บทที่ 1 ลาจาก

      ทางเดินสายเล็กที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีเทาทอดยาวคดเคี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กลึกมืด นอกประตูใหญ่สีเลือดหมูตรงสุดทางเดินมีบุรุษชุดเทาสีหน้าหม่นหมองผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังเหม่อมองห่วงเคาะประตูสำริดชุบทองคู่นั้นอย่างใจลอย

      เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็ยื่นมือออกไปจับห่วง เคาะบานประตูอย่างแรง

      ประตูเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง ทัศนียภาพอันงดงามสดใสปรากฏสู่สายตา

      เด็กหนุ่มท่าทางเปี่ยมชีวิตชีวาดุจตุ๊กตาเคลือบผู้หนึ่งก้าวออกมา ชำเลืองมองแขกมิได้รับเชิญผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ

      “มิทราบที่นี่ใช่ที่พำนักของจื่อเหยียนเซียนเซิงหรือไม่” (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุรุษเชิงให้เกียรติ)

      เด็กหนุ่มที่มีหน้าตางดงามดุจภาพวาดผู้นั้นพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน อนุญาตให้เขาเข้าประตู

      ใบหน้าหดหู่ของบุรุษชุดเทาฝืนยิ้มเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป

      เขาล้วงเงินหนักอึ้งห่อหนึ่งและจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเคร่งขรึม

      “ข้าน้อยสวีจื่อเจี้ย มิทราบน้องชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร”

เด็กหนุ่มรู้สึกถึงน้ำหนักในมือที่เพิ่มขึ้น แววตาพลันทอประกายสดใส ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลเอ่ยตอบ “ข้าชื่อฉางเซิง”

      สวีจื่อเจี้ยได้ยินชื่อนี้ นัยน์ตาหม่นเศร้าพลันฉายแววตื่นเต้น เดินตามฉางเซิงก้าวผ่านประตูชั้นใน

      ไอเย็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วร่าง ทว่าเขาหารู้ตัวไม่ เอาแต่สังเกตเด็กรับใช้ที่ถือไม้กวาดทำความสะอาดระหว่างทาง เด็กเหล่านั้นสวมชุดสีฟ้าครามกับรองเท้าสีขาว พูดคุยสนุกสนานอยู่กลางพุ่มดอกไม้ ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับลานกว้างใหญ่ได้อย่างไร้สิ้นสุด

      สวีจื่อเจี้ยก้มหน้าลอบมองรอบด้าน สรรพสิ่งทุกอย่างวิจิตรงดงามจนดูไม่เหมือนจริง ประหนึ่งเป่าลมใส่งานตัดกระดาษ ลวดลายเหล่านั้นก็ล้วนมีชีวิตขึ้นมา

      ฉางเซิงให้เขารออยู่ในโถงหลักของโถงอวี้เหล่ย (เชิงอรรถ – คำว่า “อวี้เหล่ย (玉垒) ” ในที่นี้หมายถึง “อวี้เหล่ย (郁垒)” เทพที่ชาวจีนเคารพนับถือ ชาวจีนจะติดภาพวาดของเทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยไว้บนประตูเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยถือเป็นเทพทวารบาลตามคติความเชื่อของจีน) ก่อนจะเลิกม่านไข่มุกก้าวเข้าไปด้านใน ปล่อยให้เสียงกังวานใสดังไล่หลัง

      กระถางเครื่องหอมเลี่ยมทองบนโต๊ะปล่อยควันอ่อนบางออกมา กลิ่นหอมที่มิอาจพรรณนาชวนให้มึนงงง่วงงุน สวีจื่อเจี้ยกำลังสะลึมสะลือ ขณะอึ้งงันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยจากร่าง ก้าวผ่านห้วงฝันพร่าเลือนคราหนึ่งถึงค่อยหวนคืนอีกครั้ง ได้ยินฉางเซิงเอ่ยเรียกหลายครั้งถึงค่อยลืมตาทั้งคู่ขึ้น เดินตามฉางเซิงเข้าไปในห้องด้านใน

      ครั้นลืมตา เขาก็เห็นดวงหน้างดงามที่สุดที่ชีวิตนี้เคยพานพบ

      บนเก้าอี้ยาวมีพนักในโถงตะวันตกมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน คลุมชุดหลวมยาวปักลาย ใบหน้าคล้ายแฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายแห่งเทพเซียนผสานกับกลิ่นอายแห่งภูตอสูร ท่ามกลางความงามพิสุทธิ์เจือด้วยมนตร์เสน่ห์ชวนหลงใหล นัยน์ตาหงส์สุกสกาวเพียงพาดผ่าน หัวใจของสวีจื่อเจี้ยก็ประดุจถูกควักออกไป ได้แต่ขยับเคลื่อนไหวตามทิศทางแววตาของเขา นิ้วเรียวยาวของเขาถือจอกสุราสีเขียวหยกลายมังกรคู่หงส์ใบหนึ่ง สีสุราวามวาวราวเศษหยก พราวพร่างกรีดบาดนัยน์ตาสวีจื่อเจี้ยจนจำต้องเลื่อนสายตาลงต่ำ พลันปะทะเข้ากับเท้าทั้งคู่ของเขาที่หุ้มด้วยถุงเท้าขาวโผล่เผยอออกมานอกชุดยาว

      มันซุกตัวอยู่มุมนั้นเงียบๆ เล็กเรียวราวไร้กระดูก ประหนึ่งมีฤทธิ์สะกดจิตวิญญาณ

      สวีจื่อเจี้ยจ้องมองอย่างลืมตัว กระทั่งฉางเซิงกระแอมไอถึงค่อยได้สติ ฝืนกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วน ใบหน้าแดงซ่านอย่างมิอาจควบคุม

      ดวงหน้าหล่อเหลาของฉางเซิงครั้นเทียบกับคนผู้นี้ ล้วนหม่นหมองไม่ต่างจากฝุ่นละอองเม็ดหนึ่ง

      “เซียนเซิงอยู่ที่นี่ ท่านมีความปรารถนาใดขอจงบอกกล่าว” ใบหน้าฉางเซิงฉายแววไม่พอใจ ประกายดูแคลนพาดผ่านนัยน์ตา

      สวีจื่อเจี้ยนึกถึงจุดประสงค์ที่มาครานี้ เนื้อตัวพลันสั่นสะท้าน เขาสังเกตเห็นว่าคิ้วของจื่อเหยียนเลิกขึ้นเล็กน้อย กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ รีบเอ่ยเข้าเรื่องทันที “ข้าประสงค์จะให้เซียนเซิงแปลงโฉมให้ข้า รายละเอียดทั้งหมดล้วนเขียนอยู่ในจดหมาย”

      จื่อเหยียนเขย่าจอกสุรา ในจอกบังเกิดเกลียวคลื่นเล็กจิ๋วพราวระยับ ยิ่งขับให้นัยน์ตาทั้งคู่ของเขาเฉกเช่นเงาจันทร์ที่แตกกระจายในบ่อน้ำ ปรากฏประกายเลือนราง

      สวีจื่อเจี้ยเหม่อมองอย่างใจลอย พลันเห็นนัยน์ตาพร่างพราวราวอสนีบาตของอีกฝ่ายตวัดวาบมาที่ตน ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวขึ้นแช่มช้า “ทุกคนที่มาขอให้ข้าแปลงโฉม ส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มความงดงาม มีเพียงเจ้าต้องการทำให้ตนเองพิการ ทุกส่วนของร่างกายล้วนได้จากบิดามารดา ไยจึงต้องหาความลำบากใส่ตัวเช่นนี้”

      สวีจื่อเจี้ยหยิบภาพวาดม้วนหนึ่งออกมาจากห่อผ้าด้านหลัง ค่อยๆ คลี่กางบนโต๊ะให้จื่อเหยียนกับฉางเซิงยล

      ผู้ที่อยู่ในภาพคือชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นอารมณ์ดีผู้หนึ่ง รอยยิ้มมีเสน่ห์เจือแววเจ้าชู้ สวีจื่อเจี้ยเลื่อนไล้ผ่านมือที่กำลังหอบหนังสือของชายหนุ่ม ถอนใจเอ่ย “เพียงเพราะมือขวาของเขาไม่มีนิ้วก้อย”

      ฉางเซิงขมวดคิ้ว ต้องการเอื้อนเอ่ย กลับถูกจื่อเหยียนเหลือบมองเป็นเชิงปราม

      จื่อเหยียนมองสวีจื่อเจี้ยอย่างไม่ใส่ใจ คล้ายกำลังรอให้อีกฝ่ายอธิบาย

      สวีจื่อเจี้ยใจเต้นระรัว ขณะกระวนกระวายเขาเงยหน้าสบตาจื่อเหยียนเป็นครั้งแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งข่มขู่ “ขอเซียนเซิงโปรดแสดงฝีมือ ช่วยข้าสักครา”

      จื่อเหยียนชูนิ้วเนียนขาวราวหยกนิ้วหนึ่งขึ้นมา เขย่าไปมาเล็กน้อย ฉางเซิงค้อมกายถอยออกไป

      จื่อเหยียนไม่เอ่ยอันใด เพียงแต่เฝ้ารอเงียบๆ

      สวีจื่อเจี้ยพลันรู้สึกหวาดหวั่นจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตัวสั่นเทิ้มขณะม้วนเก็บภาพวาดยัดใส่ห่อผ้าด้านหลัง เอ่ยถามเสียงฝืดเฝื่อน “เซียนเซิงมิเต็มใจรับปากหรือ”

      ผ่านไปไม่นานฉางเซิงกลับมา กระซิบข้างหูจื่อเหยียนพลางกลอกตาใส่สวีจื่อเจี้ยอย่างมิสบอารมณ์

      สวีจื่อเจี้ยใจเสีย กระแทกตัวคุกเข่าบนพื้นคำนับจื่อเหยียน หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม เอ่ยกลั้วสะอื้น “เซียนเซิง โปรดเห็นใจในความรักของข้า ส่งเสริมข้าเถิด”

      “แม่นางเฟิงล้มป่วยเพราะคิดถึงคนรัก เจ้าสามารถเสียสละเพื่อนาง นับว่าหายากโดยแท้” จื่อเหยียนไม่เปลี่ยนสีหน้า พินิจมองลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายอย่างละเอียด “เจ้ามีสีหน้ากลัดกลุ้มอมทุกข์ น้ำเสียงติดขัดไม่ลื่น คิ้วตกราวต้นหลิว ดูจากนรลักษณ์มิใช่ผู้มีวาสนา...ส่งมือให้ข้า” (เชิงอรรถ – นรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะของมนุษย์ หรือก็คือโหงวเฮ้งตามตำราโหราศาสตร์จีน)

      สวีจื่อเจี้ยเห็นจื่อเหยียนน้ำเสียงอ่อนลง รีบแบมือทั้งสองข้างไปทางเขา

      จื่อเหยียนใช้มือเยียบเย็นจับนิ้วก้อยข้างขวาของอีกฝ่ายขึ้นมา นิ้วโป้งค่อยๆ เลื่อนไล้ไปตามข้อนิ้ว

      สวีจื่อเจี้ยราวกับถูกสะกดจุด ความรู้สึกสะท้านด้านชาแล่นไหลมาจากปลายนิ้ว ใจทั้งดวงประหนึ่งถูกจื่อเหยียนบีบเล่นอยู่ในมือ ร่างทั้งร่างสั่นเทามากขึ้นทุกที

      จื่อเหยียนสังเกตเห็นท่าทีกระวนกระวายของเขา คลายมือออกแย้มยิ้ม รอยยิ้มพลิ้วไหวตามประกายยวนเย้าในแววตา

      สวีจื่อเจี้ยกำลังนึกอยากมีดวงตาเพิ่มอีกคู่เพื่อจะได้จ้องมองให้หนำใจ พลันได้ยินเสียงไพเราะของฉางเซิงดังกระทบโสตประสาท “สวีกงจื่อไม่ชินกับการคุกเข่ายาวนานใช่หรือไม่ มิสู้ลุกขึ้นสนทนา” (เชิงอรรถ – คำเรียนขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบัณฑิตหรือชายหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์)

      สวีจื่อเจี้ยลุกขึ้นยืน แผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ทันใดนั้นพลันรู้สึกเจ็บร้าวที่มือ นิ้วก้อยทั้งนิ้วบัดนี้ถูกตัดขาด เขาล้มทั้งยืน เสียงโอดครวญก้องสะท้อนทั่วทั้งห้องโถง

      จื่อเหยียนมีท่าทีไม่ยี่หระ ยกจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง เสียงถอนใจอันสบายอารมณ์ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีจื่อเจี้ย ฟังดูชวนหลงใหลทว่าน่าขนลุก

      นิ้วก้อยนิ้วนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกทิ้งลงในชามเคลือบขาวสลักลายเมฆ ดูแล้วน่าประหวั่นพรั่นพรึง

      “ฉางเซิง ทำแผลให้เขา ประเดี๋ยวค่อยแปลงโฉมให้เขา” สิ้นประโยค ดวงตาพร่าเลือนของสวีจื่อเจี้ยก็มิเห็นแม้แต่เงาของจื่อเหยียนอีก

      เขาไม่คิดมาก่อนว่าคนผู้นี้จะลงมือโดยไม่อารัมภบท ท่ามกลางความงุนงงมิอาจปลุกเร้าความเจ็บแค้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสกรีดบาดหัวใจจนแทบสิ้นสติ

      ใบหน้าฉางเซิงปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน ร้องเพลงเสียงเบาพลางทำแผลให้สวีจื่อเจี้ย

      หลังยาน้ำสีเขียวฉ่ำเย็นทาทับบาดแผล ความเจ็บปวดของสวีจื่อเจี้ยก็บรรเทาลงทีละน้อย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น กุมนิ้วที่ขาดร่ำไห้สะอึกสะอื้น

      เขามิอาจหันหลังกลับ นับจากนี้ เขาจะกลายเป็นคนอีกผู้หนึ่ง

      ผู้ที่สตรีซึ่งเขาหมายปองยกหัวใจให้

      คนผู้นั้นตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่ว่าเขาจะอิจฉาคนผู้นั้นอย่างไร ผู้จากไปมิอาจฟื้นคืน เขามิอาจถือสาเปรียบเทียบ สิ่งที่เขาทำใจมิได้มีเพียงแววตารักใคร่หลงใหลของนาง

      ทุกคราที่เขาอยู่เบื้องหน้านางทว่าใจของนางไม่มีวันอยู่ที่เขา เขาเกลียดตนเองที่เหตุใดจึงไม่มีหน้าตาเช่นคนผู้นั้น

      ทำให้ทุกคนสยบแทบเท้า เสิ่นเยวี่ยใช้หน้าตาหล่อเหลาของเขาโปรยเสน่ห์ใส่สตรีมากมายเท่าใด สวีจื่อเจี้ยล้วนไม่สนใจ หากแต่เขากลับต้องการแต่งงานกับเฟิงเจวียน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มิอาจเกิดขึ้นเด็ดขาด

      โชคดีที่เขาตายแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุการตาย

      เขาสิ้นใจอย่างน่าพิศวงบนเตียงนอนที่เตรียมไว้สำหรับคืนแต่งงาน

      สวีจื่อเจี้ยดีใจที่โชคหล่นทับ กลับพบว่านางกึ่งตรอมใจกึ่งฟั่นเฟือน

      นางไม่เชื่อว่าคนรักจะตาย ยืนกรานจะรอต่อไป หมายเฝ้ารอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

      ฉางเซิงเห็นเขาเหงื่อไหลโซมกาย ท่าทางดูไม่ได้ ยื่นผ้าผืนหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย

      “วางใจ มีเซียนเซิงอยู่ ไม่ว่าปัญหาใดล้วนสามารถคลี่คลายโดยง่าย” รอยยิ้มของฉางเซิงเต็มไปด้วยการชักจูงหลอกล่อ เฉกเช่นสุราฤทธิ์แรงแผดเผาหัวใจของสวีจื่อเจี้ย ทำให้เขายอมเจ็บปวดเพื่อพานพบความหอมหวานหลังจากนั้น

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal