บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา(หน้า 4)

      “เทียบกับที่วิญญาณกระเจิงเมื่อสองครั้งก่อน คราวนี้ไม่นับเป็นอย่างไร”

      ความประหลาดใจที่ฉีเซอมีต่อไหวพริบของนางไม่ด้อยไปกว่าที่มีต่อความงามของนางเลยเขาเอื้อมมือไปรับชามกระเบื้องมาวางไว้ด้านข้าง พยายามบังคับไม่ให้ตนเองเอาแต่จ้องนางไม่วางตา

      “เจ้ารู้หรือไม่ข้ามาเพราะอะไร”

      “คงไม่มาเพื่อ...ฟังเรื่องตลกกระมัง”

      “ก็ไม่ได้ผิดไปไกลเท่าใด ข้ามาเล่าเรื่องตลก”

      ชิงเถียนเม้มปากกลั้นหัวเราะ ปิ่นดอกท้อใยทองประดับมุกที่ปักแซมสองข้างมวยผมสะท้อนแสงเรืองรองวูบไหวงามสะดุดตายิ่งนัก

      “เรื่องตลกของท่านสามให้ชิงเถียนเล่าออกมาเองดีหรือไม่” เมื่อได้รับอนุญาตเงียบๆ นางก็ออกปากเสียงเสนาะใส “ยังคงเป็นบุตรชายไร้ความสามารถของขุนนางมณฑลเหอหนานคนเดิม มีครั้งหนึ่งที่บ้านจัดงานเลี้ยง ขุนนางถามหญิงนางหนึ่งกลางงานว่าชอบอ่านหนังสืออะไรที่สุด หญิงนั้นตอบมาแค่สามคำทำเอาคนในงานกุมท้องหัวเราะเป็นการใหญ่ นางตอบว่า ‘เลี่ยนหวี่จ้วน (ตำนานหญิงพรหมจารี)’... ที่แท้หญิงสาวนางนั้นคือนางโคมเขียว!”

      เล่านิทานเยาะเย้ยตนเองจบ เห็นอีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้แล้ว ชิงเถียนก็แย้มยิ้มถอยหลังไปครึ่งก้าว ย่อกายคารวะ

      “หม่อมฉันขออภัยอย่างสูง ท่านสามสูงส่งใจกว้างได้โปรดรับฟังหม่อมฉัน เดิมทีผู้ที่เข้าออกหอไหวหย่าแห่งนี้ล้วนเป็นคนฝ่ายตงฉ่าง

      ใต้เท้าจู้ของกรมพิธีการเองก็พึ่งพิงสกุลหวังเสมอมา ซ้ำวันนั้นยังบอกว่าท่านสามแซ่หวัง หม่อมฉันจึงเข้าใจว่าท่านสามคือคุณชายสามบุตรชายใต้เท้าหวัง ปกติคนของตงฉ่างพูดจาหยอกล้อกันในงานเลี้ยงเป็นเรื่องธรรมดา สกุลหวังกับท่านสามยิ่งไม่ถูกชะตากัน หม่อมฉันเองไม่รู้จักหลีกเลี่ยงอ้อมค้อม คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ได้ใคร่ครวญให้รอบคอบจริงๆ แต่ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีท่านอ๋อง ที่ได้ล่วงเกินไปมากมายนั้น วิงวอนท่านอ๋องอย่าได้ถือสา”

      เสียงเครื่องสายเครื่องเป่าประสานกันดังมาจากชั้นล่าง เสียงของฉีเซอจึงคล้ายเรือโดยสารที่ล่องฝ่าทะเลสาบเข้าใกล้เหลาสุรายามค่ำคืน ทั้งราบเรียบทั้งโดดเดี่ยวกังวาน

      “ท่านใต้เท้าหวัง หวังเชวี่ยเจามีบุตรธิดาทั้งหมดห้าคน ธิดาคนสุดท้องตอนนี้คือไทเฮาตะวันออก บุตรชายคนที่สองเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย บุตรคนโตหวังเจิ้งฮ่าวเป็นรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมพลเรือน บุตรคนที่สามหวังเจิ้งถิงเป็นเสนาบดีกรมช่างแรงงาน บุตรคนที่สี่หวังเจิ้งซวินเป็นรองเสนาบดีฝ่ายขวากรมคลังปีที่เข้าสอบ ทั้งสามคนล้วนสอบติด กลุ่มแรก* (กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด มีสามตำแหน่งคือ จ้วงหยวน (จอหงวน) ป่างเหยี่ยน และทั่นฮวาเห็นชัดๆ ว่าหวังเชวี่ยเจาใช้เส้นสายให้คะแนนไม่ยุติธรรม ตอนนี้นอกจากหวังเจิ้งซวินที่ยังอายุน้อยเกินไปแล้ว หวังเจิ้งฮ่าว หวังเจิ้งถิงทั้งสองคนต่างได้เข้าเป็นสมาชิกคณะเน่ยเก๋อ ตำแหน่งเน่ยเก๋อมีสี่ ตำแหน่ง เป็นของคนสกุลหวังไปแล้วสามตำแหน่ง คณะเน่ยเก๋อจึงกลายเป็น ‘อาณาจักร’ ของสกุลหวัง สร้างความวุ่นวายในราชสำนักกันอย่างเปิดเผย ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์มีหน้าที่รักษากฎหมายไม่อาจหลีกเลี่ยง ส่วนพวกขุนนางอย่างจู้อีชิ่งนั้นแต่ก่อนก็แค่ยอมกล้ำกลืนความอัปยศ ตอนนี้โอกาสมาถึง ย่อมต้องละความมืดมุ่งสู่ความสว่าง”

      ชิงเถียนคล้อยตามว่า “หม่อมฉันแม้ไม่เข้าใจเรื่องการเมือง แต่เห็นท่านสามแผ่พระคุณ เบื้องบนปกปักคนมีความสามารถ ทำงานให้ประเทศชาติอย่างคุณชายเฉียว เบื้องล่างคุ้มครองคนต้อยต่ำเช่นชิงเถียน ก็ทราบว่าบ้านเมืองต้องผาสุกแผ่นดินเป็นปึกแผ่น”

      ฉีเซอสีหน้าเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด “น้ำแกงที่เจ้าใช้กรอกข้าชาม นี้แม้เข้มข้น แต่ออกจะเปรี้ยวไปบ้าง รสชาติไม่ดีนัก เจ้าเห็นข้ามาเยือนกะทันหัน ก็กลัวข้าจะถูกใจความงามเจ้าจนเกิดความคิดชั่วร้าย จึงชิงบอกว่าข้ามีบุญคุณต่อพวกเจ้าสองคนยกยอข้าจนสูงส่งเลิศลอย เท่านี้ข้าก็ไม่สะดวกจะทำเรื่องต่ำช้าอย่างรังแกบุรุษช่วงชิงสตรี ใช้ไม้ตีคู่นกเป็ดน้ำ* (นกเป็ดน้ำเป็นสัญลักษณ์ของคู่รักของชาวจีน) ให้แยกจากกันอีกแล้ว”

      เมื่อความในใจถูกเปิดโปง ตั้งแต่หน้าผากไล่ไปยังสองแก้มของชิง เถียนก็ปรากฏสีแดงเรื่อราวแสงอัสดง นางตะกุกตะกักเบาๆ

      “ทำให้ท่านสามหัวเราะเยาะแล้ว”

      ฉีเซอก้มลงมองนาง เค้าหน้าสง่างามคมคายต้องแสงโคมหลาย ดวงบนเสาจนซีดเหลืองคล้ายรูปสลักมหึมาที่ปิดทองอร่ามดูสงบนิ่งงดงามปรานี อยู่ๆ เขาก็ถอนหายใจออกมา

      “เมื่อเจ้ายอมรับโทษทัณฑ์ สาหัสแทนเฉียวอวิ้นเจ๋อย่อมไม่ได้เห็นเขาเป็นเพียงแขกธรรมดา เรื่องราวระหว่างพวกเจ้าข้าได้ยินมาบ้างแล้ว อันที่จริงตำแหน่งจอหงวนของเขาได้มาเพราะเจ้าส่งเสียเลี้ยงดู ที่เขาประสบความสำเร็จก็เป็นวาสนาของเจ้า แต่ว่า ‘ความสุขคือที่ซุ่มซ่อนของภัยร้าย’ เจ้าคงเคยได้ยินมา ตอนนี้ฐานะพวกเจ้าต่างกันราวฟ้ากับดิน หากเขาทรยศรักลืมพระคุณ เจ้าจะทำอย่างไร”

      เลือดฝาดสีแดงจัดบนใบหน้าที่พาดไปถึงหูของชิงเถียนซีดจางลงไปทันที เหลือเพียงสีชาดที่แต้มอยู่เบาบาง สีสันอ่อนเข้มประสานกันอย่างลงตัว

      “มิใช่ชิงเถียนอวดโอ่โอหัง แต่ท่านสามพูดผิดไป คุณชายเฉียวเป็นอัจฉริยะมีพรสวรรค์ ไม่ว่าจะมีข้าหรือไม่เขาก็ไม่มีทางตกต่ำไปได้นาน ข้าแค่ช่วยเหลือสุดกำลังเล็กน้อยที่มี แก้ปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตของเขาบ้าง      เท่านั้น กลับเป็นคนที่อยู่ในแดนโลกีย์อย่างข้าต่างหาก ที่ต้องขอบคุณ น้ำใจที่คุณชายเฉียวมอบให้ ทำให้ข้ารู้สึกว่าการรับมาเสนอไปกรีดกรายขายรอยยิ้ม ก็ไม่ถึงกับต่ำช้าจนรับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อพูดถึงคำว่า ‘พระคุณ’ จึงเป็นเขาที่มีพระคุณต่อข้าไม่ใช่ข้ามีพระคุณต่อเขา ส่วนเรื่อง ‘รัก’ หนุ่มสาวนิยมชมชอบกันเป็นความรู้สึกที่มาจากใจ หากข้ามอบให้เขาสิบส่วนก็ต้องการให้เขาตอบแทนมาสิบส่วนด้วยอย่างนั้นจะต่างจากฝ่ายหนึ่งจ่ายเงิน อีกฝ่ายมอบรักให้อย่างที่ทำกันในแดนโลกีย์แห่งนี้ที่ตรงไหน แม้ข้า ‘ขอเพียงหนึ่งคนที่รักจริง ไม่ทอดทิ้งผูกพันจนบั้นปลาย’ แต่ก็ทราบว่า ‘สมบัติล้ำค่านั้นหาง่ายที่ยากไร้คือคู่ครอง’ ก่อนนี้ข้าทำดี ต่อเขาอย่างไรล้วนเป็นความสมัครใจของข้า ต่อไปเขาจะทำอย่างไร...” มุมปากของนางปรากฏรอยยิ้มท้อแท้เพียงเสี้ยวใย พริบตาเดียวก็อันตรธานหายลับ “หากชะตาลิขิตให้มีย่อมมีเอง หากชะตาลิขิตให้ไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้า”

      “ในเมื่อเห็นซึ้งถึงความเป็นไปของโลก เหตุใดต้องรักจนลึกซึ้งตลอดมา”

      “ท่านสามเป็นคนฉลาด ยกตัวอย่างเช่นชีวิตคนจะอย่างไรก็ต้องตาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่เพราะจะอย่างไรก็ต้องตาย จึงไม่ตะกายใช้ชีวิตอยู่ต่อ”

      ฉีเซอคล้ายฉุกคิดอะไรได้ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ได้ยินเสียง ‘เมี้ยว’

      แมวเปอร์เซียสีขาวราวหิมะตัวหนึ่งมุดปราดออกมาจากไหนไม่ทราบดวงตาข้างหนึ่งสีครามราวท้องทะเล อีกข้างเขียวจัดราวมรก มันเดินตรงเข้าหา หางตรงยาวปัดป่ายไปมาแถวน่องของชายหนุ่ม ชิงเถียนรีบส่งเสียงไล่มันไป แต่แมวตัวนั้นเดินวนรอบหนึ่ง ก่อนกระโดดแผล็วขึ้นบนตักของฉีเซอ ชิงเถียนทั้งแตกตื่นทั้งลนลาน ฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

      “เจ้าปีศาจตัวนี้ไม่เคยเข้าใกล้ตีสนิทกับคนแปลกหน้า คาดว่าคงเพราะท่านสูงศักดิ์ มันก็ช่างตาแหลมแท้ ไม่เหมือนข้ามีตามองแต่ไม่รู้จักภูเขาไท่ซัน”

 ฉีเซอหัวเราะ หงายฝ่ามือยกขึ้น

      “เอาเถิด ยังไม่ได้ทำผิดซ้ำถึงสามครั้ง แต่ขออภัยถึงสามครั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกลุกขึ้นเถอะ” มือของเขาใหญ่ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยด้านและรอยขีดข่วนดูก็รู้ว่าเป็นรอยที่ดาบกับธนูทิ้งไว้ให้ และมือที่หยาบกร้านข้างนี้เองที่ลูบไปบนตัวแมวขาวบนตักอย่างอ่อนโยน ะมัดระวัง “ของเจ้าหรือ”

      ชิงเถียนยกชายกระโปรงลุกขึ้น เครื่องประดับบนศีรษะกระทบกัน เสียงดังสดใส พยักหน้าอย่างละอาย

      รอยยิ้มของฉีเซอไม่ได้จางลงสักนิดเดีย ลูบตัวแมวอย่างตั้งอกตั้งใจ

      “สมัยก่อนข้าก็มีแมวตัวหนึ่ง อยู่กับข้ามาเจ็ดปี ตอนหลังมันแก่ตัว ล้มป่วย แม้แต่น้ำก็ดื่มไม่ได้ สุดท้ายคืนนั้นไม่รู้มันไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน กระโดดขึ้นมาบนเตียงข้า นอนเอาหัวชนกับข้าตลอดทั้งคืน พอวันถัดมามันก็ตาย แค่ย้อนคิดถึงก็ปวดใจ จากนั้นข้าก็ไม่เลี้ยงแมวอีก”

      ชิงเถียนฟังแล้วสรุปเสียงแผ่วเบา “ทั้งน่ายินดี และน่าเศร้าใจ”

      “หมายความว่าอย่างไร”

      “ท่านสามมีฐานะสูงส่งเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ตลอดทั้งวันพูดถึงแต่เรื่องของประเทศชาติราษฎร แต่ก็ยังมีช่วงที่ได้ผ่อนคลายจิตใจบ้าง ชิงเถียนมีโอกาสได้ฟัง ย่อมรู้สึกว่าน่ายินดี แต่มรสุมการเมืองโหดร้าย อันตราย จำเป็นต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว รอบกายท่านสามแม้มีคนติดตามเป็นพันเป็นหมื่น แต่ใจคนยากหยั่ง ได้แต่ส่งความคิดถึงไม่ลืมเลือนให้สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ”

      ฉีเซอจ้องมองนางเงียบๆ หากบอกว่าเสน่ห์เย้ายวนที่หญิงสาวคนก่อนๆ มีต่อเขาเหมือนห้องอันอบอุ่นที่มิดชิด ทำให้เขาอยากนอนหลับสักตื่น สตรีตรงหน้าเขากลับเหมือนหน้าต่างบานหนึ่ง หากสักวันหน้าต่างบานนั้นเปิดออก...เขามั่นใจ...ทิวทัศน์นอกหน้าต่างต้องเป็นความในใจของเขาเอง

      ชิงเถียนแย้มยิ้มเฉิดฉัน “ข้าร้องเพลงปรนนิบัติท่านสามสักเพลงแล้วกัน ท่านสามอยากฟังอะไร”

      ฉีเซอยิ้มเล็กน้อยตอบว่า “ชายกลัวงิ้วเรื่อง ‘หนียามวิกาล’*  (เรื่อง ‘หนียามวิกาล’ คัดมาจากตอนหนึ่งในเรื่องไซอิ๋ว ตัวละครชายในเรื่องต้องทั้งร้องทั้งรำส่วน ‘ความคิดคำนึง’ เป็น เรื่องของแม่ชีที่หลบหนีมาแต่งงานใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป ตัวละครหญิงต้องร้องรำไปพร้อมกับแส้ปัดของแม่ชีในมือ เป็นงิ้ว ที่เล่นยากทั้งสองเรื่องหญิง กลัวงิ้วเรื่อง ‘ความคิดคำนึง’* (เป็นเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง ‘ร่ายผีผา’ร้องเพลงจากเรื่อง ‘ความคิดคำนึง’ เถอะ”

      ชิงเถียนหมุนตัวกลับไปหยิบผีผามานั่งประจำที่ปรับสายแล้วกรีด นิ้วไล่ทำนองร้องเอื้อนว่า

      “แม่ชีน้อยอายุสิบหก เพิ่งตกวัยสาวสะพรั่ง ก็ถูกอาจารย์สั่งปลงผม จ่อมจมจุดธูปตักน้ำในอาราม เหลียวตามเห็นเด็กหนุ่มเล่นกันใต้ประตูวัด ดวงตาเขาตวัดมองข้า ดวงตาข้าจับจ้องเขา เขาเข้าหาข้า ข้าตอบสนอง ทั้งสองผูกพันแน่นแฟ้น ยอดรัก อย่างไรจึงได้สมมาดปรารถนา ตัวข้า ยอมลงนรกได้เพื่อเขา จะเอาครกมาทุบ ชุบเอาเลื่อยมาตัด ใช้โม่ขัดบดทับ จับลงในกระทะน้ำมันเดือด โอ สุดแต่เขา! เคยเห็นเพียงคนเป็นต้อง โพยภัย ไหนเลยเคยเห็นปีศาจได้รับโทษ โอ สุดแต่เขา เปลวเพลิงแผด เผาถึงตรงหน้าแล้ว”

      เสียงเสนาะก้องกังวาน ละห้อยโหยเลื่อนลับ ไม่ทราบเป็นหญิงงาม หอนางโลมหวนย้อนไปยังเบื้องหน้าพระพุทธรูปสมัยโบราณ หรือเป็น นางชีจีวรดำลงมาสถิตยังแดนเริงรมย์

เพลงหนึ่งจบไป 

  ฉีเซอก็ถอนหายใจชมว่า

      “ ‘ร่ายเพลงขับขานอาจารย์ชื่นชม ประทินโฉมล่มเมืองพวกนาง เคืองใจข้า’* จอหงวนบุปผาช่างสมคำที่ร่ำลือ” เขาชะงักไปนิด ก่อนส่ายหน้า “ไม่ถูก เพลง ‘ร่ายผีผา’ บทนี้ไม่ถูก ท่อนหลังของเพลงที่ว่า ‘รูป โฉมโรยราขายตัวหาที่พักกาย’... ออกจะเศร้าไป” หลังจาก      พึมพำแผ่วเบา เขาก็หัวเราะเสียงสดใส “บอกกับเจ้าโดยไม่ปิดบัง ข้าเป็นคนหยาบกร้านที่รู้จักแต่นำทหารไปรบ กับเรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอนไม่สู้แตกฉานนัก ตอนนี้ก็คิดอะไรไม่ออก จำได้แต่ว่ากวีหลิวอิ๋งชาวจินแต่งกลอนไว้บทหนึ่ง ชื่อ ‘วิหคครวญยามราตรี’ แม้ไม่จัดว่าเป็นกลอนที่ยอดเยี่ยม แต่มีอยู่สองท่อนที่เหมาะเจาะยิ่งนัก หวังว่า ‘จันทร์กระจ่างเหนือวิมานแดนโลกีย์ด้วย นารีมีบุรุษคอยคู่เคียง’ ขอให้เจ้า‘พบกันใหม่ได้ อยู่ร่วมเรียงรัง จึงฝากฝัง ผีผาเจรจาความ’** ” (กลอน ‘ร่ายผีผา’ ของหลิวอิ๋งมีว่า “เพลงเสนาะกังวานผ่านกิ่งหลิว ความฝันปลิวลับตามดอกสาลี่ จันทร์กระจ่างเหนือ วิมานแดนโลกีย์ ด้วยนารีมีบุรุษคอยคู่เคียง กระจกแตกแหลกยับซับน้ำตา รจนากลอนไว้บนผนัง พบกันใหม่ได้อยู่ร่วมเรียงรัง จึงฝากฝังผีผาเจรจาความ” บรรยายความรู้สึกของกวีที่ครุ่นคิดถึงนางโลมผู้หนึ่ง สุดท้ายเมื่อได้พบกันใหม่จึงเบิกบาน ยินดี) 

 ชิงเถียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ โอบผีผาไว้หลวมๆ ต้องตะลึงลานไปทันที นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ มาอวยพรให้คนต่ำต้อยเช่นนางอย่างจริงใจ นางหลุบตามองมือขวาที่วางอยู่บนตัก แหวนอัญมณีบนนิ้วสะท้อนแสงวาววาม

      “ขอบคุณท่านสามที่อวยพร”

      ที่ระเบียงมีกิ่งหลิวแกว่งไกวปัดคิ้วหน้าต่าง ฉีเซอมองเงาของมัน ไม่ทราบที่แท้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ ได้แต่ลูบขนแมวอย่างอ่อนโยน

      “มีชื่อหรือไม่”

      ชิงเถียนตอบอย่างยิ้มแย้ม “ไจ้อวี้ (ร่วมประสาน)”

      “พิณพาทย์ร่วมประสาน?”

      “เบิกบานไร้ที่เปรียบ”* (จากหนังสือ ‘ตำราซือจิง หมวดเจิ้งเฟิง บทหนี่ว์เยวียจีหมิง’ ความว่า “...สนทนาร่ำเมรัย จนบั้นปลายมุ่งหมายมาด พิณพาทย์ร่วมประสาน เบิกบานไร้ที่เปรียบ...” กล่าวถึงความสมัครสมานระหว่างคู่สามีภรรยา)

หนังสือแนะนำ

Special Deal