บทที่สอง เส้าซือมิ่ง

“ฮ่าๆๆ...” เสียงหัวเราะแหลมสูงก้องดังทั่วห้องเจียวซื่อ หวังโฮ่วหัวเราะราวกับคนเสียสติ ท่วงท่าสุขุมงามสง่าอันเป็นลักษณะของหวังโฮ่วล้วนเลือนหายไปสิ้น เล็บยาวของนางจิกไหล่หมอหญิงจื้อ หัวเราะจนน้ำตาไหล “หมอหญิงจื้อ ทำได้ดี ทำได้ดี...เจ้าทำได้ดีกว่าที่ผู้น้อยคิดไว้เสียอีก ข้าจะตกรางวัลเจ้าอย่างงาม! ตกรางวัลเจ้าอย่างงาม!”

หมอหญิงจื้อคุกเข่าอยู่บนพื้น พยายามปกป้องทารกน้อยในอ้อมอกอย่างลนลาน เห็นหวังโฮ่วหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง ความหวาดกลัวพลันแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจ

หลายเดือนมานี้ นางถูกหวังโฮ่วบังคับขู่เข็ญ จึงจำต้องหาสมุนไพรที่มีสรรพคุณทำให้ตกเลือดมาบดเป็นผงซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ตั้งใจหาโอกาสใส่ในยาน้ำของหญิงสกุลเซี่ยง หากแต่ทุกครั้งที่จะลงมือ ความพรั่นพรึงอันหนักอึ้งในใจมักจะทำให้นางมิอาจลงมือในตอนสุดท้าย

ตอนเยาว์วัยนางร่ำเรียนวิชาการแพทย์จากเปี่ยนเชวี่ย ในสมัยโบราณหมอกับหมอผีมักจะเกี่ยวข้องกัน หมอรักษาผู้คน หาได้เป็นเพราะความสามารถส่วนตัวของหมอไม่ หากแต่เป็นเพราะเบื้องบนดลบันดาล ทำให้หมอได้รับชื่อเสียงเกียรติยศ ด้วยเหตุนี้ เวลาหมอรักษาโรค นอกจากต้องชำนาญการตรวจชีพจรและการปรุงยา สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือต้องมีใจเคารพศรัทธา ถึงจะสามารถล่วงรู้ต้นเหตุแห่งโรคภัยในกายผู้ป่วย มีเพียงใช้ใจที่เปี่ยมศรัทธาเท่านั้น ถึงสามารถเสาะหาตัวยาที่ถูกต้องท่ามกลางตัวยาสารพันมาช่วยเหลือผู้คนได้

หมอคือทูตแห่งเทพสวรรค์ มีหน้าที่รักษาตามอาณัติสวรรค์ หมอคือผู้ที่สวรรค์คัดเลือกให้ช่วยเหลือผู้คน มีพรสวรรค์ที่ต่างจากคนทั่วไป หากใช้พรสวรรค์ที่เบื้องบนประทานให้กระทำสิ่งเลวทราม ใช้ยารักษาทำร้ายผู้คน จะถูกสวรรค์ลงโทษ นางเคยเห็นผู้ที่ถูกสวรรค์ลงโทษ ถูกฟ้าผ่าตาย ร่างทั้งร่างไหม้เกรี้ยม และที่น่ากลัวกว่านั้นคือมีรอยประหลาดคล้ายสัญลักษณ์สวรรค์ประทับบนร่าง บาปกรรมเช่นนี้แม้นตายก็มิอาจหลุดพ้น

นางมองหญิงสกุลเซี่ยงเดินเหิน มองหญิงสกุลเซี่ยงรับประทานอาหาร มองหญิงสกุลเซี่ยงดื่มยา ทุกวินาทีล้วนขอพรอธิษฐาน สตรีตั้งครรภ์ทุกคนล้วนมีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ นางมิกล้าลงมือ แต่นางกลับปรารถนาอย่างยิ่งยวดว่าจะสามารถรักษามือทั้งคู่ให้สะอาด ขณะเดียวกันก็ทำให้ตระกูลของนางมิต้องประสบหายนะ

จวบกระทั่งชั่วขณะที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิด นางคิดว่า หากเด็กผู้นี้สามารถถือกำเนิดอย่างราบรื่น เช่นนั้น นางก็เหลือเพียงหนทางสุดท้าย...ทารกที่เพิ่งถือกำเนิดบอบบางถึงเพียงนั้น เพียงใช้ผ้าห่มวางบนปากและจมูกของเขา เขาก็จะขาดใจตาย ไร้บาดแผลไร้ร่องรอยอย่างสิ้นเชิง

นางตัวสั่น นางอธิษฐาน หญิงสกุลเซี่ยงกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หากแต่ความเจ็บปวดและขมขื่นในใจนางก็หาได้น้อยกว่าไม่ ชั่วขณะสุดท้ายกำลังจะมาถึง ไม่ว่านางจะตัดสินใจเช่นไรล้วนต้องตกนรกหมกไหม้มิได้ผุดได้เกิด

ตอนนางอุ้มทารกออกจากร่างมารดา ตอนนั้นเองที่นางเห็นว่า นั่นเป็นทารกเพศหญิง!

ชั่ววินาทีนั้นนางถึงกับน้ำตาไหลด้วยความดีใจ...ตงหวงไท่อี อวิ๋นจงจวิน ไท่ซือมิ่ง เส้าซือมิ่ง เหล่าทวยเทพบนสรวงสวรรค์และใต้ปฐพีล้วนได้ยินคำอธิษฐานของนาง เด็กผู้นี้มีทางรอดแล้ว! ตัวนางมีทางรอดแล้ว!

หวังโฮ่วกวาดตามอง เห็นจวี่จีเดินออกมา สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องมาที่นาง เมื่อครู่เป็นเพราะนางดีใจจนลืมตัว จึงเผลอเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมาโดยไม่ตั้งใจ เวลานี้จึงไม่สะดวกเอ่ยอันใด ได้แต่ตบไหล่หมอหญิงจื้อพลางส่งสายตาให้นาง ก่อนจะหมุนตัวเดินนำทุกคนออกไป นางไม่เข้าใจว่าดาวจักรพรรดิตามปรากฏการณ์บนท้องฟ้าไยจึงกลายเป็นทารกเพศหญิง นางไม่คิดเข้าใจและไม่จำเป็นต้องเข้าใจ นางถึงขั้นคิดว่าหมอหญิงจื้ออาจจะใช้คาถาอาคมพิสดารใดเปลี่ยนทารกเพศชายเป็นทารกเพศหญิง สรุปว่าผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้นางพอใจยิ่ง

นางกำนัลกับหมอหญิงที่เหลือเห็นฉู่หวังกับหวังโฮ่วเดินออกไปอย่างไม่พอใจ พลันแยกย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ห้องเจียวซื่อที่เดิมแน่นขนัดด้วยผู้คนพลันว่างเปล่าในพริบตา

หมอหญิงจื้อคุกเข่าอยู่บนพื้น น้อมส่งหวังโฮ่วออกไป ขณะลุกขึ้นยืน พลันรู้สึกอ้อมแขนเบาหวิว เงยหน้าเห็นว่าทารกน้อยถูกจวี่จีรับไปอุ้มไว้

หมอหญิงจื้อรีบทรุดตัวคุกเข่าอีกครั้งอย่างร้อนรน “จวี่ฟูเหริน!”

เวลานี้ในห้องเจียวซื่อ เหลือเพียงจวี่จีกับสาวใช้คนสนิท จวี่จีมองหมอหญิงจื้ออย่างเย็นชา สายตาคล้ายจะกรีดเชือดร่างกายอีกฝ่าย

หมอหญิงจื้อลอบสะท้านใจ ทันใดนั้น จวี่จีพลันถามขึ้น “เจ้าสร้างความดีความชอบปานใดให้หวังโฮ่ว”

หมอหญิงจื้อสะดุ้ง ตอบทันที “ไม่ หม่อมฉันล้วนมิได้ทำอันใด”

จวี่จีมองนางด้วยสายตาเย็นชา “เช่นนั้นเหตุใดหวังโฮ่วจึงเอ่ยกับเจ้าเช่นนั้น”

หมอหญิงจื้อรู้สึกราวกับน้ำท่วมปาก มิอาจกล่าววาจา เห็นแววตาจวี่จีเยียบเย็นขึ้นทุกขณะ ตัดสินใจเด็ดขาด ลั่นวาจาสาบาน “หากฟูเหรินมิเชื่อ หม่อมฉันขอสาบานต่อสวรรค์ หากข้ากระทำสิ่งใดที่ผิดจรรยาบรรณผู้รักษา ขัดต่อหลักมโนธรรม ขอให้เทพเจ้าและภูตผีลงทัณฑ์ สวรรค์และนรกลงโทษ!”

คนในยุคสมัยนี้เชื่อถือศรัทธาในภูตผีเทพเจ้า ย่อมไม่กล้าลั่นวาจาสาบานเหลวไหล จวี่จีแม้จะเคลือบแคลงสงสัย แต่เมื่อเห็นหมอหญิงจื้อลั่นวาจาสาบานเช่นนี้ ได้แต่จำใจถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เอ่ย “วันนี้เจ้าลั่นวาจาสาบาน ภูตผีเทพเจ้าล้วนเป็นพยาน หวังว่าเจ้าจะกล่าวตามความเป็นจริง” กล่าวจบก็อุ้มทารกน้อยทำท่าจะเดินจากไป

หมอหญิงจื้อรีบเอ่ย “ฟูเหริน ข้างเตียงนอนของเซี่ยงอิ้งเหรินมียาห่อหนึ่ง เดิมหม่อมฉันเตรียมไว้ใช้ห้ามเลือดหลังคลอด เพียงแต่บัดนี้บรรดาสาวใช้ล้วนแต่...”

จวี่จีหยุดฝีเท้า มองหมอหญิงจื้อด้วยสายตาเคลือบแคลง สุดท้ายก็ทำใจเชื่อนางไม่ลง โบกมือเอ่ย “ข้ารู้แล้ว เจ้าไปได้แล้ว”

หมอหญิงจื้อทำท่าจะก้าวไปด้านหน้า แต่รู้ว่าตนเองถูกจวี่จีสงสัย สุดท้ายก็มิกล้าก้าวเข้าไป ได้แต่โขกศีรษะหนึ่งครั้งก่อนจะถอยออกไป

 

หญิงสกุลเซี่ยงซึ่งนอนอยู่ในห้องเจียวซื่อเพียงลำพังค่อยๆ ฟื้นคืนสติ นางขยับตัวอย่างยากลำบาก วินาทีที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก ได้ยินเพียงเสียงร้องตะโกน “คลอดแล้ว คลอดแล้ว...” ลมหายใจพลันคลายลง จากนั้นก็หมดสติไป

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด นางค่อยๆ ได้สติ แต่กลับพบว่าในห้องเงียบสนิทไร้ผู้คน แม้แต่เสียงร้องของทารกก็ไม่ได้ยิน ในใจพลันร้อนรน ส่งเสียงเรียกสาวใช้อยู่นาน แต่ไม่มีผู้ใดตอบรับ อยากดื่มน้ำไม่มีผู้ใดยกให้ดื่ม แม้แต่ลูกน้อยอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ แม้นางจะอ่อนแอขลาดกลัว แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในวังฉู่มาหลายปี การช่วงชิงในตำหนักในนางมิใช่ไม่รู้ เพียงแต่กาลก่อนนางสถานะต่ำต้อย แม้จะพอได้ยินมาบ้าง กระนั้นก็มิเคยประสบกับตัวเอง เพียงแต่พอรู้ว่า ทันทีที่ตนตั้งครรภ์ก็ย้ายมาพำนักในห้องเจียวซื่อ ทำให้ผู้มีอิทธิพลในวังจำนวนไม่น้อยไม่พอใจ

นับแต่ตั้งครรภ์ จวี่จีระวังเรื่องอาหารและยาของนางอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามีคนหมายจะเอาชีวิตลูกในครรภ์ของนาง ทว่าบัดนี้ ทั้งที่นางให้กำเนิดลูกน้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนนางหมดสติ ในห้องแน่นขนัดไปด้วยนางกำนัลกับสาวใช้ แต่แล้วเพียงชั่วพริบตา ข้ารับใช้ล้วนหายไป ลูกของนางก็หายไป

นางพลันรู้สึกหวาดกลัว หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก? ลูกของนาง ลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก เกิดอะไรขึ้นกับเขา แม้ร่างกายจะอ่อนแรงเจ็บปวดหลังคลอด แต่หญิงสกุลเซี่ยงก็กัดฟันอดกลั้น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหมายจะยันกายลุกขึ้นไปตามหาลูก แต่เป็นเพราะนางเพิ่งผ่านการคลอดลูกมาหนึ่งวันหนึ่งคืน เรี่ยวแรงในกายถูกใช้จนหมดสิ้น ตะเกียกตะกายอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะฝืนยืดตัวขึ้นได้ แต่แล้วเลือดสดๆ พลันไหลทะลักออกมาจากท้องน้อย ทำให้นางถึงกับหน้ามืดตาลาย มิอาจฝืนทนได้อีก ได้แต่ล้มลงบนเตียงอีกครั้งอย่างอ่อนแรง

ลูกของนางเป็นอย่างไรบ้าง กำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ หรือจะถูกคนทำร้าย ทอดทิ้ง สับเปลี่ยน...นางมิอาจปล่อยให้ตัวเองคิดต่อ เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว ทำได้เพียงนอนหงายอยู่บนเตียง ปราศจากเรี่ยวแรง สติแทบหลุดลอยทว่าในใจนางมีความคิดอันแรงกล้าประการหนึ่ง นั่นคือนางจะตามหาลูกของนางกลับมาให้ได้! ปณิธานอันแรงกล้านี้ ทำให้สตรีอ่อนแอผู้นี้บังเกิดกำลังและความกล้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นางกัดฟัน รวบรวมเรี่ยวแรงอยู่นาน พลางขยับตัวไปริมเตียงทีละน้อย ตอนที่มือของนางสัมผัสขอบเตียง มิใช่ไม่หวาดกลัว แต่ความรักของคนเป็นแม่อยู่เหนือความหวาดกลัวทุกสิ่งอย่าง นางกัดฟันออกแรง ตัวทั้งตัวพลันร่วงตกจากเตียง กระแทกพื้นไม้ถงมู่แข็งเย็นอย่างแรง นางรู้สึกเพียงว่าความเจ็บร้าวในกายพลันปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างสาหัสสากรรจ์ เสียงครวญครางแหบโหยเปล่งออกมาจากลำคอ ร่างทั้งร่างฟุบหมอบอยู่บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

เนิ่นนานผ่านไป ถึงค่อยฝืนขยับตัวเล็กน้อย แม้จะอยู่ในปลายฤดูร้อน อากาศยังคงร้อนอบอ้าว แต่เป็นเพราะล่วงเข้ายามดึก กอปรกับนอนฟุบอยู่บนพื้นไม้เยียบเย็น ถูกไอเย็นปะทะร่าง เนื้อตัวจึงสั่นสะท้านด้วยความหนาว นางผงกศีรษะขึ้น ภาพตรงหน้าพลันพร่ามัว นัยน์ตาพร่าลายมิอาจแยกแยะทิศทาง

นางพยายามตั้งสติ ตอนนี้นางอยู่ในห้องเพียงลำพัง มีเพียงตะเกียงทรงต้นไม้ริมเตียงนอนให้ความสว่าง นางหันไปมอง เห็นว่าประตูห้องแง้มเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ด้านนอกมืดสนิท ไม่รู้ว่าลมเยียบเย็นระลอกแล้วระลอกเล่าพัดโชยมาจากที่ใด เหน็บหนาวเสียดกระดูกยิ่

คล้ายกับมีเสียงผู้คนลอยมาจากที่ไกลๆ แต่กลับได้ยินไม่ชัด มิอาจมองเห็น

เดิมนางก็เสียเลือดมากจากการคลอดลูก หลังคลอดลูก เหล่าข้ารับใช้ก็ล้วนหายสิ้น ยังมิได้ปรนนิบัตินางชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์ เมื่อฝืนขยับร่างกายเช่นนี้ ลำตัวส่วนล่างจึงเริ่มมีเลือดไหล นางฟุบอยู่บนพื้น เจ็บปวดจนมิอาจลุกขึ้น บนพื้นเปียกชื้นเยียบเย็น

นางรู้สึกเพียงว่าร่างทั้งร่างค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย เรี่ยวแรงทั้งหมดค่อยๆ มลายหายไป ทว่านางไม่รู้ตัวและไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ในสมองของนางมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นั่นคือลูกของนาง นางต้องไปตามหาลูกของนาง ต่อให้เวลานี้ร่างทั้งร่างจะชื้นเย็นด้านชาก็ตาม แต่แล้วเพียงขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็พลันพุ่งปะทุราวถูกสายฟ้าผ่าฟาด นางจำต้องใช้แรงทั้งหมดในร่างต้านทานมันไว้

หญิงสกุลเซี่ยงฟุบอยู่บนพื้น ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงค่อยอาศัยแรงทั้งหมดที่มีขยับตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ทว่าทันทีที่ออกแรง ลำตัวส่วนล่างก็จะมีของเหลวอุ่นร้อนไหลทะลักออกมา ขณะที่ลำตัวส่วนบนเหน็บหนาวชาด้าน กระโปรงเปียกชื้นแนบติดร่างกาย หญิงสกุลเซี่ยงค่อยๆ ขยับตัวไปด้านหน้าทีละน้อย มือของนางใกล้เอื้อมถึงธรณีประตูแล้ว แต่เรี่ยวแรงของนางถูกใช้จนหมดสิ้น มิอาจเคลื่อนไปด้านหน้าได้อีก ได้แต่ปล่อยให้เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้น...

 

 

จวี่จีเห็นทุกคนแยกย้ายออกไป พลันนึกอะไรขึ้นได้ เอ่ยถาม “เซี่ยงอิ้งเหรินมีคนดูแลหรือไม่”

เหล่าสาวใช้หันมองหน้ากัน ว่ากันตามจริง ทุกคนล้วนเป็นห่วงทารกน้อยมากกว่าหญิงสกุลเซี่ยง เห็นโอรสแห่งอาณัติสวรรค์กลายเป็นทารกเพศหญิง ล้วนตกตะลึงอึ้งงัน พากันกรูตามจวี่จีออกมา

หนี่ว์ขุยสาวใช้คนสนิทของจวี่จีเอ่ยตอบ “ในนั้นยังมีสาวใช้กับแม่นมสองสามคนอยู่ดูแล แน่นอนว่าย่อมปลอดภัย”

จวี่จีรีบนำผ้าห่อตัวทารกหญิงอย่างแน่นหนาก่อนจะอุ้มไว้แนบอก สั่งให้บรรดาสาวใช้ถือตะเกียง ไปหาหญิงสกุลเซี่ยงที่ห้องด้านหลัง

ทันทีที่จวี่จีก้าวพ้นประตู เห็นหญิงสกุลเซี่ยงนอนหมดสติอยู่ริมธรณีประตูก็ตกใจอย่างยิ่ง รีบสั่งให้สาวใช้ด้านหลังเข้าไปประคอง ตอนนั้นเองที่จวี่จีเห็นว่าลำตัวส่วนล่างของหญิงสกุลเซี่ยงชุ่มโชกไปด้วยเลือด ด้านหลังของนางตั้งแต่เตียงนอนจนถึงประตู ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงคล้ำ นางแตะตัวหญิงสกุลเซี่ยง พบว่าเนื้อตัวอีกฝ่ายเย็นเฉียบ สีหน้าซีดขาวจนเกือบเขียว นางตกใจยิ่ง รีบสั่งให้สาวใช้ประคองหญิงสกุลเซี่ยงไปนอนบนเตียงทันที

จวี่จีเห็นในห้องปลอดคน สีหน้าพลันเปลี่ยนไป เอ่ยถามเสียงกร้าว “บ่าวรับใช้ล้วนหายไปไหนหมด”

เวลานี้ฉู่หวังซางกับหวังโฮ่วล้วนกลับไปแล้ว ในห้องเจียวซื่อเหลือเพียงสาวใช้จำนวนหนึ่ง เสียงของนางที่ดังแหวกอากาศฟังดูแหลมสูงอย่างยิ่ง สาวใช้สองสามคนที่หลบอยู่ด้านนอกต่างสะดุ้งตกใจ ได้แต่บากหน้าเข้ามาในห้อง

จวี่จีเงื้อมือตบหน้าหัวหน้าสาวใช้อย่างแรง “เจ้าไปเตร็ดเตร่ที่ใดมา เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดอยู่ดูแลเซี่ยงอิ้งเหริน”

สาวใช้ผู้นั้นชื่อหนี่ว์ซาง เดิมเป็นสาวใช้ที่ติดตามจวี่จีเข้าวัง เนื่องจากสาวใช้ในห้องเจียวซื่อมีจำนวนหนึ่งที่ถูกส่งมารับใช้ชั่วคราว จวี่จีไม่วางใจ จึงสั่งให้สาวใช้ของตนผู้หนึ่งคอยอยู่ดูแลหญิงสกุลเซี่ใยง ป้องกันการเกิดเหตุไม่คาดฝัน

เพียงแต่หนี่ว์ซางผู้นี้แม้ที่ผ่านมาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างไรก็มีนิสัยสู่รู้ คิดว่าที่จวี่จีดูแลหญิงสกุลเซี่ยง เพียงเพราะนางกำลังตั้งครรภ์โอรสแห่งอาณัติสวรรค์เท่านั้น กระทั่งหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดทารกเพศหญิง ฉู่หวังซางตวาดอย่างกราดเกรี้ยว เหล่าหมอหญิงกับนางกำนัลได้ยินดังนั้นต่างก็ถอยออกไป สาวใช้เหล่านั้นเดิมคิดว่ารับใช้ผู้มีเกียรติจะสามารถอาศัยโอกาสนี้ลืมตาอ้าปาก ไม่คิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้ ต่างวิตกกังวลไม่รู้ตนเองจะถูกตัดสินเช่นไร จึงพากันออกไปสืบข่าวด้านนอก หนี่ว์ซางผู้นี้เห็นหญิงสกุลเซี่ยงสลบไสลไม่ได้สติ เห็นว่าไม่ต้องอยู่ดูแล จึงออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกพร้อมทุกคน

เวลานี้หนี่ว์ซางไม่สนใจแก้ต่าง ได้แต่เอ่ยวิงวอนขอร้อง “หม่อมฉันสมควรตาย ฟูเหรินระวังเจ็บมือ ให้หม่อมฉันตบปากตัวเองเถิด” กล่าวจบก็รีบตบปากตัวเองทันที

จวี่จีรำคาญยิ่ง ตวาดกร้าว “เรื่องนี้พักไว้ก่อน! ยังไม่รีบไปปรนนิบัติเซี่ยงอิ้งเหรินอีก!”

หนี่ว์ซางลุกลี้ลุกลนก้าวเข้าไปปรนนิบัติหญิงสกุลเซี่ยง เริ่มจากเปลี่ยนผ้าห่ม ยกน้ำร้อนเข้ามาชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์ให้นาง โชคยังดีที่น้ำร้อนและเตาอุ่นที่เตรียมไว้สำหรับทารกแรกเกิดล้วนยังอยู่ แต่ยาห้ามเลือดที่หมอหญิงเตรียมไว้ให้หญิงสกุลเซี่ยงยังมิได้ปรุง ได้แต่รอให้จวี่จีตัดสินใจ

จวี่จีคิดจะตามหมอหญิง แต่หนี่ว์ขุยสาวใช้คนสนิทเอ่ยห้าม “หมอหญิงที่สามารถดูแลครรภ์เมื่อครู่ล้วนอยู่ที่นี่ บัดนี้เพิ่งแยกย้ายกันไป เกรงว่าคงล้วนออกจากวังไปแล้ว จะเรียกมาได้อย่างไร ในเมื่อมียาอยู่แล้ว ลองต้มยาให้เซี่ยงอิ้งเหรินดื่มเถิด”

จวี่จียังคงระแวงในตัวหมอหญิงจื้อ หนี่ว์ขุยจึงได้แต่เอ่ยหว่านล้อมอีกครั้ง “เสี่ยวกงจู่(เชิงอรรถ – กงจู่คนเล็กหรือกงจู่ที่มีอายุน้อย)ถือกำเนิดแล้ว เวลานี้ต่อให้นางทำร้ายเซี่ยงอิ้งเหรินแล้วจะมีประโยชน์อันใด มิสู้ลองดู”

จวี่จีถึงค่อยสั่งให้คนไปต้มยาให้หญิงสกุลเซี่ยง เพียงแต่ตอนนี้ผู้คนล้วนแยกย้ายไปสิ้น กำลังคนไม่พอ นางจึงสั่งให้เหล่าสาวใช้ไปช่วยเหลือ ส่วนตนเองรับทารกหญิงมาอุ้มกล่อม

ทารกหญิงเพิ่งถือกำเนิด ทันทีที่ส่งเสียงร้องก็ถูกล้างตัวอุ้มออกมา จากนั้นก็ถูกฉู่หวังซางโยนทิ้ง โชคดีที่หมอหญิงจื้อรับไว้ได้ทัน ทารกหญิงผู้นั้นนับว่ารู้ความยิ่ง เพียงแต่ร้องไห้ตอนถูกฉู่หวังซางจับตัวขึ้นมาเท่านั้น เวลานี้เมื่อมีจวี่จีอุ้มกล่อม ป้อนน้ำให้ดื่ม เพียงไม่นานก็หลับไป

เหล่าสาวใช้วิ่งวุ่นอยู่ครู่ใหญ่ ครานี้หญิงสกุลเซี่ยงถึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติ ทันทีที่เห็นจวี่จี ก็ประหนึ่งผู้จมน้ำพานพบท่อนไม้ช่วยชีวิต แววตาที่เดิมหมองหม่นพลันลุกโชติช่วง เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “ลูกข้าอยู่ที่ใด อยู่ที่ใด”

จวี่จีรีบเอ่ย “อย่ากังวลไป ลูกอยู่ที่นี่!” ก่อนจะรีบสั่งให้สาวใช้อุ้มทารกหญิงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะมาให้นาง

หนังสือแนะนำ