บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา(หน้า 5)

 

      ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบว่าเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะจนไม่ อาจเหมาะได้อีก...ราวกับใช้กลอนโบราณใน ‘ตำราซือจิง (รวบรวมคำกลอน)’ เป็นเค้าลางบอกใบ้...จะเกิดขึ้น

      หลังฉีเซอจากไป ต้วนเอ้อร์เจี่ยก็รีบเข้ามาซักไซ้ไล่เลียงถามฐานะ แขกผู้ลึกลับรายนี้เป็นการใหญ่

      “นี่ ท่านสามจากสกุลหวังคนนี้เป็นใครกันแน่ ข้าถามอยู่เป็นครึ่ง ค่อนวัน เขาก็ตอบอย่างคลุมเครือว่าเป็นญาติของใต้เท้าหวังเชวี่ยเจา ข้า ว่าตำแหน่งขุนนางของเขาต้องไม่เล็กน้อย ที่เอวยังคาดดาบสั้น แต่เท้า กะเผลกไปบ้าง น่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ที่เคยผ่านสงครามมา แต่คิดแล้ว คิดอีก คนที่มีหน้ามีตาในสกุลหวังไม่มีใครคุณสมบัติตรงกับเขาสักคน หรือจะเป็นผู้ว่าการจากต่างมณฑล แต่อายุเขาก็ยังน้อยเกินไป นางเด็ก ร้ายกาจ พวกเจ้าไปรู้จักกันในงานของใครกันแน่ เจ้าอย่าปิดบังข้า...”

      ชิงเถียนไม่กล้าโกหก ได้แต่ปัดไปว่า

      “ยังมีงานเลี้ยงรออยู่อีกงาน ให้ข้าไปทำงานก่อน วันหลังค่อยเล่าให้ท่านแม่ฟัง”

      แล้วก็เดินเลี่ยงหลบไปเสีย

      งานเลี้ยงสิ้นสุดเกือบยามสี่(ราวตีหนึ่งถึงตีสาม) กว่าจะตื่นมาวัน รุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงแล้ว ชิงเถียนคลับคล้ายคลับคลาเหมือนได้ยิน ว่านอกห้องมีการเคลื่อนไหว จึงยืดตัวบิดขี้เกียจ

      “มู่อวิ๋นหรือ เข้ามาเถอะ”

      เห็นมู่อวิ๋นที่เป็นสาวใช้คนสนิทของนางแง้มม่านประตู มองเข้าไป แวบหนึ่งก่อนหัวเราะคิกคัก

      “ข้าไม่เข้าไปดอก มีคนอื่นจะเข้าไปต่างหาก”

      มู่อวิ๋นหลบไปด้านข้าง แสงตะวันส่องเฉียงๆ ลงมา พอดีอาบไล้ลง บนเงาร่างสูงโปร่งด้านหลังนางจนร่างนั้นคล้ายเปล่งรัศมีสีทองเรืองรอง บุคลิกปราดเปรียวเฉลียวฉลาด สูงส่งราวหยกสลัก ฝีพู่กันเลิศล้ำร่ำเมรัย เขียนบทความ...จอหงวนอัจฉริยะ เฉียวอวิ้นเจ๋อนั่นเอง

ชิงเถียนยิ้มให้ ยิ้มนั้นต่างจากรอยยิ้มที่นางมีให้ฉีเซอเมื่อคืน ยิ้มที่ ไม่คิดอะไรมากมาย ไม่ได้ตั้งใจแต่งจริตใดๆ มีแค่ความยินดีที่บริสุทธิ์ จริงใจ ความเบิกบานอย่างไม่ปิดบัง นางใช้สองมือยันพื้นเตียง เงยหน้า ขึ้นเล็กน้อย เส้นผมยาวสยายทิ้งตัวลงบนหมอน

      “แย่จริง ข้ายังไม่ได้หวีผมเลย หน้าก็ซีดเหลืองปานนี้ จอหงวนเฉียวอย่าได้รังเกียจ”

      เฉียวอวิ้นเจ๋อยิ้มพลางเดินมานั่งที่ข้างเตียง รวบเสื้อนอนที่หลุดลุ่ย ลงเล็กน้อยของนางให้เข้าที่ ยื่นหน้าผากเข้าชนกับหน้าผากของนาง

      “ข้าชอบดูเจ้าตอนไม่แต่งหน้าอย่างนี้ที่สุด”

      “ข้าเองก็กล้าเปลือยหน้าตอนอยู่กับท่านเท่านั้น” นางแย้มยิ้มเห็นฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบ “แม้แต่ฟันยังไม่ได้แปรง”

