บทที่สาม เมื่อเป็นขันที (ต่อ)

      เจาอ๋องหลี่รุ่ยรีบรุกถาม “เช่นนั้น ภายหลังข้าได้ยินว่า วันแรกพวกเจ้ากำหนดเป้าว่าฆาตกรจะลงมือทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง วันที่สองกลับกำหนดไปที่ตรอกผู่หนิงทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เป็นเพราะสาเหตุใด”

      “เงื่อนงำต่าง ๆ ของคดีนี้ ต้องเริ่มเล่าจากประโยคหนึ่งในพระสูตรที่หลวงจีนจวงเจินออกเสียงผิด” หวงจื่อเสียอธิบายช้า ๆ “วันนั้นที่ตำหนักเจี้ยนปี้ บ่าวได้ยินท่านอ๋องทั้งหลายพูดถึงรายละเอียดของคดี หลวงจีนจวงเจินรูปนั้นในวันพิธีคาดว่าต้องอ่านพระสูตรยาวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าพันคำ แต่ฆาตกรกลับสามารถฟังออกทันทีว่าคำหนึ่งในพระสูตรนั้นออกเสียงผิด หากไม่ใช่นักบวชในพุทธศาสนา ก็ต้องเป็นสานุศิษย์ที่รู้เรื่องพระสูตรดี ในเมืองหลวงเองห้ามมิให้ออกจากบ้านยามวิกาล หากจะเที่ยวสังหารคนไปทั่วมีแต่ต้องหาที่พักในเขตนั้น ๆ ก่อน เขตที่เกิดเหตุหลายคดีก่อนไม่มีวัด หลวงจีนรูปหนึ่งไปค้างอ้างแรมที่อื่นย่อมต้องเป็นจุดสนใจ ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่สานุศิษย์เป็นผู้ก่อคดีจึงมีมากกว่า คนผู้นี้สังหารคนหลายคนอย่างโหดร้าย ต้องมิใช่ชาวพุทธอย่างแท้จริง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่างมงายตามความเชื่อแผลง ๆ ในหมู่ชาวบ้าน ผู้ที่มีความเชื่องมงายต้องมีสิ่งให้ยึดมั่น สันนิษฐานจากคดีก่อนหน้า เรื่องนี้มิได้เกิดตามสี่ทิศแปดด้านอย่างที่ลือกัน ดังนั้นบ่าวจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกงมงายยังมักมีความเคยชินอย่างหนึ่ง นั่นคือต้องดูปฏิทินก่อนทำการใด ๆ”

      ดังนั้นหลังจากที่นางพลิกดูปฏิทินแล้ว ก็พบว่าทิศที่ฆาตกรลงมือสังหารคนในวันเกิดเหตุตรงกับทิศมงคลของวันนั้น ๆ ในปฏิทินพอดี วันเกิดเหตุสังหารครั้งที่สาม ในปฏิทินเขียนว่าทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทิศมงคล เมื่อพลิกดูวันสังหารสองครั้งก่อนหน้า วันหนึ่งทิศมงคลอยู่ทางเหนือ วันหนึ่งทิศมงคลอยู่ทางใต้ พอดีตรงกับทิศที่ฆาตกรฆ่าคน ดังนั้นนางจึงเดาว่า ฆาตกรฆ่าคน ต้องใช้ปฏิทินเป็นตัวกำหนด ไม่ได้ฆ่าคนตามทิศทั้งสี่อย่างที่ทุกคนคิด

      ส่วนหลี่ซูไป๋หลังจากที่นางพลิกดูปฏิทินก็สังเกตเห็นจุดนี้ทันทีเช่นกัน ดังนั้นในวันที่ทิศมงคลอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งสองจึงไปดักซุ่มอยู่หน้าบ้านสตรีครรภ์แก่ที่ตรอกผู่หนิงด้วยกัน เพื่อรอฆาตกรมาติดกับเอง

