ตอนที่ 1 สุ่มเสี่ยงชีวิต

      ปลายวสันตฤดู หมู่วิหคต่างโบยบินขวักไขว่ราวกระสวยทอผ้า ยามลมอุ่นโชยพัด ดอกไม้ใบหญ้าพลิ้วไสว เริงระบำภายใต้ผืนฟ้าพสุธา

      ทันใดนั้นปรากฏเสียงฆ้องดัง “ตึง ตึง” วิหคหลายตัวในร่มไม้ต่างตกใจ จนทำลายบรรยากาศอันเอื่อยเฉื่อยแห่งฤดูวสันต์ แม้ต้นหลิวที่โอนเอน ยังคล้ายสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย โยกไหวใบปลิดปลิวใบร่วงสู่ลำธาร ไหลไปพร้อมกับบุปผาที่ร่วงหล่น

      ริมลำธารมีต้นไหว(เชิงอรรถ - ชื่อวิทยาศาสตร์ Styphnolobium japonicum ) ใหญ่หลายต้น ใต้ต้นไหวตั้งไว้ด้วยโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง เบื้องหน้าโต๊ะไม้มีชายสองสามคนแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารส่วนพระองค์( เชิงอรรถ - ในราชวงศ์ซ่ง ทหารส่วนพระองค์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงอารักขาฮ่องเต้หรือประจำในเมืองหลวง หากแต่เป็นทหารที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ และกระจายไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหารทั่วแผ่นดิน) บนแก้มซ้ายสักไว้ด้วยอักษร “เซียวอู่” (องอาจแกร่งกล้า) แม้ว่าพวกมันกำลังตีฆ้อง แต่สีหน้าท่าทางกลับไม่ใส่ใจเท่าใด

      เบื้องหน้าทหารเหล่านี้ปักไว้ด้วยธงใหญ่สองผืน ผืนหนึ่งปักคำว่า “รับสมัคร” อีกผืนปักคำว่า “ผู้กล้า” ที่แท้กลุ่มคนเหล่านี้ก็คือผู้ที่มารับสมัครคัดเลือกทหารส่วนพระองค์

      ด้านข้างธงใหญ่ มีหุ่นไม้ตั้งอยู่สองตัว เห็นได้ชัดว่าใช้เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของผู้ที่จะคัดเลือกเป็นทหาร ด้านหลังโต๊ะกลับมีคนผู้หนึ่งกำลังฟุบหลับ เมื่อได้ยินเสียงฆ้อง ค่อยยืดตัวขึ้นหาวบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ตอนที่มันฟุบตัวอยู่ยังดูไม่ออก แต่เมื่อยืดเอวบิดขี้เกียจจึงพบว่าคนผู้นี้มีบ่ากว้างแผ่นหลังหนา เคราครึ้มเต็มใบหน้า กอปรด้วยท่วงท่าองอาจ มันเหลือบมองสมุดรายชื่อบนโต๊ะ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “เหตุใดยังมีเพียงไม่กี่คน? พี่น้องทั้งหลาย ลงแรงแข็งขันกว่านี้ หามาอีกสิบกว่าคน ก็กลับกันได้แล้ว”

      ชายร่างผอมคนหนึ่งตอบรับว่า “ท่านผู้บัญชาการ ชาวบ้านคล้ายไม่สมัครใจเท่าใดให้หาอีกสิบกว่าคน กล่าวไปแม้ง่ายดาย ปฏิบัติจริงกลับยากเข็ญยิ่ง” ชาวเคราครึ้มหาวอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า “ทำให้เต็มกำลังที่ทำได้เถอะ”

      ชายศีรษะล้านอีกคนถามขึ้น “ใต้เท้ากัว เหตุใดท่านไม่คัดเลือกจากทหารท้องถิ่น แต่กลับมาคัดสรรจากชาวบ้านถึงที่นี่?”

      ชายเคราครึ้มตอบว่า “เดิมบิดาก็คิดจะคัดทหารท้องถิ่นที่นี่กลับไปทำการฝึกอบรมเพื่อเสริมหน่วยเซียวอู่ ไม่ให้ผู้คนดูแคลน แต่เจ้าเมืองที่นี่กลับตระหนี่นัก ทหารที่ส่งมามีแต่พวกแตงเบี้ยวพุทราปริ(เชิงอรรถ-แผลงเป็น หน้าตาท่าทางใช้การไม่ได้) กลอกกลิ้งเกียจคร้าน ไม่สู้ให้เราออกมาคัดเลือกเองยังดีกว่า”

      ทันใดนั้นชายร่างผอมพลันตาเป็นประกาย ตะโกนขึ้น “มีคนมาแล้ว”

      ชายเคราครึ้มรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นฝั่งตรงข้ามลำธารมีคนผู้หนึ่งกำลังข้ามมา จึงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “สวรรค์ไม่ทอดทิ้งผู้มีปณิธาน นำตัวมันมา เจ้าผู้นี้ส่วนสัดไม่เลว จัดเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ”

      คนผู้นั้นกำลังย่ำข้ามลำธาร ตอนแรกคิดจะเดินอ้อมกลุ่มคนเหล่านี้ไป คาดไม่ถึงว่าพอข้ามฝั่งมา เห็นทหารส่วนพระองค์เหล่านั้นกรูกันเข้ามาราวสุนัขป่า อารามตกใจสะท้านขึ้นคราหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ทั้งหลาย ผู้น้อยไม่ได้ทำความผิดอันใด”

      คนผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์สดใส ยามยิ้มบางเบากลับให้ความรู้สึกสดชื่นราวลมวสันต์

      ทหารส่วนพระองค์คว้าตัวผู้ที่มา เผยอยิ้มกล่าวว่า “ไม่มีใครกล่าวหาว่าเจ้าเป็นโจร น้องชายท่านนี้ มาเป็นทหารดีหรือไม่?”

      คนผู้นี้พอได้ยินคำว่า “ทหาร” ถึงกับสะดุ้ง เมื่อกวาดตามองไปยังธงรับสมัครที่อยู่ไม่ไกลใบหน้ายิ่งกลายเป็นซีดเผือด ยามนั้นชายเคราครึ้มก้าวออกมา ตบบ่าของมันหนัก ๆ กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “เด็กน้อยเช่นเจ้า กลับมีกระดูกโครงสร้างไม่เลว หมื่นคนยังยากพบพานสักหนึ่งเหมาะสมที่จะเป็นทหารยิ่งนัก เจ้ากับเรานับว่าถูกชะตากัน เช่นนี้เถอะ เดิมผู้อื่นมาสมัครเป็นทหาร จะต้องผ่านการสอบคัดเลือกหลายด่าน แต่เราถูกใจเจ้า จะให้เจ้าไม่ต้องทดสอบ เพียงกลับบ้านไปเก็บสัมภาระ เราจะพาเจ้าเข้าเมืองหลวง วันหน้าย่อมได้กินดีอยู่ดี มีลาภยศวาสนาให้เสพไม่สิ้น การเป็นทหารส่วนพระองค์ เดิมต้องคัดสรรจากทหารท้องถิ่น เจ้าสามารถข้ามขั้นจากชาวบ้านสามัญเข้ากองทัพทหารส่วนพระองค์ได้ นับว่ามีไอเขียวพุ่งจากสุสานบรรพชนแล้ว(เชิงอรรถ - ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ยามที่มีไอหรือควันเขียวขึ้นจากหลุมศพบรรพชน ถือเป็นมงคล แปลว่าจะมีเรื่องดีหรือจะได้เป็นขุนนาง) เอ๊ะ..นัยน์ตาของเจ้าเป็นอะไร?

      เดิมชายเคราครึ้มเห็นคนข้ามลำธารมามีรูปร่างสูงโปร่ง ยังสูงกว่าหุ่นไม้อยู่หลายส่วน ในใจจึงบังเกิดความยินดี แต่แล้วกลับพบเห็นว่าคนผู้นี้แม้สัดส่วนไม่เลว แต่ดวงตากลับชิดกันนัยน์ตาดำเหล่เอียงเข้ามาชิดกับสันจมูก ราวกับภาพทิวทัศน์อันงดงามกลับปรากฏกองมูลวัว กลายเป็นจุดบกพร่องในความงามไปสิ้น

      ผู้ที่มาส่งเสียงไอต่อเนื่อง ในใจครุ่นคิดว่านี่ไหนเลยเรียกว่ารับสมัครทหาร กลับกล่าววาจาราวกับกลุ่มโจรคิดดึงคนเข้ารังโจร เหตุใดตนจึงชะตาอาภัพถึงเพียงนี้ กลับตกมาอยู่ในมือคนเหล่านี้ได้?

      “ใต้เท้าท่านนี้ ผู้น้อยผอมแห้งแรงน้อย อีกทั้งมีโรคประจำตัว เกรงว่าความปรารถนาดีของท่านต้องสูญเปล่าแล้ว”

      “ผอมแห้งไม่ใช่เรื่องน่ากลัว รับประทานให้มากก็อ้วนได้ มีโรคก็ยิ่งไม่น่ากลัว รับประทานยาสักเล็กน้อยเดี๋ยวก็หาย ทหาร รีบจดบันทึกชื่อของมันลงในสมุดรายชื่อ” ชายเคราครึ้มกลับคล้ายผู้คนอดอยากไม่เลือกอาหารแล้ว

      ชายศีรษะโล้นถามขึ้น “ชื่อแซ่?”

      คนผู้นั้นตอบไปว่า “ตี๋ชิง”

      ชายศีรษะโล้นกล่าวขึ้นว่า “นามอันประเสริฐ ถิ่นกำเนิด? ไม่ต้องถามแล้ว นี่เป็นเมืองเฝินโจว อำเภอซีเหอ เจ้าคงเป็นคนที่นี่แล้ว” จากนั้นเห็นมันสะบัดพู่กันไปมา ลายมือคล้ายอสรพิษฉวัดเฉวียน ตี๋ชิงพลันรู้ตัวจึงรีบคว้าจับพู่กันอย่างลนลาน ร่ำร้องขึ้นว่า “พี่ทหาร ท่านเข้าใจผิดแล้ว เราไม่เป็นทหาร”

      ชาวเคราครึ้มเริ่มหน้าตึง กล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่ว่า “ชื่อเจ้าถูกจดบันทึกบนสมุดรายชื่อ กระดาษขาวอักษรดำ(เชิงอรรถ - กระดาษขาวเขียนไว้ด้วยอักษรดำ หมายถึงมีหลักฐานชัดเจนแน่นหนา)ยังคิดจะผลักไสอีกหรือ? เจ้าคิดดูแคลนเราผู้แซ่กัวกระมัง?”

      ตี๋ชิงตาเหลือกลนลานกล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้น้อยไหนเลยจะกล้า? เพียงแต่เบื้องสูงต้องเลี้ยงดูบุพการีอายุแปดสิบ...จะจากบ้านเกิดเมืองนอนไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?

ชายเคราครึ้มกวาดตามองขึ้นๆ ลงๆ สำรวจตี๋ชิง “ปีนี้เจ้าอายุเท่าใด?”

      ตี๋ชิงตอบว่า “ไม่ถึงยี่สิบ”

      ชาวเคราครึ้มแค่นยิ้มกล่าวว่า “เจ้าอายุไม่ถึงยี่สิบ บิดามารดาเจ้ากลับอายุแปดสิบ เท่ากับพวกท่านอายุหกสิบกว่าค่อยให้กำเนิดเจ้า นับว่าเป็นผู้ชราที่เข้มแข็งนัก”

      ตี๋ชิงนึกไม่ถึงว่าชายเคราครึ้มดูเหมือนหยาบกร้าน กลับมีจิตใจละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้ จึงรีบอธิบายว่า “ไม่ขอปิดบังใต้เท้า บิดาให้กำเนิดเราตอนอายุหกสิบกว่า แต่มารดาผู้ให้กำเนิดเป็นอนุภรรยา ตอนที่คลอดเราออกมาอายุยังไม่ถึงสี่สิบ”

      ชายเคราครึ้มกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร รอให้เจ้าประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียงแล้วค่อยมารับบิดามารดาไปอาศัยในเมืองหลวงไม่ยิ่งดีกว่าหรือ?” กล่าวจบก็เก็บสมุดรายชื่อทันที ขณะที่จะใส่ไปในอกเสื้อก็กล่าวขึ้นอีกว่า “ถึงนัยน์ตาเจ้าจะไม่ดี แต่นัยน์ตาเช่นนี้ อาจมีพรสวรรค์ทางยิงธนูก็เป็นได้....”

      ตี๋ชิงถึงกับนิ่งงัน ไม่ทราบว่านี่เป็นเหตุผลอันใด ที่จริงมันไม่ได้ตาเหล่ แต่พอเห็นคำว่ารับสมัครทหารจึงแสร้งทำเป็นตาเหล่ยังหวังว่าพวกนั้นเห็นว่าตนพิกลพิการ จะได้ไม่คิดรับตัว แต่ยิ่งเล่นลวดลายยิ่งกลายเป็นเดือดร้อน กลับกลายเป็นคุณสมบัติอันพิเศษในการเข้ากองทัพไปได้

      ชายเคราครึ้มยังกล่าวอีกว่า “ชื่อแซ่ก็จดบันทึกแล้ว เจ้ารีบกลับไปเก็บสัมภาระที่บ้าน คืนนี้ให้มารายงานตัวที่นี่ หากเจ้าไม่มา เราจะให้นายอำเภอซีเหอริบทรัพย์บ้านเจ้า จับกุมพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ลูกพี่ลูกน้องเจ้ามาเป็นทหารให้หมด คาดว่าเจ้าคงไม่ถึงกับสุราคารวะไม่ดื่ม ดื่มสุราจับกรอกกระมัง?”

      ตี๋ชิงยื่นมือไปคว้าสมุดรายชื่ออย่างลนลาน ชายเคราครึ้มแค่นเสียงเย็นชา “เด็กน้อยอันยอดเยี่ยม” เสียงไม่ทันขาดคำก็คว้าจับใส่ข้อมือของตี๋ชิง

      ตี๋ชิงตวาดคำหนึ่ง พลิกบิดข้อมือหลุดออกมา ชาวเคราครึ้มได้ชื่อว่าเป็นผู้อาจหาญในสามเหล่าทัพนึกไม่ถึงว่าตี๋ชิงจะมีข้อมืออันแข็งแกร่ง ถึงขั้นดิ้นหลุดจากการคว้าจับของตนได้ จึงตวาดคำหนึ่งแล้วต่อยหมัดออกไป ตี๋ชิงหลบเลี่ยงไม่ทัน ขณะที่หมัดคล้ายบาตรขนาดใหญ่กำลังจะกระแทกเข้ากลางหน้า ตี๋ชิงกลับตีลังกาหลบรอดจากหมัดนี้ได้

      ชายเคราครึ้มเห็นแล้วกลับยินดี ปรบมือหัวเราะร่า “เราบอกแล้วว่าเจ้าเด็กนี่ไม่เลว คนที่หลบหมัดเราผู้บัญชาการได้ นับว่าเข้มแข็งไม่เบา!”

      แต่ไม่ทันขาดคำ รอบตัวตี๋ชิงทั้งสี่ทิศก็ถูกล้อมไว้ด้วยผู้คนแปดคน แต่ละคนชักดาบยาวออกจากฝัก ยืนประจันหน้าอย่างมั่นคง ชายร่างผอมตวาดขึ้น “ชนชั้นบังอาจ กลับกล้าเสียมารยาทต่อใต้เท้ากัว! ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?”

      ตี๋ชิงสะดุ้งเฮือกไม่กล้าลงมือวุ่นวายอีก มันพลันกลอกตาตลบหนึ่ง ประสานมือคารวะกล่าวว่า “ใต้เท้า อันที่จริงที่ผู้น้อยไม่อยากเป็นทหาร มิได้มีสาเหตุจากเรื่องบุพการีเพียงอย่างเดียว ความจริงยังมีความจำเป็นอันยากจะบอกกล่าว”

      ใต้เท้ากัวยกป้านสุราบนโต๊ะขึ้นดื่มสองอึก เหลือบตามองตี๋ชิงกล่าวขึ้นว่า “ลองบอกกล่าวมา ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่เทียมฟ้า เราผู้บัญชาการจะช่วยเจ้าต้านไว้เอง”

      ตี๋ชิงลอบร้องย่ำแย่ในใจ ไหนเลยคาดคิดว่าจะมาเจอกับขุนนางน้ำดี ที่คิดจะบีบให้มันเข้ากองทัพให้ได้ แต่มันไม่ต้องการเป็นทหาร อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่มัน ทว่าชาวบ้านทั่วไปยอมลำบากเร่ร่อน ก็ยังไม่ยอมเป็นทหารเช่นกัน

      สาเหตุนั้นมาจากต้าซ่ง(เชิงอรรถ-เสียงแต้จิ๋วออกว่าซ้อง)ได้เปลี่ยนแปลงระบบกองทัพจากราชวงศ์สุย ถัง มาเป็นระบบการรับสมัคร ผู้ที่รับมาส่วนใหญ่เป็นราษฎรเร่ร่อน ราษฎรอดอยาก แม้การเป็นทหารจะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเครื่องนุ่งห่ม แต่ก็ไม่นับว่ามีลาภยศวาสนา ทั้งยังต้องถูกสักหน้า พฤติกรรมสักหน้าแพร่หลายในยุคห้าราชวงศ์ จากนั้นถูกต้าซ่งสืบทอดนำมาใช้ต่อ เป้าหมายก็เพื่อป้องกันการหนีทหาร ซึ่งในยุคนั้นผู้ที่ถูกสักหน้า นอกจากทหารแล้ว ก็มีนักโทษกับทาส ดังนั้นเมื่อเป็นทหารถูกสักหน้าจึงมักถูกผู้คนดูแคลนไปชั่วชีวิต

ตี๋ชิงไม่ได้ต้องการเข้ากองทัพ เพียงแต่มันต้องการรีบไปทำธุระ จึงได้เดินผ่านเส้นทางลัดบริเวณนี้ คาดไม่ถึงว่ากลับถูกใต้เท้าหม้อ(เชิงอรรถ - แซ่กัว มีเสียงพ้องกับคำว่ากัวที่แปลว่าหม้อ) หรือชามอันใดท่านนี้คว้าตัวมา

      เหตุการณ์เมื่อครู่ ตี๋ชิงใช้ข้ออ้างสี่ประการในการปฏิเสธ ตาเหล่ ร่างกายอ่อนแอ อมโรค บิดามารดาชรา คาดไม่ถึงว่ากลับใช้ไม่ได้สักข้อ

      ตี๋ชิงร้อนใจจนเหงื่อซึมออกกลางกระหม่อม ลอบคิดว่าต่อให้บอกไปว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง เกรงว่าใต้เท้าเคราครึ้มผู้นี้ถึงตายก็ต้องลากมันไปสักหน้าที่เมืองหลวงก่อนค่อยว่ากัน มันขบฟัน กระพริบตาที่เหล่อยู่หนหนึ่ง น้ำตาอุ่น ๆ สองสายก็ไหลออกมา กล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้า ขอบอกโดยไม่ปิดบังอำพราง ที่ผู้น้อยไม่ต้องการจากบ้านเกิดไป เป็นเพราะมีสตรีที่รักชอบอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำ สตรีนางนี้นามว่าเสี่ยวชิง เป็นบุตรีของช่างตีเหล็กแซ่จางเปิดร้านตีเหล็กอยู่ทางตะวันตกของอำเภอ ตั้งแต่เล็ก..ผู้น้อยกับนางผูกสมัครรักใคร่กันด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์... แต่ช่างตีเหล็กแซ่จางเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์ ละโมบเงินทอง บอกว่าต้องหาเงินห้าตำลึงมาเป็นสินสอดจึงจะยอมยกบุตรีให้ตบแต่งด้วย ใต้เท้า ท่านย่อมทราบว่าคนหนุ่มผู้น้อย การหาเงินไหนเลยเป็นเรื่องง่ายดาย ผู้น้อยจึงหักใจยอมลำบากเลี้ยงแกะสองตัว อีกทั้งไม่รอให้เติบใหญ่เต็มที่ วันนี้รีบนำไปขายที่ตลาดได้เงินมาสามตำลึง ท่านดู...” มันแบมือให้เห็นเงินสามตำลึง จากนั้นกล่าวต่อว่า “นี่คือเงินที่ผู้น้อยได้จากการขายแกะไป”

      ใต้เท้ากัวกล่าวด้วยความประหลาดใจ “แล้วเกี่ยวอะไรกับการที่เจ้าจะเป็นทหารหรือไม่?”

ตี๋ชิงรีบกล่าวว่า “ผู้น้อยสะสมเงินไว้สองตำลึง บวกกับสามตำลึงนี้ ก็สามารถตบแต่งภรรยาได้แล้ว แต่เถ้าแก่จางรังเกียจพวกไม่ทำมาหากิน หากรู้ว่าผู้น้อยไปเป็นทหารที่เทียบพวกไม่ทำมาหากินยังไม่ได้ ไหนเลยจะยอมยกลูกสาวให้? นายท่าน โปรดเห็นแก่ความรักหลายปีของผู้น้อยกับเสี่ยวชิง อย่าได้บีบผู้น้อยเข้ากองทัพ ทำลายคู่ยวนยาง(เชิงอรรถ-เป็ดแมนดาริน เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นคู่ จึงมักถูกเปรียบเป็นคู่รักที่รักกันอย่างมาก)เลยได้หรือไม่?

      ตี๋ชิงรวบรวมความกล้ากล่าววาจาประดานี้ออกไป เดิมคิดว่าใต้เท้ากัวจะคาดโทษมันที่ลบหลู่ทหารส่วนพระองค์ นึกไม่ถึงใต้เท้ากัวกลับถอนใจกล่าวขึ้นว่า “โอ..เรื่องอื่นใดในแผ่นดินล้วนสามารถบังคับแข็งขืน แต่คำว่า “รัก” นี้กลับยากบังคับได้ เรื่องนี้...เราผู้แซ่กัวคงช่วยเจ้าไม่ได้”

      ตี๋ชิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ใต้เท้ากัว ขอเพียงท่านไม่ให้ผู้น้อยเข้ากองทัพ ก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือครั้งใหญ่แล้ว”

      สีหน้าใต้เท้ากัวเต็มไปด้วยความเสียดาย กวาดตามองตี๋ชิงรอบหนึ่ง พึมพำขึ้นว่า “ช่างเหมือนยิ่งนัก ในแผ่นดินนี้มีคนที่เหมือนกันถึงเพียงนี้?”

      ตี๋ชิงไม่เข้าใจความหมายในวาจาของใต้เท้ากัว แต่เห็นใต้เท้ากัวควักเศษเงินจากอกเสื้อโยนมา ตี๋ชิงจึงรีบคว้ารับเอาไว้ พอคิดว่านี่อาจเป็นเงินซื้อตัวมัน ถึงกับร้อนใจจนเหงื่อโทรม คาดไม่ถึงใต้เท้ากัวกลับกล่าวว่า “เราผู้แซ่กัวพอพบเจอเจ้าก็รู้สึกถูกชะตา รู้สึกว่าด้วยสัดส่วนของเจ้าหากได้รับการฝึกฝนอยู่ในกองทัพ..ย่อมดีกว่าอยู่ในชนบทเยี่ยงนี้ แต่เมื่อเจ้ามีเหตุอันจนใจ เราก็ไม่สะดวกจะฝืนบังคับ เศษเงินเล็กน้อยนี่ ถือว่าเป็นเงินอวยพรให้เจ้าได้ตบแต่งภรรยาในเร็ววันเถอะ”

      ตี๋ชิงกะพริบตาถี่ๆ เป็นครั้งแรกที่มันมีความรู้สึกที่ดีต่อใต้เท้ากัวขึ้นมาบ้าง จึงรีบโค้งคารวะกล่าวว่า “พระคุณยิ่งใหญ่ของใต้เท้ากัว ชั่วชีวิตตี๋ชิงจะไม่มีวันลืมเลือน ผู้น้อยยังต้องรีบไปที่ร้านเหล็ก ต้องขอตัวก่อน” มันคารวะอีกครั้ง แล้วจากไปอย่างเร่งร้อน ใต้เท้ากัวก็ไม่ได้สกัดขัดขวาง หมุนตัวกลับไปนั่งเบื้องหลังโต๊ะ คว้าป้านสุรากรอกลงคอ ถอนหายใจหนัก ๆ กล่าวว่า “เหตุใดจึงเหมือนถึงเพียงนี้? หรือว่า.....” คำพูดยังไม่ทันจบ ก็มีมือปราบในอำเภอผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามากล่าวว่า “นายอำเภอจ้าวทราบว่าใต้เท้ากัวเหน็ดเหนื่อยจากการรับสมัครทหาร จึงได้จัดโต๊ะสุราอาหารชั้นเลิศไว้ที่ว่าการอำเภอเป็นพิเศษ ขอใต้เท้าให้เกียรติด้วย”

      ใต้เท้ากัวสลายความสงสัย หัวเราะฮาฮากล่าวว่า “ประเสริฐ ไปกันในบัดดล”

      ตี๋ชิงสาวเท้าออกเดินอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดที่คาดว่าต่อให้ใต้เท้ากัวขี่ม้าตามมาก็ไม่ทันแล้วจึงผ่อนฝีเท้าลง เขย่าเศษเงินในมือกล่าวกับตัวเองว่า “ใต้เท้ากัวท่านนี้นิสัยไม่เลว แต่ท่านแม่เคยบอกว่า ’ลูกผู้ชายอย่าได้เป็นทหาร เป็นทหารคือความเสียหายชั่วชีวิต‘ ทำให้จำเป็นต้องรานความปรารถนาดีของใต้เท้ากัว เราตี๋ชิงมีดีอันใด ใต้เท้ากัวกลับให้ความสำคัญกับเราถึงเพียงนี้? หรือมันเกิดต้องตาเราขึ้นมา?” เมื่อคิดถึงตรงนี้ มันรีบสะบัดศีรษะ ลอบคิดว่าใต้เท้ากัวเป็นลูกผู้ชาย คงจะไม่ใช่.....

      ขณะกำลังครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงตะโกนเรียกมาแต่ไกล “ตี๋ชิง ทำไมเจ้าเพิ่งกลับมา...เกิด..เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบพร้อมเหงื่อโทรมกายมาแต่ไกล

      ตี๋ชิงจดจำผู้ที่มาได้ มันเรียกว่าหนิวจ้วง เป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เล็ก เมื่อเห็นหนิวจ้วงมีสีหน้าหวาดหวั่น เสื้อผ้าฉีกขาด ขอบตาบวมช้ำ คล้ายไปต่อยตีกับผู้คนมา ตี๋ชิงถึงกับหัวใจตกวูบ “เกิดเรื่องอันใดขึ้น? พี่ใหญ่ของเราอยู่ไหน?”

      หนิวจ้วงรีบกล่าวว่า “เกิดเรื่องกับพี่ใหญ่ของท่านแล้ว”

      ตี๋ชิงคว้าของมือของมัน ร้องถาม “รีบบอกมา ตกลงเกิดเรื่องอันใดกันแน่?”

      คำพูดที่ตี๋ชิงบอกกล่าวต่อกัวจุน แท้จริงแล้วเป็นคำพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จ เสี่ยวชิงกับช่างตีเหล็กจางมีตัวตนอยู่จริง ช่างตีเหล็กจางเรียกร้องสินสอดห้าตำลึงก็เป็นความจริง ทว่าผู้ที่ปรารถนาจะตบแต่งเสี่ยวชิงกลับเป็นพี่ใหญ่ของตี๋ชิงนามว่าตี๋หวิน เช้าวันนี้ตี๋ชิงขายแกะไปสองตัว รวบรวมเงินได้ครบจึงรีบกลับบ้านด้วยความยินดี ในหัวมีแต่เรื่องจะช่วยพี่ชายตบแต่งเสี่ยวชิงเข้าบ้าน ไหนเลยจะคาดคิดว่าเกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้น?

      หนิวจ้วงกล่าวว่า “จ้าวอู่เต๋อมันมาถึงก็ประกาศว่าต้องการตัวเสี่ยวชิงไปเป็นอนุภรรยาคนที่เจ็ด แล้วโยนเงินให้ช่างตีเหล็กจางสิบตำลึง พี่ใหญ่ท่านกับเรากำลังสู่ขอกับช่างตีเหล็กจาง เมื่อเห็นเหตุการณ์เข้าย่อมไม่อาจยอมรับ เราเข้าไปขวางจึงถูกพวกมันทุบตีรอบหนึ่ง พอพี่ใหญ่ท่านเข้าไปขวาง สุดท้าย.....” ใบหน้าของมันปรากฏสีหน้าอันขมขื่นขึ้น

      ตี๋ชิงรีบถามอย่างร้อนรน “พี่ใหญ่เราเป็นอะไร?” มันรู้ว่าจ้าวอู่เต๋อเป็นบุตรโทนของนายอำเภอจ้าว ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่แถบซีเหอ เมื่อพี่ใหญ่มีเรื่องกับมัน คงยากที่จะลงเอยด้วยดีได้

      “พี่ชายของท่าน....ถูกพวกมันฟาดขาหักแล้ว” หนิวจ้วงโพล่งออกมาทั้งน้ำตา

      เส็นเอ็นบนหน้าผากตี๋ชิงปูดโปนขึ้น มันรวบกำหมัดแล้วกล่าวว่า “เป็นฝีมือของจ้าวอู่เต๋อ?”

      หนิวจ้วงกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “แม้มันไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าใด ท่านก็รู้ว่า จ้าวอู่เต๋อมีสุนัขรับใช้อยู่ฝูงหนึ่ง ที่ผ่านมากระทำความชั่วช้าทุกอย่าง ในตอนนั้นจ้าวอู่เต๋อมันยังประกาศว่า บิดามันเป็นนายอำเภอ แม้ฟาดคนตายก็ไม่มีเรื่องอันใด”

หนังสือแนะนำ

Special Deal