บทที่ 1 ลาจาก (หน้า 4)

      ห้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนในจวนสกุลจื่อ

      “เป็นท่าน?” ภายใต้แสงจันทร์ ฉางเซิงเปิดประตู หรี่ตาเพ่งมองถึงจำได้ว่าเป็นสวีจื่อเจี้ย

      ครานี้น้ำหนักในมือเพิ่มขึ้นกว่าคราก่อน มีทองคำห่อหนึ่งและสิ่งของจำพวกมุกหยกเพิ่มขึ้นมา

      สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงคือเนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ช่วงอกปรากฏคราบเลือดฝังลึกรอยใหญ่ กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกโชยคลุ้งในอากาศอย่างไม่ปรานีปราศรัย

      ฉางเซิงให้เขาเข้าไปด้านในทั้งที่ยังตกใจไม่หาย ถือตะเกียงดวงหนึ่งเดินนำหน้า

      สวีจื่อเจี้ยเดินโขยกเขยก โซซัดโซเซตามหลัง ถามตะกุกตะกัก “เซียนเซิงเข้านอนแล้วหรือไม่ ครานี้เขาต้องช่วยข้า”

      ฉางเซิงกลับนึกถึงฝีมือการดูนรลักษณ์ที่เป็นหนึ่งในแผ่นดินของจื่อเหยียน

      สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ จื่อเหยียนกล่าว สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

      สีหน้าฉางเซิงพลันฉายแววดูแคลน ปล่อยเขาเข้าไปในห้องโถง

      จื่อเหยียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ข้างกายจุดเครื่องหอมประหลาดก้านหนึ่ง ส่งกลิ่นรางเลือนเสมือนเคยพบพาน

      “เซียนเซิง มีเพียงท่านที่สามารถช่วยชีวิตข้า” สวีจื่อเจี้ยคุกเข่าคำนับอย่างหวาดหวั่น ลังเลมิกล้าเอื้อนเอ่ย

      ฉางเซิงเห็นดังนั้น ในใจนึกเสียดายรูปโฉมที่ดูดีเพียงภายนอกของเสิ่นเยวี่ย เมื่ออยู่กับคนผู้นี้นับว่ามุกหยกเปื้อนฝุ่นโดยแท้

      “เจ้ารู้ว่าข้ารับเฉพาะเงิน เรื่องอื่นล้วนมิเกี่ยวข้องกับผู้ปลีกวิเวกเช่นข้า” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง

      สวีจื่อเจี้ยผ่อนลมหายใจโล่งอก ใช่แล้ว นักแปลงโฉมเช่นจื่อเหยียน ต้องพบคนมากหน้าหลายตาในยุทธภพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ย่อมมีวิธีเอาตัวรอด ยิ่งมิยอมถูกกฎหมายควบคุม      

      “ใบหน้านี้ข้ามิต้องการแล้ว ขอเซียนเซิงโปรดเปลี่ยนใบหน้าใหม่ให้ข้า”

      จื่อเหยียนหัวเราะ “ใบหน้าเดิมก็มิต้องการเช่นกันหรือ”

      สวีจื่อเจี้ยสั่นศีรษะอย่างแน่วแน่

      จื่อเหยียนยกมือข้างหนึ่งเท้าคาง นัยน์ตาวามวาวราวสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงจ้องมองอีกฝ่าย “เช่นนั้นใบหน้าแบบใดดี”

      สวีจื่อเจี้ยพลันใจเต้นระรัว หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราย

      จื่อเหยียนคว้าผ้าเช็ดหน้าแพรไหมผืนหนึ่ง โน้มตัวเช็ดเหงื่อให้เขา

      ฉางเซิงพลันใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าสะกดกลั้นโทสะ

      สวีจื่อเจี้ยมีท่าทีตกใจที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เขาสูดกลิ่นหอมละมุนคราหนึ่งเข้าไป ความรู้สึกนึกคิดล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจื่อเหยียน ท่าทางมึนงงคล้ายเมามาย

      “แล้วแต่เซียนเซิงจะตัดสินใจ”

      “เช่นนั้น” จื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบ “กรีดใบหน้านี้ทิ้งดีหรือไม่”

      ฉางเซิงทนไม่ไหวอยากหัวเราะ สวีจื่อเจี้ยจอมละโมบผู้นี้ ต้องโทษที่เขาหมายมาดในใบหน้าของเสิ่นเยวี่ยมากเกินไป บัดนี้มันฝังลึกเป็นหนึ่งเดียวกับเขา มิอาจใช้เพียงวิธีแปลงโฉมโดยง่ายปกปิดปรับแก้ มีเพียงกรีดใบหน้านี้ทิ้งเสีย

      สวีจื่อเจี้ยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ด้านจื่อเหยียนก็ไม่สนใจเขา เพียงปล่อยให้กระแสแห่งความหวาดระแวงในใจเขาซัดโถมโหมกระหน่ำ เฝ้ารอคำตอบประโยคหนึ่งจากเขาอย่างเงียบงัน

      สุดท้าย หลังผ่านการดิ้นรนอันทุกข์ทรมานที่แสนยาวนาน สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว คล้ายกลัวว่าจื่อเหยียนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง กรีดใบหน้าเขาทิ้งอย่างฉับพลันทันใดเช่นเมื่อครั้งตัดนิ้วของเขา

      “มิต้องกลัว ครานี้ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม คืนนี้เจ้าพักผ่อนก่อน” จื่อเหยียนกล่าวพลางโบกมือปัดควันในกระถางเครื่องหอม ควันอ่อนบางเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่สวีจื่อเจี้ย ประดุจจุมพิตจากเทพนิทรา เขาตาปรือขณะประคองเก้าอี้นั่งลง

      จากนั้นได้ยินเสียงจื่อเหยียนประหนึ่งเสียงบัญชาจากสรวงสวรรค์ “มา จงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเจ้าแปลงโฉม”

      ลาจาก เขามิเคยคิดมาก่อนว่าในใจของเฟิงเจวียน มิเคยมีชั่วขณะใดที่ลืมเลือนเสิ่นเยวี่ยตัวจริง

      มิต้องสงสัยว่าเขาคล้ายเสิ่นเยวี่ยอย่างยิ่ง ทั้งหน้าตา น้ำเสียง รอยยิ้ม ท่าทาง ไม่มีอันใดมิเหมือน แม้กระทั่งนิ้วที่ขาดเมื่อครั้งอีกฝ่ายมีเหตุวิวาทหึงหวงกับผู้อื่น

      ครั้นเฟิงเจวียนซึ่งตรอมใจฟั่นเฟือนได้พบเขา ก็หายเป็นปกติเช่นที่คาดไว้ ทั้งคู่สุดท้ายก็ได้ครองรักกัน

      บางที สิ่งที่เขามุ่งหวัง คือนางมิต้องหายเป็นปกติตลอดกาล นางจะได้มิพบพิรุธของเขา

      แม้เขาจะเลียนแบบเสิ่นเยวี่ยเฉกเช่นพี่น้องฝาแฝด หากแต่ความเจ้าชู้เสเพลที่เป็นนิสัยดั้งเดิมของคนเช่นนั้น เขากลับเลียนแบบมิได้

      ทุกครั้งที่เห็นแววตาคลั่งไคล้ของเฟิงเจวียน บอกให้เขาเล่าเรื่องขันกล่าวคำหวาน เขาได้แต่อ้างว่าการค้ายุ่ง หลบออกไปนอกบ้าน ทุกวันทุ่มเทให้กับการทำงาน

      สิ่งเดียวที่เขามิทำก็คือนอนบนเตียงนอนนั้น เสิ่นเยวี่ยสิ้นใจบนนั้น มีรอยเลือดมิเป็นมงคล แม้จะทาสีใหม่ เปลี่ยนโครงเตียงใหม่ ทว่าตำแหน่งเดียวกัน เตียงนอนเดียวกัน มักจะปลุกให้เขานึกถึงภาพภาพนั้นเสมอ

      “เจ้าฆ่าเสิ่นเยวี่ย ด้วยเหตุนี้จึงกลัวเตียงนอนนั้น ใช่หรือไม่”

      จื่อเหยียนเอ่ยขึ้น

      ฉางเซิงฟังจบก็ตกใจ ที่แท้คุณชายล่วงรู้ความจริงแต่แรก หากแต่เพราะเหตุใดจึงยอมแปลงโฉมให้ฆาตกรผู้นี้? ระเบียบกฎเกณฑ์ในใต้หล้า มิอยู่ในสายตาของคุณชายจริงๆ หรือ

      “ใช่ ข้ามิได้ตั้งใจฆ่าเขา...” สวีจื่อเจี้ยตอบพึมพำ

      ครั้นกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจ ร่างกายพลันเบาหวิวลอยละล่อง จมสู่ห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้ง

      เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าจวนสกุลเฟิงเพราะอะไร เขามิได้ลืม

      เพิ่งเข้าไปดูแลกิจการตระกูลเฟิงไม่กี่วัน นายท่านแห่งตระกูลเฟิงก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชม

      สิ่งเดียวที่เขาขาดก็คือโอกาส นิ้วที่ขาดและรูปโฉมที่ยอมทำลาย ก็คือสิ่งที่เขายอมสูญเสียเพื่ออนาคตที่ว่านี้

      เขาลืมไปว่าเขาสละชีวิตของเสิ่นเยวี่ย ทุกวันเมื่อส่องกระจก ใบหน้านั้นจะคอยย้ำเตือนทุกครั้งว่าเขาฆ่าคน

      “ไม่ว่าอย่างไร และแล้วเฟิงเจวียนก็รู้ความจริง?” จื่อเหยียนถาม

      “นึกไม่ถึงว่าข้าจะฝันร้าย แล้วก็ละเมอออกมา ทุกอย่างล้มเหลวในตอนสุดท้าย!” สวีจื่อเจี้ยตบขาทอดถอนใจ

      “แล้วเลือดบนตัวเจ้า...”

      “นางต้องการฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นให้เสิ่นเยวี่ย ข้า...ข้าพลั้งมือทำร้ายนาง แต่ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ ยังดีที่อาการบาดเจ็บของนางไม่ร้ายแรง แต่พอข้าจะห้ามเลือดให้นาง นางกลับมิยอม...” สวีจื่อเจี้ยเอ่ยน้ำเสียงเจือแววสะอื้น กลัดกลุ้มเป็นที่สุด “บัดนี้ข้ากลับไปมิได้แล้ว นางมิยอมรับข้าอีกแล้ว”

      ได้ยินว่าเฟิงเจวียนยังมิตาย หัวใจอันหนักอึ้งของฉางเซิงในที่สุดก็คลายลง

      คนเรามิอาจหนีพ้นจากความรู้สึกผิด ฉางเซิงปราศจากความเห็นใจ

      คนผู้นั้นเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ คล้ายคลุ้มคลั่งคล้ายเสียสติ ทว่าในสายตาของฉางเซิง เขาไม่ต่างอันใดกับคนตาย

      สวีจื่อเจี้ยอาจจะรักเฟิงเจวียนอยู่บ้าง หากแต่ฉางเซิงคิดว่า ส่งเสริมคนรักก็นับเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง ไม่ส่งเสริมก็แล้วไป ซ้ำยังฆ่าคนเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นนี้มิใช่รักผู้อื่น

      ผู้ที่สวีจื่อเจี้ยรักมีเพียงตัวเขาเอง และสิ่งที่เรียกว่าความสามารถซึ่งเขาภูมิใจนักหนา

      ฉางเซิงพลันขนลุกชัน นึกถึงตนเองซึ่งได้อยู่ข้างกายคุณชายทั้งที่ไร้ฝีมือไร้ความสามารถ โง่เขลาไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ใช่ว่ามิใช่เรื่องดี โชคดีที่เขาเป็นคนดี ฉางเซิงคิดเช่นนี้ มองจื่อเหยียนปัดกลิ่นหอมโชยทาบใบหน้าสวีจื่อเจี้ย

      สวีจื่อเจี้ยหลับไปถึงสองวันเต็ม

      เมื่อตื่น จื่อเหยียนยื่นกระจกประดับเปลือกหอยมุกงามวิจิตรบานหนึ่งให้เขาด้วยท่าทางเคร่งขรึมเยือกเย็น เขาชะงัก มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างลังเล จากนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า

      เขาหลุดพ้นจากเสิ่นเยวี่ยแล้ว

      เบื้องหน้าคือใบหน้าที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หล่อเหลาองอาจ ห้าวหาญดุดัน

