บทที่สาม เมื่อเป็นขันที

      หลี่ซูไป๋พาหวงจื่อเสียกลับจวนขุยอ๋อง เข้าไปยังจิ้งอวี่ถัง (เรือนวิสุทธิ์) ซึ่งเป็นเรือนพำนักของตน

      หวงจื่อเสียพลิกดูปฏิทิน หลี่ซูไป๋นั่งดูอยู่ด้านข้างอย่างไม่นำพา เห็นนางพลิกจากวันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง เปิดไปถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสอง แล้วพลิกไปวันที่สิบเก้าเดือนสาม จากนั้นก็พลิกมาวันนี้อย่างว่องไว แทบเป็นการกวาดมองแวบเดียวแล้ววางลง

      “คืนนี้หากมีทหารลาดตระเวน ต้องให้จับตาดูย่านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบ้านที่มีหญิงมีครรภ์ เพราะเป็นไปได้มากว่าจะเป็นเป้าหมายของฆาตกร” หวงจื่อเสียวางปฏิทินลงพลางบอกข้อสันนิษฐานของตน

      “เจ้าแน่ใจว่าเป้าหมายที่สี่ของฆาตกรจะเป็นหญิงมีครรภ์หรือ” หลี่ซูไป๋เลิกคิ้วถาม

      “เป็นไปได้มาก” หวงจื่อเสียตอบ

      หลี่ซูไป๋หันหน้าตะโกนเรียกไปด้านนอก “จิ่งหยาง”

      นอกประตูมีขันทีคนหนึ่งขานรับแล้วเข้ามา คิ้วตาเรียวโค้ง หน้าตาเบิกบานน่ารัก “ท่านอ๋อง”

      “ไปเชิญผู้ช่วยศาลต้าหลี่ชุยฉุนจั้นมานี่สักครั้ง”

      “ขอรับ” จิ่งหยางขานรับ ไม่มองหวงจื่อเสียที่ยืนอยู่ในเรือนเลยสักแวบ เขาคำนับแล้วตั้งท่าจะออกไป แต่หลี่ซูไป๋ชี้ไปที่หวงจื่อเสียพลางกล่าวว่า “เจ้าพาคนผู้นี้ออกไปก่อน จัดหาที่พักที่เหมาะสมให้ด้วย จำไว้ว่านี่คือขันทีน้อยคนหนึ่ง”

      “ขอรับ ขอท่านอ๋องโปรดวางใจ”

 

      หวงจื่อเสียที่เป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ถูกติดประกาศจับไปทั่ว ก็ได้กลายเป็นขันทีน้อยในจวนขุยอ๋องด้วยประการฉะนี้

      ตลอดทาง จิ่งหยางแนะนำทางเดินหลายสายในจวนอ๋องให้นางรู้ และยังกำชับเรื่องที่จำเป็นต้องระวังอีกหลายเรื่อง จากนั้นพานางไปที่พักของเหล่าขันทีที่เรือนทิศเหนือ หาห้องเดี่ยวให้นางอยู่ห้องหนึ่ง และเรียกคนนำของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมดกับชุดขันทีสามชุดมาให้แล้วพูดกับนางว่า “กงกงน้อย เจ้าเพิ่งมาอยู่ ข้าจึงจะยังไม่จัดสรรหน้าที่ให้เจ้า เจ้าจำไว้แค่ว่าทุกวันต้องไปคารวะท่านอ๋องก็พอ”

      หวงจื่อเสียขอบคุณเขาอีกครั้ง ก่อนไปถามขันทีข้างห้องเรื่องการกินอยู่ประจำวัน จากนั้นค่อยไปที่ครัวเอาของกิน

      เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นหลายอย่าง นางรู้สึกอ่อนเพลียมาก หัวถึงหมอนก็หลับไป

      เมื่อตื่นขึ้นมาก็สายมากแล้ว ยามนางไปตักน้ำข้างบ่อ ขันทีที่กำลังกวาดล้างลานหน้าเรือนอยู่ ก็พูดกับนางว่า “จิ่งหยางกงกงให้พวกเราบอกเจ้าว่า เมื่อตื่นแล้วให้ไปที่อวี่ปิงเก๋อ (หอวจีเหมันต์)”

      นางรีบกินโจ๊กชามหนึ่ง หลังจากถามทางแล้วก็เปลี่ยนชุดขันทีมุ่งไปยังอวี่ปิงเก๋อ อวี่ปิงเก๋อคือห้องหนังสือของจวนอ๋อง รอบบริเวณเปี่ยมด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ ประตูหน้าต่างส่วนใหญ่ล้วนบุด้วยผ้าโปร่งแสง

      หวงจื่อเสียยังไม่ทันเดินเข้าประตู คั่นด้วยหน้าต่างลายฉลุ นางเห็นหลี่ซูไป๋นั่งอยู่ด้านใน กำลังดูแผนผังเมืองหลวงอยู่

      ได้ยินเสียงฝีเท้านาง เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าเรียบเฉย “เข้ามา”

      หวงจื่อเสียเดินไปข้างตัวเขา เขาชี้แผนผัง พูดว่า “เมื่อคืนฆาตกรไม่ได้ปรากฏตัว แต่คิดตามความคิดเจ้า คืนนี้ฆาตกรน่าจะมาปรากฏตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือใช่หรือไม่”

      หวงจื่อเสียรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เงยหน้ามองเขา “ท่านอ๋องรู้แล้วหรือว่าข้าใช้วิธีใดสันนิษฐาน”

      “เจ้าดูปฏิทินเป็น ข้าก็ดูเป็น” เขาตอบอย่างสงบนิ่ง นิ้วขาวเรียวยาวชี้ผ่านสิบสองตรอกในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง กล่าวว่า “เมื่อเช้าข้าได้ให้คนไปสอบถามดูแล้ว ในสิบสองตรอกนี้ มีหญิงตั้งครรภ์ไม่น้อย ใน      จำนวนนั้น ที่เห็นครรภ์ชัดเจนก็มีอยู่หลายคน อย่างที่ตรอกซิวเต๋อมีหญิงตั้งครรภ์เจ็ดเดือนคนหนึ่ง ตรอกผู่หนิงมีหญิงครรภ์แก่ใกล้คลอดคนหนึ่ง ตรอกจวีเต๋อพบสตรีมีครรภ์สองคน คนหนึ่งท้องห้าเดือน อีกคนท้องหกเดือน”

      “ตรอกผู่หนิง” นางชี้นิ้วไปบนแหล่งอาศัยแห่งหนึ่ง พูดอย่างมาดมั่น

      หลี่ซูไป๋เอียงแผนผังนิดหนึ่ง มองผังตรอกผู่หนิงอย่างละเอียดแล้วกล่าวขึ้นอีกครา “บ้านของหญิงมีครรภ์คนนั้น อยู่ข้างจวนเก่าของอิงกั๋วกง (กั๋วกงเป็นบรรดาศักดิ์ เทียบเท่าระดับเจ้าพระยาของไทย) หลี่จี้”

      หวงจื่อเสียมองตรอกผู่หนิง พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงอดกลั้นไว้ คิดรอให้ไขคดีนี้เสร็จแล้วค่อยเอ่ยปาก

      แต่หลี่ซูไป๋ก็เหมือนจะนึกขึ้นได้เช่นกัน เขามองนางแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าวว่า “บ้านของจางสิงอิงก็อยู่ในตรอกผู่หนิง”

      “อือ” ในเมื่อเขาเป็นคนพูดขึ้นเอง นางจึงอดถามต่อไม่ได้ “หากสามารถไขคดีนี้ได้ ท่านอ๋องจะคิดทบทวนให้จางสิงอิงกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้หรือไม่”

      “เป็นไปไม่ได้” เขาตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด

      หวงจื่อเสียกล่าวแย้ง “จางสิงอิงให้ข้าปลอมตัวเป็นเขาปะปนเข้าไปในขบวนของท่านอ๋องเพื่อเข้าเมือง แม้จะไม่ถูกต้อง แต่เขาเป็นคนดีที่หาได้ยากคนหนึ่งจริง ๆ การรู้บุญคุณแล้วทดแทนก็เป็นคุณธรรมความดีอย่างหนึ่ง ขอท่านอ๋องโปรดอภัยให้เขาได้หรือไม่ ให้เขาได้ติดตามข้าสืบคดีนี้ด้วยกันก่อน”

      “อย่าได้หวัง” เขาปฏิเสธเด็ดขาดอีกครั้ง “แม้เหตุผลของเขาจะน่าอภัย แต่ข้างกายข้าไม่ต้องการคนที่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่”

      หวงจื่อเสียขบริมฝีปากล่างแน่น พูดเสียงแผ่ว “ขอท่านอ๋องโปรดให้...”

      เขาพูดตัดบทนาง “หากคนทำความผิดแล้ว ไม่กี่วันก็สามารถกลับมาทำงานใหม่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่นนั้นบทลงโทษที่ข้าตั้งไว้จะมีประโยชน์อันใด แล้วต่อไปข้าจะสั่งการคนใต้บังคับบัญชาได้อย่างไร”

      หวงจื่อเสียก้มหน้าไร้คำพูด ได้แต่ล้มเลิกความคิดนั้นแล้วถามว่า “เช่นนั้นจากนี้ข้าควรทำเช่นไร”

      “กลับไปนอน คืนนี้ค่อยไปตรอกผู่หนิงกับข้า”

 

      ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง ตรอกผู่หนิง

      ตามปกติหลังยามสอง (สามทุ่มถึงห้าทุ่ม) แล้ว ทุกตรอกในเมืองฉางอันจะถูกปิดทั้งหมด ไม่อนุญาตให้ผู้คนสัญจรไปมาบนถนนใหญ่ ดังนั้นหลี่ซูไป๋จึงปลอมตัวเป็นนักเดินทาง ส่วนหวงจื่อเสียเป็นเด็กรับใช้ ตอนเย็นสองคนแต่งตัวด้วยชุดชาวบ้านธรรมดาออกไป เข้าพักที่โรงเตี๊ยมในตรอกผู่หนิง

      คุณชายที่งามสง่าโดดเด่นผู้หนึ่งกับเด็กหนุ่มใบหน้าหมดจดไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ตลอดทางแม้แต่ผู้ชายยังต่างเหลียวหลังมามองหลายครั้ง หลังจากพวกเขาเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแล้ว เถ้าแก่เนี้ยก็หาข้ออ้างส่งน้ำมาถึงสี่ครั้ง เถ้าแก่ไม่วางใจในตัวเถ้าแก่เนี้ย ดังนั้นจึงมาเองถึงห้าครั้ง

      “ช่างเถอะ ยังคงให้ข้าติดต่อกับคนของกรมอาญา คืนนี้ข้าจะออกไปเอง” หวงจื่อเสียมัดผมตนอย่างดี เตรียมตัวออกไป “ส่วนท่าน คิดว่าต้องถูกเถ้าแก่เนี้ยกับเถ้าแก่ขวางให้อยู่แต่ในห้องแล้ว”

      หลี่ซูไป๋น้ำเสียงเย็นชา “ข้าอยู่ไม่เป็นสุข เจ้าคิดว่าจะสามารถลอยตัวได้หรือ”

      หวงจื่อเสียกำลังจะตอบ ก็เห็นผ่านทางหน้าต่างว่าเถ้าแก่เนี้ยถือกาน้ำชาเดินนวยนาดมาอีก

      นางหันไปมองหลี่ซูไป๋ หลี่ซูไป๋เองก็มองนางอยู่ บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งผุดขึ้น เขาเอ่ยว่า “ให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ (เวลาประมาณ 15 นาที) ไล่นางไป”

      เวลาแค่หนึ่งเค่อ ดูแล้วหากไม่ใช้ยาแรง เถ้าแก่เนี้ยคงไม่ยอมล้มเลิกเร็วขนาดนั้นแน่ และสำหรับสตรีร่านสวาท ยาแรงที่สุดย่อมต้องเป็น---

      หวงจื่อเสียยืนตรงหน้าหลี่ซูไป๋ ดึงมือเขามาเกาะที่เอวตนหลวม ๆ จากนั้นก็ใช้ระดับเสียงที่ได้ยินไปถึงนอกหน้าต่าง ออดอ้อนว่า “อ๊ะ คุณชาย เวลานี้พวกเราอยู่ข้างนอก ต้องหลบสายตาผู้คนหน่อย! อย่า อย่าลูบตรงนั้น...อ๊ะ ตรงนี้ยิ่งไม่ได้ใหญ่ น่าตีเสียจริง ต่างก็เป็นบุรุษ ถ้าคนอื่นเห็นเข้าจะพูดกันอย่างไรเล่า...”

      เงาร่างนวยนาดของเถ้าแก่เนี้ยหยุดชะงักทันควันจริงๆ

      มือข้างที่ถูกหวงจื่อเสียจับไปวางตรงเอวแข็งทื่อไปทันใด แต่ก็แค่พริบตาเดียว เขาแกะมือนางออกอย่างเงียบเชียบ หันไปจิบชา “เถ้าแก่เนี้ยที่นี่ช่างน่ารำคาญนัก ชอบมาจับตาดู หรือนางจะรู้ว่าข้าชอบแต่ผู้ชายกันแน่?”

      เถ้าแก่เนี้ยที่นอกหน้าต่างถือกาน้ำชาเดินหนีไปด้วยฝีเท้าซอยถี่ หวงจื่อเสียคล้ายได้ยินเสียงหัวใจนางแตกสลายไปตลอดทาง

      นางพูดอย่างรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง “เหตุใดต้องเพิ่มคำว่า ‘รำคาญ’ สองตัวนี้ด้วยเล่า”

      “เพื่อให้เจ้าทำงานลุล่วงได้เร็วขึ้น” เขาวางถ้วยชาลงด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

      หวงจื่อเสียใส่สลักประตูแล้วเปิดหน้าต่างออก มองด้านหลัง จากนั้นก็กระโดดข้ามหน้าต่างออกไป กวักมือให้เขาทีหนึ่ง “ไป!”

 

      ข้างบ้านเก่าของหลี่จี้ ซอยสอง หลังที่หก บ้านตระกูลเว่ย ในลานบ้านมีต้นทับทิม

      ที่ดินในเมืองหลวงทุกตารางนิ้วเป็นเงินเป็นทอง บ้านตระกูลเว่ยไม่ใหญ่นัก ลานบ้านที่กล่าวถึงนั้นความจริงก็คือพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แปลงหนึ่ง หลังลานมีเรือนสองหลังชั้นเดียว กำแพงรอบบ้านก็มีความสูงแค่ระดับอกของหวงจื่อเสียเท่านั้น

      พวกเขาคุดคู้อยู่ในรูข้างสะพานฝั่งตรงข้าม อาศัยต้นเสาเย่าไม่กี่กออำพรางร่าง

      ยามสองผ่านไป บนถนนเงียบสงัดไร้เสียงผู้คน ตะเกียงต่างดับลงอย่างไร้สุ้มเสียง

      คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด แสงจันทร์ริบหรี่ หลังจากหลี่ซูไป๋กับนางนั่งยองด้วยกันพักหนึ่งก็นั่งหย่อนก้นลงใต้ดอกเสาเย่า ชมเงาจันทร์กลางน้ำเสียเลย

      หวงจื่อเสียลดเสียงกล่าว “เหตุใดท่านอ๋องต้องมาด้วย คนในศาลต้าหลี่กับกรมอาญาเล่า”

      “ข้าไม่ได้บอก” เขากล่าวอย่างสบายอารมณ์ ดึงดอกตูมของต้นเสาเย่าด้านข้างมาพิศดูกิ่งหนึ่ง กล่าวเหมือนคิดสิ่งใดอยู่ “ปีนี้อากาศอบอุ่น ดอกโบตั๋นยังไม่ออกดอก ดอกเสาเย่ากลับผลิดอกแล้ว”

      หวงจื่อเสียพลันเข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้ตนจะมาจับกุมฆาตกรวิปริตลึกลับยากคาดเดา แต่เพื่อนร่วมทางคนเดียวก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าซึ่งดูจะไม่สำเหนียกอะไรทั้งสิ้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal