บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา(หน้า 2)

      “ท่านผู้นี้ความจริงนับว่าเป็นคนสกุลหวังครึ่งหนึ่งเหมือนกันถกถึง ลำดับรุ่น ไทเฮาตะวันออกยังต้องเรียกเขาว่าญาติผู้พี่ มารดาผู้ให้กำเนิด เขาคืออดีตหวังฮองเฮา (ฮองเฮาที่มาจากสกุลหวัง) อาหญิงของหวังไทเฮา ในปัจจุบัน สมัยนั้นหวังฮองเฮามีบุตรชายคนนี้คนเดียว นับเป็นองค์ชาย ลำดับที่สาม เดิมควรได้สืบราชบัลลังก์เพราะเป็นโอรสของมเหสีเอก แต่อดีตฮ่องเต้ไม่ชมชอบที่องค์ชายสามพิกลพิการ จึงยกตำแหน่งให้องค์ชาย ใหญ่ที่ถือกำเนิดจากมเหสีรองหรือก็คือฮ่องเต้องค์ก่อนแทนฮ่องเต้องค์ก่อนครองราชย์อยู่สี่ปีก็จับน้องชายคนที่สามกักบริเวณอยู่สี่ปี ภายหลัง ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงพระประชวรสวรรคต เผ่าตาตาร์ของมองโกลฉวย โอกาสยกทั พรุกรานชายแดน ราชสำนักรบแพ้ ติดๆ กันกลับต้องขอบคุณนักโทษกักบริเวณผู้นี้ ที่สมัยเยาว์วัยเคยไปเป็นตัวประกันอยู่ที่มองโกล รอบรู้เรื่องการจัดทัพของมองโกลเป็นอย่างดีแต่งเกราะออกนำทัพด้วยตัวเอง พลิกสถานการณ์จนกลับเป็นฝ่ายมีชัยไทเฮาตะวันตกรอจนเขา รบชนะกลับมาก็ประทานลาภยศอย่างใหญ่โต ผูกมิตรไว้คานอำนาจกับ พระญาติสกุลหวัง คิดจะให้เขาค้ำจุนฮ่องเต้พระองค์น้อย สนับสนุนฝ่ายราชวงศ์ขึ้นมา”

       “อ้อ” สาวใช้น้อยนั้นคลายมือทั้งคู่ออก แต่กลับสูดลมหายใจอย่าง หนาวเหน็บเข้าไปแทน “ที่แท้เขา...”

      “ไม่ผิดดอก ไม่ใช่แซ่ ‘หวัง’ แต่มีฐานะเป็น ‘หวัง (อ๋อง)’ ไม่ใช่ ‘หวังซานเย่ (ท่านสามสกุลหวัง)’ แต่เป็น ‘ซาน-หวัง-เย่ (ท่านอ๋องสาม)’ ต่างหาก” ซีจูหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าชิงเถียน ลูบไล้ไปตามไหมทองบนแขน เสื้ออีกฝ่าย ใบหน้าฉายชัดว่ามีความสุขบนความทุกข์คนอื่นโดยไม่คิด ปิดบัง “พี่หญิง หากท่านมาตรงตามเวลา ก็จะได้ยินใต้เท้าจู้กำชับพวกเรา อยู่ก่อน ว่าคราวนี้ท่านสามจะพรางตัวมาอย่างสามัญชน แต่น่าเสียดาย

      พี่หญิงเป็นจอหงวนบุปผา เอะอะก็มักวางท่าทำมาสาย จึงไม่ได้ยินอะไร ทั้งสิ้น ที่จริงไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่พอเห็นอีกฝ่ายลวงว่าแซ่หวัง ก็ปักใจว่า ต้องเป็นคนสกุลหวังฝ่ายตงฉ่างแน่ ไม่นึกเลยว่าท่านคิดจะอวดฉลาด แต่กลายเป็นขยายความโง่เขลา พวกมีตาแต่ไร้แววที่เคยยกเอาความอัปยศ ของมังกรที่ถูกกักในบ่อมาล้อเลียนลับหลัง ตอนนี้ก็ถูกประหารทั้งตระกูล กันไปหมดแล้ว วันนี้พี่หญิงกล้าเย้ยหยันเขาโดยเปิดเผยไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีจุดจบสถานใด”

      หลวนถงอีกผู้หนึ่งที่ดูมีประสบการณ์มากกว่ารีบกระตุกห่วงคู่ถัก จากไหมทองวาววับที่ห้อยอยู่กับกระโปรงนาง เอ่ยอย่างปลอบประโลม

      “อย่าไปฟังแม่นางซีจูพูดจาล้อเล่น แม่นางชิงเถียนไม่ต้องกังวล ก่อนเริ่มงานเลี้ยงใต้เท้าจู้กำชับกำชาอยู่หลายรอบบอกว่าเรื่องที่ท่านสาม เข้าร่วมงานเลี้ยงวันนี้ ห้ามพวกเราแพร่งพรายแม้แต่ครึ่งคำพวกเจ้า ได้ยินกันหรือไม่ แต่ถ้าอยากตอแยให้เป็นภัยถึงชีวิต อย่างนั้นก็ป่าว ประกาศออกไปได้เต็มที่” เขากวาดตามองเหล่าคนรับใช้ในห้อง กล่าวเตือนสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นก็หันกลับมาเอ่ยเบาๆ กับชิงเถียน “หรือ ก็คือพวกเราไม่เคยได้พบท่านสามเลย ในเมื่อไม่เคยได้พบไหนเลยล่วงเกินได้ อีกอย่างเดิมทีแม่นางก็ผิดพลาดโดยไม่มีเจตนา ท่านสามต้องไม่ ลดตัวลงมาเอาเรื่องเอาราวกับคนอย่างพวกเรา เพียงแต่...” เขาถอนหายใจเหลือบมองเฉียวอวิ้นเจ๋อที่นิ่งเงียบมาตลอด

      ซีจูหัวเราะคิกคักอีกรอบยกสองแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าหอมจัดยื่นเข้าหาชิงเถียนแต่ดวงตาคู่งามกลับจ้องตรงไปที่เฉียวอวิ้นเจ๋ออย่างเวทนา

      “ใช่แล้ว จอหงวนเฉียวท่านเป็นคนส่ใบบอกเชิญพี่หญิงชิงเถียนมา บัญชีแค้นคราวนี้ดูท่าคงจดไว้ที่ตัวท่าน ท่านลำบากลำบนอ่าน

      หนังสือมาเป็นสิบปี สอบเข้าเป็นขุนนางได้อย่างยากลำบาก ได้ใต้เท้าจู้ ผู้จัดสอบมาเห็นคุณค่าในตัวท่าน ยอมฝ่าฝืนธรรมเนียมมาสนับสนุนท่าน เดิมทีท่านควรก้าวหน้ายิ่งใหญ่ แต่ไม่นึกเลยว่าปากเดียวของพี่หญิง ชิงเถียน จะล่วงเกินพระปิตุลาผู้สำเร็จราชการผู้มีความดีความชอบยิ่งใหญ่ มีอำนาจเหลือล้นเข้า ก่อเรื่องให้ท่านชนิดพลิก ฟ้า ดิน!”

      ท่ามกลางเสียงแหลมเล็กของซีจู ในที่สุดชิงเถียนก็เริ่มหวาดหวั่น ขวัญสะท้าน เบนสายตาไปหาเฉียวอวิ้นเจ๋อบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาคมคาย ผู้นั้นยังคงยืนอยู่หน้าประตูอย่างเลื่อนลอย เอวยังคงค้อมลงต่ำคล้าย กำลังแบกรับเภทภัยน้ำหนักมหาศาลที่ร่วงลงมาจากฟ้า

      สายลมอบอุ่นหอบหนึ่งพัดมาจากนอกหน้าต่างม้วนพาเอาแสง ตะวันเจิดจ้าของเดือนสี่เข้ามาด้วย

      ไม่นานนักเงาก็ทอดตัวเหยียดยาวช่วงบ่ายผ่านพ้น

      สิ่งแรกที่เห็นคือกระเบื้องเขียวกำแพงแดงยาวเหยียดสุดสายตาวังจักรพรรดิอันสูงสง่า...วังต้องห้าม

      จากนั้นจึงเห็นตำหนักกว้างขวางใหญ่โตแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางวังหลวงบนแผ่นป้ายพื้นสีน้ำเงินที่วางขวางอยู่มีตัวอักษรมงคลขนาดใหญ่สามตัว...ฉือหนิงกง (วังสงบปรานี)

      ตัวเรือนตำหนักเรียงสลับซับซ้อนบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนหยัดกับที่ ‘ท่านสามสกุลหวัง’ ที่สูงส่งสง่าในงานเลี้ยงตอนนี้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดลำลองของเชื้อพระวงศ์ลายแปดมณีบนเกลียวคลื่น

      “กระหม่อมฉีเซอ ถวายพระพรเซิ่งหมู่ฮองไทเฮา”

      เสียงเสนาะหูลี้ลับเสียงหนึ่งดังมาจากหลังม่านทองคำปักลายห้าสี

      “พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการมิต้องมากพิธีจ้าวเซิ่งอวี้หมิงอยู่ปรนนิบัติที่นี่ คนอื่นออกไปนอกระเบียงให้หมด”

      คนที่เหลือสลายตัว เหลือเพียงขันทีผู้หนึ่งกับนางกำนัลอีกนางหนึ่ง พวกเขาเดินออกไปนอกห้องหับ จากนั้นปิดประตูลง

      กระทั่งหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ผ่านพ้น ประตูจึงได้เปิดขึ้นอีกครั้ง ฉีเซอ เดินออกมาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกในมือมีม้วนแพรสีเหลืองเพิ่มขึ้นอีก ม้วนหนึ่ง

      “เตรียมเกี้ยว ไปหาน้องสี่ จวนเต๋ออ๋อง”

      วันนี้ใกล้สิ้นสุดแล้ว อาทิตย์สนธยาคล้อยลงทางทิศตะวันตก

      แสงอัสดงสาดส่องเข้ามาในตำหนักบรรทมของจวนเต๋ออ๋อง ฉีเซอใช้มือประคองม้วนแพรเหลืองก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม

      “เซิ่งหมู่ฮองไทเฮามีพระกรุณาประทานผ้าแพร*(คำว่าประทานผ้าแพรนี้อาจหมายถึงมอบแพรพรรณให้จริงๆ ก็ได้ หรือประทานผ้าแพรให้ทำอัตวินิบาตกรรมก็ได้)

      ร่างของเต๋ออ๋องฉีเฟิ่นที่นั่งอยู่กลางห้องถูกเงาผู้ มาเยือนทาบกลืนหมดสิ้น สีหน้าแววตาหดหู่อ่อนล้าดวงตาลึกโหลทั้งสองข้างไหววูบเป็น ประกายหม่นมัวส่งเสียงแค่นหัวเราะ

      “ในที่สุดก็มาแล้ว กล่าวโทษอะไรข้า”

      “ใฝ่สูงเกินศักดิ์” ฉีเซอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย ท่าทีเนิบนาบมั่นคง “จวนเต๋ออ๋องลอบจัดวางเต่าทองแดง กระเรียนทองแดง เหมือนในวังหลวง ลอบสะสมหยกมณีล้ำค่า ถึงกับมีขนาดใหญ่กว่า มณีประดับมหามงกุฎ โอหังบังอาจเจตนาที่มีถึงโทษประหาร”

      “เหลวไหล! จวนของข้ามีเต่าทองแดง กระเรียนทองแดงตั้งแต่ เมื่อใดมีหยกมณีอะไรกัน?!”

 

      ฉีเซอเบี่ยงหลบไปด้านข้างครึ่งก้าว ข้าทาสบริวารที่ตามหลังเขาก็เดินเรียงแถวเข้ามาลำเลียงเอาของประดับตกแต่งที่หวงห้ามไว้เฉพาะในราชสำนักถาดเคลือบบรรจุไข่มุกอัญมณีจนเต็มวางเรียงรายไว้รอบตัวฉีเฟิ่น จากนั้นก็แยกย้ายจากไปราวภูตพราย

      “ตอนนี้มีแล้ว” ฉีเซอประกาศ ฉีเฟิ่นกวาดตามองรอบข้างอย่างไม่อยากเชื่อเนื้อตัวขดงอสั่นสะท้าน ก่อนคุกเข่าลงกอดสองขาฉีเซอไว้

