บทที่ 1 ลาจาก (หน้า 2)

      ห้าวันต่อมา

      สวีจื่อเจี้ยกลายเป็นคนใหม่ ทุกอิริยาบถเฉกเช่นเสิ่นเยวี่ยในภาพวาด หล่อเหลางามสง่า จื่อเหยียนมักนิ่งมองเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งด้วยท่าทางเฉยเมย บางครั้งจะกล่าวชี้แนะเล็กน้อย

      เสิ่นเยวี่ยประหนึ่งสหายสนิทตั้งแต่เยาว์วัยของเขา ล่วงรู้ทั้งอุปนิสัยและงานอดิเรกเป็นอย่างดี แม้แต่สวีจื่อเจี้ยซึ่งรู้จักกับเสิ่นเยวี่ยมาหลายปี กระนั้นก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นเขา

      “เซียนเซิงนับเป็นผู้วิเศษโดยแท้!”

      สวีจื่อเจี้ยคำนับจื่อเหยียนด้วยการค้อมกายต่ำ แผลที่มือเขาหายสนิทแล้ว ลักษณะท่าทางล้วนเปลี่ยนไป สีหน้าฉายแววเหลาะแหละเจ้าเล่ห์

      “ภาพวาดของฟู่ฉวนหง แต่ไหนแต่ไรไม่มีภาพใดมิคล้ายตัวจริง เสิ่นเยวี่ยยามมีชีวิตเป็นอย่างไร มองเพียงผาดเดียวก็รู้ เพียงแต่ว่า หน้าตาดีมิสู้จิตใจดี” จื่อเหยียนกล่าวแผ่วเบาแช่มช้า ราวกับวาจานี้มิได้ออกจากปากเขา ยังคงท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นเดิม

      สวีจื่อเจี้ยสีหน้าบึ้งตึง กลอกตาไปมารอบหนึ่ง กล้ำกลืนวาจาที่ต้องการกล่าว ปฏิกิริยาเล็กน้อยเช่นนี้ของเขามิอาจรอดพ้นสายตาฉางเซิงไปได้ เอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ “ได้ยินว่าคุณหนูตระกูลเฟิงอาการทรุดหนักลงทุกวัน เสิ่นกงจื่อมิต้องการกลับไปเยี่ยมเยียนหรือ”

      สวีจื่อเจี้ยตอบรับอย่างดีใจ รีบกลับห้องเก็บข้าวของจากไปทันที

      ในที่สุดก็วุ่นวายเสร็จสิ้น ฉางเซิงมองสวีจื่อเจี้ยแต่งกายหรูหรา โบกพัดเดินจากไปอย่างงามสง่า

      เขาปิดประตูใหญ่ พลันรู้สึกเบิกบานใจ คล้ายสลัดห่อผ้าใบใหญ่ไปได้ แม้แต่ยามเดินยังนึกอยากเปล่งเสียงหัวเราะ

      นี่คืองานแรกที่ฉางเซิงรับหลังเข้าจวนสกุลจื่อ หาได้รู้สึกดีไม่

      เขามิชอบสายตาที่คนผู้นั้นมองจื่อเหยียน มิชอบที่คนผู้นั้นเสแสร้งว่าทำเพื่อความรัก

      เขาไม่รู้ว่ากาลก่อนจื่อเหยียนปฏิบัติต่อแขกที่มาอย่างไร หากทุกคนล้วนเป็นเช่นสวีจื่อเจี้ย ดวงตาของเขาคงเจ็บปวดยิ่ง

      คนเช่นนั้นไฉนเลยจะเสียสละเพื่อความรักปานนี้ ฉางเซิงหาเชื่อไม่

      “ไม่รู้คุณหนูเฟิงเห็นคนรักฟื้นคืนจากความตาย จะกล่าวอันใด” คิ้วของฉางเซิงขมวดน้อยๆ เข้าหากัน เท้าคางครุ่นคิดเบื้องหน้าจื่อเหยียน

      จื่อเหยียนเผยอยิ้มร่าเริงเช่นเด็กน้อย พลันยื่นมือออกไปลูบหัวคิ้วอีกฝ่าย มิได้ยินที่เขากล่าวแม้แต่น้อย

      “สวีจื่อเจี้ยกับเสิ่นเยวี่ยสนิทกันมาหลายปี มีใบหน้าที่คุณชายเปลี่ยนให้เขา ไม่แน่เขาอาจตบตาผู้ที่ตรอมใจล้มป่วยเช่นคุณหนูเฟิงได้ เพียงแต่ต่อให้รู้ความจริง มีรูปโฉมของเสิ่นเยวี่ย แล้วเขาก็ยึดมั่นในรักเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูเฟิงก็คงหวั่นไหวอยู่ดี”      

      เขาพล่ามเสร็จสิ้น เห็นจื่อเหยียนเอาแต่เบิกตากลมวาวจ้องมองเขาอย่างครุ่นคิดพลางไล้นิ้วไปมาบนคิ้วของเขา

      “ข้ามิใช่ตุ๊กตา คุณชาย...”

      จื่อเหยียนยิ้มจนตาหยี “อยากให้ปลายคิ้วของเจ้าสูงขึ้นอีกนิดหรือไม่ จะได้ดูองอาจน่าเกรงขามมากขึ้น”

      ใต้หล้านี้เรื่องที่ฉางเซิงไม่มีวันทำก็คือเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตนเอง เขาปฏิเสธในความหวังดีของคุณชาย เห็นว่าผู้ที่มีเวลาว่างมากมายเช่นอีกฝ่ายกำลังลูบผมเขาแผ่วเบา เอ่ยขอร้องเขาด้วยท่าทางน่าสงสาร “ฉางเซิง ข้ามีปิ่นไม้ดำอันหนึ่งเหมาะกับเจ้ายิ่ง เกล้าผมอีกคราได้หรือไม่”

      เหตุใดปรมาจารย์แปลงโฉมที่ระบือนามทั่วทั้งแผ่นดินผู้นี้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นและลับหลังผู้อื่นจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?

      ฉางเซิงคิดแล้วก็นึกอยากร้องไห้ เห็นทีต้องหางานให้เขาเพิ่มอีกสักสองสามงาน เขาจะได้ไม่มีเวลาว่างมากมายเช่นนี้

      จื่อเหยียนดันฉางเซิงไปหน้ากระจก หวีผมยาวให้เขาด้วยท่าทางพออกพอใจ ท่วงท่าชดช้อยงดงาม ทุกอิริยาบถประดุจร่ายรำตามเสียงดนตรี แม้ฉางเซิงจะมิเต็มใจ กระนั้นก็อดเหม่อมองอย่างเคลิบเคลิ้มมิได้

      “คุณชาย หากท่านเป็นสตรี ย่อมงดงามล้ำแผ่นดินเป็นแน่แท้”

      “ฉางเซิง ช่วยไปร้านหอมหมื่นลี้ซื้อเครื่องหอมให้ข้าจำนวนหนึ่ง ข้ารู้สึกแน่นหน้าอก ต้องการพักหายใจ” จื่อเหยียนหวีผมช้าลง ท่าทางลอยเหม่อ ชั่วขณะนั้นคล้ายกลับไปเป็นบุรุษผู้เฉยชาอีกครั้ง

      ฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยถาม “คุณชายต้องการซื้อเครื่องหอมใด”

      มุมปากจื่อเหยียนเผยอยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาหลุบลงคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ “เจ้าเล่าเรื่องครานี้ให้เจ้าของร้านฟัง นางจะให้เครื่องหอมเจ้าห่อหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เทียบเท่าเงินร้อยเหวิน (เชิงอรรถ – หน่วยเงินสำริดในสมัยโบราณ)

      ครานี้หาได้มีเรื่องใดน่าเล่าไม่ ฉางเซิงพลันรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เขามองค้อนจื่อเหยียนคราหนึ่ง ฉวยเงินเดินออกไป

      “ข้าอยากดื่มสุราข้างนอกก่อนค่อยกลับ”

      “ไปเถิด ไปเถิด ได้เมาก็ดีเหมือนกัน” จื่อเหยียนยิ้มอย่างรู้ทัน หมุนตัวก้าวเข้าไปในห้องใน

      จื่อเหยียนไม่เหลียวแลเช่นนี้ กลับทำให้ฉางเซิงสิ้นอารมณ์ดื่มสุรา เดินไปร้านหอมหมื่นลี้อย่างหงุดหงิด

 

      ร้านหอมหมื่นลี้ตรงปากทางเป็นสถานที่ประหลาด เมื่อก้าวเข้าไปในร้านจะได้กลิ่นหอมกรุ่นกำจาย แต่ครั้นอยู่นอกร้านกลับไม่ได้กลิ่นหอมแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ร้านค้าที่ลึกลับน่าพิศวงเช่นนี้ เครื่องหอมที่ขายน่าจะเหมาะกับจื่อเหยียนพอดี

      ขณะที่คิดเช่นนี้ ฉางเซิงย่างเท้าก้าวเข้าไปในร้าน

      ร่างทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้าพลันสั่นวูบ หัวใจไหวสะท้าน คล้ายได้ดื่มน้ำถั่วเขียวถ้วยหนึ่ง ปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

      หญิงสาวนัยน์ตาพราวระยับผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง กำลังแกว่งเท้าไปมาพลางแทะเมล็ดแตงโม

      “ข้าเป็นคนของจวนสกุลจื่อ มาซื้อเครื่องหอม”

      “โอ?” นางโดดลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางสนใจ ลากฉางเซิงเข้าไปด้านใน

      ควันหอมลอยอวล

      ฉางเซิงลืมสิ้นว่าเคยกล่าวอันใด

      ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาเดินออกจากร้านหอมหมื่นลี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

      หลังสูดกลิ่นเครื่องหอมเย้ายวนหลายสิบชนิด จิตวิญญาณของเขาประหนึ่งท่องผ่านสวรรค์นรกคราหนึ่ง ผ่านการแช่รมด้วยเครื่องหอมนับไม่ถ้วน สุดท้ายนำเครื่องหอมห่อหนึ่งกลับมา หญิงสาวเจ้าของร้านผู้นั้นบอกว่า มันชื่อ “ลาจาก”

 

      ตกกลางคืน

      เขาเดินอยู่นาน คล้ายฝันไปตื่นหนึ่ง กลับมาถึงลานกว้างอันเคยคุ้น

      เขาทอดสายตามองแสงโคมสว่างไสว ผลักประตูเปิด โคมแก้วหลากสีทรงดอกลำโพงเปล่งประกายเจิดจ้า ทาบทับดวงหน้างดงามราวหยกขาวของจื่อเหยียนจนเป็นสีแดงระเรื่อ

      ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงเทียน เขาถือจอกสุราเดินโงนเงนตรงมา เงาร่างยวนตาประดุจเปลวเทียนพลิ้วไหว ฉางเซิงเหม่อมองท่วงท่าน่าหลงใหลเช่นนี้ของเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ว่าวาจาใดล้วนลืมเลือนจนสิ้น ได้แต่ก้าวตรงไปหาด้วยท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เทินเครื่องหอมขึ้น กล่าวคำสองคำนั้นอย่างงกๆ เงิ่นๆ

      ลาจาก

      จื่อเหยียนยิ้มเข้าใจ ฉีกห่อเครื่องหอมก้มหน้าสูดกลิ่น ย่นจมูกเล็กน้อยคล้ายลูกสัตว์ป่าค้นหาอาหาร จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นชื่นบาน

      เขาถือเครื่องหอมพลางดึงฉางเซิงเยื้องย่างเข้าไปด้านใน เวียนวนกรีดกรายมุ่งสู่สวนด้านหลังห้องข้าง

      ฉางเซิงไม่รู้ว่าจวนสกุลจื่อมีสถานที่เช่นนี้อยู่ ทางเดินเล็กแคบดูคล้ายยาวไกลไร้ขอบเขต

      มือเย็นเยียบของจื่อเหยียนจับจูงเขา เส้นทางไม่สิ้นสุด ใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ จมดิ่งสู่ห้วงภวังค์อันพร่ามัวเลือนราง

      ตรงแมกไม้สุดทางเดินปรากฏประตูเล็กแคบบานหนึ่ง มิใช่หินมิใช่หยก

      จื่อเหยียนวางมือลงบนห่วงประตู ประตูเปิดออกทันที

      ด้านในพราวพร่างสว่างไสว หรูหราตระการตาประดุจอีกโลกหล้าหนึ่ง ไข่มุกนับไม่ถ้วนฝังติดกับผนัง เปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา ประหนึ่งธารสวรรค์ที่ดารดาษด้วยหมู่ดาวพลิกกลับสลับด้าน

      ฉางเซิงตะลึงลาน ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคืออาภรณ์แพรไหมงามวิจิตรดุจหมู่เมฆหลากสีมากกว่าร้อยชุด แขวนเรียงรายทั่วผนังทั้งสี่ด้าน งามอร่ามเรืองรอง แพรไหมอ่อนนุ่มที่ไม่รู้ชื่อนามประหนึ่งภูตวิเศษมีชีวิต แย่งกันดึงดูดให้ผู้คนจับจ้องสัมผัส นวลละมุนราวสายลมปุยเมฆ งามสดใสดุจบุปผาผลิงาม เจิดจรัสดั่งอัญมณีแจ่มจ้า ลออตาเช่นดอกสาลี่นวลคราญ

งดงามจนชวนให้ลืมหายใจ

หนังสือแนะนำ

Special Deal