      เขาลองคลำเนื้อหนังบนใบหน้า ประหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด มองมิเห็นร่องรอยการแปลงโฉมแม้เพียงนิด จื่อเซียนเซิงผู้นี้นับเป็นผู้วิเศษโดยแท้ สวีจื่อเจี้ยน้อมกายคำนับอย่างเลื่อมใสศรัทธา

      จื่อเหยียนปิดปากยิ้มเอ่ย “มิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ เจ้ามอบเรื่องเล่าน่าฟังเรื่องหนึ่งให้ข้า ข้าสามารถนำไปแลกกับเครื่องหอมชั้นเลิศห่อหนึ่ง”

      สวีจื่อเจี้ยฟังมิเข้าใจ และไม่นึกสนใจ ที่ว่าการเมืองคงกำลังตามจับตัวเขาไปดำเนินคดี จวนสกุลจื่อมิเหมาะอยู่นาน

      “จะไปแล้วหรือ ฉางเซิง ส่งแขก” จื่อเหยียนจับจ้องเขานิ่ง “สวีกงจื่อ ข้าว่าเจ้ามิจำเป็นต้องมาที่นี่อีก”

      สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าเห็นด้วย นับจากนี้ไปเขาจะระวังตัวให้มาก ไม่เปิดเผยสถานะของตนเองอีก

      เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนาม โชคดี ช่วงที่อยู่ในจวนสกุลเฟิงพอมีทรัพย์สินสะสมอยู่บ้าง แม้ไม่มากเท่าที่คิดไว้ แต่ก็เพียงพอให้เขาใช้จ่ายอย่างสบาย

      ฉางเซิงออกไปส่งสวีจื่อเจี้ย ครั้นกลับมาก็เตะหินในลานกว้างจนกระเด็นว่อน เด็กรับใช้ที่ทำความสะอาดตกใจจนวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง

      “เขาเป็นฆาตกรสังหารเสิ่นเยวี่ย เหตุใดจึงมิให้เขามีใบหน้าเช่นเสิ่นเยวี่ย อยู่อย่างทุกข์ทรมานชั่วชีวิต” เขาซักไซ้จื่อเหยียน สิ้นประโยคก็รู้สึกว่ากล่าวแรงเกินไป หากแต่วาจาที่เอ่ยไปแล้วมิอาจเรียกกลับคืน ได้แต่ย่ำเท้าอย่างมิสบอารมณ์

      “ชีวิตของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว” จื่อเหยียนกำลังรินสุรา ได้ยินดังนั้นก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ส่งยิ้มหยอกเย้าให้ฉางเซิงซึ่งกำลังฉุนเฉียว โดดมาหยุดข้างกายเขาก่อนจะดีดศีรษะทึ่มทื่อของเขา

      “เจ้าลืมแล้วหรือ เสิ่นเยวี่ยแม้หน้าตาหล่อเหลา ทว่าอายุสั้น แต่เขากลับต้องการมีรูปร่างหน้าตาเช่นเสิ่นเยวี่ย โดยลืมไปว่าหน้าตาเช่นนี้ไม่มีทางอายุยืน”

      ฉางเซิงรู้สึกสบายใจขึ้น แต่เมื่อนึกได้ว่าจื่อเหยียนเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้เขาอีกครั้ง ก็เอ่ยถามอย่างอดมิได้ “คุณชาย ท่านแปลงโฉมให้เขาอีกครั้ง เช่นนี้...”

      จื่อเหยียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เจ้าของใบหน้านั้นทิ้งใบหน้านั้นไว้ที่ข้า เพราะว่าเขาเป็นนักโทษอาญาที่กำลังถูกประกาศจับ”

      ฉางเซิงกระจ่างในบัดดล ในที่สุดก็เบาใจลง

      จากจวนสกุลจื่อถึงประตูเมือง คงเป็นช่วงเวลาอิสระช่วงสุดท้ายในชีวิตของสวีจื่อเจี้ยกระมัง

      เครื่องหอมบางเบาก้านนั้นยังคงถูกเผาไหม้อย่างแช่มช้า จื่อเหยียนยิ้มมองเขาผ่านแสงโคม

      “ต้องการสูดกลิ่นหอมนี้นานขึ้นอีกนิดหรือไม่”

หนังสือแนะนำ

Special Deal