บทที่สาม เมื่อเป็นขันที (ต่อ)

     วันรุ่งขึ้น กรมอาญาและศาลต้าหลี่ร่วมสอบสวนด้วยกัน ตรวจสอบอาวุธที่ใช้ก่อคดี ยืนยันแน่ชัดว่าเป็นอาวุธสังหารที่ใช้ทำร้ายผู้ตายหลายคนก่อนหน้านี้ แล้วยังค้นเจอลายมือคัดลอกพระสูตรในโรงเตี๊ยมที่คนร้ายพัก นำมาเปรียบเทียบกับอักษรที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ลายเส้น น้ำหนักและนิสัยการเขียนตรงกันทุกอย่าง

     คนร้ายรู้ว่าไม่อาจโต้แย้งจึงได้แต่รับสารภาพ และบอกถึงสาเหตุรวมถึงรายละเอียดการสังหารคนหลายครั้งก่อนหน้าออกมาจนหมด นับแต่นั้น ‘คดีจตุรทิศ’ ที่ครึกโครมในเมืองหลวงมานานกว่าสามเดือนก็ได้ปิดฉากลง

     ตำหนักจื่อเฉินในพระราชวังต้าหมิง ฮ่องเต้หลี่ฉุ่ยที่ระยะนี้ประชวรอยู่เนืองนิจ หลังทรงทราบข่าวนี้ก็มีกำลังวังชาขึ้นมาทันที รับสั่งให้เรียกตัวอ๋องทุกคน รวมถึงผู้ช่วยประจำศาลต้าหลี่ชุยฉุนจั้นและเจ้ากรมอาญาหวางหลินเข้าเฝ้า

     “เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามข้าเข้าวัง”

     หวงจื่อเสียเพิ่งตื่นจากการนอนชดเชย ครั้นรีบไปอวี่ปิงเก๋อพบหลี่ซูไป๋ ก็ได้รับคำสั่งเช่นนี้

     หวงจื่อเสียถามอย่างประหลาดใจ “เข้าวัง?”

     “ข้าเคยพูดว่าภายในสิบวันหากเจ้าสามารถไขคดีนี้ได้ จึงมีคุณสมบัติจะทำงานให้ข้าได้ ดังนั้นนับจากวันนี้ไป ข้ามีเรื่องหนึ่งจะให้เจ้าไปทำ และเพราะเรื่องนี้ จำเป็นต้องมอบฐานะที่แน่ชัดให้เจ้า” เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสบายอารมณ์ทว่างามสง่า ไม่เหมือนกำลังพูดคุยต่อรองกับผู้อื่น “เอาเป็นว่า วันนี้จะเป็นวันสำคัญของขันทีน้อยแห่งจวนอ๋องอย่างเจ้า ถ้าข้าไม่พาเจ้าไป นั่นไม่เท่ากับว่าขาดเรื่องสนุกคึกคักไปมากมายหรอกหรือ”

     นางก้มหน้าตอบรับคำหนึ่ง

     หลี่ซูไป๋เดินไปที่ปากประตู สั่งข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น “เรียกจิ่งอี้เข้ามา”

     เพียงครู่เดียวจิ่งอี้ก็มาถึง คนผู้นี้มีลักษณะคล่องแคล่วเฉลียวฉลาด เขาสำรวจมองหวงจื่อเสียหลายรอบ จากนั้นจึงถาม “ท่านอ๋องมีคำสั่งใดหรือ”

     หลี่ซูไป๋ถามเนิบ ๆ “เจ้าเป็นคนดูแลคนทำงานในจวนข้า ขอถามเจ้า เวลานี้ในจวนมีรายชื่อขันทีในทะเบียนกี่คน”

     “ทั้งหมดสามร้อยหกสิบเจ็ดคน”

     “หากในสามร้อยหกสิบเจ็ดคนนั้นจู่ ๆ กลายเป็นสามร้อยหกสิบแปดคนเล่า”

     จิ่งอี้เข้าใจทันที เขาเหลือบมองหวงจื่อเสียแวบหนึ่ง คิดทบทวนครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “บ่าวจำได้ว่าปีที่แล้วเกิดอุทกภัยที่ตำหนักจิ่วเฉิง ขันทีน้อยสูญหายไปมาก ขันทีเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าจึงถูกส่งเข้าวัง มีบางส่วนซากกระดูกก็ไม่เหลือ จนบัดนี้ยังไม่ได้ข่าวคราว”

     หลี่ซูไป๋ผงกศีรษะ “พูดเช่นนี้ คนผู้นี้อาจเป็นขันทีน้อยที่พลัดหายไปของตำหนักจิ่วเฉิงสินะ”

     จิ่งอี้กล่าวอย่างซื่อสัตย์ “บ่าวก็คาดเดาเช่นนั้น แต่จะให้ระบุแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด บ่าวกลับยังนึกไม่ออก ขอท่านอ๋องโปรดอนุญาตให้บ่าวไปตรวจสอบเอกสารดูสักครั้งก่อน”

     หลี่ซูไป๋โบกมือแสดงท่าให้เขาออกไป ไม่นาน เขาก็หอบเอารายชื่อเล่มหนามาเล่มหนึ่ง กล่าว “บ่าวได้ตรวจดูแล้ว ในตำหนักจิ่วเฉิงมีขันทีน้อยคนหนึ่ง ชื่อหยางฉงกู่ รับผิดชอบดูแลปัดกวาดทั่วไปใน ‘เยียนหลันเก๋อ’ อายุสิบหกสิบเจ็ดปี สูงห้าเชียะห้านิ้ว ผอมบางอ้อนแอ้น เขาเข้าวังเพราะเป็นเด็กกำพร้า อยู่ในตำหนักจิ่วเฉิงก็ไม่คบหากับใคร ไร้สหายอยู่ตัวคนเดียวในเยียนหลันเก๋อ ดังนั้นคนทั้งหลายจึงคิดว่าเขาตายไปในอุทกภัยครั้งนั้นแล้ว ทางตำหนักจึงได้จัดการตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อ”

     “อืม แต่คิดไม่ถึงว่าหยางฉงกู่คนนี้ประสบภัยแต่ไม่ตาย เข้ามาทำงานในจวนข้า” หลี่ซูไป๋มองหวงจื่อเสียขณะถาม “ฐานะของคนที่จิ่งอี้พูดถึงนี้ เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”

     หวงจื่อเสียยืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกสะทกสะท้อนใจยิ่งนัก นางหนีตายมานานหลายเดือน เดินทางข้ามน้ำข้ามเขาปกปิดฐานะสุดชีวิต ใครจะรู้ว่าเพียงชั่วการสนทนาสั้น ๆ จะทำให้นางมีฐานะใหม่ขึ้นมาได้ กลายเป็นคนอีกคน นับแต่นี้ไปสามารถปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องปิดบังอำพรางตัวอีก

     คำพูดของขุยอ๋องหลี่ซูไป๋แห่งราชสำนักนี้ มีผู้ใดกล้าสงสัย แล้วจะมีผู้ใดสงสัยได้

ดังนั้นนางจึงน้อมกายคารวะหลี่ซูไป๋ “บ่าวหยางฉงกู่ ขอบพระคุณท่านอ๋อง”

     จากประตูเจี้ยนฝูของพระราชวังต้าหมิงเข้ามา เมื่อทะลุผ่านประตูแดงและกำแพงสูงสลับซับซ้อนแล้วจะเห็นตำหนักหานหยวนสูงเด่นเป็นสง่า สูงขึ้นไปยังมีตำหนักรายล้อมมากมาย เหมือนดังหงส์สยายปีกกางโอบทุกผู้คนที่เข้ามา ด้านหลังตำหนักหานหยวน คือตำหนักจื่อเฉินวิจิตรตระการตาน่าเกรงขาม ด้านหลังตำหนักเป็นหลังคาทรงงอนและขื่อคานเกี่ยวเกาะกัน สีเขียวทองอร่ามไม่ขาดสาย สุดลูกหูลูกตา

     ตำหนักจื่อเฉินเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน หลายปีนี้เวลาที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางเข้าเฝ้าจะไม่ไปที่ตำหนักหานหยวนเท่าไรแล้ว โดยเฉพาะกับเหล่าราชนิกุลและเสนาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ส่วนใหญ่จะไปที่ตำหนักจื่อเฉินมากกว่า หวงจื่อเสียรออยู่ในตำหนักไม่นาน ฮ่องเต้ที่ทรงฉลองพระองค์สีดำภายใต้การห้อมล้อมของเหล่าขันทีก็เสด็จเข้ามา พระวรกายค่อนข้างท้วมแต่ไม่ถึงกับอ้วน พระหนุ (คาง) กลมเกลี้ยง พระเนตรและขนงเล็กเรียว มีลักษณะน่าสนิทสนมใกล้ชิด

     ฮ่องเต้หลี่ฉุ่ย ปีนี้พระชนมายุสามสิบเก้าพรรษา หลังเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตลอดมาทรงลุ่มหลงในกามโลกีย์ ไม่ใส่พระทัยเรื่องราชกิจ หากกล่าวว่าทรงเป็นโอรสสวรรค์ในยุคสมัยอันสันติสุขร่มเย็น แม้จะเต็มกลืนไปบ้างแต่ก็ไม่เคยทำเรื่องให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรถือว่าสงบสุขมั่นคงดี

     หวงจื่อเสียคิดในใจ แม้จะเป็นพี่น้องกัน ทว่าฮ่องเต้ดูไปแล้วกลับอ่อนโยนกว่าหลี่ซูไป๋มากนัก และเมื่อมองดูพวกเจาอ๋องหลี่รุ่ย นางก็คิดในใจอีกว่าคนทั้งปวงดูไปแล้วต่างหลอกง่ายกว่าหลี่ซูไป๋ทั้งสิ้น ไฉนผู้ที่ช่วยตนกลับเป็นคนเช่นนี้เล่า...

     เมื่อฮ่องเต้เสด็จประทับแล้ว พระพักตร์แย้มยิ้มตรัสกับหลี่ซูไป๋ “น้องสี่ ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องที่เจ้าไม่อาจทำได้จริง ๆ! ‘คดีจตุรทิศ’ นี้ วันก่อนเราเพิ่งคิดอยู่ว่าควรมอบให้เจ้าไปจัดการหรือไม่ สุดท้ายยังไม่ทันเอ่ยปาก เมื่อคืนเจ้าก็ปิดคดีได้แล้ว ช่างรวดเร็วดีจริง”

     หลี่ซูไป๋กล่าว “นี่มิใช่ผลงานของกระหม่อม ผู้ที่ไขคดีได้คือผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ”

     สายพระเนตรของฮ่องเต้ตกอยู่ที่ร่างของชุยฉุนจั้น ชุยฉุนจั้นลนลานน้อมกายกราบทูล “คดีนี้ที่สามารถไขได้ ทั้งหมดล้วนอาศัยขุยอ๋องทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมมีโทษ ไม่ทำตามคำสั่งขุยอ๋อง สอดส่องลาดตระเวนแต่ทางตะวันออกของเมือง มีเพียงขุยอ๋องเดินทางไปลำพัง จับฆาตกรตัวจริงได้ในที่เกิดเหตุ จนปิดคดีนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”

     ยามนั้นสายพระเนตรของฮ่องเต้จึงได้หยุดที่หวงจื่อเสียซึ่งอยู่ด้านหลังหลี่ซูไป๋แล้วรับสั่งถาม “น้องสี่ ขันทีน้อยที่อยู่ด้านหลังเจ้า ดูเหมือนปกติเราจะไม่เคยเห็นมาก่อน”

“ทูลฝ่าบาท คนผู้นี้ก็คือผู้ที่ไขคดีนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิบังอาจรับความชอบนี้ ดังนั้นจึงได้นำตัวเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

     สายตาทุกคู่ต่างมองมาที่ร่างหวงจื่อเสียทันที เห็นใบหน้าของขันทีน้อยผู้นี้หมดจดคมคายเป็นเลิศ ยามเดินขึ้นหน้ามาถวายบังคมฮ่องเต้ หลุบตาต่ำตลอดเวลา สีหน้าสงบนิ่ง แม้แต่เส้นผมก็ยังไม่กระดิกสักนิด ทำให้ผู้คนยิ่งรู้สึกถึงความไม่ธรรมดา

     ฮ่องเต้แย้มสรวลรับสั่ง “นี่เป็นตำหนักชั้นใน ปกติเรากับพวกพี่น้องก็ไม่มีพิธีรีตองจนชินแล้ว เจ้าดู วันนี้ล้วนเป็นพี่น้องของเราทั้งสิ้น ฉุนจั้นก็เป็นหลานชายของชุยไท่เฟย เจ้ากรมหวางก็เป็นอาของฮองเฮา ขันทีน้อยเจ้าก็ไม่ต้องเคร่งครัดนัก เจ้าชื่ออะไรหรือ”

     “กระหม่อมหยางฉงกู่ ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” นางเดินหน้าคุกเข่าถวายบังคม

     คังอ๋องหลี่เหวินอย่างไรก็ยังเยาว์วัย เห็นนางอายุไล่เลี่ยกับตนก็รีบโดดออกมาซักถาม “เจ้าก็คือผู้ไขคดีนี้ได้หรือ ข้าคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เจ้ารีบบอกข้าเร็ว คดีมิใช่ ‘คดีจตุรทิศ’ หรือ เหตุใดทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือต่างเกิดคดีสังหารแล้ว แต่รายสุดท้ายกลับไม่ใช่ทิศตะวันออก”

     หวงจื่อเสียเงยหน้ามองฮ่องเต้ เห็นพระองค์ผงกพระเศียรจึงอธิบายว่า “นี่เป็นเพียงความคิดคะเนตามปกติของคนทั่วไป หลังหมายรวมคำว่า ‘นิจจัง สุขขัง อัตตา วิสุทธิ์’ กับโพธิ์สี่ทิศ และเห็นคดีเกิดขึ้นที่ทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตกของเมือง จึงคิดว่าฆาตกรจะสังหารคนตามลำดับทิศคือทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือ ใครจะรู้ว่าฆาตกร เพียงอาศัยชื่อนี้ แต่กลับไม่ทำตามนี้ ความจริงก่อนหน้าที่ฆาตกรสังหารเหยื่อคนที่สามนั้น เกิดขึ้นที่ตรอกฉางอันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ไม่ใช่ทิศตะวันตก ดังนั้นกระหม่อมจึงคิดว่า การนำทิศทั้งสี่มากำหนดทิศทางคดีนั้นเป็นความผิดพลาด”

หนังสือแนะนำ

Special Deal