บทที่ 2 ภายในเมืองอวี้

      หลี่เหลียนฮวาใช้เหตุผล ‘เพื่อรักษาอวี้ชิวซวงให้ฟื้นชีพ’ ก้าวเข้าสู่เมืองอวี้เขาคุนหลุนอย่างองอาจผ่าเผยเมืองอวี้สร้างอยู่บนเขาสูงรกร้างกันดาร ภายในสั่งสมของล้ำค่าน่าอัศจรรย์ ในยุทธภพผู้ที่สามารถเยื้องกรายเข้าสู่เมืองอวี้อย่างสมบูรณ์ครบส่วนมีไม่เกินสิบคน ในบรรดานั้นคนที่สิบคือหลี่เหลียนฮวา คนที่เก้าคือจงเจิ้งหมิงจู หลี่เหลียนฮวาเป็นหมอเทวดาเลิศล้ำฝีมือผู้จะรักษาอวี้ชิวซวงให้ฟื้นคืนชีพ ส่วนภูมิหลังของจงเจิ้งหมิงจูยิ่งใหญ่กว่าหลี่เหลียนฮวามากนัก

      เขาคือคู่หมั้นของอวี้ชิวซวง หลานชายอัครเสนาบดีในรัชกาลปัจจุบัน ยังเป็นขุนนางขั้นห้าแห่งราชสำนัก เป็นคุณชายสกุลสูงแห่งโลกียะผู้สุภาพหล่อเหลา สง่าองอาจเปี่ยมกลิ่นอายกลอนกวีฝีมือกระบี่เลิศล้ำบรรดาสาวงามเยาว์วัยน้อยใหญ่ฝันใฝ่ร่วมเคียง

      จงเจิ้งหมิงจูมาถึงก่อนหลี่เหลียนฮวาครึ่งเดือน วันที่สองเมื่ออวี้ชิวซวงเกิดเรื่องเขาก็มาถึงเมืองอวี้ เพียงทว่าอวี้มู่หลานเศร้าใจในการตายของบุตรีที่รักปานดวงแก้วตา ถึงกับคลุ้มคลั่งหลังศพของธิดาที่รักยิ่งกลับถึงบ้าน บีบคั้นมือกระบี่ห้าหกสิบนายปลิดชีพตามกฎสำนัก จุดเพลิงเผาผลาญสถานที่พำนักตึกรามอาศัยในเมืองอวี้ จวบจนบัดนี้สติสัมปชัญญะยังคงเลอะเลือน
      “ว่าอย่างไร” คุณชายชุดขาวแพรดิ้นหรูหราตระการตาสูงค่าผู้นั้น กำลังยืนด้านหลังหลี่เหลียนฮวา จับจ้องอย่างประหม่า หลี่เหลียนฮวาค้อมเอวพินิจศพอวี้ชิวซวงซึ่งตั้งอยู่ในโลงน้ำแข็งอยู่เนิ่นนานถึงครึ่งชั่วยามแล้ว คาดไม่ถึงว่ากระทั่งแตะต้องก็ยังไม่แตะต้องสักครั้ง ได้ยินหลี่เหลียนฮวา
ร้อง “อา” เสียงหนึ่ง จงเจิ้งหมิงจูมิอาจรู้ได้สิ้นเชิงว่าเขา “อา” อันใดกัน จึงถามว่า

      “คุณชายหลี่?”
      “นางคืออวี้ชิวซวง?” หลี่เหลียนฮวาถาม
       จงเจิ้งหมิงจูอึ้ง “ยามเจ้าเมืองอวี้จุดไฟเผาเมืองอวี้ ชิวซวงโชคร้ายถูก...” ที่แท้ภายในโลงน้ำแข็งบรรจุศพถูกเผาไหม้จนหงิกงอ หน้าตาแปรเปลี่ยนอัปลักษณ์น่าสะพรึงซากหนึ่ง เพียงทว่ามิได้ถูกเผาจนแห้งเกรียม ดังนั้นยิ่งเพิ่มความน่าสยองขวัญพรั่นพรึง ต่อให้เทพเจ้าต้าหลัวจินเซียนเอ่ยว่าสามารถทำให้ ‘คนตาย’ ฟื้นคืนชีพ เกรงว่าแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดไม่ประสีประสายังมิเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นหลี่เหลียนฮวาหาใช่เทพเซียน แต่เขาเป็นหมอเทวดา จงเจิ้งหมิงจูคาดหวังว่าอย่างน้อยเขายังพอเห็นเบาะแสบางอย่าง
      “นางคืออวี้ชิวซวงจริงหรือ” หลี่เหลียนฮวาถามซ้ำ  จงเจิ้งหมิงจูพยักหน้า แม้ซากศพแปรเปลี่ยนเป็นน่าสยองขวัญสุดขีด เอกลักษณ์โดดเด่นของอวี้ชิวซวงหลายประการยังพอมองเห็นได้เลือนราง หลี่เหลียนฮวาล้วงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกจากถุงผ้าพิมพ์ลายดอกน้ำเงินประปรายที่พกติดตัวมา กรีดบนช่วงท้องน้อยของอวี้ชิวซวงอย่างระมัดระวัง จงเจิ้งหมิงจูสะดุ้งพลันยื่นมือออกขวาง

      “คุณชายหลี่?” 
      หลี่เหลียนฮวามือขวาถือมีดถูกจงเจิ้งหมิงจูขวางไว้ นิ้วมือซ้ายฉวยโอกาสกรีดลงไปคราหนึ่ง ท้องน้อยของอวี้ชิวซวงแบะออกตามรอยกรีด  ทั้งสิบนิ้วของเขาไว้เล็บตัดสั้นเสมอกัน ซากศพของอวี้ชิวซวงเน่าเปื่อยแต่แรกแล้ว กรีดให้แบะออกสักบาดแผลนั้นไม่ยากเย็นอันใด 
      จงเจิ้งหมิงจูชักมือขวากลับ ในใจสั่นสะท้าน ‘ช่างคล่องแคล่ว...’  ทันใดนั้นเห็นมีดสั้นในมือขวาของหลี่เหลียนฮวาตวัดสิ่งของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากท้องน้อยของอวี้ชิวซวง จึงถาม

      “นั่นคืออะไร” 
      หลี่เหลียนฮวาตอบ “ก้อนเลือด”
      นั่นเป็นก้อนเลือดคั่งที่จับตัวแข็งมาเนิ่นนานแล้ว จงเจิ้นหมิงจูหัวใจกระตุกวาบ

      “ก้อนเลือด?” 
      ผู้ที่พอมีความรู้ล้วนต่างตระหนักได้ ช่องท้องมีเลือด แสดงว่าอวัยวะภายในบาดเจ็บ 
      “ความหมายของคุณชายหลี่คือ?” จงเจิ้งหมิงจูถามหลี่เหลียนฮวายิ้มมุมปาก

      “วิธีสังหารผู้คนของผีตนนี้พิสดารล้นเหลือ มันไม่ดูดดื่มโลหิตของแม่นางอวี้จนสิ้น และไม่ถลกหนังของนางทำหน้ากากประทินโฉม กลับกระแทกสะบั้นลำไส้นาง ส่งผลให้อวัยวะภายในเลือดออกจนสิ้นชีพ จากภายนอกกลับดูไม่ออก” หัวคิ้วจงเจิ้งหมิงจูขมวดแน่น “นั่นหมายความว่าชิวซวงหาได้ถูกภูตผีสังหาร แต่ถูกคนทำร้าย?” หลี่เหลียนฮวาตอบไม่ตรงคำถาม

       “ข้ารู้เพียงนางตายเนิ่นนานเกินไป ทั้งถูกไฟเผา หมดหนทางฟื้นคืนชีพแล้ว”
ด้วยน้ำเสียงสุขุมราบเรียบของเขา ราวกับว่าเขาเองมีฝีมือฟื้นคนตายให้กลับเป็นได้กระนั้น ติดขัดที่ข้อน่าเสียใจเพียงประการเดียวของอวี้ชิวซวงก็คือตายเนิ่นนานเกินไปเท่านั้น
       จงเจิ้งหมิงจูสะบัดแขนเสื้อแพรขาวเส้นทอง

       “ข้าขบคิดไม่กระจ่าง ในเมื่อชิวซวงถูกคนสังหาร ไฉนถูกคนสะบั้นลำไส้ขาด วิชาหมัดมวยของแต่ละค่ายสำนักหามีกระบวนท่าใดมุ่งจู่โจมส่วนที่ต่ำกว่าช่องท้องลงไป
ห้านิ้วไม่ นี่ช่างไร้เหตุผล” หลี่เหลียนฮวา “อา” เสียงหนึ่ง จงเจิ้งหมิงจูตะลึงวาบอีกหน เขายังคงขบคิดไม่ตกว่าหลี่เหลียนฮวา “อา” ด้วยเหตุอันใดกัน ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา 

      “ระยะนี้ยามราตรีเมืองอวี้มักปรากฏเรื่องพิลึกพิลั่น...”
หลี่เหลียนฮวาพึมพำ

       “ข้ากลัวผี...” 

      จงเจิ้งหมิงจูนึกแปลกใจ คนผู้นี้กล้าใช้นิ้วมือกรีดท้องศพ กลับออกปากว่ากลัวผีอย่างไรก็ตาม ปากยังกล่าวเชิญ “เช่นนั้นคืนนี้คุณชายหลี่นอนห้องเดียวกับข้าก็ได้”
หลี่เหลียนฮวาเห็นด้วยอย่างปรีดา แม้สีหน้าขอโทษขอโพย

      “น่าละอาย น่าละอาย”
      วันเดียวกันหลี่เหลียนฮวารับประทานอาหารค่ำพร้อมผู้คนบ้านสกุลอวี้ทั้งบนล่าง บ้านสกุลอวี้เว้นเสียแต่อวี้มู่หลานแล้ว ฟูเหริน* (ฟูเหริน คือ หญิงที่แต่งงานแล้ว)สกุลอวี้ นามอวี้หงจูทำให้หลี่เหลียนฮวาตื่นตะลึงอยู่บ้าง

      ‘ฟูเหรินท่านนี้สูญเสียบุตรีสามีฟั่นเฟือน กลับยังคงจัดการเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม เป็นขั้นเป็นตอนไม่สับสน ความหลักแหลมเปรื่องปราดเก่งกาจการงานของนางมากกว่าบุรุษอื่นใดในบ้านสกุลอวี้ อีกทั้งอายุใกล้สี่สิบ ยังคงผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะผุดผาดปานบุปผา งดงามหยาดเยิ้มถึงที่สุด’
      ที่แท้บ้านสกุลอวี้แห่งเขาคุนหลุนรุ่นนี้มีเพียงอวี้หงจูเป็นบุตรีโทน เพื่อให้มีผู้สืบทอดสกุล เมื่อยี่สิบปีก่อนจึงเสาะหาบัณฑิตตกยากผูมู่หลานแต่งเข้าบ้านสกุลอวี้ เปลี่ยนแซ่เป็นแซ่อวี้ แม้เป็นที่เลื่องชื่อใต้หล้าในนามเจ้าเมืองอวี้ กิจการงานภายในเมืองอวี้กลับจัดการดูแลโดยอวี้หงจู เป็นหนึ่งในวีรสตรีหายาก เมื่อได้ข่าวหลี่เหลียนฮวามารักษาบุตรีของนาง 
        อวี้หงจูแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เชื่อ แต่กลับไม่ตัดรอนแตกหัก เพียงปล่อย
ให้หลี่เหลียนฮวากระทำการไป
      ยามราตรี ห้องพักอาคันตุกะเมืองอวี้
      จงเจิ้งหมิงจูและหลี่เหลียนฮวาอยู่ภายในห้องพักเดียวกัน หลี่เหลียนฮวาหลับบนเตียง จงเจิ้งหมิงจูมีอีกเตียงนอนให้นอน แต่กลับนอนไม่หลับ เขาไม่เคยร่วมห้องนอนกับผู้ใดมาก่อน แม้มีคู่หมั้นหมายก็มิเคยแนบชิดสูดกลิ่นนงคราญ ยิ่งไปกว่านั้นบัดนี้ในห้องเขาหาใช่อวี้ชิวซวงผู้เพริศแพร้วดั่งบุปผา แต่เป็นบุรุษที่ดูคล้ายปุถุชนสามัญ กลับกระทำเรื่องที่ชวนให้ผู้คนพิศวงงงงวย
      หลี่เหลียนฮวาในสายตาจงเจิ้งหมิงจูเป็นคนจดจ่อมุ่งมั่นแฝงแววทึ่มทื่อหมกมุ่นในตำรา ประหนึ่งว่าไม่ค่อยเข้าใจหลักการครองตนในสังคม

หนังสือแนะนำ

Special Deal