บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา(หน้า 3)

      ชิงเถียนตัวสั่นสะท้านตลอดร่าง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดชั่วพริบตาเดียวเรื่องราวในอดีตมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ ในเรื่องราวเหล่านี้มีใบหน้าคนเพียงหน้าเดียวชื่อเพียงชื่อเดียว...ชิงเถียนตัดใจ แน่วแน่ สูดลมหายใจลึกๆ เน้นเสียงทีละคำ

      “ขอเพียงท่านอ๋องอภัยโทษแก่คุณชายเฉียว สามร้อยหกสิบดาบนั้น หม่อมฉันขอรับด้วยความสำนึกในพระคุณยิ่งใหญ่ทุกดาบ”

      ฉีเซอเอื้อมมือออกไปรับโคมไฟมาจากองครักษ์ ขยับเข้าใกล้จนถึงเบื้องหน้าชิงเถียน แสงสว่างสีแดงราวโลหิตส่องต้องใบหน้าที่ล้อมกรอบ ด้วยเส้นผมยาวสยายของนางโลมใบหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว สองแก้มหดเกร็ง ปีกจมูกขยายกว้าง กรามล่างสั่นระริก ริมฝีปาก เย็นเฉียบแตกระแหง หน้าผากเปื้อนฝุ่นดิน...ความงามเสี้ยวใยสุดท้ายสูญสลาย ดวงตาทั้งคู่ที่ฝังลึกอยู่ในเงามืดวาววับด้วยหยาดน้ำไปตั้งนาน แล้วทว่าสุดท้ายยังคงไม่หลั่งน้ำตาออกมาแม้สักครึ่งหยด เพียงจ้องมองประกายตาที่เย็นเยียบสุดแสนของเขาด้วยดวงตาเจิดจ้าตรงไปตรงมา ชายหนุ่มประหลาดใจนัก ดวงตาคู่นี้กลับมี...พลัง...มาจากที่ใดมากมาย ปานนี้ เขาโน้มตัวลงอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายจมูกแทบสัมผัสกลับปลาย จมูกนางอยู่แล้ว แต่พริบตาเดียวก็เงยหน้าขึ้น วางโคมไฟลงกับพื้น

      “หนทางมืดมิด ถือโคมกลับไป”

      สายลมยามค่ำของฤดูใบไม้ผลิพัดต้องเหงื่อเย็นเยียบเต็มแผ่นหลัง ของชิงเถียน นางมองท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการหมุนตัวช้าๆ มองเขาจากไปพร้อมเหล่าบริวารด้วยสายตาราวกับตกอยู่ในความฝัน นางตัวสั่น สะท้านอย่างคุมไม่อยู่ ได้ยินเสียงน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมาอย่างไม่อาจ สะกดกลั้นตกต้องโคมไฟที่ปลายเท้าแตกกระจายเป็นละออง

 

      หลายวันถัดจากนั้นชิงเถียนหวาดหวั่นไม่อาจสงบใจได้เลย แต่ไม่ เห็นทางจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการมีท่าทีใดๆ จึงค่อยๆ สงบสติลงกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางเสื้อผ้า เครื่องหอม ผมเกล้าอย่างประณีต นั่งเกี้ยวหรูหราตามประสากวานเหรินที่กำลังโด่งดังเช่นเดิม เทียบกับนางแล้ว พวกนางโลมระดับล่างน่าเวทนากว่ามาก พอตกค่ำก็ต้องฉีกยิ้มลัดเลาะไปตาม ตรอกซอยเล็กๆ รอยยิ้มแฝงความหม่นเศร้า หากหาแขกไม่ได้สิ่งที่รอพวกนางอยู่ก็คือแส้ของแม่เล้า พวกนางโลมจากหอนางโลมระดับสองกลับงดงามเฉิดฉายอยู่บนหอสูงที่แขวนโคมแพรนับร้อย ร่ำสุราอย่างมัวเมา ส่วนกลุ่มย่อยที่อยู่ระดับบนสุดกลับไม่แน่จะคึกคักอย่างนั้ นหอคณิกาชั้นสูงของเมืองล้วนกระจุกตัวอยู่ในตรอกไหวฮวาหมดสิ้น ตรอกไหวฮวานี้ เชื่อมตรงถึงถนนฉีผาน (ถนนกระดานหมากรุก) ถนนฉีผานนี้เชื่อมต่อถึง พระราชวัง นับเป็นทำเลทองคำทุกตารางนิ้ว เหล่าชนชั้นสูงผู้มีอำนาจที่ เดินเข้าๆ ออกๆ อย่างสงบก็เหมือนทองคำแท่งหยวนเป่า*(ทองคำหรือเงินที่ทำเป็นรูปรองเท้า) ที่เอาชนะพวง เหรียญทองแดงนับหมื่นที่กระทบกันเกรียวกราวได้โดยไม่ต้องส่งเสียงเลย

      ค่ำวันนี้ผู้จัดการหอไหวหย่าต้วนเอ้อร์เจี่ยก็กำลังจ้องมองทองคำบริสุทธิ์แท่งโตสีสวยงดงามอยู่พอดี

      ต้วนเอ้อร์เจี่ยเคยเป็นนางคณิกาเลื่องชื่อ พออายุมากสังขารร่วงโรยก็รับหน้าที่จัดแต่งอาคารดูแลนางโลมในหอความที่เกลือกกลั้วอยู่ในวงการมานานปี ดวงตาทั้งคู่จึงคมกริบร้ายกาจยิ่งนัก แค่เห็นบุคลิกและเงินที่แขกจ่ายมาก็ไม่กล้ามองข้ามสกุลต้วนของนางเลี้ยงดูหญิงงามมากมาย ในบรรดานั้นที่โด่งดังที่สุดคือชิงเถียน ซีจู ทั้งสองล้วนครอบครองห้องหับในหอด้านหลังคนละหลายห้อง แขกเหรื่อที่มาส่วนใหญ่ล้วนถูกรั้งให้รออยู่ที่ห้องข้างมีเพียงแขกสำคัญจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่ได้รับการต้อนรับเข้าห้องส่วนตัวของพวกนางทันที

      “ท่านเฝิงจากจวนเจ้าพระยามีตั๋วงานมา ชิงเถียนจึงออกไปรับงาน นอกแต่อีกไม่นานก็น่าจะกลับมาได้แล้ว ท่านสามนั่งพักสักครู่”

‘ท่านสาม’ ก็คือฉีเซอนั่นเอง จมูกเขาโด่งเป็นสัน เครื่องหน้า คมคาย สีหน้าไร้ความรู้สึกยิ่งกว่าวันก่อนอีก แต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สวมเสื้อทองคำปักลายเมฆาล่อง สายรัดเอวลายมังกรไร้ เขาประดับงาช้าง มองปราดเดียวก็ทราบว่าฐานะไม่ธรรมดา เขานั่งลงข้างโต๊ะเครื่องหอมที่จัดวางกระถางทองแดงโบราณ ถามเหมือนไม่ใส่ใจนัก

      “ตอนนี้แม่นางชิงเถียนมีแขกกี่คน”

      ต้วนเอ้อร์เจี่ยโบกมือเป็นสัญญาณให้เหล่าสาวใช้ล่าถอยออกไป ก่อนลงมือจัดชามผลไม้ตามฤดูกาลสิบใบกับกล่องขนมสองชั้นด้วยตัวเอง

      “มีลูกค้าเก่าราวสามสี่รายเท่านั้น”

      “ปกติยุ่งนักหรือ”

      “ไม่ยุ่งได้อย่างไร นับว่ายุ่งวุ่นวายอย่างยิ่งว่ากันแค่สองวันนี้ก็ได้ วันก่อนแขกในจวนท่านเจ้าพระยาเฝิงเชิญไปแข่งหมากรุกด้วย เมื่อวานไปรินสุราที่จวนท่านผู้ตรวจการฉิว เมื่อคืนก็ติดตามรับรองแขกถึงบ้านอีกสองราย เช้าตรู่วันนี้จึงค่อยกลับมาโอหลายวันก่อนบุตรชายใต้เท้าแห่งจวนเสนาบดีก็เชิญไปร่วมงานชุมนุมภาพเขียน จนตอนนี้ยังไม่ได้จัดเวลา

      วันนี้ท่านสามนับว่ามาได้จังหวะพอดี”

      ที่จริงทั้งผู้พูดผู้ฟังล้วนรู้อยู่แก่ใจ หากไม่ใช่เพราะทองคำสองแท่ง ใหญ่ค่าน้ำชาที่จ่ายตอนเข้าประตู กับกำไลประดับมุกมณีที่เป็นของขวัญพบหน้า เกรงว่ารอชั่วชีวิตก็ไม่มีทาง ‘บังเอิญ’ ปานนี้ ฉีเซอลอบยิ้มผาย มือขวาที่สวมแหวนหยกขาวลง

      “ท่านนั่งเถิด แม่นางชิงเถียนแต่เล็กมาก็ติดตามท่านหรือ”

      “ใช่ พูดถึงเด็กคนนี้...ท่านสามเชิญดื่มชาก่อน นี่เป็นชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยาเก็บใหม่” ต้วนเอ้อร์เจี่ยนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยๆ ข้างเท้าของแขก ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “ซีจูกับนางเข้ามาที่นี่ในช่วงไล่เลี่ยกัน ซีจูเป็นคนในครอบครัวขุนนางต้องโทษสตรีเช่นนาง พวกเราไม่กล้าวุ่นวายมากความ เพราะเกรงว่าวันหลังบ้านนางอาจถูกรื้อคดีขึ้นมาแก้ใหม่ ส่วนชิงเถียน หรือ เป็นมารดาแท้ๆ ของนางขายเข้ามาเอง ตั้งแต่เล็กก็นิสัยดื้อรั้น ถูก ทุบตีไปไม่น้อย แทบถูกตีตายก็หลายครั้ง”

      ฉีเซอรับจานรองถ้วยชาทำด้วยเงินสลักลายมา แต่ไม่แตะเลย แม้แต่คำเดียว แค่ใช้นิ้วไล้ถ้วยหยกใบน้อยบนจานเล่นสีหน้าท่าทางเริ่มฉายแววสนอกสนใจ

      “อ้อ?”

      ต้วนเอ้อร์เจี่ยดึงผ้าเช็ดหน้าที่ยัดไว้ตรงกำไลข้อมือออกมากวัดไกวไปทางด้านนอก

      “ปากตรอกมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ร้านหนึ่งในร้านมีเด็กช่างตัดเย็บ คนหนึ่งที่หนีภัยอดอยากมากับพ่อแม่ ตอนอายุได้เจ็ดแปดขวบพ่อแม่ก็ ตาย ร้านตัดเสื้อรับเลี้ยงเขาไว้เป็นลูกศิษย์ ปีนั้นเด็กช่างตัดเย็บอายุได้สิบสาม อาจารย์เขามาตัดเสื้อให้ชิงเถียนที่หอไหวหย่าของพวกเรา ว่าไปแล้วก็อาจเป็นพรหมลิขิตเด็กทั้งสองแค่เห็นหน้าก็สนิทสนมเหมือนคบกันมานานปี ตอนหลังชิงเถียนเริ่มรับแขก แต่พอลับหลังข้าที่เป็นแม่นางกลับเอาของมีค่าที่แขกให้ไว้ส่วนตัว ไปประเคนเลี้ยงดูเด็กช่างตัดเสื้อนั้น จนหมดสิ้น ทั้งเสื้อผ้า การกินอยู่การเดินทาง ค่ากราบอาจารย์ขอเล่าเรียน พอข้ารู้เรื่องก็เฆี่ยนตีนางอย่างรุนแรง จับตามองนางอย่างเข้มงวดกว่าเดิม แต่ใครจะไปนึก ว่านางเด็กปีศาจกลับนำกลอุบายชั่วร้ายจากบทงิ้วไปสอนเจ้าเด็กนั่นให้มันเอาก้อนหินใส่หีบเงินสองหีบจนเต็ม แล้วป่าวประกาศว่ามีลาภลอย ขนหีบเข้ามาในหอเราอย่างโอ่อ่า จากนั้นนางก็เอาเงินทองเครื่องประดับมีค่าของตัวเองให้เด็กนั่นใส่หีบนำออกไป

 

      พอเรื่องแดงขึ้นมาข้าแค้นเคืองแทบตายอดไม่ได้ต้องตีนางอีกยกใหญ่ โยนนางเข้าห้องเก็บฟืนขังไว้ให้อดอยากอีกสามวัน นางเด็กหัวดื้อชีวิตน้อยๆ แทบรักษาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมวิงวอนขอร้องสักคำเดียว หลายปีผ่านไป ข้าตีนางก็แล้วด่านางก็แล้ว สุดท้ายจนปัญญาจริงๆ ได้แต่ลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง จะอย่างไรนางก็หาเงินได้เก่งกาจ เรื่องอื่นๆ นางอยากโง่ก็ปล่อยนางโง่ไป แต่สุดท้าย...เฮอะ ต้องยอมรับว่านางเด็กชิงเถียนของพวกเราสายตาแหลมคม เด็กช่างตัดเสื้อจรจัด อายุสิบกว่าขวบยังไม่รู้จักหนังสือเท่าใด แต่ผ่านไปไม่กี่ปี กลับสอบได้เป็นจู่เหริน* (หมายถึงผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล) สอบ ประจำฤดูใบไม้ผลิ**(สอบประจำฤดูใบไม้ ผลิ หรือเรียกอีกอย่างว่าฮุ่ยซื่อ เป็ นการสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศ จัดสอบที่เมืองหลวง มีกรมพิธีการเป็นผู้จัดสอบ) ปีนี้ยิ่งได้ลำดับที่หนึ่ง เป็นจอหงวนที่ฮ่องเต้ทรงจรด พู่กันคัดเลือกด้วยตัวเอง ชื่อว่าเฉียวอวิ้นเจ๋อ!”

      นักศึกษาทั้งหลายต้องสอบถงเซิงซื่อ (สอบระดับต้น) เซียงซื่อ (สอบระดับมณฑล) และฮุ่ยซื่อ (สอบระดับประเทศ) ให้ผ่านก่อนจึงสามารถเข้าวังต้องห้ามไปร่วมสอบเตี้ยนซื่อ (สอบหน้าพระที่นั่ง) เพื่อคัดเลือกจอหงวนได้ ผู้ที่จัดสอบเตี้ยนซื่อคือ ‘ตู๋จ้วนต้าเฉิน (ข้าหลวงผู้ใหญ่ตรวจคำตอบ)’ ถ้าถูกใจม้วนกระดาษคำตอบของผู้ใดก็จะวงเครื่องหมายไว้บนม้วนคำตอบนั้น สุดท้ายคัดเลือกมาสิบฉบับวางฉบับที่มีสัญลักษณ์ วงกลมมากที่สุดไว้เป็นอันดับแรก นำขึ้นถวายพร้อมกัน ปีนี้ข้าหลวงใหญ่ตรวจคำตอบมีทั้งหมดแปดคน เนื่องจากฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ท่านอ๋อง ผู้สำเร็จราชการต้องเข้ามาจัดการแทน จึงเป็นฉีเซอนั่นเองที่เปิดผนึกชื่อ ผู้สอบบนม้วนคำตอบฉบับแรกซึ่งมีวงกลมแปดวง ใช้พู่กันประจำพระองค์ ขีดตำแหน่งจอหงวนให้เฉียวอวิ้นเจ๋อ

      จากนั้นจู้อีชิ่งผู้เป็นจั้วซือของเฉียวอวิ้นเจ๋อก็เชื้อเชิญเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ไปร่วมงานเลี้ยงขอบคุณ และที่นั่นเองที่เขาได้พบกับชิงเถียน ฉีเซออัศจรรย์ใจ พู่กันแต้มชาดสีแดงดั่งโลหิตด้ามหนึ่ง ไม่ทราบตวัดวาด ไปมาอย่างไร สุดท้ายเลือกคำตอบที่ชื่อ ‘ชิงเถียน’ บนข้อสอบแห่งโชคชะตามาให้เขาได้ เขาจำความตื่นเต้นหวั่นไหวตอนเห็นชิงเถียนครั้งแรกได้ดี ว่ากันตามจริงตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่ได้ลิ้มรสความตื่นเต้นหวั่นไหวของชายหนุ่มที่เจอหน้าหญิงงามแค่ครั้งเดียว แต่เมื่อเขาพบชิงเถียน นั่นมิใช่ชายพบหน้าหญิง แต่คล้ายเป็นคนธรรมดาที่ได้พบเทพจำแลง ภูเขาไฟกับคลื่นมหาสมุทรตะวันกลางทะเลทรายกับพายุบนธารน้ำแข็ง ความรู้สึกที่นางนำพามาให้เขารุนแรงถึงปานนั้น ขณะที่นางเข้าใจว่าความงามของตนไม่อาจโยกคลอนเขาแม้สักน้อยนิด เขากลับกำลังควบคุมเลือดลมที่ระอุรุนแรงอย่างยากลำบาก และรู้สึกขัดเขินอย่างยิ่งด้วย ตอนอยู่ในงานเลี้ยงจึงไม่อาจไม่เบนสายตาออกห่าง แต่เมื่อนางอยู่ใต้แสงโคมสีเลือด แหงนเงยขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความรักจนงมงาย ฉีเซอก็เข้าใจเขาเลี่ยงจนไม่อาจเลี่ยงได้อีกแล้ว คืนนั้นเขาไม่ได้หลับเลยทั้งคืน ตั้งแต่อายุสิบหกเป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหนุนหมอนนึกถึงใครบางคน แล้วยิ้มอยู่เงียบๆ...เขายังนึกถึงเรื่องตลกเรื่อง ‘กลอนโง่เขลา’ ของนางตลอดเวลา

      ในหอคณิกา ฉีเซอยิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง ก้มมองต้วนเอ้อร์เจี่ย

      “ข้าเข้าใจแล้ว ความหมายของท่านคือจะไม่รับการค้ารายนี้ของข้า”

      ต้วนเอ้อร์เจี่ยหัวเราะ ยัดผ้าเช็ดหน้าเข้าไปในวงกำไลใหม่

      “ท่านสามเข้าใจวงการเราจริงๆ บอกกับท่านตามตรง ชิงเถียน เลี้ยงดูคุณชายเฉียวมาหลายปี คนในตรอกไหวฮวาล้วนทราบ แต่ไม่ยอมแพร่งพรายออกไปภายนอก แม้แต่อาจารย์เพื่อนนักศึกษาของคุณชาย เฉียวก็เข้าใจว่าเงินทองของเขา เป็นญาติร่ำรวยจากแดนไกลส่งมาช่วยเหลือ หากมีใครได้ยินข่าวลือเข้า แล้วมาถามตัวชิงเถียนเอง นางก็จะบอกเพียงว่าคุณชายเฉียวเป็นแขกคนหนึ่งของนางเท่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษใด นี่เพราะอะไรหรือ... นางโลมไม่รับเงินแต่กลับเป็นผู้จ่าย ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงของกวานเหรินที่นำเงินตัวเองไปเลี้ยงดูแขก เท่ากับทุบยี่ห้อตัวเองทิ้งชัดๆ หากแขกคนอื่นที่จ่ายเงินให้นางรู้เข้า ใครจะยอม ทำการค้ากับกวานเหรินนางนี้อีก ฉะนั้นชิงเถียนกับจอหงวนเฉียวของ พวกเราจึงพากันเล่นละครเรื่อง ‘อวี้ถังชุน’* (อวี้ถังชุน’ เดิมเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะ ภายหลังมีคนนำไปเขียนเป็นนิยายและบทละครงิ้วแบบคุนฉวี่ สมัยราชวงศ์ชิงมี ปรากฏเป็นงิ้วแบบฮวาปู้ล่วนถานด้วย ภายหลังปรับเปลี่ยนเป็นบทละครงิ้วแบบปักกิ่ง เนื้อเรื่องเล่าถึงความรักระหว่างซูซาน (อวี้ถังชุน) นางโลมผู้โด่งดัง กับคุณชายหวังจิ่งหลง เน้นเรื่องความซื่อสัตย์มั่นคงต่อรักแท้ของหญิงคณิกา) หลายปีมานี้แขกของนางล้วน ไม่ทราบเรื่อง ที่ข้าบอกเรื่องนี้ต่อท่านสามทันทีก็เพราะ...โอ...เห็นชัดๆ ว่าคู่รักคู่หนึ่งฟันฝ่าอุปสรรคมาจนใกล้ได้ลืมตาอ้าปากแล้ว รอแค่คุณชาย เฉียวเข้ารับตำแหน่งเป็นข้าราชการเท่านั้น ลูกสาวข้าก็จะไถ่ตัวออกไปเป็นฮูหยินท่านจอหงวน ข้าสัญญากับนางไว้แล้ว แขกเหรื่อขาประจำที่ ยังอายุน้อยอยู่นั้น นางยังต้องรับรอง แต่แขกหน้าใหม่นางสามารถปฏิเสธได้อย่างเต็มที่ ข้าอยากรับลูกค้าอย่างท่านสามก็จริง แต่บุตรธิดาเติบใหญ่ย่อมไม่อยู่ใต้อำนาจมารดาอีกสักครู่ชิงเถียนกลับมา ถ้าสำเร็จท่านก็อย่าได้ยินดีไป หากไม่สำเร็จ โปรดอย่าโทษว่าตำหนิ”

      มีคำพูดประโยคหนึ่งว่า ‘นางโลมรักรูปโฉมหล่อเหลา แม่เล้ารัก เงิน’ ต้วนเอ้อร์เจี่ยแม้รับปากชิงเถียนว่าจะไม่รับแขกเพิ่มอีก แต่พอเห็นแขกกระเป๋าหนักอย่างท่านสาม ไหนเลยตัดใจได้ ดังนั้นจึงรับค่าน้ำชามาก่อน จากนั้นค่อยเล่าเรื่องน่าอับอายเปิดบทสนทนา หากมองในแง่ดีคือ นางมีใจต้องการปกป้อง มองในแง่ร้ายก็เหมือนอวดโอ่ ว่าธิดาบุญธรรมของนางโดดเด่นเหนือธรรมดาคิดโก่งราคาค่าตัว

      กับความคิดอ่านอันรอบคอบของต้วนเอ้อร์เจี่ยนี้ ฉีเซอเพียงยิ้ม ตอบเล็กน้อย

      “หากแม่นางชิงเถียนพูดว่า ‘ไม่’ เพียงคำดียว ข้าจะถอนเท้าจากไปทันทีไม่พิรี้พิไรแน่นอน”

      “นั่นก็ไม่ได้ จะอย่างไรท่านมาถึงที่ให้จากไปทันทีได้อย่างไร ข้ายังมีบุตรสาวอีกคนชื่อซีจู ชื่อเสียงนางก็โด่งดังเหมือนกัน เป็นรองจอหงวนบุปผา ท่านสามย้ายไปฟังเพลงที่ห้องนางสักสองเพลงค่อยๆ ดื่มชาสักมื้อ ก็ไม่นับว่ามาเสียเที่ยวเปล่าแล้ว” ขณะที่ต้วนเอ้อร์เจี่ยกำลังกรีดมือ วาดท่าเป็นการใหญ่ สุ้มเสียงร่าเริงสดใสก็ดังขัดขึ้น

      “นี่ ข้ากลับมาแล้ว!”

      ชิงเถียนเพิ่งกลับถึงหอ นางสวมเสื้อตัวยาวปักไหมทอง กระโปรง บานพลิ้วทรงใบบัว สีน้ำเงินเข้มมัวราวกับหยก เดินนำเหล่าสาวใช้มาหยุดอยู่ที่หน้าประตู แต่พอเห็นฉีเซอที่อยู่ในห้อง สมองก็ลั่นอึงอล เหงื่อเย็น เยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ขณะจะคุกเข่าคารวะ ก็เห็นชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ชิงเถียนเข้าใจทันที เปลี่ยนเป็นย่อเข่าทำความเคารพแทน ทักเขาว่า

      “ท่าน...ท่านสาม”

      วันที่จัดเลี้ยงเสนาบดีกรมพิธีการจู้อีชิ่งออกคำสั่งปิดปากทุกคนไว้แต่แรก เรื่องนี้จึงเป็นความลับสุดยอด แม้แต่ซีจูที่อยากป่าวประกาศเรื่องราวน่าอับอายของชิงเถียนไปให้ทั่วก็ยังไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง ดังนั้นต้วนเอ้อร์เจี่ยจึงไม่รู้เรื่องเลย ตอนนี้พอเห็นทั้งสองท่าทางเหมือนรู้จักกันมาก่อน ก็ชะงักไป

      “อ้อ ที่แท้ก็คนรู้จัก อย่างนั้นข้าไม่พูดอะไรมากแล้ว”

       นางหันไปปั้นยิ้มบอกลาฉีเซอ ก่อนหันมาชักสีหน้าสั่งงาน

      “มู่อวิ๋น เจ้าเสียสติหรือ ยืนทื่ออยู่ตรงนั้นทำอะไร ยังไม่รีบประคองแม่นางเข้าห้องอาซ้อวัง ไปยกน้ำแกงเม็ดบัวเกล็ดหิมะเข้ามา ท่านสามนั่งลงก่อน สักครู่ถ้าหิวแล้ว แค่สั่งให้ชิงเถียนตะโกนเรียกอาหารมาสัก หลายจาน ปรนนิบัติท่านรับประทานที่นี่เลยก็ได้”

       ในห้องอลหม่านวุ่นวายกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คนอื่นๆ จะสลายตัว ฉีเซอรั้งสายตาที่กำลังพิจารณาภาพวาดลายมือของหมี่หยวนจาง* (จิตรกร กวี และนักคัดลายมือสมัยราชวงศ์ซ่งบนฝาผนังห้องที่ตกแต่งอย่างงดงามมาที่ตัวชิงเถียน ดวงตาทั้งสี่ข้างพอประสานสบเขาก็สัมผัสได้ถึงความลุ่มหลงครอบงำจิตใจชนิดนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้หลบตา...เขาจนปัญญาจะเบนสายตาออกจากร่างนางแล้ว ต้องเหม่อมองนางราววิญญาณหลุดลอยจากร่าง อดยิ้มออกมาไม่ได้

       “ทำเจ้าตกใจหรือ”

       เดิมทีชิงเถียนหัวใจเต้นระทึกอย่างรุนแรง แต่พอเห็นท่านอ๋อง ผู้สำเร็จราชการปลอมตัวมาเยือนถึงบ้าน ไม่ได้มีท่าทีเย็นชาเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ ทั้งยังมองนางด้วยสายตาอย่างนั้น...นางย่อมรู้จักความงามของตนเองดี และรู้จักอำนาจของความงามด้วย...ใจที่เต้นแรง แทบกระดอนขึ้นมาถึงลำคอจึงผ่อนคลายลงทันที ปั้นหน้าซื่อบริสุทธิ์น่ารักยิ่งนัก ส่งน้ำแกงหวานชามหนึ่งไปให้

หนังสือแนะนำ

Special Deal