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!” หลี่เหวินรีบถามต่อ “เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฆาตกรจะลงมือที่บ้านหลังนั้นแน่ รู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายในครั้งนี้ต้องเป็นหญิงมีครรภ์”

      “เพราะคนตายสามคนก่อนหน้า คนหนึ่งเป็นยามผู้เฒ่า คนหนึ่งเป็นช่างเหล็กวัยฉกรรจ์ ที่สองคนนี้ถูกฆ่ายังมิต้องเอ่ยถึง แต่เด็กที่โรงทานคนนั้นอ่อนแอโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งและกำลังใกล้จะตายอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ฆ่า เขาก็อยู่ได้ไม่นาน แล้วไยฆาตกรยังจะต้องลงมือฆ่าเขาอีกเล่า” หวงจื่อเสียพูดแล้วหยุดนิดหนึ่ง จึงอธิบายต่อ “ต่อมาบ่าวสังเกตเห็นเรื่องเรื่องหนึ่ง ก็คือช่างเหล็กวัยฉกรรจ์คนนั้น สถานที่ที่เขาถูกฆ่า คือร้านโอสถ--- พูดอีกอย่างคือ เขาถูกฆ่าขณะไปหาหมอ”

      หลี่เหวินกำลังคิดตาม หลี่รุ่นที่อยู่ด้านข้างมือกำจอกสุรา ถอนใจเบา ๆ กล่าว “ทุกข์ทั้งสี่ของมนุษย์ เกิดแก่เจ็บตาย”

“เป็นเช่นนี้จริง หนึ่งแก่ หนึ่งเจ็บ หนึ่งตาย ตอนนี้ที่เหลืออยู่อย่างเดียวคือ ‘เกิด’--- และสตรีมีครรภ์ผู้นั้นก็เป็นหญิงท้องแก่ใกล้คลอดเพียงคนเดียวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฉางอัน หากฆาตกรจะลงมือในวันนั้น เป้าหมายที่เล็งอยู่ต้องเป็นเป้าหมายนี้เท่านั้น นอกจากนี้ วันนั้นขณะไปฆ่าคน พอดีเจอตอนหญิงท้องกำลังคลอด จึงดีใจออกนอกหน้า คิดว่าสวรรค์ช่วยเขาบรรลุคำว่า ‘เกิด’ นี้”

      ชุยฉุนจั้นถอนหายใจ “ศาลต้าหลี่กับกรมอาญาร่วมกันไต่สวน ฆาตกรยอมรับสารภาพว่า ที่แท้ครอบครัวประสบภัย ตายหมดภายในหนึ่งเดือนเหลือรอดเพียงลำพัง ด้วยความวิตกกังวล ฆาตกรนับถือลัทธิหนึ่งที่แพร่มาจากแดนซีอวี้ (หมายถึงดินแดนแถบกานซู่ ซินเจียง หรือฝั่งตะวันตกของจีนสมัยโบราณ) ลัทธินี้เมื่อครั้งอยู่ที่ซีอวี้ก็ถูกไล่ล่า ใครเลยจะทราบว่ากลับเผยแผ่มาถึงจงหยวนได้ ในลัทธิมีคำสอนอุบาทว์หนึ่งบอกว่า เคราะห์ภัยสามารถส่งต่อให้ผู้อื่นได้ ฆาตกรโดนมารครอบงำจิตใจ เชื่อในคำพูดนี้ คิดว่าสังหารคนสี่คนนั้นแล้วตนจะสามารถหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ทั้งสี่ นับแต่นี้ไปจะมีชีวิตเสรี ไร้โรคไร้ทุกข์ บัดนี้ตัวอยู่ในคุกก็ยังไม่สำนึก ป่าวร้องโวยวายในห้องขัง อ้างว่าตนช่วยผู้อื่นและช่วยตนเองตามหลักธรรมแบบพุทธ ตายก็ไม่สำนึกจริง ๆ!”