      “เจ้าสาม...พี่สาม ข้าผิดไปแล้ว น้องสี่ผิดไปแล้ว! สมัยก่อนตอนท่านกับฮ่องเต้องค์ก่อนแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทข้าไม่ควรช่วยเขาตอนหลังท่านถูกกักบริเวณหลายปี ข้าก็ไม่ควรกลั่นแกล้งท่านอย่างนั้น แต่ท่านเองก็ขังข้าไว้หลายปีเช่นกันไม่ใช่หรือท่านดูสภาพน่าอนาถของข้า ทุกวันนี้ ไม่มีด้านใดไม่ย่ำแย่ไปกว่าท่านเมื่อครั้งก่อนท่านไว้ชีวิตข้าเถอะ!”

      ฉีเซอก้มมองอย่างเย็นชา

      “เชิญเต๋ออ๋องรับพระเสาวนีย์เซิ่งหมู่ฮองไทเฮา”

      เห็นใบหน้าฉีเฟิ่นค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละส่วน เขาขบริมฝีปากสั่นระริก ปัดม้วนแพรเหลืองนั้นพลิกร่วงกระโดดขึ้นคำรามก้อง

      “เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาใดกัน จันสี่เหอนางแพศยา! เพื่อคานอำนาจหมู่โฮ่วฮองไทเฮาและสกุลหวังพระศพฮ่องเต้องค์ก่อนยังไม่ทันเย็น นางก็ลักลอบมีสัมพันธ์ต่ำช้ากับเจ้าร่วมมือกันทั้งภายนอกภายในหลายปีมานี้ อำนาจของพวกเจ้าใหญ่โตขึ้นทุกวันข้าหลวงกรมพิธีการรายหนึ่งแค่วิจารณ์ประโยค ‘กำแพงมีต้นฉือ’* (จากหนังสือ ‘ตำราซือจิง หมวดยงเฟิง บทเฉียงโหย่วฉือ’ ความว่า “กำแพงมีต้นฉือ (พืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีหนาม ไทย เรียกหนามกระสุน) ไม่อาจปัดกวาด คำพูดฝ่ายในไม่อาจแพร่งพราย หากแม้นแพร่งพรายล้วนเป็นคำพูดหยาบช้า...” เป็น โคลงเสียดสีองค์ชายแคว้นเว่ยที่ลักลอบเป็นชู้กับสนมของบิดาตัว ภายหลังคำ“กำแพงมีต้นฉือ” จึงมีนัยถึงข่าวฉาวใน วังหลวง)กับฮูหยินบนเตียง วันรุ่งขึ้นก็ถูกเนรเทศไปมณฑลซินเจียง สายลับหน่วยเจิ้นฝู่** (เป็นหน่วยงานหนึ่งในจิ่นอีเว่ยหรือกององครักษ์เสื้อแพร)ที่แทรกซึมไปทั่วของเจ้าสามารถอุดปากคนทั้งแผ่นดินได้ แต่อุดปากข้าได้หรือ ข้ากล้าบอกไว้เลย

      ถ้าจะว่าตำแหน่ง ‘พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ’ ของเจ้าได้มาจากผลงานด้านการรบมิสู้บอกว่าเปลืองเรี่ยวแรงบนเตียงชิงมาดีกว่า แม้แต่ ‘พระ เสาวนีย์’ ฉบับนี้ของเจ้าก็คงแลกมาจากการร่วมหลับนอนกับจันสี่เหอ เช่นกัน! เจ้าเป๋ลำดับสามเจ้าไม่คิดถึงฮ่องเต้องค์ก่อนก็ควรคิดถึงพระชายาที่ตายไปแล้วของเจ้าบ้างนางเป็นพี่สาวแท้ๆ ของจันสี่เหออย่าง เจ้านับว่าเป็นน้องสามีเล่นชู้กับพี่สะใภ้หรือพี่เขยลอบได้เสียกับน้องเมียกันแน่ พวกเจ้าไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ปานนี้แม้แต่นางโลมในตรอกไหวฮวายัง...”

      คำพูดยังไม่ทันขาดหาย ลำคอฉีเฟิ่นก็ถูกมือแข็งแกร่งข้างหนึ่งตะปบไว้แนบแน่นมืออีกข้างของฉีเซอคว้าคันธนูที่แขวนอยู่บนผนังลงมาสายธนูกระหวัดเกี่ยวลำคอฝ่ายตรงข้ามเสื้อผ้าช่วงไหล่พองนูนเพราะเกร็งกำลังใช้เรี่ยวแรงมหาศาลจวบจนกระทั่งมัดกล้ามเนื้อมัดนั้นคลายตัวลงปมที่ค้างในใจปมหนึ่งของเขาก็คล้ายได้คลายตัวไปด้วย

      เขาโยนคันธนูทิ้งไปด้านข้าง

      “โจวตวิน เหออู๋เหวย”

      ผู้ขานรับเป็นขันทีสองตากลมโตผู้หนึ่งกับองครักษ์พกดาบท่าทางองอาจหาญกล้าอีกผู้หนึ่งขันทีนั้นสะบัดแพรเหลืองผืนหนึ่งกางออกองครักษ์ก็รับร่างเต๋ออ๋องฉีเฟิ่นมาประคองไว้ รัดลำคอที่หักไปแล้วของอีกฝ่ายด้วยแพรยาวแขวนไว้กับขื่อ

      ถึงตอนนี้ฉากการฆ่าฟันระหว่างสายเลือดเดียวกันจึงได้ปิดม่านลง

      เป็นม่านแห่งราตรี

      แสงจันทร์กระจ่างอาบไล้อาคารงดงามสลับซับซ้อนของจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการ เสียงฝีเท้าม้าดังมาก่อนแต่ไกล จากนั้นจึงเห็นฉีเซอ

      ขับอาชาเข้ามาไม่เร็วไม่ช้าว่ากันตามเหตุผลท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมาถึงถนนหน้าจวนควรโล่งว่างแต่ฉีเซอชมชอบปกปิดฐานะเวลาเคลื่อนไหวชิงชังการป่าวร้องให้เปิดทางเป็นที่สุดดังนั้นจึงมีองครักษ์ในชุดลำลองเพียงสิบกว่านายขี่ม้าอารักขาอยู่ซ้ายขวาขบวนม้าเพิ่งมาถึงหน้าประตูจวน เงาคนสายหนึ่งพลันถลันออกจากมุมมืดสกัดขวางอยู่หน้าม้าของฉีเซอม้าตัวนั้นพอตื่นตระหนกก็ยกขาหน้าตะกุยขึ้นกลางอากาศ กระพรวนเงินของม้าส่งเสียงเกรียวกราวดังกังวาน ฉีเซอรั้งบังเหียนตวาด เบาๆ ม้าหมุนตัวเพียงตลบเดียวก็หยุดยืนมั่นคงเขาใช้ฝ่ามือยันร่างพลิกตัวลงจากหลังม้าท่วงท่าหมดจดสวยงาม แต่เมื่อสาวเท้าเข้ามาอีกสองก้าวเท้าขวาก็มีอาการกะเผลกให้เห็นเล็กน้อยเหล่าองครักษ์ผู้ติดตามตวาดด้วยความตระหนกโห่ร้องจะกลุ้มรุมทุบตีคนที่อยู่กลางถนนฉีเซอหรี่ตาตวาดห้ามไว้ น้ำเสียงเขาเน้นย้ำจนคำคำเดียวแฝงความหมายมากมาย

      “เจ้า...?”

      โคมไฟที่เหล่าองครักษ์ถือมาด้วยสาดส่องให้เห็นดรุณีเยาว์วัยนางหนึ่งสวมอาภรณ์รัดรึงคุกเข่าอยู่บนพื้น เสื้อกระโปรงล้วนเป็นสีขาว ผมยาวปล่อยสยายลงบนสองบ่า ใบหน้าสะอาดสะอ้านเย็นชาต่างจากเมื่อ กลางวันที่วาดแต่งอย่างประณีตเฉิดฉันราวคนละคนนางคลานเข่าไปยังแทบเท้าฉีเซอโขกศีรษะแล้วกล่าว

      “หม่อมฉันต้วนชิงเถียนกราบพบพระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ หม่อมฉันทราบดีว่างานเลี้ยงวันนี้พลั้งปากไป ก่อเป็นความผิดร้ายแรงไม่อาจให้อภัย เพียงแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใดกับคุณชายเฉียว วิงวอนท่านอ๋องพิจารณาด้วยปรีชาหากมีโทษทัณฑ์ใด หม่อมฉันยินดีรับไว้ด้วยชีวิต”

      ฟังถึงครึ่งประโยคหลัง ชายหนุ่มก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นจมูก

      “รับ ไว้ ด้วย ชีวิต? ชีวิตนางโลมผู้หนึ่ง มีค่านักหรือ”

      ชิงเถียนชะงัก ครุ่นคิดรอบหนึ่งก่อนตอบช้าๆ

      “สมัยราชวงศ์จิ้น คหบดีนามสือฉงจัดงานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อ สั่งให้นางบำเรอที่บ้านรินสุราแขกที่มากลับปฏิเสธถึงสามรอบสือฉงจึงสังหารนางบำเรอกลางงานเสียสามคน สมัยราชวงศ์ถังนายทหารหลัวฉิว ต้องการมอบแพรสีแก่นางบำเรอประจำกองทัพตู้หงเอ๋อร์ แต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่อนุญาต หลัวฉิวขุ่นเคืองจึงฆ่าตู้หงเอ๋อร์ทิ้ง สมัยราชวงศ์ซ่งแม่ทัพใหญ่หยางเจิ้งเลี้ยงนางบำเรอไว้ในจวนนับสิบคน เพียงไม่ถูกใจเล็กน้อยก็ถลกหนังโบยตีจนตาย ท่านอ๋องพูดถูกต้องอย่างยิ่ง

       ชีวิตนางโลม แต่ไหนแต่ไรก็ด้อยค่าราวมดปลวก อย่าว่าแต่หม่อมฉันเป็นเพียงคณิกาตามตรอกซอกซอยเทียบกับนางบำเรอในบ้าน ในค่ายทหาร ในรั้วในวัง ย่อมยิ่งสู้ไม่ได้ แต่ท่านอ๋องนับแต่โบราณมามีคำพูดกล่าวไว้ ‘มดปลวก ก็รักชีวิต’ ชีวิตของชิงเถียนแม้ไม่มีราคาค่างวด แต่ชีวิตใครใครก็รัก นับเป็นสิ่งที่หม่อมฉันเห็นว่าสูงส่งล้ำค่าที่สุดจากใจจริง วิงวอนท่านอ๋องอย่าได้รังเกียจ”

       ฉีเซอทอดสายตามองพื้น พยักหน้าเล็กน้อย

“เมื่อเป็นเช่นนี้ โทษของเจ้าคือกล่าววาจาจาบจ้วงตามกฎหมาย ให้เชือดสังขารทันทีลงดาบเฉือนเนื้อสามร้อยหกสิบดาบ ดาบแรกเฉือน ลิ้นดาบที่สองสามเฉือนยอดถัน ดาบที่สี่ห้าเฉือนหน้าอก ดาบที่หกถึง สิบเอ็ดเฉือนเนื้อที่ต้นขา ต่อไปเป็นไหล่ สองมือ นิ้วมือ สองเท้า นิ้วเท้า สะโพก หนังศีรษะ ใบหน้า...แต่ละแห่งเฉือนไปเพียงเล็กน้อยเท่าเกล็ด ปลา กระทั่งดาบสุดท้ายจึงแทงทะลุหัวใจ ตัดศีรษะเสียบประจาน”

       ชิงเถียนรู้สึกเสียงทุ้มต่ำไร้หัวใจของบุรุษหนุ่มผู้นี้คล้ายดาบทื่อๆ เล่มหนึ่ง แต่ละคำๆ ตัดแล่เนื้อหนังทั่วร่างของนางสีหน้าเขายังคงเย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนตอนที่นางได้เห็นเขาครั้งแรก คล้ายตวัดสายตามาแวบเดียวก็มองทะลุเปลือกนอกที่งามล้ำของนาง เมื่อเผชิญหน้ากับเขา นางก็เป็นเพียงซากโครงกระดูกที่แขวนอยู่บนความเป็นความตาย สูญเสีย ที่พึ่งพิงโดยสิ้นเชิง

หนังสือแนะนำ

Special Deal