บทที่ 3 รดน้ำต้นไม้

       วันถัดมา จงเจิ้งหมิงจูตื่นจากความสับสนมึนงงท่วมท้นห้วงสมอง พบว่าหลี่เหลียนฮวาไม่อยู่บนเตียงแล้ว คนผู้นั้นถือตะบวยผลน้ำเต้ารดน้ำต้นไม้อยู่ภายในอุทยานด้านนอก รดอย่างละเอียดลออยิ่ง บางครั้งลูบสัมผัสกิ่งใบอ่อนนุ่มของต้นไม้ใบหญ้า อารมณ์คล้ายดั่งเบิกบานยิ่ง ภายในสวนยังยืนอยู่ด้วยอีกสามคน ปรากฏสีหน้าแตกต่างหลากหลายยามมอง
    หลี่เหลียนฮวารดน้ำต้นไม้ หนึ่งคืออวี้หงจู หนึ่งคืออวิ๋นเจียวสหายสนิทของอวี้ชิวซวง อีกหนึ่งคือโจวฝูพ่อบ้านสกุลอวี้
      อวี้หงจูเปี่ยมความดุดันเคียดแค้นเต็มวงหน้า อวิ๋นเจียวน้ำตารื้นคลอเบ้า ส่วนโจวฝูกลับมีสีหน้าไม่เป็นสุข 
      จงเจิ้งหมิงจูลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา เดินออกไปถึงได้รู้ว่าหลี่เหลียนฮวาบอกสาเหตุการตายของอวี้ชิวซวงให้อวี้หงจูรับทราบแล้ว อวี้หงจูโทสะไม่อาจระงับ บุตรีของนางถูกผู้อื่นสังหาร ฆาตกรยังแสร้งปลอมเป็นภููตพรายหลอกลวงตบตานาง ไม่น้ำฆาตกรมาพันมีดหมื่นแล่ นางก็มิใช่
      อวี้หงจู!
      ความตระหนกผวาฉายบนใบหน้าอวิ๋นเจียว ดูประหนึ่งว่าอ่อนไหวเป็นพิเศษ โจวฝูกลับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลังหลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างสงบเสงี่ยมว่าเพราะเหตุใดอวี้ชิวซวง

      “คล้ายดั่งมิได้ถูกภูตผีสังหาร” เสร็จสิ้นแล้วก็ถามโจวฝูอย่างจริงจังว่าตะบวยผลน้ำเต้าอยู่แห่งใด ครั้นแล้วก็ทำท่ากระฉับกระเฉงรดน้ำต้นไม้อย่างคึกคัก
       สายตาของจงเจิ้งหมิงจูเหลือบแลผ่านราวระเบียงหินอ่อนสูงครึ่ง ตัวคนในสวนบ้านสกุลอวี้ จับจ้องภาพเงาหลังอันสุขุมของหลี่เหลียนฮวาท่ามกลางพุ่มพฤกษ์ นิ่งอยู่นานสองนาน สะทกสะท้อนใจ เขาครุ่นคิดอยู่หนึ่งคืนถึงพอเรียบเรียงจุดที่น่าสงสัยออกมาได้เรื่องหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน จุดที่ยากแก่การอธิบายมีอยู่เจ็ดประการ
      ประการแรก ฆาตกรเหตุใดต้องทำให้อวี้ชิวซวง “ลำไส้สะบั้น” จนสิ้นชีพ
      ประการที่สอง เหตุใดอวี้ชิวซวงจึงตายอยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ
      ประการที่สาม เงาภูตหน้าต่างมรกตเป็นการกระทำของผู้ใด
      ประการที่สี่ เพลงปีศาจนอกหน้าต่างนั้นเป็นเรื่องอันใดกัน
      ประการที่ห้า “ผี” จากโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนมายังเมืองอวี้ได้อย่างไร
      ประการที่หก เหตุใดฆาตกรจึงสังหารอวี้ชิวซวงสตรีอ่อนเยาว์นุ่มนวล

      ประการที่เจ็ด ฆาตกรไยต้องแสร้งทำภูตผีหลอกลวงตบตาผู้คน
      เจ็ดคำถามนี้ จงเจิ้งหมิงจูตอบได้เพียงสอง ส่วนผู้ที่เขาคาดหวังว่าจะให้คำตอบได้มากขึ้นบัดนี้กลับกำลังสาละวนรดน้ำต้นไม้ ขณะที่ยิ่งงุนงงสับสน ทันใดนั้นหลี่เหลียนฮวาถือตะบวยผลน้ำเต้าหมุนตัวกลับมาคลี่รอยยิ้มจางๆ “ตะวันขึ้นแล้ว เจ้าเมืองอวี้สมควรตื่นแล้วกระมัง”
      เขามองอวี้หงจู ถามอย่างมีมารยาท

      “หลี่เหลียนฮวาไร้สามารถ แม้นรักษาแม่นางอวี้ไม่หาย หากแต่มีใจใช้ฝีมืออันอ่อนด้อยเพื่อรักษา เจ้าเมืองอวี้ จึงไม่เสียเปล่าที่มาถึงที่นี้ อวี้ฟูเหรินจะเชื่อใจข้าได้หรือไม่”
      เขาถามอย่างอ่อนละมุนนุ่มนวล อวี้หงจูถึงแม้ในใจมีความไม่ยินยอมนับหมื่น ชั่วขณะนั้นก็ยากปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้นหลี่เหลียนฮวาจะช่วยรักษาอาการป่วยของอวี้มู่หลาน อวี้หงจูปรารถนาอยากให้เป็นเช่นนั้น 
      พยักหน้าต่อเนื่องทันที 
อวิ๋นเจียวปาดเช็ดน้ำตา เอ่ยเสียงต่ำ 

       “เช่นนั้น ข้ากลับห้องพักผ่อนแล้ว”
หลี่เหลียนฮวาบอกด้วยเสียงอบอุ่น

       “เชิญแม่นางอวิ๋นตามสบาย” อวี้หงจูนำเขามุ่งหน้าไปยังห้องของอวี้มู่หลาน ระหว่างทางทัศนา ความหรูหราสูงค่าของเมืองอวี้ เบื้องบนระเบียงตึกรามที่พำนักระยิบระยับ ด้วยมุกใสหยกมรกต ล้วนเป็นวัตถุหรูหรายากจินตนาการในแดนมนุษย์ 
      หลี่เหลียนฮวาใบหน้าแฝงยิ้มนิดๆ ชะเง้อชะแง้มองเพชรนิลจินดาเหล่านั้นอยู่หลายแวบ วนอ้อมสองสามรอบก็ถึงห้องนอนของเจ้าเมือง
      อวี้มู่หลานนั่งอยู่ภายในห้อง คนนิ่งทื่อดั่งไก่ไม้ สองตาจ้องโพลงถมึงทึง ไม่ว่าผู้อื่นเอ่ยอย่างไรถามว่ากระไร เขาล้วนไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
      อวี้หงจูเอ่ย “หลังคืนที่เกิดเพลิงไหม้ในเมืองแล้ว เขาก็กลายเป็นสภาพนี้มาโดยตลอด ชาอาหารไม่คำนึง ทั้งไม่หลับนอน ไม่ว่าใครสนทนากับเขา เขาล้วนเหมือนไม่ได้ยิน”
       นางเก็บงำหลายประโยคมิได้กล่าว...หมอที่เคยมาดูอาการต่างว่าอวี้มู่หลานถูกผีเข้า ยังมีหมอท่านหนึ่งจู่ๆ เกิดอาละวาดขณะจับชีพจรให้อวี้มู่หลาน
      หลี่เหลียนฮวาจดจ้องดวงตาของอวี้มู่หลานอยู่พักหนึ่ง ล้วงหยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกจากถุงผ้าพิมพ์ลายดอกน้ำเงิน ค่อยๆ แทงเข้าใส่ดวงตาของอวี้มู่หลาน 
      อวี้หงจูตะลึงงัน นางมิเคยเห็นหมอรักษาอาการโรคเช่นนี้มาก่อน จงเจิ้งหมิงจูอยู่ด้านข้าง ผ่านเรื่องหน้าต่างมรกตมาแล้ว เขารู้ดีว่าหลี่เหลียนฮวาหาใช่เลอะเลือน เพียงทว่าวาจาและการกระทำของเขายังคงยากแก่การเข้าใจ สองคนจ้องมองกันอย่างกระวนกระวาย เข็มเงินของ
      หลี่เหลียนฮวาค่อยๆ ประชิดแทงใส่เบื้องหน้าดวงตาขวาของอวี้มู่หลาน มือไม่หยุด แม้เชื่องช้าแต่มั่นคง เสือกแทงเข้าใส่ดวงตาของอวี้มู่หลานสืบไป 
      จงเจิ้งหมิงจูและอวี้หงจูอดกลั้นแล้วอดกลั้นเล่า ในที่สุดมิได้ลงมือห้ามปราม ในช่วงที่เข็มเงินห่างเพียงเส้นผมจะแทงเข้าลูกตาอวี้มู่หลานนั่นเอง หลี่เหลียนฮวาพลันหยุดมือ เคลื่อนตำแหน่งเข็มเงิน ยังคงจ่อใส่ดวงตาอวี้มู่หลาน อวี้มู่หลานไม่กะพริบตาแม้สักครั้ง คาดไม่ถึงว่าวิกลจริตจริง
      “เจ้าเมืองอวี้ดูท่าป่วยหนักยิ่ง” หลี่เหลียนฮวาระบายลมหายใจแผ่วเบา บุคคลเยี่ยงจงเจิ้งหมิงจูซึ่งรู้จักเขาเพียงผิวเผินย่อมนึกไม่ถึงเป็นอันขาดว่าคนผู้นี้ไม่รู้เรื่องการแพทย์แม้เพียงนิด ฟังเขาถอนหายใจ

      จงเจิ้งหมิงจูและอวี้หงจูต่างหัวคิ้วขมวดแน่น
      “ในสวนของอวี้ฟูเหรินปลูกยาวิเศษรักษาโรคฟั่นเฟือน มิทราบข้าน้อยขอเด็ดสักบางส่วนเพื่อใช้รักษาโรคยากเยียวยาของเจ้าเมืองอวี้ได้หรือไม่” หลี่เหลียนฮวาถามเสียงเรียบสุขุม
      อวี้หงจูพยักหน้า “คุณชายกระทำได้ตามประสงค์”
      นางรู้สึกแปลกใจ ดอกไม้ใบหญ้าภายในสวนล้วนเป็นนางลงมือปลูกด้วยตนเอง เป็นเพียงไม้ดอกพื้นๆ สามัญอย่างมะลิ โบตั๋น อวี้หลานเท่านั้น ไหนเลยจะมี “ยาวิเศษ” หรือว่าไม้ดอกเหล่านี้แท้จริงแล้วยังมีสรรพคุณทางยาที่นางไม่รู้
      หลี่เหลียนฮวาก้าวออกจากห้อง ปีนป่ายขึ้นราวกั้นหินอ่อนฉับพลัน ขึ้นที่สูงทอดตามองรอบทิศ แล้วปีนลงจากราวกั้น เดินเอื่อยเฉื่อยไปยังเรือนหลังที่ตั้งอยู่ไม่ไกล มุมกำแพงเรือนหลังนั้นงอกกอหญ้าเขียวกลุ่มหนึ่ง หลี่เหลียนฮวาเดินข้ามไปหักเด็ดสองใบ
      จงเจิ้งหมิงจูยิ่งมองยิ่งฉงน อดเปิดปากมิได้

      “คุณชายหลี่ นั่นคือหญ้าเฉือนลำไส้...มีพิษรุนแรง”
คิ้วตาหลี่เหลียนฮวาเลิกสูง

      “ไม่เป็นไร” เขานำหญ้าเฉือนลำไส้แฝง
พิษร้ายแรงนั้นยัดในอกเสื้อ มองเรือนหลังนั้นสองแวบ

      “นี่คือเรือนของผู้ใด”
อวี้หงจูตอบ

      “เป็นเรือนว่างเปล่าหลังหนึ่ง”
      หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าอ้อมไปยังกลุ่มต้นโบตั๋น จดจ้องดอกโบตั๋นบานสะพรั่งอยู่ครู่หนึ่ง พลันเด็ดหญ้ารูปร่างแปลกประหลาดต้นหนึ่งจากใต้ต้นโบตั๋น อวี้หงจูและจงเจิ้งหมิงจูมองหน้ากันและกัน เห็นเพียงหลี่เหลียนฮวาไปๆ มาๆ อย่างมุ่งมั่นตั้งใจในสวน เด็ดวัชพืชรูปร่างพิสดารทั้งสิ้นหกชนิด 
      วัชพืชหกชนิดนี้ จงเจิ้งหมิงจูรู้จักอยู่สามชนิด หญ้าเฉือนลำไส้มีพิษร้ายแรง อีกสองชนิดมีพิษเล็กน้อย สามชนิดนอกเหนือกลับไม่รู้จัก 
      ขณะที่หลี่เหลียนฮวารวบรวมเก็บวัชพืชนั้นเอง เขาร้อง “อา” อย่างแผ่วเบาเสียงหนึ่งกะทันหัน จงเจิ้งหมิงจูครั้นได้ยินเสียง “อา” ของเขาก็เริ่มใจผวาเนื้อเต้น

      “อะไรหรือ”
บนพื้นที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงอีกแห่งมีรอยเท้าชื้นแฉะเห็นได้อย่างชัดเจนทิ้งไว้รอยหนึ่ง...หลี่เหลียนฮวาแต่เช้าตรู่รดน้ำต้นไม้ในสวน รดจนทั้งสวนเฉอะแฉะ เมื่อครู่ทุกคนอยู่ในห้องของอวี้มู่หลาน ไม่ทราบว่าผู้ใดเดินตัดผ่านมาทางสวน ทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้น รอยเท้ามีเพียงข้างเดียว ราวกับว่าคนผู้นั้นย่ำลงบนระเบียงเพียงหนึ่งก้าว พลันหลี่เหลียนฮวาเก็บก้อนกรวดขึ้นจากพื้น วางทำเครื่องหมายไว้ข้างรอยเท้า จากนั้นลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าอาภรณ์
      จงเจิ้งหมิงจูจ้องมองรอยเท้านั้นอย่างประหลาดใจ จากนั้นเงยหน้ามองไปยังทิศทางมุ่งสู่ระเบียง “ผู้ใด...”
      อวี้หงจูโพล่งเสียงเย็นเยียบทันควัน “เป็นอวิ๋นเจียว!”
      หลี่เหลียนฮวามองอวี้หงจูอย่างฉงน “ไยคิดเช่นนั้น”
      อวี้หงจูแค่นหัวร่อเยียบเย็นคราหนึ่ง

“นับตั้งแต่ลูกซวงตายจาก นางก็รั้งอยู่ในเมืองอวี้ไม่ยอมไป ต่อหน้าผู้อื่นเอ่ยว่าสนิทสนมรักใคร่กับลูกซวงลึกซึ้ง เฮอะ! นาง...เฮอะ! นางติดตามหมิงจูมา ข้ามิใช่เพียงครั้งเดียวที่เห็นนางลับๆ ล่อๆ ในเมือง ลอบมองหมิงจู”

หนังสือแนะนำ

Special Deal