      ภายในตำหนักเงียบกริบ ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า “เราว่าไม่ต้องรอหลังฤดูสารทแล้ว ในเมื่อคนร้ายยอมรับสารภาพ ทั้งมีพยานหลักฐานพร้อมมูล คนชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ยังจะเก็บไว้เพื่ออันใด หลายวันนี้พวกเจ้าก็สะสางคดีให้ดี อย่าให้เอะอะไม่เลิก”

      “เรื่องนี้โทษถึงประหาร มิทราบพระประสงค์ของฝ่าบาทคือ...”

      “ตัดเอว (โทษตัดเอว คือการตัดเอวนักโทษให้ร่างขาดเป็นสองท่อน ยืดเวลาตายให้ทรมานนานขึ้น ไม่ตายในทันที) เถิด”

      คดีเลือดครึกโครมในเมืองหลวงหลายเดือนก็ปิดฉากลงเช่นนี้ ทุกคนนึกถึงคดีฆาตกรรมหลายคดีนั้น ทั้งเห็นขันทีน้อยตัวผอมบางอายุสิบหกสิบเจ็ดเบื้องหน้ายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกิ่งหลิวต้นฤดูวสันต์ แต่กลับเป็นเด็กหนุ่มผอมบางเยี่ยงนี้ที่สางปมแรกออกอย่างง่ายดายท่ามกลางปมยุ่งเหยิงมากมายที่ทุกคนจนปัญญา เขากลับเรียบเรียงความคิดทั้งหมดออกมาได้ ในใจทุกผู้ทุกนามต่างบังเกิดความรู้สึกยากบรรยายโดยไม่รู้ตัว

      หลี่รุ่ยยิ้มแย้ม “ขันทีน้อยผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวนัก มิน่าเล่า ครั้งก่อนตอนข้าขอตัวเขาจากพี่สี่ พี่สี่ถึงหักใจพยักหน้าตกลงไม่ได้”

      หลี่ซูไป๋เองก็ยิ้มตอบ “น้องเก้ากล่าวเหลวไหล ตอนนั้นข้าไม่ได้พูดว่า ‘ไม่’ สักคำ”

      “ใช่แล้ว ข้าเป็นพยานให้พี่สี่ได้” หลี่เหวินเอ่ยแทรกขึ้น

      ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก แย้มสรวลดูพวกเขาต่อปากต่อคำกัน กระทั่งด้านหลังมีนางกำนัลมากระซิบข้างพระกรรณ จึงรับสั่งพร้อมรอยแย้มพระสรวล “น้องสี่ ช่วงนี้เจ้ามีเรื่องมงคลคู่ เราจะจัดงานฉลองในครอบครัวให้เจ้าก่อน รอวันมงคลใหญ่ของเจ้า เรากับฮองเฮาจะต้องไปยังจวนอ๋องเจ้า อวยพรให้เจ้าด้วยตัวเองอย่างแน่นอน”

      คนทั้งกลุ่มพลันเผยสีหน้ายินดีออกมา คังอ๋องหลี่เหวินถามขึ้นเป็นคนแรก “พี่สี่เลือกชายาแล้วหรือ เป็นธิดาสกุลใดกันพ่ะย่ะค่ะ”

      ฮ่องเต้ทรงพระสรวล “ยังไม่ได้เลือก แต่ก็ใกล้แล้ว กำหนดแล้วค่อยประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร พวกเจ้าก็อดใจทนรอไปก่อนเป็นอย่างไร สรุปคือชายาของน้องสี่ย่อมต้องเป็นกุลสตรีมีชาติตระกูลอันดับหนึ่งอันดับสองในใต้หล้าแน่นอน ต้องสมดั่งกิ่งทองใบหยกกับน้องสี่ เกื้อกูลส่งเสริมกันและกัน”

      งานฉลองวสันต์ ผู้คนทั้งปวงร่ำสุราชนจอกสรวลเสเฮฮากันในวังจนตะวันแดงฉานคล้อยไปทางทิศตะวันตกจึงแยกย้ายกันไป

      หวงจื่อเสียเดินตามรถม้าออกจากประตูวัง ขณะเพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก หลี่ซูไป๋ก็เลิกม่านรถขึ้นแล้วเรียกนาง “ขึ้นมา”

      นางปีนขึ้นรถอย่างจนใจ เห็นสายตาเขาเพียงกวาดผ่านร่างนางแวบหนึ่งแล้วเบนไปนอกหน้าต่าง นางมองลอดลายฉลุเมฆมงคลบนหน้าต่างรถไปด้านนอก ทิวทัศน์ปกติธรรมดาบนถนนกำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ

      เขามองด้านนอก ขณะโพล่งขึ้นว่า “คดีของครอบครัวเจ้า ตอนนี้ข้าอยากจะฟังสักหน่อย”

      หวงจื่อเสียชะงักไปนิดหนึ่งแล้วกระซิบถาม “ท่านอ๋องยอมสนใจไต่ถามคดีนี้จริงหรือ”

      “วาจาที่ข้าพูด หรือเจ้าคิดว่าข้าจะคืนคำ” เขาแสดงสีหน้า ‘เจ้าจะพูดไม่พูดก็ตามใจ’

      หวงจื่อเสียขบริมฝีปากล่างอยู่เนิ่นนานจึงนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยตรงข้ามเขา เริ่มต้นเล่าอย่างลังเลว่า “เรื่องสมควรจะเริ่มเล่าตั้งแต่หนึ่งวันก่อนเกิดคดีเลือดนั้น วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส ดอกเหมยบานเต็มสวนบ้านข้า ข้ากับอวี่เซวียนย่ำหิมะไปเด็ดกิ่งเหมยด้วยกัน เป็นวันในฤดูหนาวที่งดงามอย่างหาได้ยาก...”

      หลี่ซูไป๋ยังคงมองทิวทัศน์บนถนนด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปช้าๆ ถามว่า “อวี่เซวียนเป็นผู้ใด”

      “เป็น...ลูกกำพร้าที่ท่านพ่อรับเลี้ยงดูหลังมาถึงเฉิงตู อายุสิบแปดเขาก็สอบซิ่วไฉ( สมัยถัง การสอบซิ่วไฉเป็นการสอบรับราชการขั้นสูงแขนงหนึ่ง ทุกปีจะมีผู้สอบผ่านเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น)ได้ ทางการจัดสรรบ้านหลังน้อยให้เขาหลังหนึ่ง แต่เขาก็ยังมักมาเยี่ยมบิดามารดาข้าเสมอ”

      อ๋องหนุ่มเบนสายตามา เห็นใบหน้านางพลันปกคลุมด้วยสีหน้าพิกลอย่างหนึ่ง บนใบหน้าซีดขาวเด่นชัดเพราะตรากตรำครุ่นคิดและเดินทางมานานนั้น ถึงกับปรากฏสีแดงระเรื่อที่แทบมองไม่เห็น ทำให้นางแลดูต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

      อวี่เซวียน ดูท่าจะเป็นบุรุษที่เติบโตมาพร้อมกับนาง

      เขาเบนสายตาไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เพียงเปล่งเสียง “อ้อ” อย่างเรียบเฉยคำหนึ่ง

      หวงจื่อเสียเห็นเขาไม่ถามต่อ ในใจลึก ๆ รู้สึกโล่งอกอยู่บ้าง นางสูดหายใจลึก ก่อนจะเล่าเรื่องในวันนั้นต่อ เรื่องที่แม้จะผ่านไปนานหลายเดือนแล้ว แต่ยังคงประทับอยู่ในใจนางอย่างลึกซึ้ง

     วันนั้น ยามเช้ามีเกล็ดหิมะบาง ๆ ตกลงมาเล็กน้อย หลังหิมะหยุดตกท้องฟ้าแจ่มใส หิมะขาวโพลนขับเน้นดอกเหมยสีแดง ทั้งโลกกระจ่างใสดุจแก้วผลึก

     หวงจื่อเสียหอบดอกเหมยไว้เต็มอ้อมกอด ยิ้มหวานยื่นให้อวี่เซวียนที่อยู่ข้างกายดู อวี่เซวียนกล่าวว่า “วันก่อนข้าเห็นแจกันสีฟ้าหลังฝนคู่หนึ่งที่ร้านหนังสือ รู้สึกว่าวางไว้ในห้องเจ้าน่าจะสวยดี ข้าจึงซื้อมา วันนี้กลับลืมเอามาเสียได้ ตอนบ่ายข้าจะให้คนส่งมาให้”

     นางอมยิ้มพยักหน้า วันเวลาและทิวทัศน์อันงดงาม จับมือสบตามองกัน ทว่าวันในฤดูหนาวอันงดงามเช่นนี้กลับถูกการมาถึงของคนสองคนทำลายจนสิ้น

     พ่อบ้านพาท่านย่าและท่านอาเข้ามา นางร้องเรียกอย่างยินดี โยนดอกเหมยให้อวี่เซวียน แล้วโผไปกอดท่านย่าแน่น

     ตั้งแต่เด็ก ท่านย่ารักตามใจนางมาก นางจึงสนิทสนมกับท่านย่าเป็นพิเศษ อวี่เซวียนดูท่าแล้วก็ขอตัวลาไปก่อน ท่านย่ายิ้มมองเขา รอเขาไปแล้ว หวงจื่อเสียกลับได้ยินเสียงท่านย่าทอดถอนใจเบาๆ

     สองย่าหลานจูงมือกันไปคุยที่ห้องของท่านแม่ ท่านแม่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านย่าและท่านอาเจ้า มาครั้งนี้ก็เพราะเรื่องการแต่งงานของเจ้า”

     เรื่องแต่งงาน หวงจื่อเสียปล่อยมือท่านย่าอย่างเงียบงัน นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่พูดจา ท่านย่าตบมือนางเบา ๆ อย่างจนปัญญาแล้วยิ้ม “ตระกูลหวางเป็นตระกูลใหญ่ หวางอวิ้นเป็นหลานชายคนโตของตระกูล ทั้งพ่อเจ้าก็เคยเห็นเขามาแล้ว ตลอดมาชมเชยว่าเขาเป็นเลิศทั้งนิสัยและรูปโฉม เจ้าแต่งงานไปต้องราบรื่นสมหวังอย่างแน่นอน”

     ท่านแม่มองหวงจื่อเสียอย่างเป็นกังวล กระซิบเสียงแผ่วเบากับท่านย่า “ท่านแม่ ท่านยังไม่ทราบ เด็กคนนี้ไม่รู้คิดอะไรอยู่ในใจ พอได้ยินพวกเราเอ่ยถึงตระกูลหวางก็ไม่พอใจ”

     “เด็กสาวคงจะอายกระมัง” ท่านย่ายังคงยิ้ม

     หวงจื่อเสียอดทนกลั้นใจไว้ ขณะกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง พวกหญิงรับใช้ก็มารายงานว่าได้เวลาอาหารค่ำแล้ว คนทั้งกลุ่มจึงลุกขึ้นไปกินข้าวที่ห้องด้านนอก ท่านอาหวงจวิ้นพอเห็นนางก็ยิ้มพูดว่า “จื่อเสีย ต่อไปเป็นภรรยาคนอื่นแล้ว จะมากินข้าวช้าแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ ต้องมาตักข้าวรอท่าบิดามารดาสามีก่อน”

หนังสือแนะนำ

Special Deal