      เฉียวอวิ้นเจ๋อก้มศีรษะลงจูบปากชิงเถียน เขาพริ้มตาลงโครงหน้า ด้านข้างคมเนียนราวกับใช้ไหมปักทีละฝีเข็มให้ขึ้นเป็นภาพ ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งจ้องมองนางอย่างใกล้ชิด

      “มีอะไรถึงรีบร้อนเรียกข้ามา”

      ชิงเถียนบิดตัวอย่างเกียจคร้าน เอ่ยรัวเร็วอย่างโล่งใจ

      “เมื่อคืนท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมาที่นี่”

      เฉียวอวิ้นเจ๋อหน้าเครียดลง สายตาตวัดไปยังผ้าห่มนวมปักลายอีก ผืนที่กองอยู่บนเตียงทันที

      ชิงเถียนยกมือฟาดหน้าอกเขา น้ำเสียงเริ่มแฝงแววขุ่นเคืองเล็กน้อย

      “คิดอยู่แล้วว่าท่านต้องหลับตาคาดเดา เขาไม่ได้ค้าง แค่เลี้ยงน้ำชา มื้อหนึ่ง ยังคงเสแสร้งแกล้งทำเป็นแซ่ ‘หวัง’ เหมือนเดิม พูดคุยกับข้าไม่กี่ประโยค ฟังเพลงบทหนึ่ง แม้แต่น้ำชายังไม่ดื่มสักอึกก็จากไปแล้ว ข้า ฟังจากน้ำเสียงเขาท่าทางไม่ได้เก็บเรื่องที่ข้าพลั้งปากวันนั้นมาเป็น อารมณ์ ต้องไม่พานโกรธไปถึงท่านแน่ วางใจได้เต็มที่”

      เฉียวอวิ้นเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาดังขึ้น อย่างอ่อนโยน

      “นี่ต่างหากที่ทำให้ข้าไม่วางใจ หน่วยเจิ้นฝู่ใต้อำนาจท่านอ๋องนั้นมี ไว้กำจัดศัตรูคู่อาฆาต ต่อให้ขัดเคืองเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่าน แม้แต่ กับพี่น้องแท้ๆ ยังไม่ใจอ่อน ได้ยินว่าวันที่เกิดเรื่องนั่น เขาบีบคั้นจนเต๋อ อ๋อง น้องชายลำดับสี่ของตัวเองต้องตาย เจ้าเหยียดหยามเขาอย่างรุนแรง ต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง เขากลับไม่ลงโทษสถานหนัก ซ้ำยัง มาเยี่ยมเยือนเป็นการส่วนตัว เกรงว่าคงเพราะเขาชมชอบเจ้าอย่างยิ่ง ในบรรดาแขกเหรื่อของเจ้า เจี้ยนกั๋วกง (เจ้าพระยาแรกตั้งประเทศ)

      ท่านเจ้าพระยาเฝิงมีฐานะสูงส่งที่สุด ผู้ตรวจการฉิวจิ่นชี่ก็มีอำนาจในมือ คุณชายหลิ่วบุตรท่านเสนาบดีก็มีอิทธิพลทางบ้านหนุนหลัง แต่ละคน มั่งคั่งทะนงตน หากทุกคนล้วนยังห่วงพะวงเรื่องชื่อเสียง ขอเพียงเจ้าไม่ ยอมแต่ง ใครก็บังคับหามเจ้าเข้าจวนไม่ได้ แต่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ กลับต่างออกไป ถ้าเขาเกิดกระหายใคร่ได้ขึ้นมา โพล่งคำเดียวก็ครอบ ครองตัวเจ้าได้ ถึงตอนนั้นพวกเราสองคน...”

      ชิงเถียนถอนหายใจแผ่วเบาตัดบทว่า

      “ข้าเองก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อวานจึงบอกเขาอย่าง ตรงไปตรงมาว่า ถึงข้าจะอับจนด้อยค่า ไม่อาจไม่เล่นละครคล้อยตาม สถานการณ์ แต่ใจจริงรักท่านเพียงคนเดียว เรื่องการต่อสู้แย่งชิงในราช สำนัก ฟาดฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่งจะอย่างไรก็ต้องมี แต่ตอนนี้ดูไปแล้ว ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมีใจเมตตา ไม่คล้ายคนประเภทใช้อำนาจเข้าข่ม หรือถึงข้าจะมองผิดไป เขาเกิดคิดมิดีมิร้ายกับข้าจริง ข้าก็มั่นใจว่ารับมือ ได้ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนหลับตาลง ข้าต้องรับมือกับบุรุษอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อให้ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการร้ายกาจกว่านี้ ก็ยังเป็นบุรุษคนหนึ่ง สรุป แล้วตัวข้าไม่มีทางเป็นตัวต้นเหตุ ทำลายอนาคตของท่านแม้สักส่วนเสี้ยว”

      “อนาคตของข้า?” นิ่งไปครู่ใหญ่ เฉียวอวิ้นเจ๋อจึงถอนหายใจ “หรือ อนาคตของข้ามิใช่เจ้ามอบมาให้? วันที่สอบระดับประเทศในเดือนสาม เจ้าไปส่งข้าจนถึงสนามสอบกงย่วน* (สนามสอบเข้ารับราชการ กงย่วนในปักกิ่งสร้างเมื่อปีหย่งเล่อสมัยราชวงศ์หมิง เส้นทางเข้ากงย่วนต้องผ่านประตูสามแห่ง ประตูแห่งที่สามเรียกกันว่า ‘หลงเหมิน (ประตูมังกร)’ มาจากภาษิต ‘ปลาหลีฮื้อข้ามประตูมังกร’ (หมายถึงประสบความสำเร็จ ในการสอบเป็นขุนนาง) เมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง ย่านที่อยู่อาศัยบริเวณกงย่วนก็เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หลี่อวี๋หูถง (ตรอกปลา หลีฮื้อ)’นอกประตูใหญ่ของสนามสอบยังมี ซุ้มประตูอีกสามแห่ง ทางตะวันตกคือประตู ‘คัดเลือกเปรื่องปราด’ ทิศ ตะวันออกคือ ‘อุทิศเพื่อชาติ’ ตรงกลางคือ ‘เบิกฟ้าทรงอักษร’ เมื่อผ่าน ประตูใหญ่ประตูที่สอง ก็จะถึง ‘ประตูหลงเหมินที่สาม’ ซึ่งบัณฑิตทั่วหล้า

      ดิ้นรนเป็นสิบปีเพื่อก้าวเข้าไป ข้ายืนอยู่ใต้ประตูหลงเหมินหันกลับไปมองเจ้า ใจก็คิดว่าก้าวข้ามประตูมังกรคราวนี้ ไม่ใช่เพื่อจริยธรรม ไม่ใช่เพื่อ ประเทศชาติและไม่ใช่เพื่อใต้หล้าทั้งปวง แต่เพื่อเจ้าคนเดียว ตลอดทางที่ผ่านทุกย่างที่ก้าวของข้า ล้วนพึ่งพาเจ้าคอยช่วยประคับประคอง วางแผนให้ข้าได้เรียนหนังสือ ช่วยข้าหาเส้นสายตะกายขึ้นมา เจ้าทุ่มเททุกอย่างเพื่อข้า แต่ข้ามอบอะไรให้เจ้าได้บ้าง ข้าลองถามตัวเองดู แม้แต่แขกพวกนั้นของเจ้าข้ายังสู้ไม่ได้ พวกเขาเพื่อประจบเจ้าถึงกับส่งเครื่อง สุราดินเผาไฉเหยา* (เครื่องปั้นดินเผาไฉเหยาคิดค้นขึ้นในสมัยพระเจ้าโจวไฉหรง ยุคห้าราชวงศ์ เป็นตัวแทนความสำเร็จด้านศิลปะ เครื่องปั้นดินเผาในยุคโบราณ มีการผสมโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินลงไปในเนื้อดินด้วย และมีสีโคบอลต์บลูสดจัดที่สุด ในบรรดาเครื่องปั้นดินเผายุคโบราณมาให้เจ้าทั้งชุด มอบแพรยาวถึงสิบลี้ไม่ขาดตอน หรือไม่ก็จัดทำรองเท้าคู่หนึ่งที่พื้นเป็นเงินสลักลายดอกไม้โรยผงอำพัน ทะเล แต่ละก้าวทิ้งรอยดอกไม้แดงส่งกลิ่นหอม ให้ทุกก้าวย่างของเจ้าก่อ เกิดปทุมมาศ** (อุปมาถึงหญิงสาวที่กิริยาแช่มช้อยงดงาม...แต่ข้าเล่า ข้าอาศัยอะไรไปเรียกตัวเองว่า ‘จอมปราชญ์ ของแผ่นดิน’ ว่า ‘ข้ารับใช้โอรสสวรรค์’ จนถึงวันนี้ แม้แต่เครื่องหอมบน พื้นรองเท้าเจ้าข้ายังไม่มีปัญญาซื้อด้วยซ้ำ”

      ดวงตาทั้งคู่ของชิงเถียนไหววูบ จ้องตรงเข้าไปในดวงตาเฉียวอวิ้น เจ๋อ

      “พวกเขาส่งของเล่นเหล่านั้นให้ข้า เพราะพวกเขาเองก็เห็นข้าเป็น แค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง พวกเขาชอบมองข้าร้องเพลง มองข้าเต้นรำมองข้า ร่ายบทกวีในเจ็ดก้าว มองข้าที่งามล้ำสามโลก มองข้าบัดเดี๋ยวออดอ้อน ให้ผู้คนเวทนาสงสาร บัดเดี๋ยวกระตุ้นให้ผู้คนเบิกบานสำราญใจ...เหมือน ที่ใครๆ ชอบดูนักแสดงในงิ้วเรื่องสนมหยูรำกระบี่ นางเซียนโปรยดอกไม้ รอจนงิ้วจบไป นักแสดงเหน็ดเหนื่อยจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ล้มคว่ำลงบนหีบใส่อุปกรณ์ ตอนนั้นยังจะมีใครชอบดู?” นางจ้องมองเขาด้วย

      ความรู้สึกลึกซึ้ง ก่อนแย้มยิ้มหลุบตาลง กุมมือทั้งคู่ของเขาเอาไว้ “มีแต่ อยู่กับท่าน ข้าจึงเปลือยใบหน้าได้ไม่ต้องมีอะไรปกปิด ไม่ต้องใช้แป้งหมึกแต่งแต้ม ปั้นหน้าเป็นพันรูปแบบไว้รับแขก มีแต่อยู่กับท่าน ข้าจึงเป็นตัว ข้าเอง ไม่มีท่าน ข้าก็ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นเป็นแค่ ‘ของเล่น’ เท่านั้น อาอวิ้น ทุกสิ่งในตัวข้าท่านเป็นคนให้มา เทียบกันแล้วของอื่นๆ นับเป็นอย่างไร ได้? ท่านอย่าได้มีความคิดโง่เขลาเช่นนั้น”

      หน้าเตียงของชิงเถียนแขวนภาพนกเป็ดน้ำนกสองตัวตวัดลำคอ เกี่ยวกันไว้ใต้ร่มไม้ใบบัง เฉียวอวิ้นเจ๋อจ้องมองภาพนั้นอย่างเคลิบเคลิ้มงมงาย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาที่ใบหน้าสวยสะอาดของชิงเถียน

      “เชื่อข้า อีกไม่นานเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างนี้อีกแล้ว ไม่ต้อง วนเวียนอยู่ท่ามกลางบุรุษไม่ซ้ำหน้า ทนอีกนิด วันเวลาที่ดีกำลังจะมาถึงแล้ว”

      ชิงเถียนยิ้มจนตาหยี ขนตาบนล่างสอดรับประสานกัน

      “คนโง่เขลา ข้าถูกแม่ขายเข้ามาที่นี่ตั้งแต่ห้าขวบ ทุกวันที่ผ่านไป ล้วนเป็นวันเลวร้าย แต่นับจากได้พบท่านตอนอายุสิบเอ็ด ทุกๆ วันล้วน เป็นวันที่ดีเสมอมา”

      เฉียวอวิ้นเจ๋อเองก็ยิ้ม นัยน์ตาเขาสีดำสนิท แต่ภายในกลับคล้าย บรรจุประกายแสงสว่างทั้งมวลบนโลก

      “หลายปีนี้เจ้าทำการค้า ฝึกฝนจนปากคอยิ่งมายิ่งร้ายกาจ แม้แต่ กับข้าก็มาไม้นี้ ไม่รู้คำพูดเจ้าประโยคไหนจริง ประโยคไหนเท็จ”

      ชิงเถียนหัวเราะพลางซบเข้ากับหัวไหล่เขา อ้าปากหาวอย่างอ่อน หวานหยาดเยิ้ม

      “ใกล้ถึงงานเลี้ยงแข่งบุปผาประจำเทศกาลตวนอู่แล้ว อีกไม่กี่วัน การค้าก็จะคึกคักขึ้นมาจริงๆ ข้าเองก็เลี่ยงไม่ได้ต้องรับงานบ้าง ท่านไม่ต้องมาแล้ว”

เฉียวอวิ้นเจ๋อพยักหน้า มองภาพนกเป็ดน้ำนั้นอีกรอบ ก่อนกาง สองแขนออก คล้ายกำลังสยายปีกคู่หนึ่งที่ไม่อาจใช้โบยบิน รวบเอา คนรักเข้าไว้ในอ้อมอก

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal