บทที่ 1 หอดอกบัว ลายมงคล

      โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน (ฝ้ายน้อย) เมืองฉางโจวยามสาม คืนวันที่สิบเจ็ดเดือนหก 

      เฉิงอวิ๋นเฮ่อ หัวหน้าสำนักคุ้มภัยเฮ่อหัง (สำนักกระเรียน) คุ้มกัน
      เพชรนิลจินดาสิบหกหีบรอนแรมได้สองวัน ตลอดทางแม้ราบรื่นปลอดภัย จิตใจกลับกระวนกระวายอ่อนล้ายิ่ง เดิมหลับลงแล้ว มิทราบด้วยเหตุใดจึงตื่นขึ้นมากะทันหัน
      ห้องมืดมิดเงียบสงัด
      นอกหน้าต่าง...แว่วเสียงเพลง
เสียงรางเลือนเป็นระยะ คล้ายผู้ใดกำลังขับร้องอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง 
      ท่วงทำนองนั้นกลับแปลกประหลาดสุดแสน...ราวกับว่า...เป็นบทเพลงที่ขับขานจากคนลิ้นขาด

      เขาลืมตาจ้องหน้าต่างตรงกันข้ามกับเตียง ท่ามกลางความมืดสลัว เห็นแสงเงาลักษณะเป็นจุดสีเขียวมรกต วูบไหวบนหน้าต่างบานนั้น บัดเดี๋ยวไกลบัดเดี๋ยวใกล้ ปรากฏให้เห็นแค่หน้าต่างบานนี้เท่านั้น
      เสียงเพลงด้านนอกดังแว่วมาแต่ไกล ปากที่ลิ้นขาดนั้นครวญเพลงอันโศกรันทดซึ่งคนเป็นไม่อาจฟังเข้าใจเขาฝึกวิทยายุทธ์มาเกือบสี่สิบปี หูตาแม้มิใช่ประเสริฐสุดในยุทธจักร แต่ก็ไม่นับว่าอ่อนด้อยเป็นอันขาด ทว่าเขา...ไม่ได้ยินเสียงของ 
      “มนุษย์” ผู้ใด
        ลมพัดเสียงดังซู่ลอดผ่านร่องหน้าต่างซึ่งปิดไม่สนิท เขาตาเบิกโพลงจ้องหน้าต่างที่ปรากฏเงาพรายสีเขียวลอยวูบวาบ คิดถึงคำหนึ่งขึ้นมาเป็นหนแรกในชีวิต ‘ผี?’

      ฟ้าครามตะวันเจิดจ้า ผืนพิภพสงบร่มเย็น
เมืองผิงซานเป็นเมืองเล็กไม่เป็นที่สะดุดตา ไร้ซึ่งของล้ำค่าหายากและไร้ซึ่งดินแดนที่ยอดคนเคยกล้ำกราย ไม่ต่างจากสถานที่ส่วนใหญ่ในยุทธภพ ราษฎรที่นี่ออกจะไร้ชีวิตชีวา พืชผลทางการเกษตรที่ได้จากท้องไร่ท้องนาค่อนข้างแคระแกร็น แม่น้ำลำคลองออกจะสกปรกดำคล้ำ เรื่องที่จะใช้เป็นประเด็นในการสนทนาหลังอาหารได้ออกจะมีน้อย...น้อยจนเกินไปเสียด้วยซ้ำดังนั้นทันทีที่เกิดขึ้นสักเรื่อง ทุกผู้ทุกนามล้วนพูด คุยอย่างสนุกสนานออกรสกันเนิ่นนาน โดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ เรื่องนั้นช่างประหลาดอย่างแท้จริง เรื่องราวเป็นเช่นนี้ วันที่สิบแปดเดือนหก ขณะที่ผู้คนในเมือง
      ผิงซานเปิดประตูบ้านเพื่อปัดกวาดถนน พลันพบว่าหนทางที่เห็นคุ้นตา ทุกเมื่อเชื่อวันจู่ๆ มีหอไม้สองชั้นหลังหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหัน หอไม้หลังนี้ไม่เตี้ยนัก ภายในเพียงพอให้คนอยู่อาศัยได้ อีกทั้งยังอยู่ได้อย่างโอ่โถง ทั้งหลังสร้างจากไม้ สลักเสลาลวดลายอย่างประณีตวิจิตร แม้คนตาบอดยังลูบคลำสัมผัสได้ว่าที่สลักเป็นลายดอกบัวและเมฆมงคล
      หลังจากเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ครึ่งค่อนวัน คนตาแหลมบางคนในที่สุดก็วินิจฉัยได้ว่าหอไม้หลังนี้ “ปรากฏกะทันหัน” ได้อย่างไร ที่แท้โครงสร้างทั้งหมดเป็นหอไม้ หาได้อยู่ติดกับพื้นดินไม่...สรุปแล้ว หอไม้หลังนี้ถูกใครบางคนใช้รถลากลำเลียงมาตั้งอยู่บนถนนของเมืองผิงซาน  ผู้คนต่างโจษขานว่าอัศจรรย์ แต่กลับไม่เข้าใจว่าใครบางคนฉวยโอกาส
      ยามราตรีลากหอไม้หลังนี้มาตั้งบนถนนเพื่อประโยชน์ใดกันแน่ หรือว่าให้ไว้เป็นศาลเจ้าที่แก่เมืองผิงซาน จะกล่าวไปศาลเจ้าที่ก็ขาดการซ่อมแซม จุดธูปเซ่นไหว้มานานปีแล้วเช่นกัน การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาดำเนินต่อเนื่องอยู่สามวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คนแห่งสำนักคุ้มภัยบังเอิญกลับบ้าน ทันทีที่เห็นหอไม้ให้ตื่นตระหนกยิ่ง กู่ร้องโหวกเหวกขึ้นมาประโยคหนึ่ง     

      “หอมงคล!” จากนั้นเขาแม้แต่บ้านก็ไม่กลับแล้ว หันหัวได้ก็ห้อตะบึงอย่างบ้าระห่ำจากไป กู่ร้องอย่างคลุ้มคลั่งตลอดทาง

      “หอมงคล!” จวบกระทั่งวันที่เจ็ด คนผู้นั้นพลันนำคนในสำนักคุ้มภัยทั้งหมดกลับมายังเมืองผิงซาน ผู้คนถึงได้รู้ว่าที่แท้หอไม้นี้หาใช่หอภูตผีอันใดไม่ มันไม่เพียงมิใช่หอภูตผี ยังเป็นหอแห่งความเป็นสิริมงคล หอแห่งสิริมงคลยิ่งใหญ่
      “หอดอกบัวลายมงคล” เป็นหอแพทย์แห่งหนึ่งเจ้าของมันแซ่หลี่ นามเหลียนฮวา(ดอกบัว)หลี่เหลียนฮวาเป็นบุคคลเช่นไร แท้จริงแล้วในยุทธภพไร้คนล่วงรู้อาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาเป็นผู้ใด ประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัด วิทยายุทธ์สูงต่ำไม่กระจ่าง อายุอานามมากน้อยมิรู้ได้ กระทั่งหน้าตาหล่อเหลาอัปลักษณ์ยังไม่แจ่มแจ้ง คนผู้นี้เลื่องชื่อในยุทธภพมาหกปีแล้ว ทั้งหมดกระทำเพียงสองเรื่อง และทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ “หอดอกบัวลายมงคล” กลายเป็นตำนานที่ผู้คนสงสัยใคร่รู้มากที่สุดในยุทธภพ
      เรื่องแรกคือช่วย “บัณฑิตผมขาว” จอหงวนแห่งยุทธจักรซือเหวินเจวี๋ย ซึ่งบาดเจ็บสาหัสจากการดวลต่อสู้จนเสียชีวิตและถูกฝังใต้ดินมานานหลายวันแล้วฟื้นคืนชีพได้ 
      เรื่องที่สองก็คือช่วย “จอมยุทธ์ขลุ่ยเหล็ก” เฮ่อหลันเถี่ย ซึ่งตกหน้าผาม้วยมอด กระดูกแหลกเหลวทั้งร่างและถูกฝังอยู่ในดินหลายวันให้ฟื้นคืนชีพอาศัยเพียงสองเรื่องนี้ก็ทำให้หลี่เหลียนฮวากลายเป็นบุคคลที่ผู้คนในยุทธภพปรารถนาอยากรู้จักและคบหาด้วยมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเขา ยังมีหอไม้แปลกประหลาดเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา นี่ยิ่งทำให้หลี่เหลียนฮวา กลายเป็นตำนานแห่งตำนาน

       หัวหน้าสำนักคุ้มภัยเฮ่อหังนำสมุนสำนักคุ้มภัยทั้งบนล่างควบม้าเร่งรุดมายังเมืองผิงซาน หลังชำระกายารมเครื่องหอม*(ชำระกายารมเครื่องหอม คือ คนโบราณก่อนกระทำการใหญ่ มักอาบน้ำ ชำระร่างกายรมเครื่องหอมเพื่อแสดงถึงความเคารพและความมุ่งมั่นตั้งจิตอธิษฐาน) สามวันแล้ว ในที่สุดก็ตัวสั่นงันงกยื่นเทียบเยี่ยมคารวะต่อหน้าหอไม้สลักเสลาจากไม้หนาน “เฉิงอวิ๋นเฮ่อสำนักคุ้มภัยเฮ่อหังมีเรื่องขอเยี่ยมคารวะ”
      เทียบเยี่ยมคารวะสอดเข้าไปจากร่องหน้าต่างทั้งบนล่างสำนักคุ้มภัยห้าสิบคนต่างรอคอยพร้อมเฉิงอวิ๋นเฮ่อ ประหนึ่งว่าภายในหอไม้นั้นพญายมราชกำลังพิพากษาโทษทัณฑ์รวดเร็วยิ่ง หอไม้เงียบวิเวกที่ราวกับว่าด้านในปราศจากผู้ใดอาศัยอยู่พลันส่งเสียงเอียดอาดแผ่วเบา ทั้งสำนักคุ้มภัยต่างไม่หายใจ กระทั่งผู้ชมดูบนท้องถนนล้วนกลั้นลมเต็มกำลัง เบิ่งตาโตลุ้นคอยด้านในหอไม้จักมีภูตพรายประหลาดตนใดแล่นพรวดออกมากันแน่
      ประตูไม้เปิดผัวะออกเร็วเกินคาด ไม่คล้ายดั่งทุกผู้ทุกนามจินตนาการว่าจะเปิดออกอย่างเชื่องช้าเนิบนาบเสียงดังปังจากภายในประตู หอบฝุ่นผงกองโตคละคลุ้งตลบฟุ้งเต็มหน้าเต็มศีรษะเฉิงอวิ๋นเฮ่อ คนในประตูอุทานเสียงหนึ่ง เอ่ยขอโทษขอโพย 
      “จัดของยุ่งเหยิง ไม่ทราบนอกประตูมีแขก ละอายนัก ละอายนัก” ทุกคนในสำนักคุ้มภัยยืนทื่อ หัวหูเปรอะเต็มไปด้วยเถ้าฝุ่นขี้เลื่อย จับจ้องคนถือไม้กวาดผู้เปิดประตูอย่างตะลึงงัน บนไม้กวาดยังมีเทียบเยี่ยมคารวะสีแดงสดแผ่นนั้นเสียบติดคาอยู่ 
     เขาดูแล้วยังเยาว์วัยยิ่ง อายุอย่างมากไม่เกินยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี หากมิใช่เพราะสวมชุดเทาปะขาดทั้งตัว อาจดูแล้วยิ่งอ่อนวัยมากขึ้น ผิวพรรณขาวหมดจด รูปร่างหน้าตาสุภาพเรียบร้อย ทว่ามิใช่หล่อเหลางดงามหาใดเปรียบปาน ถึงขั้นผู้ใดพบเห็นมิอาจลืมเลือน มือขวากำไม้กวาดมือซ้ายถือบุ้งกี๋ มองสภาพสี่ห้าสิบคนนอกประตูด้วยสีหน้าขอขมา
      เฉิงอวิ๋นเฮ่อกระแอมเสียงหนักคราหนึ่ง กำหมัดคารวะ
      “ข้าน้อย เฉิงอวิ๋นเฮ่อแห่งเฮ่อหังหมื่นลี้ ขอเยี่ยมคารวะคุณชายหลี่แห่งหอมงคล 
ขอท่านช่วยแจ้งให้ทราบด้วย เรียนว่าผู้แซ่เฉิงมีเรื่องสำคัญขอคำชี้แนะจากคุณชายหลี่”
      บุรุษหนุ่มชุดเทา “อา” เสียงหนึ่ง “แจ้งให้ทราบ?” เฉิงอวิ๋นเฮ่อเอ่ยเสียงขรึม “ยังขอพบคุณชายหลี่ หลี่เหลียนฮวาด้วย ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญสนทนาปรึกษา”
     บุรุษหนุ่มชุดเทาวางไม้กวาดลง “ข้าก็คือหลี่เหลียนฮวา”
     เฉิงอวิ๋นเฮ่อตาเบิกโพลงอ้าปากค้าง กระแอมเสียงหนักหน่วงครา
หนึ่ง 

      “เลื่อมใสชื่อเสียงของคุณชายหลี่มานาน...” ประโยคต่อไปเขามิรู้จะเอ่ยปากเช่นใด ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้นเขาได้เขียนอย่างละเอียดในเทียบเยี่ยมคารวะแล้ว ทว่าเทียบแผ่นนั้นกลับเสียบคาอยู่
บนไม้กวาดของหลี่เหลียนฮวา
     หลี่เหลียนฮวาร้อง “น่าละอาย น่าละอาย...ในที่พักล้วนเต็มไปด้วยข้าวของรกรุงรัง...” พลางผายมือเชิญเฉิงอวิ๋นเฮ่อเข้ามาในหอไม้
      ภายในหอดอกบัวลายมงคลเต็มไปด้วยสิ่งของ ปนเปยุ่งเหยิงทุก
แห่งหนอย่างแท้จริง ตะปูค้อนเลื่อยขวานกลาดเกลื่อน ผ้าขี้ริ้วไม้กวาดวางกอง เศษขี้เลื่อยฝุ่นผงเต็มสารทิศ ยังมีหีบสองสามใบ ด้านในไม่รู้ได้ว่าบรรจุสิ่งใดไว้ โถงส่วนหน้ามีเพียงหนึ่งโต๊ะหนึ่งเก้าอี้ ล้วนประกอบขึ้นจากไม้ไผ่ มีมูลค่าไม่ถึงยี่สิบอีแปะ 
      ในใจเฉิงอวิ๋นเฮ่อระแวงสงสัยหนักหน่วง แต่ชื่อเสียงของ 
      “หอดอกบัวลายมงคล”  เป็นถึงระดับขั้นใด บุรุษชุดเทาผู้นี้นั่งกลางหอไม้ ให้เขานึกสงสัยว่าคนผู้นี้เป็นตัวปลอม เขากลับไม่กล้า ได้แต่นั่งตรงกันข้ามหลี่เหลียนฮวาอย่างพินอบพิเทา เล่าเรื่องน่าสะพรึงขวัญที่ตนได้
      ประสบเมื่อครึ่งเดือนก่อนหน้าให้ฟังอย่างหมดเปลือกหนึ่งเที่ยว
ยามสามคืนนั้น โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนเฉิงอวิ๋นเฮ่อสะดุ้งตื่นกลางดึก พบว่าหน้าต่างมีเงาพรายมรกตลอยคว้างวูบไหว เมื่อนอกหน้าต่างบังเกิดเสียงเพลงพิลึกประหลาด ในใจประหวัดถึงคำว่า “ผี” แต่แล้วกลับปล่อยหัวร่อทันใด

   เขาท่องยุทธภพยี่สิบกว่าปี ไม่เคยเชื่อว่าโลกนี้มีภูตผี ในตอนนั้นเอง ห้องของคนสนิทซึ่งอยู่ติดกันเกิดเสียงกู่ร้องโหยหวนน่าเวทนา

      เฉิงอวิ๋นเฮ่อตะลึงงันรีบเร่งรุดไป ชุยเจี้ยนเคอคนสนิทของเขาก็เห็นเงาภูตหน้าต่างมรกต รีบลุกขึ้นตรวจสอบสินค้าเพชรนิลจินดา เปิดหีบไม้ซึ่งปิดผนึกสมบูรณ์ดี กลับพบว่าสินค้าทั้งหมดในหีบไม้หายไปอย่างไร้ร่องรอย แก้วแหวนเงินทองของมีค่าที่ประจักษ์แก่สายตายามลำเลียงสินค้าได้อันตรธานสาบสูญ 
      นี่ยังมิใช่เรื่องที่ทำให้ชุยเจี้ยนเคอผู้ทำหน้าที่คุ้มภัยมาสิบกว่าปี
กู่ร้องอนาถ สาเหตุที่ทำให้เขากู่ร้องอย่างตระหนกเสียขวัญถึงขีดสุดก็คือ...ภายในหีบไม้มิเพียงไม่มีเพชรนิลจินดา ยังทับด้วยศิลาก้อนเขื่องหนึ่งก้อนอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป สี่ด้านของหีบไม้เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือโลหิตรอยนิ้วมือทั้งห้าเหล่านั้นประหนึ่งว่ามีคนผู้หนึ่งถูกขังอยู่ภายในหีบ พยายามปีนป่ายออกมาแต่กลับออกไม่ได้จึงเหลือทิ้งเพียงรอยนิ้วมือไว้ แต่ด้านในหีบประจักษ์ชัดว่าไม่มีสิ่งใดเลย เที่ยงคืนยามสาม เงาภูตหน้าต่างมรกตคลับคล้ายอยู่ข้างกาย ทั้งยังมีเสียงประหลาดดังเป็นระลอก พลันพบเห็นภายในหีบไม้เปรอะเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือโลหิต แม้นว่าเป็นชุยเจี้ยนเคอผู้ท่องยุทธภพมาสิบกว่าปียังอดร้องอย่างหวาดผวามิได้

หนังสือแนะนำ

Special Deal