส่งให้ทุกคนเองด้วย และมีแต่นางที่เพิ่งร้องไห้มา ลำคอตีบตัน ทั้งน้ำแกงขาแพะก็มีกลิ่นสาบที่นางไม่ชอบ ดังนั้นนางจึงเพียงดื่มนมซิ่งเหริน (นมผสมอัลมอนด์) ไปครึ่งชาม

      คืนนั้น ครอบครัวนางตายเพราะพิษกำเริบทั้งบ้าน สารหนูที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตก็อยู่ในน้ำแกงขาแพะที่นางเป็นคนยกไปและตักให้ทุกคนเองกับมือ

 

      พลบค่ำท้องฟ้าสลัว ตลอดทางที่ผ่านมา เป็นเวลาที่แสงโคมและตะเกียงในนครฉางอันเริ่มส่องสว่าง

      หลี่ซูไป๋นิ่งฟังเงียบ จนนางเล่าจบ จึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “แต่...อาศัยเพียงเท่านี้ ก็ไม่อาจอธิบายว่าเจ้าวางยาพิษสังหารคนทั้งบ้าน หรือคนอื่นจะไม่มีโอกาสแตะต้องน้ำแกงขาแพะชามนั้นเลยหรือ”

      “ไม่มี” หวงจื่อเสียพูดอย่างแผ่วทุ้มทว่าชัดเจน “แพะเป็นแพะที่ผู้ช่วยสื่อจวินให้คนส่งมาเมื่อวันก่อน บ่ายวันนั้นเนื่องจากท่านย่ากับท่านอาของข้ามาหา ทางห้องครัวจึงเชือดแพะทำเนื้อแพะตุ๋นน้ำแดง น้ำแกงเนื้อแพะและน้ำแกงขาแพะ”

      กับข้าวอย่างอื่นไม่มีปัญหา แม้แต่น้ำแกงขาแพะ เนื่องจากทำมากเกินไป เมื่อหวงจื่อเสียตักไปแล้วชามใหญ่ พวกข้ารับใช้ก็แบ่งกันกินส่วนที่เหลือ ทว่าไม่มีใครเป็นอะไร มีแต่ชามที่หวงจื่อเสียตักและยกไปที่ห้องโถงแบ่งให้ทุกคนดื่มด้วยตัวเองเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่บ้างหลังมื้ออาหาร พวกท่านป้าในครัวยกกลับไปแล้วแอบเกียจคร้าน ลงกุญแจใส่ไว้ในตู้ห้องครัวทั้งอย่างนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นตอนพบว่าเกิดเรื่อง ตู้ยังลงกุญแจอยู่ รอจนกระทั่งเช้าท่านป้าหลู่ที่ดูแลครัวมาเปิดตู้เอาน้ำแกงขาแพะชามนั้นออกมาภายใต้สายตาจับจ้องของคนจากอำเภอ ทันทีที่พิสูจน์ก็รู้ว่า ในชามนั้นมีสารหนูใส่เอาไว้

      “ใช่มีคนใส่ยาพิษลงในชามน้ำแกงขาแพะหรือไม่”

      “ไม่มี ตอนนั้นข้ากลัวว่ามือจะไม่สะอาด ตอนหยิบชามมายังเอาไปล้างน้ำก่อนเที่ยวหนึ่ง และยังมีอีกจุดคือ...” หวงจื่อเสียกล่าวอย่างยากลำบาก “พวกเขาค้นเจอห่อสารหนูเปล่าในห้องข้า”

      “เจ้าซื้อสารหนูหรือ”

      “ใช่ ข้าซื้อมันจากกุยเหรินถัง ร้านโอสถที่มีชื่อเสียงที่สุดในเสฉวน พวกมือปราบไปดูบันทึกการซื้อ มีลายมือข้าลงชื่อไว้อย่างชัดเจน ยืนยันแน่นอนว่าไม่ผิด”

      “เจ้าซื้อสารหนูไปเพื่ออะไร” หลี่ซูไป๋ถาม

      “ข้า...” นางออกจะลังเล “เพราะก่อนหน้านี้ข้ากับอวี่เซวียนได้อ่านหนังสือด้วยกัน มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘ปกิณกะโหย่วเซิง’ บันทึกตำรับยาลับในหมู่ชาวบ้าน บอกว่าน้ำโกวเหวิ่น (พืชชนิดหนึ่ง ไทยเรียกว่าต้นมะลิเหลือง รากและใบมีพิษร้ายแรง (ชื่อจีนยังมีความหมายว่า ‘สามใบตาย’)) สามสลึงสามารถต้านพิษสารหนูสองตำลึงได้ ข้าไม่เชื่อ เลยพนันกับเขา...เนื่องจากข้าเคยช่วยทางการทำคดีฆาตกรรมด้วยพิษมา ดังนั้นการซื้อสารหนูจึงตกเป็นหน้าที่ข้า ส่วนอวี่เซวียนขึ้นเขาไปเด็ดโกวเหวิ่น เตรียมเอาสุนัขอันธพาลข้างบ้านหลายตัวที่ชอบกัดคนมาทดสอบดู”

      “ก่อนหน้าพวกเจ้าก็มักจะพนันกันเช่นนี้บ่อย ๆ หรือ”

      “ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง”

      “เจ้าชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ว?”

      “ชี้แจงแล้ว อวี่เซวียนก็ช่วยยืนยันให้ข้าด้วย แต่ถูกหาว่าเป็นข้ออ้าง”

      หลี่ซูไป๋เลิกคิ้วน้อยๆ “อวี่เซวียนผู้นั้น ตอนนั้นอยู่ที่ใด”

      หวงจื่อเสียเงียบไปนาน จึงกล่าวช้า ๆ “เขาไม่มีโอกาสลงมือ วันนั้นหลังจากเขาไปจากบ้านข้า ก็ไปถกปัญหาการปกครองกับสหายกลุ่มหนึ่งที่สถานศึกษา ตอนเย็นกลับถึงบ้านก็ไม่ได้ออกจากบ้านอีก กระทั่งได้ข่าวการตายของบิดามารดาข้าจึงรีบเร่งรุดมา”

      “เป็นเช่นนี้ เรื่องที่เจ้าสังหารคนก็ชัดเจนกระจ่างแจ้ง” หลี่ซูไป๋กล่าวเนิบๆ

      “ใช่ โอกาสเดียวที่จะวางยาพิษได้ก็คือเส้นทางที่ข้ายกน้ำแกงขาแพะชามนั้นเดินจากห้องครัวไปห้องโถง ทั้งข้ายังมีบันทึกการซื้อสารหนู และมี...สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าแรงจูงใจ”

      หลี่ซูไป๋ผงกศีรษะ พูดช้า ๆ “เช่นนี้ดูแล้ว ผู้เดียวที่สามารถสังหารบิดามารดาเจ้าได้ ก็คือเจ้าจริง ๆ คิดจะพลิกคดี ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”

      นางนั่งอยู่ตรงข้ามหลี่ซูไป๋ มองลายผ้าแพรที่ตกแต่งในรถม้าอย่างวิจิตร กิเลนสัตว์มงคลและเมฆมงคลห้าสีที่ใช้ด้ายทองเส้นเล็กร่างโครง รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของกำยานที่จุดบนรถ ชวนให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส ท่ามกลางกลิ่นหอมอบอุ่นนุ่มนวลนี้ นางกลับเหมือนเผชิญโศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดนั้นอีกครั้ง ทำให้นางหนาวเหน็บตลอดร่าง ไม่อาจหายใจได้

      ริมฝีปากนางดุจดอกไม้ขาวโรยรากลางสายลม แม้ชุดขันทีสีแดงบนร่างก็ไม่อาจเพิ่มเติมสีเลือดให้นางได้สักนิด นางมองคนตรงหน้า น้ำเสียงแหบเครือเล็กน้อย “ท่านอ๋อง ท่านใช่คิดเหมือนพวกเขาหรือไม่ ใต้หล้านี้จะมีผู้ที่สังหารทุกคนในครอบครัวตน เพียงเพราะ--- สาเหตุนั้น?”

      หลี่ซูไป๋มองนางเนิ่นนาน ก่อนเบนสายตาไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ “ผู้ใดจะรู้เล่า ใจคนยากแท้หยั่งถึงที่สุด โดยเฉพาะใจสตรีอายุเช่นเจ้า”

      หวงจื่อเสียมองสีหน้าเฉยชาของเขา กล่าวเสียงสั่น “หากท่านอ๋องสามารถยื่นมือช่วยเหลือได้อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้จริง ข้าเชื่อว่า เมฆจักมิอาจบดบังดวงตะวันได้นานนัก ความแค้นของบิดามารดาข้า ต้องกระจ่างแก่ใต้หล้าได้อย่างแน่นอน”

      “รอฤดูร้อนผ่านไปแล้ว ข้าจะไปเสฉวนสักครา ถึงตอนนั้น ข้าจะพาเจ้าไป ฟื้นคดีของบิดามารดาเจ้าใหม่ทั้งหมด ข้าเชื่อว่าผู้ที่ไขคดีปริศนาได้อย่างง่ายดายเช่นเจ้า คงไม่ถึงกับคลำทางไม่ถูกเมื่อเรื่องเกิดกับตนจนไม่อาจล้างมลทินได้”

      นางขบริมฝีปากล่างอยู่นานจึงเอ่ยถาม “ท่านเชื่อข้า และจะช่วยข้าจริงหรือ”

      สายตาเขาหยุดบนใบหน้านาง แสงอาทิตย์ลอดผ่านเงาไม้นอกหน้าต่างประหนึ่งด้ายสีทองหลากสายเคลื่อนผ่านใบหน้านาง ท่ามกลางลำแสงสีทองนั้น ดวงหน้าซีดขาวและดวงตาคู่ใสกระจ่างของนางยิ่งเด่นชัดเตะตาผู้คนอย่างน่าตะลึง กระทั่งแสงสุรีย์ยังคล้ายเป็นเพียงเครื่องขับเน้น สูญสิ้นประกายไปยามอยู่ต่อหน้านาง

      ก็เป็นสตรีเช่นนี้เองซึ่งแบกความแค้นและโทษอันน่ากลัวที่สุดบนแผ่นดิน ทว่ากลับย่ำเดินบนเส้นทางยากลำบากที่สุดอย่างกล้าหาญไม่หวั่นเกรง กลบฝังความอ่อนแอเดิมทั้งหมดของอิตถีเพศไว้ในส่วนลึก เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าอย่างสุดตัว ทอประกายเจิดจ้า

      หัวใจที่สงบไร้คลื่นลมมานานของหลี่ซูไป๋พลันสั่นไหวขึ้นน้อย ๆ ในชั่วพริบตานั้น ราวสายลมวสันต์ลูบไล้ผ่านผิวทะเลสาบในหุบเขาลึก เกิดระลอกคลื่นบาง ๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก

      แต่ก็เป็นเพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาเบนสายตาตนไปนอกรถอีกครั้ง น้ำเสียงเพราะตั้งใจข่มไว้ จึงยิ่งต่ำและแหบไปเล็กน้อย “ใช่ ข้าเชื่อเจ้า และจะช่วยเจ้า ขณะเดียวกัน เจ้าก็ต้องมอบชีวิตหลังจากนี้ให้แก่ข้า”

      หวงจื่อเสียเงยหน้ามองเขา เห็นบุรุษเบื้องหน้าตกอยู่ภายใต้อาทิตย์อัสดงในยามนี้ ใบหน้าด้านข้างงดงามประหนึ่งขุนเขาสายธารที่สูงต่ำลดหลั่นกันนั้นคล้ายเป็นความแน่วแน่มั่นคงที่น้ำแข็งหมื่นปียังยากจะกัดเซาะ

      “ต่อแต่นี้ไปขอเพียงเจ้าอยู่ข้างกายข้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลและหวาดกลัวอีก”

      ในใจนางพลันรู้สึกถึงความขมขื่นจาง ๆ หยดหนึ่งหยดลงในทะเลสาบแห่งหัวใจตน เบื้องหน้าเป็นประหนึ่งภาพฝัน ปรากฏภาพฤดูร้อนในปีนั้นแวบผ่าน ดอกบัวบานเต็มสระ ยามนั้นคนผู้นั้นก็จับมือนาง และกล่าววาจาดังนี้เช่นกัน

      มาถึงยามนี้ เรื่องราวในโลกล้วนแปรผัน ชื่อเสียงย่อยยับ ดีที่นางทุ่มเทพยายาม ในที่สุดจึงคว้าโอกาสอันน้อยนิดมาได้ ท้ายที่สุดจึงได้มายืนอยู่ข้างกายคนที่อยู่เบื้องหน้านี้

      รถม้าหยุดลง ถึงจวนขุยอ๋องแล้ว หลี่ซูไป๋ผลักประตูรถม้าออก ตรงดิ่งลงจากรถ หันมาเห็นนางลงจากรถม้าด้วยสีหน้าท่าทางเลื่อนลอยจึงยกมือขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ พยุงนางลงจากรถ

      อาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์อัสดงประดุจทองคำ นางวางมือของตนกลางฝ่ามือเขา เห็นใบหน้าใต้แสงตะวันของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าเช่นเดียวกับมือคู่นั้น

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal