ตอนที่ 1 จากลาบ้านเกิด ​(ต่อหน้า 2)

จางโหย่วไฉร้องอืมๆ รับคำ เดินไร้เรี่ยวแรงกลับบ้าน ห่อเนื้อหมูในมือก็โยนไม่ไหวอีกแล้ว แขนขาราวกับหนักหลายพันชั่ง ย่างก้าวเข้าประตู พบเห็นภรรยากับบุตรสาวสองคนที่ยังไม่ประสีประสา อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องบุตรชายไม่กลับบ้าน มาลงกับพวกนาง

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ภรรยาใหม่อายุน้อยกว่าเขาถึงยี่สิบปี ไร้ซึ่งความอดทนอดกลั้น ไหนเลยจะยอมรับการต่อว่าเช่นนี้ได้ ประเดี๋ยวโยนกระทะกับตะหลิวทิ้ง เดินไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้านแม่ จางโหย่วไฉทราบดีว่าตนเองเป็นฝ่ายขาดเหตุผล จึงรีบขวางประตูง้อภรรยา เมื่อบ้านช่องกลับคืนสู่ความสงบ ความกังวลในใจที่มีต่อบุตรชายก็ลดทอนลงไปไม่น้อย ถือชาแก่หนึ่งป้านนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าต่าง!

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย จิตใจกลับอ่อนโยน พบเห็นใบหน้าสามีตนเองกลัดกลุ้มใจมาตลอด ถือตะกร้าอุปกรณ์เย็บปัก ขยับเข้ามากล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “คุณอย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ร้อนรุ่มไปก็เท่านั้น! ลำพังฝีมือของเหล่าต้า (บุตรชายคนโต) ยังหยุดยั้งซานหวาจื่อ (เด็กน้อยสาม) ไม่ได้เชียวหรือ?! อย่าว่าแต่เมืองหลิ่วเฉิงที่ใกล้เพียงนี้ ต่อให้ซานจื่อเดินทางไปถึงชิงเต่า ก็สามารถกระชากตัวเขาลงมาจากบนเรือ ฉันให้อู่ยาอุ่นเหล้าให้คุณแล้ว คุณดื่มสักเล็กน้อยก่อน นอนพักผ่อนให้สบาย เมื่อซานจื่อกลับบ้านมา จะได้มีเรี่ยวแรงอบรมสั่งสอนเขา!”

“เฮ้อ ซานเอ๋อร์ (ลูกสาม) เติบใหญ่แล้ว! ไหนเลยจะอบรมสั่งสอนเขาเฉกเช่นเด็กเล็กได้อีก! หากเขาตั้งใจที่จะไปจากบ้าน ฉันยังจะใช้เชือกผูกมัดเขาไว้ได้อีกหรือ?!” จางโหย่วไฉถอนใจ ตอบกลับด้วยแววตาเหม่อลอย

“มันก็ไม่แน่!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์สอดด้ายเข้ารูเข็ม ทางหนึ่งเย็บพื้นรองเท้า ทางหนึ่งเริ่มกล่าวจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองออกมา “คุณมัดไว้ไม่อยู่ ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะมัดไม่อยู่ด้วย หาภรรยาให้เขา กำเนิดบุตรสักคน รับรองว่าต้องเสร็จเรื่อง หลายวันก่อนก่วนเจียผอของตระกูลไป๋ที่อยู่ถนนฮั่นเจิ้งเดินทางมาหา สืบหาวันเดือนปีเกิดของซานเอ๋อร์จากฉัน ฉันคาดเดาว่า คงเป็นเจ้านายของนางเล็งเห็นซานเอ๋อร์ของเรามีอนาคตที่สดใส หมายจะส่งบุตรสาวมาเกี่ยวดองกับพวกเรา!”

“หมายถึงเด็กสาวสองคนนั้นของบ้านตระกูลไป๋หรือ! ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!” จางโหย่วไฉพอฟัง ขมวดหัวคิ้วแน่นทันที สั่นศีรษะราวกับรัวกลอง

ตระกูลไป๋เป็นพวกเจิ้งหวงฉี (ธงเหลือง) (เชิงอรรถ - *ราชวงศ์ชิงที่ปกครองโดยชาวแมนยูมีการแบ่งกองกำลังทหารเป็นแปดกองธง อันได้แก่ ธงขอบเหลือง ธงเหลือง ธงขอบแดง ธงแดง ธงขอบขาว ธงขาว ธงขอบคราม ธงคราม) ช่วงปฏิวัติซินไฮ่จำต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่แบบชาวฮั่นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยร้าย แม้เปลี่ยนแซ่ แต่ขนบธรรมเนียมของเผ่ากลับไม่เปลี่ยน ล้วนคล้ายกับฉือสี่ไท่โฮ้ว(ซูสีไทเฮา)บรรพบุรุษของพวกเขา สตรีอยู่เหนือบุรุษ หากเหล่าซานเราไม่ได้เรียนมัธยม มองจากกิจการและมนุษย์สัมพันธ์ของอีกฝ่าย จางโหย่วไฉยังอาจจะฝืนพิจารณาการเกี่ยวดองครั้งนี้ แต่ตอนนี้บุตรชายตนเองเรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ สามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ผู้เป็นบิดามารดาไหนเลยจะยอมปล่อยให้เขาทนความลำบากเช่นนี้ได้?!

“ฉันขอกล่าวไว้ล่วงหน้า เธออย่าได้ลับหลังฉันรับปากส่งเดช ไม่อย่างนั้น ต่อให้ตระกูลไป๋ถือปาจื้อ (วันเดือนปีเกิด) บุกมาถึงบ้าน ฉันก็ไม่ยอมรับ!” จางโหย่วไฉรีบกล่าวสำทับ กริ่งเกรงเจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ไม่เห็นลูกเลี้ยงเสมือนลูกในไส้ของนาง

“ฉันก็ยังไม่ได้รับปากผู้อื่น!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์คว้าเหล็กมาดเล็ก ทิ่มแทงเข้าไปที่พื้นรองเท้าหนักหน่วง ตอบเสียงดังว่า “แล้วอีกอย่าง ภายในครอบครัวนี้ ไหนเลยจะถึงตาฉันเป็นผู้ตัดสินใจ?! หากไม่แจ้งต่อคุณ ฉันจะรับปากผู้อื่นโดยพลการได้อย่างไร อย่าว่าแต่วันหลังคุณต้องโวยวายฉันไม่จบไม่สิ้น แม้แต่ต้าเส้าแหย ก็ต้องขับไล่แม่เลี้ยงอย่างฉันออกจากบ้านไป!”

“กล่าวเหลวไหลอีกแล้ว เหล่าต้าไหนเลยเป็นคนแบบนั้น!” จางโหย่วไฉใบหน้าบึ้งตึง ตอบโต้เสียงเบาว่า “พวกเขาสามคนแม้ไม่ใช่ลูกของเธอ แต่ผู้ใดกล้าไม่เรียกเธอว่าแม่ โดยเฉพาะเหล่าต้า เดินทางไปค้าขายครั้งใด มีหรือจะไม่ซื้อสิ่งของมาฝากแม่อย่างเธอและน้องสาวสองคนของเขา!”

“นั่นเพราะฉันไม่ได้ตอแยน้องชายของเขา!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์พึมพำ สอดเข็มเข้าไปในรูรองเท้าที่เพิ่งใช้เหล็กหมาดแทงทะลุ

จางโหย่วไฉไม่ยินดีถกเถียงประเด็นนี้อีก ก้มศีรษะดื่มน้ำชา เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์กลับขยับเข้ามา กล่าวเสียงเบาว่า “คุณว่าเหล่าซานพอเรียนจบมัธยม ก็มีคนคิดส่งบุตรสาวมาเกี่ยวดอง ซื่อยา (บุตรสาวคนที่สี่) กับอู่ยา (บุตรสาวคนที่ห้า) ของบ้านเราก็ไม่เด็กแล้ว ส่งพวกนางสองคนไปโรงเรียนศึกษาหาความรู้จะได้หรือไม่? ไม่ต้องไปเมืองใหญ่ แค่โรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) ที่อยู่ใกล้บ้านก็พอแล้ว!”

“พวกนางสองคน…?” จางโหย่งไฉขบคิด บนหน้าเผยอาการลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด กลับไม่ใช่เพราะเขาเสียดายเงินทองส่งบุตรสาวไปโรงเรียน แต่ทั่วเมืองหลู่เฉิง ผู้ที่ยอมส่งบุตรสาวไปเล่าเรียน ก็เพียงมีสิบกว่าครอบครัว หากเด็กสาวยินดีใฝ่ศึกษา มีความรู้ติดตัวก็ไม่ถือเป็นเรื่องเลวร้าย แต่หากเรียนหนังสือแล้ว มีความคิดเป็นของตนเอง เติบใหญ่แล้วคล้ายกับพี่สามของพวกนาง หนีไปกับผู้อื่นเช่นนี้ ผู้เป็นบิดามารดาจะไปร้องทุกข์ที่ใดได้?!

“ฉันก็ทราบว่าคุณลำเอียง!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ใช้ศอกกระแทกสามีทีหนึ่ง เริ่มหน้านิ่วไม่พึงพอใจ “ปีก่อนฉันจะส่งซื่อยาโถว(เชิงอรรถ-*ยาโถวเป็นคำเรียกบุตรสาวหรือเด็กสาว) ไปเรียนหนังสือ ตอนนั้นเห็นแก่เหล่าซานมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่กล้าเอ่ยปาก บัดนี้เหล่าซานจบการศึกษาแล้ว อีกไม่นานก็สามารถไปทำงานหาเงินในบริษัทต่างชาติ คุณยังเสียดายเงินทองเพียงหยิบมื้อนี้?! พวกนางสองคนแม้เป็นเด็กสาว แต่ก็เป็นบุตรหลานของตระกูลจางคุณ! ภายภาคหน้าแต่งงานกับคนใช้แรงงาน ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากเข็ญ คุณคงสบายใจกระมัง?!”

“ไม่ใช่เช่นนั้น!” แม้จางโหย่วไฉมีนิสัยประหยัดอดออมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวหลู่เฉิง กลับไม่เคยขี้เหนียวตระหนี่ต่อคนในครอบครัว “ฉันก็กำลังขบคิดอยู่ ว่าจะส่งพวกนางไปเรียนที่ไหนดี? โรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) ที่อยู่หน้าบ้านแห่งนั้น นอกจากข้างในล้วนเป็นเด็กผู้ชายแล้ว ยังสอนพวกเด็กๆ สวดคัมภีร์ตะวันตกทุกวัน หากถูกบทสวดของตะวันตกครอบงำ เติบใหญ่ไม่แน่ก็ไปบวชเป็นแม่ชีแล้ว แม้แต่พ่อแม่ล้วนไม่แยแส!”

แม่ชีในโบสถ์คริสต์รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์เคยได้ยินจากเพื่อนบ้านมาไม่น้อย ในใจสะดุ้งเฮือก ริมฝีปากอ่อนยวบฉับพลัน “ฉันไม่เคยเรียนหนังสือ ความรู้น้อยนิดคุณว่าไม่ต้องการให้พวกนางไปโรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ไป! คุณลองหาโรงเรียนที่ใดก็ได้สักแห่ง ขอเพียงสามารถทำให้พวกนางรู้จักตัวหนังสือบ้าง ไม่ด้อยการศึกษาคล้ายฉันก็พอ!”

“ครั้งก่อนเดินทางไปเมืองใหญ่ ฟังเหล่าเอ้อบอกว่า ทางโน้นเปิดโรงเรียนสตรีโดยเฉพาะ!” จางโหย่วไฉทางหนึ่งคิดเรื่องในใจ ทางหนึ่งกล่าวตอบ “ภายในตั้งแต่อาจารย์ถึงภารโรง ล้วนเป็นผู้หญิง เพียงแต่ไม่ทราบค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่ มีที่พักหรือเปล่า!”

“อย่างนั้นคุณไม่รีบวานคนไปสอบถาม?!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์พอได้ยินว่าจะส่งบุตรสาวไปเมืองใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มทันที “รีบเขียนจดหมายให้เหล่าเอ้อบอกให้เขาสืบหาข่าวคราวให้ที!”

“รอเหล่าซานกลับมา ถามเขาก็ได้ความแล้ว! เขาเรียนหนังสือมามาก ความรู้ย่อมดีกว่าเหล่าเอ้อที่เป็นช่างซ่อมรถยนต์!” จางโหย่วไฉสั่นศีรษะ

“แล้วเหล่าซานจะกลับมาเมื่อไหร่?!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์จิตใจร้อนรุ่ม ถือโอกาสถามไถ่รวดเดียว ถามจบแล้ว แอบชำเลืองมองสีหน้าของสามี จากนั้นก้มศีรษะลงต่ำ

สองสามีภรรยานั่งหันหน้าไปทางหน้าต่าง รอคอยข่าวคราวซงหลิงบุตรชายคนที่สามอย่างใจจดใจจ่อ นั่งคอยตั้งแต่ฟ้าสางจนฟ้ามืด จากฟ้ามืดรอคอยถึงฟ้าสาง

 

 

กระทั่งถึงช่วงบ่ายของวันถัดมา จึงพบเห็นโซ่วหลิงบุตรชายคนโตจูงม้าสิ้นเรี่ยวแรง เดินก้มหน้าเข้าประตูลานบ้าน

“น้องสามเล่า ได้ตัวมาหรือไม่?!” จางโหย่วไฉกินไม่ได้นอนไม่หลับมาวันกว่า รีบวิ่งกระโจนออกจากประตูบ้าน เข้าไปสอบถามบุตรชายคนโต

“เปล่า!” จางโซ่วหลิงสั่นศีรษะ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความอ่อนล้า

“ไล่ตามไม่ทัน แกกลับมาคนเดียวทำอะไร?! ยังไม่รีบไล่ตามไป?!” จางโหย่วไฉร้อนรุ่มจนขาดสติ ไม่ทันสนใจบุตรชายคนโตที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่นละออง ตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

“ผมไล่ตามไม่ทัน ท่านพ่อก็ไม่ต้องไปไล่ตามอีกแล้ว!” จางโซ่วหลิงมองดูบิดาแวบหนึ่ง ตอบกลับอย่างไร้เรี่ยวแรง “ผมพบเขาที่สถานีรถไฟหลิ่วเฉิงแล้ว แต่เขาไม่ยอมกลับมากับผม ไม่เพียงไม่ยอมกลับมา อีกทั้งยังหันมาเกลี้ยกล่อมผม อย่ามัวแต่ทำการค้า อีกหน่อยกลายเป็นทาสสิ้นชาติยังไม่ทราบว่าอะไรคือความแค้น อะไรคือความอับอาย…”

“อย่างนั้นทำไมแกไม่จับตัวเขากลับมา?!” ไม่รอให้บุตรชายคนโตเล่าจบ จางโหย่วก็ปริปากเค้นถาม

จางโซ่วหลิงยักไหล่ ตอบกลับอย่างขุ่นเคืองว่า “ผมก็อยากจะจับตัวเขากลับมา แต่สู้คนหมู่มากไม่ไหว ผู้คนเกือบครึ่งคันรถ ล้วนลุกขึ้นมารุมตำหนิผม บอกว่าผมเห็นแก่เงินทอง ทั้งยังขัดขวางผู้อื่นช่วยเหลือชาติบ้านเมือง เป็นพวกโง่งม เป็นโจรขายชาติ!”

เพื่อให้บิดาวางใจ เขาจงใจบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คลุมเครือ ซึ่งในความเป็นจริง รถไฟจอดอยู่ที่เมืองหลิ่วเฉิงหลายชั่วโมง เหล่าซานกับกลุ่มนักศึกษาที่ชักชวนเหล่าซาน ล้วนเดินลงมาที่ชานชาลา ร้องเพลงให้แก่ผู้คนที่เข้าออกสถานีรถไฟ บอกเล่าถึงเรื่องราวที่ตงเป่ยถูกยึดครอง การต้านศึกที่ฉางเฉิง (กำแพงเมืองจีน) และกองกำลังดาบใหญ่ที่ยี่สิบเก้าไล่สังหารทหารญี่ปุ่น

บอกกล่าวจนเขาเองก็ฮึกเหิมขึ้นมา โห่ร้องตามอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงเดินเข้าไปฉุดลากเหล่าซานกลับบ้าน แน่นอนว่าย่อมเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ส่วนผู้คนที่มาเกือบครึ่งขบวนรถ ล้วนยืนอยู่ทางฝั่งเหล่าซาน กล่าวตำหนิเขา ถือเขาเป็นแบบอย่างของผู้ที่ยินยอมกลายเป็นทาสสิ้นชาติ

“โจรขายชาติ” ความผิดนี้ร้ายแรงเกินไป จางโหย่วไฉไม่ว่าอย่างไรล้วนไม่ยินดีนำภัยมาสู่ตนเอง แต่การไม่ยินยอมให้บุตรชายไปก่อความวุ่นวายในเป่ยผิงกับนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ไร้หัวนอนปลายเท้ามันเกี่ยวข้องอะไรกับ “โจรขายชาติ” คำตอบนี้เขาไม่รู้

ขณะกำลังเตรียมตัวขี่ม้าไปไล่ตามรถไฟด้วยตนเอง จางโซ่วหลิงบุตรชายคนโตกลับยื่นแขนไปขวางเขา ฝืนยิ้มพลางกล่าวด้วยความหวังดีว่า “ท่านพ่อไม่ต้องไปหรอก ไปแล้วก็ตามกลับมาไม่ได้ ผมถือว่ามองเห็นแจ่มแจ้งแล้ว ยุคสมัยนี้ เกรงว่ากำลังจะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของเราล้วนเป็นพ่อค้าสุจริต ท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวายต้องเสียเปรียบแน่นอน! เหล่าซานไปสมัครทหารที่เป่ยผิง อาศัยความรู้ที่เขาเล่าเรียนมา ต้องไม่เริ่มต้นจากพลทหารชั้นล่างอย่างแน่นอน ขอเพียงหน้าอกติดตราสัญลักษณ์(เชิงอรรถ-*ตราสัญลักษณ์ของกองทัพบกจีนในช่วงสาธารณรัฐจีน ส่วนใหญ่มักเป็นตราสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้า แถบน้ำเงินคือนายทหารระดับนายร้อย แถบเหลืองคือนายทหารระดับนายพัน แถบแดงคือนายทหารระดับนายพล) ต่อให้เพียงเป็นแถบน้ำเงิน กลับถึงหลู่เสี้ยนบ้านเรา ก็สามารถวางมาดใหญ่โตได้เช่นกัน!”

หลายปีมานี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าชนชั้นพ่อค้า นายทหารมีความอ

อาจสง่างามเพียงใด จางโหย่วไฉย่อมรู้ดีแก่ใจ แต่ความองอาจสง่างามเหล่านั้นล้วนแลกมาด้วยชีวิต บุตรชายคนที่สามของตนตั้งแต่เล็กจนโต แม้แต่ไก่ยังไม่เคยฆ่า ไหนเลยมีปัญญาเข้าร่วมสนามรบ?

“ท่านพ่อวางใจ ขอเพียงเป็นระดับนายทหาร ย่อมปลอดภัยกว่าเหล่าพลทหารอย่างแน่นอน! มิหนำซ้ำในยุคสมัยนี้ นักเรียนนักศึกษามีค่าดุจทองคำ ผู้ใดกล้าเอาพวกเขามาเป็นโล่มนุษย์?! สถานที่อื่นฉันไม่ทราบ แต่ถ้าทางซานตงบ้านเรา หลายปีก่อนในช่วงที่วิกฤตที่สุด ก็ไม่เห็นหันจู่สี(ประธานหัน)ส่งทหารเสวียปิง(เชิงอรรถ-เสวียปิง ในที่นี้หมายทหารที่เคยผ่านการเล่าเรียนในระดับสูง ไม่ได้มาจากชนชั้นแรงงาน)ของเขาไปร่วมรบที่แนวหน้า!”

“อืม…” จางโหย่วไฉถูกบุตรชายคนโตกล่าวจนจิตใจหวั่นไหวแล้ว เท้าข้างที่ก้าวออกไปนอกประตู ชักเท้ากลับมาช้าๆ หันจู่สี (ประธานหัน) ถือกำเนิดจากตระกูลบัณฑิต ให้ความสำคัญแก่ผู้ที่ได้รับการศึกษา ตามคำบอกเล่าว่ายามสู้ศึก ไม่เคยส่งปัญญาชนบุกนำหน้า ยามเดินทัพ ก็จะจัดให้เหล่าปัญญาชนกับสัตว์พาหนะที่แบกลากสัมภาระอยู่ในส่วนกลางของขบวนกองทัพ

คำเล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ จางโหย่วไฉไม่ทราบแน่ชัด แต่ผลประโยชน์เหล่าซานที่จะนำมาสู่ครอบครัวหลังจากเป็นนายทหารนั้น ในเขตซานตง นับว่าสามารถพบเห็นแบบอย่างมากมายก่ายกอง นึกถึงวันหน้าบุตรชายตนเองไปที่ใดล้วนมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง จากนั้นนึกถึงความอดสูที่ได้รับจากการทำการค้าในหลายปีที่ผ่านมา จิตใจของเขาเริ่มร้อนผ่าว ลังเลใจอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายถอนใจออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “ช่างเถอะ ส่งเสียเขาจนเรียนจบระดับมัธยม ฉันก็ถือว่าได้ทำเต็มหน้าที่แล้ว วันหลังจะดีหรือร้าย ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาแล้ว!”

ทอดถอนใจเสร็จสับ หันหน้าเดินเข้าไปในบ้าน พริบตาเดียว จางโหย่วไฉราวกับแก่ชราไปสิบปี

 

ในขณะที่ครอบครัวจางโหย่วไฉกำลังโศกเศร้าเสียใจกับการหนีจากไปของบุตรชายคนที่สาม จิตใจของจางซงหลิงกลับแฝงด้วยความรู้สึกยินดีที่ได้ออกพเนจร โดยสารรถไฟจากใต้ขึ้นเหนือ วิ่งๆ หยุดๆ มุ่งหน้าสู่เป่ยผิง

นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ตัดสินใจด้วยตนเองโดยปราศจากคำสั่งของบิดา ตามมาด้วยการ ‘เอาชนะ’ พี่ชายที่ตนเองเคารพยำเกรง ความภาคภูมิใจเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยว่าสุขล้นเพียงใด สำหรับความโศกเศร้าที่ห่างไกลคนในครอบครัว จางซงหลิงยังไม่อาจรับรู้ได้ในตอนนี้ อย่างน้อย ก่อนที่ความคึกคะนองที่ได้ออกเดินทางเพียงลำพังครั้งแรกยังไม่ดับสิ้น เขายังคงไม่มีทางรู้สึกได้

“เหล่าสหาย ทุกคนจงลุกขึ้น ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!

จงฟัง ความเจ็บปวดของเหล่าประชาอันกึกก้อง จงมอง ความสูญเสียของแผ่นดินเกิดในแต่ละปี!

พวกเราจะ ‘ลุกขึ้นสู้’ หรือว่า ‘ยอมจำนน’ ?

พวกเราต้องเป็นนายของตนเองไปรบตายในสนามรบ…”

“หยุด สหายจางซงหลิง คุณตั้งใจร้องเพลงหน่อย มองจากท่าทางของคุณ คล้ายกับเพิ่งแอบรับประทานน้ำผึ้งคำโต ไหนมีความเจ็บปวดที่สูญเสียชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อย!” รองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงนับว่าไม่อาจฝืนทนท่าทางอันหลงระเริงของจางซงหลิง อดไม่ได้ที่จะหยุดการซ้อมขับร้องลงอีกครั้ง กล่าวตำหนิเสียงดัง

“ฉัน ฉันไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยจริงๆ!” ท่าทีคล้ายกับเด็กนักเรียนที่กระทำผิด จางซงหลิงเกาท้ายทอยตนเอง หัวเราะซื่อๆ

ในห้วงสมองของเขา มีบทกวีที่คนโบราณขึ้นสู่สมรภูมิรบมากมาย ซึ่งบทกวีเหล่านี้บ้างก็โอบอ้อมอารี บ้างก็องอาจห้าวหาญ เพียงแต่ไร้ความโกรธแค้นที่ฟางกั๋วเฉียงต้องการ

“คุณลองหลับตานึกคิดให้ดี นึกถึงเหล่าสหายทางตงเป่ยและหัวเป่ย นึกถึงพวกเขาต้องทนดูบ้านเกิดถูกรุกรานต่อหน้าต่อตา ตนเองกลับไร้ความสามารถจะช่วยเหลือ ในใจจะมีความรู้สึกเช่นใด! อีกสักครู่พอรถไฟหยุดเดิน พวกเรายังต้องไปร้องเพลงและบรรยายในสถานีต่อไป หากคุณยังตามหาอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ ก็จงรออยู่ในขบวนรถ อย่าเป็นตัวถ่วงของพวกพ้อง!” มองเห็นท่าทีอันมึนงงสับสนของจางซงหลิง ฟางกั๋วเฉียงก็รู้สึกว่าสมองพองโตด้วยความโกรธ ตอนนี้เขาผิดหวังยิ่ง ทำไมตนเองจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของโจวเจวียหัวหน้ากลุ่ม รับเด็กไร้เดียงสาเช่นนี้เข้าชมรมเสี่ยฮวา (ดอกไม้เลือด) นี่ไม่เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรือ? มองจากหน้าตาของเขา คาดว่าการเดินทางไปร่วมต้านศึกที่เป่ยผิง คงเปรียบเสมือนการเดินทางไปท่องเที่ยวทางไกลเที่ยวหนึ่ง! ไม่เข้าใจว่าพวกโจวเจวียนึกคิดอะไร และไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มที่ทั้งโง่เขลาและซื่อบื้อผู้นี้ จบการศึกษามาจากกั๋วลี่อีจง (โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง) มาได้อย่างไร!

“ต้าฟางพูดถูก สีหน้าอารมณ์ของสหายเสี่ยวจางนับว่าห่างไกลจากอารมณ์ของเนื้อเพลงที่ต้องการสื่อออกมา แต่ว่าท่าทีที่กระตือรือร้นในการฝึกซ้อมของเขา ยังคงสมควรได้รับการชมเชย” โจวเจวียหัวหน้ากลุ่มเห็นน้ำเสียงของฟางกั๋วเฉียงยิ่งมายิ่งรุนแรง รีบลุกขึ้นจากที่นั่ง ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เอาอย่างนี้เถอะ ทุกคนพักผ่อนกันก่อน ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน ฉันกับต้าฟางจะไปพบหัวหน้าขบวนรถไฟ จัดวางเวลาการแสดงในอีกสักครู่!ว”

“อา ฮ่าๆ นับว่าได้โอกาสพักแล้ว!” ไม่เพียงแต่ความรู้สึกของจางซงหลิงที่แตกต่างจากเนื้อเพลงไกลลิบ ผู้คนส่วนใหญ่ในขบวน ก็เพียงแค่ฝืนร้องเพลงไปเท่านั้น เมื่อได้ยินโจวเจวียบอกให้พัก รีบส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

“นี่…” ฟางกั๋วเฉียงในใจไม่ยินยอม กลับถูกโจวเจวียฝืนฉุดรั้งตัว เดินไปยังตู้รถไฟถัดไป มองดูเงาหลังของเขาค่อยๆ หายลับไป คนหนุ่มหลายคนที่เหลือพากันรายล้อมเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตบบ่าจางซงหลิง แสดงความเห็นใจต่อชะตากรรมของเขา

“แกอย่าไปสนใจมัน ใบหน้าแข็งทื่อราวกับแผ่นไพ่ เจอใครล้วนคล้ายกับติดหนี้เขาหลายร้อยหยวน!” คนแรกที่เอ่ยปากช่วยผดุงความยุติธรรมแก่จางซงหลิงมีนามว่าลู่หมิง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองจากคณะวิศวะเครื่องกลของมหาวิทยาลัยซานตง เดิมทีก็เคยเรียนหนังสือที่กั๋วลี่อีจง นับว่าเป็นรุ่นพี่และนักเรียนร่วมโรงเรียนของจางซิงหลิง หน้าตาสะอาดสะอ้าน นิ้วมือทั้งสิบเรียวยาว แลดูไม่คล้ายเป็นมือของผู้ชาย

“แกนับว่ากล่าวถูกแล้ว ฉายาของต้าฟางคือ ฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด)” คนที่สองที่ช่วยกล่าวปลอบใจจางซงหลิงมีนามว่าเถียนชิงอวี่ เป็นหนึ่งในกรรมการนักเรียนของมหาวิทยาลัยซานตง นิสัยร่าเริงมีชีวิตชีวา เป็นคนใจกว้าง ล่วงรู้ข่าวลับมากมายที่อยู่ในมหาวิทยาลัย

“แบบนี้นี่เอง มิน่าพอฉันพบเจอมัน ก็รู้สึกสะอิดสะเอียน!”

“ตกลงมันรู้จักหัวเราะหรือไม่ พวกแกว่าไง ตกลงมันหัวเราะเป็นหรือเปล่า! จูเจี้ยวโส่ว (ศาสตราจารย์จู) ก็เหลือเกิน ทำไมจึงเลือกคนประเภทนี้มานำพาพวกเรา!”

เมื่อได้ยินผู้อื่นเปิดโปงความลับของฟางกั๋วเฉียงออกมาหมดสิ้น สมาชิกอื่นๆ ก็ทยอยเอ่ยปาก เริ่มระบายความไม่พอใจที่พวกเขาได้รับ

การเป็นน้องชายที่เพิ่งเข้าร่วม จางซงหลิงย่อมเลือกที่จะนิ่งสงบอย่างชาญฉลาด ซึ่งในความเป็นจริง เขาก็ไม่รู้สึกว่าท่าทีที่ฟางกั๋วเฉียงปฏิบัติต่อตนจะเลวร้ายอันใด ครอบครัวค้าขายในหลู่เฉิงเข้มงวดในเรื่องการสอนบุตรหลาน นอกจากครอบครัวใหญ่ที่นับนิ้วได้แล้ว ครอบครัวอื่นๆ ต่อให้บิดามารดารักบุตรเพียงใด ก็ไม่มีทางปล่อยให้บุตรเรียนการค้าขายกับตนเองโดยตรง เมื่อบุตรอายุสิบปีขึ้นไป ก็ส่งไปเป็นศิษย์ให้กับสหายที่ไว้ใจได้ และกำชับสหายไว้ชัดเจน สมควรตีก็ตี สมควรด่าก็ด่า อบรมสั่งสอนราวกับสั่งสอนบุตรตนเอง ส่วนเพื่อนที่ได้รับคำไหว้วาน ก็ย่อมไม่มีทางใจอ่อน ฟาดฝ่ามือ อดมื้ออาหารและคุกเข่าบนแผ่นไม้ซักผ้าล้วนเป็นการลงโทษสถานเบา สถานหนักหน่อย คือหยิบเหล็กคีบถ่านฟาดเข้าไปที่ก้น ต่อให้บิดามารดาของเด็กเดินผ่านมาพบเห็น ก็ย่อมไม่มีทางออกเสียงห้ามปราม ตรงกันข้าม ยังจะรู้สึกว่าอาจารย์ใส่ใจต่อการอบรมศษย์ เติบใหญ่จะได้ยิ่งมีอนาคต

จางซงหลิงไม่เคยฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อื่น ทว่าเคยพบเห็นพี่ชายทั้งสองคนถูกอาจารย์ฟาดตีด้วยเหล็กคีบถ่าน ดังนั้นสำหรับการสั่งสอนด้วยคำพูดของฟางกั๋วเฉียง จึงไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เพียงแต่คิดว่าตนเองสมควรปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนขบวนนี้ให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ฟางกั๋วเฉียงหาข้ออ้าง ขับไล่ตนเองกลับบ้านเท่านั้น

เขายิ่งเงียบขรึม ผู้อื่นยิ่งรู้สึกว่าการกระทำของฟางกั๋วเฉียงเมื่อสักครู่รุนแรงเกินควร อย่าว่าแต่ความใจเด็ดของเด็กหนุ่มผู้นี้ที่ปฏิเสธกลับบ้านไปกับพี่ชายเมื่อวาน เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้คน ลำพังเขาที่อายุน้อยที่สุด และเป็นรุ่นน้องของทุกคน ก็ไม่สมควรเข้มงวดขนาดนี้ นักเรียนที่จบมาจากกั๋วลี่อีจง ต่อให้โง่เง่าเพียงใด ก็ยังเฉลียวฉลาดกว่าบุตรหลานผู้ดีที่เรียนชีจง(โรงเรียนมัธยมอันดับเจ็ด) สือจง (โรงเรียนมัธยมอันดับสิบ) เหล่านั้น มิหนำผู้อื่นยังเป็นสิบอันดับแรกของชั้น ได้รับจดหมายรับรองจากผู้อำนวยการโดยตรง

ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วม จางซงหลิงพอเข้าใจต่อกลุ่มคนขบวนนี้อยู่บ้างแล้ว พอฟังทุกคนส่งเสียงพูดคุยมาอีกครู่หนึ่ง ก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งไปอีกขั้น

กลุ่มคนขบวนนี้มีนามว่าชมรมเสี่ยฮวา เป็นกลุ่มเดินหน้ากลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัยซานตง สมาชิกหลักส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปีหนึ่งและปีสอง ส่วนโจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงผู้นำทั้งสองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่

มีนาคมปีนี้ ญี่ปุ่นส่งเรือรบยี่สิบกว่าลำมาโอ้อวดแสนยานุภาพที่น่านน้ำชิงเต่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยซานตงได้รับแรงกระตุ้น โกรธแค้นจนต้องร้องคำขวัญที่ว่า ‘ยินดีพลีโลหิตเพื่อช่วยชาติ’ ชมรมเสี่ยฮวาจัดการแสดงจิตอาสาหลายรอบ เพื่อสมทบทุนมอบให้กับกองทัพที่สามที่ประจำการในซานตง

การข่มขวัญของชาวญี่ปุ่นที่น่านน้ำชิงเต่าไม่บรรลุประสิทธิผลตามที่คาดการณ์ไว้ กลับเป็นการกระตุ้นความรักชาติของชาวซานตง

ด้วยความจนใจ พวกญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนแผนไปเสริมกำลังพลทางเป่ยผิง หมายบีบบังคับให้ซ่งเจ๋อหยวนไปจากรัฐบาลจงยาง

เหล่าสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาล่วงรู้ว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรวบรวมเงินบริจาคอีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปส่งมอบให้แก่กองทัพที่ยี่สิบเก้าในเป่ยผิง

แต่ว่า ลำพังการสนับสนุนด้วยทรัพย์สินเงินทอง สำหรับกองทัพจีนแล้ว ยังคงไม่เพียงพอ เหล่าคนหนุ่มที่มีสายเลือดความรักชาติ ล่วงรู้ความอ่อนแอของประเทศและความชินชาของประชาชน ดังนั้น พวกเขายินดีใช้โลหิตอันร้อนระอุ ปลุกเร้าประเทศชาติแห่งนี้ ปลุกเร้าชนชาติแห่งนี้ให้ลุกตื่น

ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาประชุมและลงคะแนนเสียง ตัดสินใจจัดตั้งสมาชิกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเป่ยผิง เพื่อให้เหล่านักรบได้พบเห็นกับตา รับรู้ถึงความรักชาติของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซานตง เพื่อให้เหล่านักรบที่ประจำการในเป่ยผิง ทราบว่าพวกเขาไม่ได้สู้รบเพียงลำพัง ประชาชนซานตงสนับสนุนอยู่ด้านหลังพวกเขา ประชาชนทั้งแผ่นดิน ล้วนยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา

ทั้งขบวนนั่งรถไฟร้องเพลงมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ผ่านเมืองเล็กเมืองใหญ่มาตามทาง ร้องเพลงในขบวนรถ ร้องเพลงบนชานชาลา รับประทานอาหารก็ร้อง เดินทางก็ร้อง จากชิงเต่าร้องไปถึงจี่หนาน จากจี่หนานร้องไปถึงหลู่เฉิงและหลิ่วเฉิง ผู้โดยสารทั้งหลายที่อยู่ในขบวนรถไฟ ก็นำพาเชื้อไฟกระจายไปตลอดทาง แน่นอน นี่อาจเป็นเพียงความคิดของหัวหน้าสองคนกับนักศึกษาจำนวนมากของชมรมเสี่ยฮวาข้างเดียว แต่อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ การแสดงออกของทุกคนในแต่ละครั้ง ล้วนได้รับการตอบรับอันร้อนแรงจากเหล่าผู้โดยสาร

สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจำนวนมากบริจาคทรัพย์สินเงินทองอย่างใจกว้าง ไหว้วานให้เหล่านักศึกษานำน้ำใจที่ตนเองสนับสนุนการต้านศึกไปยังเป่ยผิง นักเรียนมัธยมจำนวนมากที่นั่งรถไฟขบวนเดียวกัน ก็ลุกขึ้นยืน อาสาช่วยเหลือชมรมเสี่ยฮวา แม้กระทั่งมีบางรายคล้ายกับจางซงหลิง อาสาขอเข้าร่วมขบวนด้วย

แต่ว่าโจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียวหัวหน้าทั้งสองคน กระตือรือร้นต่อการรับบริจาค กลับปฏิเสธนักเรียนจำนวนมากที่ขอเข้าร่วม พวกเขาเห็นว่า การแสดงเจตนารมณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยซานตงสนับสนุนกองทัพที่ประจำการในเหอเป่ยและเป่ยผิง มีตนเองกับพวกพ้องในชมรมเสี่ยฮวาก็เพียงพอแล้ว พวกนักเรียนมัธยมอายุยังน้อย ไม่สมควรนำโลหิตอันร้อนระอุไปสาดลงบนสมรภูมิ พวกเขาสมควรรอคอยวันเวลา เพื่อเป็นกำลังในการกอบกู้แผ่นดิน

หนึ่งเดียวที่ได้รับการยกเว้น ก็คือจางซงหลิง ไม่เพียงเพราะหลังจากที่เขาพบเจอสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวา แสดงออกได้อย่างโดดเด่นที่สุด และไม่เพียงเพราะเขาดีดลูกคิดได้รวดเร็ว ยามรวมยอดบริจาคออกแรงมากกว่าผู้อื่น ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ปีนี้เขาจบการศึกษาจากกั๋วลี่อีจงและสมาชิกส่วนใหญ่ของชมรมเสี่ยฮวา ล้วนมาจากโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกัน

รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง นับว่าสมเหตุสมผล ดังนั้นแม้ว่ารองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงมักมีสีหน้าบึ้งตึง ยังคงไม่อาจปฏิเสธความเห็นของคนหมู่มาก มองตามหลักการประชาธิปไตยที่เพิ่งเรียนรู้มา รองหัวหน้ากลายเป็นเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน คนในชมรมส่วนใหญ่ก็แอบให้กำลังใจรุ่นน้อง รอคอยเขามีผลงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า เพื่อใช้พิสูจน์ว่าสายตาของฟางกั๋วเฉียงนั้นตื้นเขิน

วิพากษ์วิจารณ์มาครู่หนึ่ง ความคิดอ่านของทุกคนก็กลับสู่ประเด็นหลัก ไม่ว่าฟางกั๋วเฉียงเข้มงวดกวดขันเพียงใด การตำหนิของเขาใช่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้ง เนื่องเพราะฝีมือการขับร้องของรุ่นน้อง นับว่าไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

“พวกเราไม่ต้องการตกเป็นทาสและลุกขึ้นสู้!” มีคนส่งเสียงร้องเพลงปี้เยี่ยเกอ(เชิงอรรถ–*เพลงปี้เยี่ยเกอ แปลตรงตัวคือเพลงจบการศึกษา เป็นเพลงมาร์ชที่ได้รับความนิยมของเยาวชนในตอนนั้น ประพันธ์ขึ้นในปีค.ศ.1934 ผู้ประพันธ์คือเถียนฮั่น คนเดียวกันกับที่ประพันธ์เพลงชาติจีน)ขึ้นอีกครั้ง ใช้สายตาบ่งบอกให้จางซงหลิงร้องตามตนเอง

“วันนี้พวกเราคือต้นกล้าเขียวขจี พรุ่งนี้เป็นเสาหลักของสังคม” มีคนฮัมเพลงเสียงเบา พยายามปรับทำนองเพลงให้นุ่มนวลสบาย เพื่อให้จางซงหลิงสามารถจดจำเนื้อเพลงและจังหวะ

“วันนี้พวกเราคือเสียงเพลงอันพร้อมเพรียง พรุ่งนี้คือคลื่นยักษ์ที่จะปลุกระดมชนเผ่า!” มีคนตีมือให้จังหวะ ในขณะเดียวกันใช้มืออีกข้างตบกระทบแผ่นหลังของจางซงหลิงแผ่วเบา

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1