บทที่สาม เมื่อเป็นขันที (ต่อ)

      นางมิอาจไม่ถามอีกครั้งอย่างหมดแรง “ไยไม่บอกกล่าวศาลต้าหลี่และกรมอาญา”

      “ชุยฉุนจั้นแห่งศาลต้าหลี่พูดกล่อมข้าอย่างยากเย็นว่า จะต้องเฝ้าด้านตะวันออกของเมืองอย่างแน่นหนา กุญแจสำคัญของคดีนี้ต้องเป็นทิศทั้งสี่อย่างแน่นอน ข้าเห็นว่าในเมื่อเขายึดมั่นต่อความคิดตนเองถึงเพียงนั้น ก็ควรเคารพความคิดของเขา--- ดังนั้นเวลานี้เขาคงกำลังจัดการวางตาข่ายฟ้าดินที่ด้านตะวันออกของเมืองอยู่”

      “แล้วกรมอาญาเล่า”

      “ผู้รับผิดชอบคดีนี้คือเจ้ากรมอาญาหวางหลิน บิดาของคู่หมั้นเจ้าหวางอวิ้น อดีตว่าที่พ่อสามี--- เจ้าอยากเผชิญหน้ากับเขาหรือ”

      คลื่นน้ำใต้สะพานสะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ กระทบต้องใบหน้านาง พริบตานั้นหลี่ซูไป๋เห็นสีหน้านางกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ดุจดังผิวน้ำในยามนี้ แต่แวบเดียวก็เลือนหายไป เสมือนนั่นเป็นเพียงเงาของแสงจันทร์ที่ทอดลงบนใบหน้านาง

      นางเอ่ยปากเสียงเรียบ อารมณ์ทั้งหมดได้มลายหายไปในอากาศ “ช่างเถอะ ยังคงให้พวกเขาไปทางตะวันออกของเมืองเถิด”

      ระหว่างที่พูดกันจันทร์ส่องอยู่กลางฟ้า บ้านตระกูลเว่ยพลันมีความเคลื่อนไหว เรือนตะวันออกมีคนจุดเทียนขึ้น พริบตาที่ห้องครัวมีคนเริ่มต้มน้ำ คนทั้งบ้านชุลมุนวุ่นวายกันหมด ชายผู้หนึ่งคลุมเสื้อเปิดประตู เดินออกจากบ้าน ด้านหลังมีคนตะโกนเรียกเขา “หมอตำแยหลิวอยู่บ้านหลังที่สี่ซอยโฉวฮวา อย่าหาผิดล่ะ!”

      “วางใจเถอะ ท่านแม่!” ชายผู้นั้นแม้จะเดินอย่างรีบร้อน แต่น้ำเสียงกลับแฝงความยินดีอักโข

      หวงจื่อเสียจับจ้องที่เรือน นิ่งไม่ขยับ หลี่ซูไป๋ก็คลายนิ้วปล่อยกิ่งเสาเย่าออกแล้วกล่าวว่า “ดูท่าคงจะคลอดแล้ว”

      “อือ” นางตอบรับ สายตาจดจ่ออยู่ที่รั้วกำแพงบ้านตลอดเวลา เห็นเงาร่างสายหนึ่งค่อย ๆ เดินมาในความมืด หยุดยืนข้างต้นทับทิม ร้องข้ามกำแพงเข้าไปด้านในเบา ๆ สองครั้ง “ฮูก ฮูก...”

ท่ามกลางความมืด เสียงร้องแหลมที่ไม่เป็นมงคลผสานกับเสียงร้องครวญครางของหญิงใกล้คลอด พาให้คนได้ยินแล้วอดขนลุกไม่ได้

      “นกฮูก” หลี่ซูไป๋กล่าวเหมือนครุ่นคิดสิ่งใด “ช่างอัปมงคลนัก”

      นกฮูกก็คือนกเค้าแมว คนโบราณถือกันว่าเวลาที่นกเค้าแมวร้องนอกหน้าต่างตอนกลางคืนคือกำลังนับขนคิ้วคนอยู่ นับครบแล้วก็จะเอาชีวิตคนไป และการคลอดลูกก็ถือกันว่าเป็นการตีลังกาบนโลงศพ ดังนั้นหลังจากได้ยินเสียงนกนี้ร้อง คนในบ้านพลันตกใจกลัว แม่เฒ่าคนหนึ่งรีบวิ่งออกจากห้องครัว ตะโกนเสียงดัง “ข้าจะรีบไปปิดขนคิ้วของลูกสะใภ้ก่อน พ่อไอ้หนู เจ้ารีบมาต้มน้ำเร็ว!”

      พ่อเฒ่ารีบไปที่ห้องครัว แม่เฒ่าดึงผ้ามาห่อหน้าผากของลูกสะใภ้ไว้ กระทั่งดูจนแน่ใจว่าขนคิ้วไม่ได้โผล่ออกมาแล้วก็ได้ยินเสียงร้องฮูกฮูกของนกเค้าแมวอีกสองครั้งจากนอกหน้าต่าง นางรีบคว้าราวตากผ้าด้านข้าง วิ่งไปในลานบ้าน ตีบนต้นทับทิมให้วุ่น คิดจะไล่นกเค้าแมวไป

      แต่พริบตาที่นางก้าวออกจากประตูมา คนผู้นั้นก็ได้อ้อมไปหลังบ้านแล้ว

      หวงจื่อเสียดีดตัวขึ้น แต่หลี่ซูไป๋เร็วกว่านาง ดึงมือนางพุ่งตัวกระโดดข้ามกอเสาเย่าไป หวงจื่อเสียรู้เพียงมีลมพัดอู้ข้างหู เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงไม่กี่ก้าวก็มาถึงหลังบ้านแล้ว เห็นเงาดำนั้นแวบเข้าไปทางประตูหลัง

      หลี่ซูไป๋ยกเท้าหนึ่งถีบประตู ผลักหวงจื่อเสียเข้าไป ตัวเองกลับไม่เข้าไป!

      หวงจื่อเสียเห็นฆาตกรเอามีดสั้นด้ามหนึ่งชูสูงขึ้น จะแทงท้องของหญิงครรภ์แก่ ด้วยความตกใจ กอปรกับถูกหลี่ซูไป๋ผลัก นางเซถลาไปหลายก้าวแล้วล้มไปอย่างแรง ไหล่ไปชนถูกสีข้างของฆาตกร ยังผลให้มันถูกกระแทกไปมุมหนึ่ง

      ฆาตกรเห็นร่องรอยถูกเปิดเผยจึงถือมีดสั้นคิดหลบหนีออกไป หวงจื่อเสียล้มคะมำอยู่บนพื้น ไม่อาจขัดขวาง ได้แต่คว้าชั้นวางกระถางดอกไม้ด้านข้างขึ้น กวาดไปที่เท้าของฆาตกรคนนั้น

      กระถางดอกไม้บนชั้นหล่นใส่พื้น เสียงดัง ‘เพล้ง’ ตามด้วยฆาตกรคนนั้นถูกชั้นไม้ที่กวาดมาขัดขาสะดุดล้มจูบพื้นกินดินเข้าไปเต็มปาก

      ไม่รอให้อีกฝ่ายยืนขึ้น หวงจื่อเสียก็คลานขึ้นมา กระทืบใส่ข้อมือมันอย่างแรง ฆาตกรร้องลั่น มีดสั้นในมือพลันหลุดออกแล้วถูกหวงจื่อเสียคว้าไว้ เอาไปจี้ที่บั้นเอว “อย่าขยับ!”

      ส่วนหลี่ซูไป๋ตลอดเวลากลับยืนอยู่ที่ปากประตู มองนางอย่างสบายอารมณ์ กระทั่งนางสยบฆาตกรคนนั้นได้ จึงวิจารณ์ว่า “ไม่เลว ฝีมือเฉียบคมว่องไว เสียดายไม่มีขั้นตอนแบบแผน”

      หวงจื่อเสียจนคำพูดแล้ว “ท่านไม่คิดเข้ามาช่วยข้าหน่อยหรือ” นางอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เขากลับยังยืนดูอย่างเฉยเมยใต้แสงจันทร์ ไม่กระดิกแม้แต่เส้นผม ยืนอาบแสงจันทร์ดุจดั่งเทพเซียน

      “ด้านในมีหญิงท้องแก่ใกล้คลอด ข้าเป็นชายจะเข้าไปได้อย่างไร” เขาเงยหน้ามองพระจันทร์อย่างสบายอารมณ์ ประโยคเดียวก็ยันนางกลับไป “ตอนนี้หญิงท้องแก่เป็นอย่างไรบ้าง”

      หวงจื่อเสียยังไม่ทันตอบ เสียงร้องของเด็กทารกก็ดังไปทั่วบ้าน

      แม่สามีได้ยินเสียงชุลมุนวุ่นวายทางนี้ก็รีบวิ่งงก ๆ เงิ่น ๆ เข้ามา เห็นเดิมในห้องที่มีลูกสะใภ้อยู่คนเดียว ตอนนี้มีเด็กรับใช้คนหนึ่ง คนชุดดำที่ถูกเด็กรับใช้ถือมีดจี้หลังไว้คนหนึ่ง ลูกสะใภ้ที่อ่อนเปลี้ยคนหนึ่ง เด็กทารกที่ร้องและขยับตัวบนเตียงลูกสะใภ้คนหนึ่ง นอกประตูยังมีบุรุษยืนชมจันทร์อยู่คนหนึ่งผนวกกับกระถางดอกไม้ที่ตกแตกบนพื้นเมื่อครู่อีกใบหนึ่ง ชั้นวางกระถางที่ถูกปาจนพังเสียหายอันหนึ่ง ทำให้นางยืนตะลึงค้างไปในบัดดล ทั้งยังตื่นตระหนกและหวาดกลัวมาก “ตายแล้ว สวรรค์! เกิด...เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่”

      เพื่อนบ้านข้างเคียงได้ยินเสียงเด็กร้องพากันเปิดหน้าต่างถามไถ่ ส่วนพ่อสามีก็ยกน้ำร้อนมาถึงหน้าประตู ท่ามกลางเสียงอึกทึก หวงจื่อเสียได้แต่เงยหน้าฉีกยิ้มให้พวกเขาอย่างจนใจ พูดว่า “ขออภัย พวกเรามาจับโจร”

      พ่อแม่สามีเห็นมีดสั้นในมือนางก็มองหน้ากันอย่างงงงันแวบหนึ่ง จึงเหมือนตื่นจากภวังค์ตะโกนเสียงดังไปด้านนอก “ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้วย มีโจรจะฆ่าคนแล้ว---”

 

      โชคดีทหารที่ลาดตระเวนบนถนนมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากคารวะหลี่ซูไป๋แล้ว ก็รีบจับฆาตกรคนนั้นมัดอย่างแน่นหนา

      เมื่อหมอตำแยมาถึงก็รู้สึกประหลาดใจมาก กล่าวว่า “แม่ได้รับความตกใจ จึงออกแรงพรวดเดียว ทารกถูกเบ่งออกมาทันที โชคดีที่แม่ร่างกายแข็งแรงจึงทำให้แม่ลูกปลอดภัย--- ข้าจะรีบล้างตัวให้เด็ก”

      พ่อเด็กกุมมือแม่เด็กไว้ พูดอย่างรักใคร่ “ลำบากน้องหญิงแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว ลูกคนนี้พวกเราจะตั้งชื่อว่า ‘จิงเซิง’ (ตระหนกคลอด) ดีไหม”

      สตรีหลังคลอดผู้อ่อนล้าพิงเตียงอย่างอ่อนแรง “ ‘จิงเซิง’? ทำไมท่านไม่ตั้งว่า ‘ซย่าเซิง’ (ตกใจคลอด) เสียเลยเล่า”

      “ความคิดไม่เลว เอาตามนี้ก็แล้วกัน เว่ยซย่าเซิง (นี่ ตกใจคลอด) ดีมาก ๆ...”

      หวงจื่อเสียเห็นว่าขนาดคนอย่างหลี่ซูไป๋ยังอดมุมปากกระตุกนิดหนึ่งไม่ได้

 

      ยามที่ชุยฉุนจั้นกับหวางหลินตะลีตะลานมาที่จวนขุยอ๋องนั้น ก็เป็นช่วงที่ฟ้าใกล้สางแล้ว

      เห็นพวกเขาตาแดงก่ำ หลี่ซูไป๋ด้านหนึ่งสั่งให้คนนำชามาให้พวกเขาระงับความตกใจ ด้านหนึ่งกล่าว “คนร้ายของ ‘คดีจตุรทิศ’ ถูกจับแล้ว พรุ่งนี้เปิดศาลไต่สวนเถิด”

      หวางหลินรีบผงกศีรษะตอบรับ แต่ชุยฉุนจั้นกลับลังเล ถามว่า “ท่านอ๋อง ‘คดีจตุรทิศ’ นี้ ถึงขณะนี้ยังไม่มีเหตุในการก่อคดีและพยานหลักฐาน ท่านอ๋องมั่นใจหรือว่าคนที่จับได้นี้ก็คือคนร้ายใน ‘คดีจตุรทิศ’”

      “ใช่หรือไม่ หลังการสอบสวนพรุ่งนี้ ก็จะรู้แล้วมิใช่หรือ” หลี่ซูไป๋ส่งชาให้แขกพลางเอ่ย “ยามราตรีในเมืองหลวงห้ามมิให้ออกจากบ้าน ทุกเขตต้องปิดประตู ไม่อาจข้ามเขตไปมาได้ เขาจะต้องพักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมในตรอกผู่หนิงก่อนล่วงหน้าแน่นอน พวกเจ้าสามารถไปสืบหาโรงเตี๊ยมที่เขาเข้าพักได้”

หนังสือแนะนำ

Special Deal