บทที่ 1 ลาจาก (หน้า 3)

      เขาสายตาพร่าลาย จู่ๆ ก็บังเกิดความหวาดหวั่น มิกล้ามองอีกต่อไป รีบหลับตากลั้นหายใจหมายจะตั้งสติ

      จื่อเหยียนหันมาเห็น หัวเราะเล็กน้อย ยื่นหน้าพินิจมองท่าทีเก้อกระดากของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะยื่นมือแตะจมูกของเขา

      ฉางเซิงอายหน้าแดง ลืมตาขึ้น มิใช่เรื่องง่ายกว่าใจทั้งดวงจะสงบลงได้

      เขาเห็นจื่อเหยียนก้าวเข้าไปในห้อง สำรวจสมบัติล้ำค่าที่เขาสะสม

      ฉางเซิงมิกล้าเข้าไป ยืนพิงอยู่ริมประตูเพียงลำพัง มือจับห่วงประตูอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ ไอเย็นยะเยือกวูบหนึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่มือของเขา เขารีบชักมือกลับด้วยความตกใจ

      จื่อเหยียนซึ่งอยู่ท่ามกลางอาภรณ์งามวิจิตรหันกลับมา เสมือนบทกวีที่ว่า

      “อาภรณ์งามเพริศพิลาสยากพบเห็น

      โฉมแฉล้มเช่นเทพเซียนในภาพวาด”

      ฉางเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเทิดทูนประดุจพานพบเทพสวรรค์ พลันรู้สึกละอายในความต้อยต่ำของตนเอง

      ภาพงามจรัสเบื้องหน้าเฉกเช่นสรวงสวรรค์ มิคล้ายโลกมนุษย์

      เขาสั่งสมผลบุญเช่นใดมา ถึงสามารถติดตามเจ้านายเช่นนี้

      จื่อเหยียนแกะห่อเครื่องหอม สะบัดมือคราหนึ่ง ผงเครื่องหอมฟุ้งกระจายก่อนจะร่วงสู่พื้น

      กลิ่นหอมหวนขจรขจายทั่วห้อง เป็นกลิ่นหอมจรุงที่ชวนให้เคลิ้มฝันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอย นึกอยากปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนระทวยและจิตใจที่กระวนกระวายรวมผสานกับกลิ่นหอมดังกล่าวนั้น นับจากนี้ยินยอมพร้อมใจที่จะเมามายลืมเลือน หลับใหลอยู่ท่ามกลางรสชาติแห่งการลาจาก ยากจะถอยห่างหลีกหนี

      ฉางเซิงง่วงงุนสะลึมสะลือ ในสมองยังคงหลงเหลือสติเสี้ยวหนึ่งเตือนให้เขาตื่นขึ้น ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์อันนวลนุ่มลุ่มหลงนี้

      หากแต่ทว่า กลิ่นหอมดังกล่าวปลอบประโลมหัวใจที่กระหายการหลับใหลของเขาเฉกเช่นสัมผัสอันอ่อนโยนของคนรัก มิรับรู้ทุกข์โศก มิรับรู้เจ็บปวด มิรับรู้โกรธแค้น เพียงลืมเลือนอดีตที่ผันผ่าน

      จื่อเหยียนนิ่งมองร่างของฉางเซิงล้มลงด้วยสายตาเรียบเฉย

      ลาจาก เครื่องหอมของกุ่ยฮว่าเฉกเช่นภาพวาดของฟู่ฉวนหง ล้วนเป็นสิ่งวิเศษล้ำแผ่นดิน ไม่มีทางผิดพลาด

      จื่อเหยียนจับหน้าฉางเซิงหันมา เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลางามสง่าคือผู้สืบทอดที่ถูกเลือก เด็กหนุ่มผู้นี้ลืมเรื่องในอดีตไปนานแล้ว เขาไม่รู้ว่าใบหน้าในยามนี้ของเขาเป็นผลงานชั้นเลิศของจื่อเหยียน เขาไม่รู้ว่าเขาเคยมีอดีตที่น่าอัศจรรย์ปานใด เขาเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าที่จื่อเหยียนพบเข้าโดยบังเอิญ เต็มใจอยู่ปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตลอดไป

ยังไม่ถึงเวลา

      จื่อเหยียนก้มหน้า ใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งแตะแก้มเด็กหนุ่ม ใบหน้าฉางเซิงค่อยๆ กลายเป็นสีแดงระเรื่อ เสมือนแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม

      หากใช้ใจประเมิน บัดนี้ยังมิอาจบอกอันใดเขามากนัก ทำได้เพียงเฝ้ารอต่อไป

      ใบหน้านี้ยังบอบบางเกินไป มิอาจทนรับการสัมผัส

      จื่อเหยียนไล้มือไปตามกระดูกโหนกแก้มของฉางเซิง จุดนี้ต้องยกสูงขึ้นอีกส่วน แล้วก็คิ้วเชิดคู่นี้ หางคิ้วยุ่งเหยิงไปนิด จำต้องกันคิ้วไร้ระเบียบให้เรียบร้อย

      ตะเกียงน้ำมันอมตะ (เชิงอรรถ – ตะเกียงที่จุดแล้วมิอาจเป่าดับ จวบจนน้ำมันถูกใช้จนสิ้น เปลวเทียนจะมอดดับเอง) ส่องแสงสว่างไสวราวกลางวัน ท่ามกลางอาภรณ์หลากสีสัน จื่อเหยียนขยับเข็มขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จัดแต่งรูปโฉมให้ฉางเซิง

      สักวันหนึ่ง เขาจะละทิ้งรูปลักษณ์เก่า ได้ครองรูปโฉมที่งามล้ำสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเขาจื่อเหยียน

      รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลจากจิตใจ จิตใจหมุนเวียนเปลี่ยนผัน รูปลักษณ์อุบัติดับสูญ

      หากแต่จื่อเหยียนรู้ว่ารูปลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจ เพียงมือข้างเดียวของเขา ก็สามารถทำให้รูปโฉมที่ติดตัวแต่กำเนิดมลายหาย สามารถพลิกชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดมาแต่เดิม

      เขามิใช่เทพเจ้า กลับกำลังกระทำสิ่งเช่นเทพเจ้า

      ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับข้ามิได้ขึ้นกับสวรรค์ ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจจื่อเหยียนเงียบๆ

      อาจารย์ ท่านกล่าวว่าเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตผู้อื่น ทำให้ความสัมพันธ์วุ่นวาย เช่นนี้จะอายุสั้น ข้าหาเชื่อไม่

      ต่อให้อายุสั้น หากแต่ปรารถนาบรรลุผล ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้

      เขาใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งกลิ่นหอมหวนขึ้นมาส่วนหนึ่ง ป้ายบนจมูกฉางเซิง

      ลาจาก...กลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์รุนแรงยิ่ง แม้แต่เขายังแทบทนไม่ไหว นึกอยากลืมเลือนเรื่องราวในอดีตเสียให้สิ้น

      จะโทษก็ต้องโทษที่ใต้หล้านี้มีเรื่องรบกวนจิตใจมากไป บางที วันหนึ่งวันใดคงต้องแวะไปร้านของกุ่ยฮว่าสักคราแล้ว

      ปล่อยวางอย่างเด็ดขาด ต่อให้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

      ลมวูบหนึ่งม้วนตัวโชยผ่าน จื่อเหยียนทอดสายตามองไปนอกประตู ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท

      ควรเรียกคนเตรียมอาหารเย็นแล้ว

      เมื่อฉางเซิงรู้สึกตัวตื่น ย่อมท้องร้องวิ่งหาอาหารทั่วห้องเป็นแน่แท้

      จื่อเหยียนนึกถึงท่าทางของฉางเซิงยามขมวดคิ้วงุ่นง่าน อดยิ้มอ่อนบางมิได้ เขาดึงร่างอ่อนปวกเปียกของฉางเซิงเดินออกนอกประตู พาเขากลับสู่สถานที่อันคุ้นเคย

      จิตใจอันบอบบางของเขามิอาจได้รับการกระทบกระเทือน ให้เขาอยู่รับใช้ข้างกายตน นับว่าลำบากเขาแล้ว

 

      เมื่อฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาหารร้อนกรุ่นเต็มโต๊ะล้วนตระเตรียมเรียบร้อย จื่อเหยียนส่งตะเกียบให้เขาอย่างร่าเริง คีบหัวไชเท้าชิ้นหนึ่งให้เขาอย่างเบิกบานแช่มชื่น แม้จะเป็นหัวไชเท้าที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม กระนั้นฉางเซิงก็ยังถอนใจบ่นอุบ “อาหารเจอีกแล้วหรือ”

      เต้าหู้นึ่งเม็ดบัว เห็ดหอมผัดเกาลัด ผักกาดทรงดอกไม้ รากบัวหอมหมื่นลี้...อาหารทุกอย่างล้วนปรุงแต่งอย่างประณีต น่าเสียดายที่ปราศจากเนื้อสัตว์

      “หากข้ารับประทานเนื้อสัตว์จะร้อนใน สิ่งมันเลี่ยนเหล่านั้นรับมากไปไร้ประโยชน์ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เจ้ารับประทานเป็นเพื่อนข้าเถิด” จื่อเหยียนใช้น้ำเสียงแง่งอนขอร้องเขา

      “คุณชาย บุรุษอกสามศอกจะมีผิวพรรณนวลเนียนเพื่ออะไร ข้าอยากกินเนื้อน้ำแดง แล้วก็อยากแทะขาหมู”

      “ของน่าคลื่นไส้เหล่านั้นจะกลืนลงได้อย่างไร” จื่อเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่มักพล่ามบ่นด้วยความหวังดี “ระวังกรรมตามสนอง หมูปลาเป็ดไก่ที่ถูกเจ้ากินจะตามแก้แค้นเจ้า ส่วนข้ากับเจ้า ใบหน้านี้ก็เฉกเช่นป้ายหน้าร้านกระนั้น เจ้าจงทะนุถนอมให้ดี ห้ามทำลายอนาคตตนเองเด็ดขาด”

      ฉางเซิงยิ้มขมขื่น คุณชายมักบังคับให้เขารับประทานอาหารเจ ใช้ชีวิตที่นี่ราวกับบวชเป็นหลวงจีน โชคดีที่อาหารเจเหล่านี้ล้วนรสชาติไม่เลว ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถือเป็นการสั่งสมบุญกุศล ฉางเซิงรู้ว่า ในเมื่อสิบวันที่ผ่านมาอย่างไรคุณชายก็มิยอมอนุญาต เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เขาคงต้องบอกลาอาหารประเภทเนื้อสัตว์แล้ว

      อมิตาภพุทธ สาธุ สาธุ ฉางเซิงพึมพำนามของพระผู้เป็นเจ้าในใจ รับประทานอาหารเบื้องหน้าหมดเกลี้ยงรวดเร็ว จื่อเหยียนมีท่าทีพึงใจขณะสั่งให้คนเก็บชามตะเกียบออกไป

 

      ข่าวดีส่งมาถึงเมื่อสิบสามวันให้หลัง

      อิ๋งหั่วผู้มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารแห่งจวนสกุลจื่อยื่นกระดาษสีชมพูให้ฉางเซิง แล้วก็จากคนผู้เดียวกันนี้ ฉางเซิงได้รับกระดาษสีฟ้าน้ำทะเลอีกแผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนบรรยายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสวีจื่อเจี้ย เฟิงเจวียน และเสิ่นเยวี่ย

      อิ๋งหั่วมิใคร่พูดจา เขาอายุมากกว่าฉางเซิงเล็กน้อย ใบหน้าไร้ความรู้สึกน้อยนักจะแย้มยิ้ม เดิมเขาก็นับว่าหล่อเหลา ฉางเซิงคิด เพียงแต่ผู้ที่ขวางหูขวางตาอย่างไรก็ไม่มีทางดูดีได้

      ผู้ที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องมักจะน่าชิงชัง ยกเว้นคุณชาย ทุกครั้งที่ฉางเซิงถามคำถามอิ๋งหั่ว เขาจะล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ลายมืออันบรรจงงดงามเขียนตอบฉางเซิง

      เหตุใดเขาจึงมิเต็มใจสนทนากับฉางเซิง? ฉางเซิงคิดว่าต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายหมายอวดอ้างสติปัญญาของตนเป็นแน่ เช่นนี้ทำให้ฉางเซิงรู้สึกอับอายยิ่ง

      ฉางเซิงรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถใด สามารถอยู่ข้างกายคุณชาย คงเป็นเพราะเขาพอมีทักษะด้านเจรจาอยู่บ้าง นึกถึงตรงนี้ ฉางเซิงก็อดน้อยเนื้อต่ำใจมิได้

      เพียงแต่วันนี้ สิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้เป็นข่าวดี หน้าตาของอิ๋งหั่วจึงไม่น่าชิงชังเช่นที่ผ่านมา

      “คุณชาย เมื่อวานสวีจื่อเจี้ยได้แต่งงานกับคุณหนูเฟิง” ฉางเซิงบอกข่าวดีกับจื่อเหยียน

      “โอ? เป็นบุรุษที่แม้แต่เทียบเชิญงานวิวาห์ยังตระหนี่” จื่อเหยียนยิ้มอ่อนบาง เฉกเช่นหญิงสาวยวนเสน่ห์กำลังยกพัดบังดวงหน้า

      “คนผู้นั้นแม้ไม่ถูกชะตา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ นับว่าคุณชายได้ทำคุณความดี”

      “อย่างนั้นหรือ” จื่อเหยียนหัวเราะ จับจ้องฉางเซิงนิ่ง “สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ หึๆ”

      ฉางเซิงชะงัก

      แล้วมิใช่หรือ?

      สวีจื่อเจี้ยถึงกับยอมตัดนิ้วทิ้งเพื่อเฟิงเจวียน ทั้งยังยอมทำลายรูปโฉมที่บิดามารดาประทานให้

      เหตุใดคุณชายคล้ายจะมองทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่ง?

      เขารู้เรื่องอันใดที่ตนไม่รู้หรือ?

      ฉางเซิงพลันนึกถึงอิ๋งหั่ว

      “อิ๋งหั่วสามารถทำนายอนาคตหรือ” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

      จื่อเหยียนหัวเราะคิกคักจนนัยน์ตาโค้งงอราวใบหลิว ฉางเซิงตะลึงงัน รู้สึกว่าเช่นนี้ช่างน่ามองยิ่ง พลันนึกอยากมีฝีมือเช่นฟู่ฉวนหง จรดวาดอิริยาบถอันงดงามเช่นนี้ของเขาไว้

      จื่อเหยียนเห็นเขาเหม่อลอย สะกิดเขาคราหนึ่ง เอ่ย “เจ้าแปลกใจว่าเหตุใดอิ๋งหั่วจึงรู้เรื่องราวมากมายปานนั้น?”

      ฉางเซิงพยักหน้า คุณชายมักจะล่วงรู้ความคิดของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้เสมอ

      จื่อเหยียนเอ่ยเนิบนาบ “นั่นเป็นเพราะอิ๋งหั่วแก่มากแล้ว คนเราพอแก่ตัว ก็จะฉลาดรอบรู้”

      ฉางเซิงประหลาดใจ

      แก่มากแล้ว?

      เห็นชัดๆ ว่าอิ๋งหั่วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

      หรือว่า...

      ฉางเซิงลอบสะท้านใจ

      “ใช่แล้ว” จื่อเหยียนรู้ว่าเขาคิดอันใด เอ่ยเสียงนุ่ม “มีข้าอยู่ ที่แห่งนี้จะมีเพียงเกิด เจ็บ ตาย แต่จะไม่มีผู้ใดแก่ชรา”

      ทันใดนั้นฉางเซิงพลันขนลุกชัน เขาชื่อฉางเซิงซึ่งแปลว่าอมตะ ไม่มีวันแก่ชรา คนเราหากมิต้องพบพานสังขารร่วงโรย คงจะน่าปีติยินดียิ่งกระมัง

      สิบวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำผ้าหูหลัวยี่สิบพับมากำนัล ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงซึ่งเป็นผู้นำของกำนัลมาส่งกล่าวชมนายน้อยสามีของคุณหนูมิขาดปาก หลังฉางเซิงได้รับเงินถุงหนึ่งที่สวีจื่อเจี้ยจัดเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ ก็คิดในใจว่า คนผู้นี้แม้นรลักษณ์ไม่ดี กระนั้นก็นับว่าใจคอกว้างขวาง

      สิบห้าวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำชาเลื่องชื่อทั้งชาหลงอันฉีหั่วและชาเจ้อซีเทียนมู่มาให้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า นายน้อยสามีของคุณหนูมีพรสวรรค์ด้านการค้าโดยแท้ ไม่มีกิจการใดที่เขาทำมิได้

      สิบเจ็ดวันต่อมา จวนสกุลจื่อมีผลหูหลงจากซีอวี้ (เชิงอรรถ – ดินแดนตะวันตก) เพิ่มขึ้นหลายหาบ เนื้ออิ่มฉ่ำหวาน กลิ่นหอมละมุนเนิ่นนานมิจางหาย

      ฉางเซิงรับประทานผลไม้ อดกล่าวถึงข้อดีของสวีจื่อเจี้ยมิได้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า ทุกคนในจวนของเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า นายน้อยสามีของคุณหนูเก่งกาจกว่าเสิ่นเยวี่ยคนก่อนมากนัก

      ฉางเซิงจึงถาม “โอ คนผู้นี้มิใช่เสิ่นเยวี่ยหรือ”

      ผู้ดูแลจวนยิ้มพลางส่ายหน้า “รูปร่างหน้าตาแม้เหมือนกัน ทว่าอุปนิสัยต่างกันอย่างยิ่ง นายน้อยสามีของคุณหนูเราคำนึงถึงกิจการตระกูลเฟิง ไฉนเลยจะมือเติบเช่นเสิ่นกงจื่อ นับว่าเทพเซียนบนสวรรค์เมตตาโดยแท้! ส่งผู้ที่มีหน้าตาเหมือนเสิ่นกงจื่อมาช่วยชีวิตคุณหนู ทั้งยังสามารถสืบทอดกิจการตระกูลเฟิง อาห์ ต้องเป็นผลบุญที่นายท่านสั่งสมเมื่อชาติที่แล้วเป็นแน่”

      ขณะที่คิดฉางเซิงก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ หรือว่าจื่อเหยียนกลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ไปแล้ว?

      เขานำวาจาของผู้ดูแลจวนกล่าวกับจื่อเหยียน คุณชายเอ่ยเสียงเรียบเฉย “สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย”

      “เพียงดูจากนรลักษณ์ก็สามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้จริงหรือ” ฉางเซิงกัดผลไม้ด้วยท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่นานก็ลืมวาจาของจื่อเหยียนเสียสิ้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal