ตอนที่ 1 ยอดฝีมือผู้ถูกขับไล่

       “ป๊อกๆ แป๊ก ต๊อกแต๊กๆ...”

       สองมือที่คล่องแคล่ว พรมนิ้วกดคำสั่งลงบนแป้นคีย์บอร์ดและควบคุมเมาส์อย่างชำนิชำนาญ เสียงดีดเคาะอย่างเป็นจังหวะ เสมือนบทเพลงอันครื้นเครง ลำแสงเจิดจ้าวูบวาบโฉบผ่านทั่วจอ คู่ต่อสู้ล้มลงไปพร้อมกับหยดเลือดที่พุ่งกระเซ็น

       “เหอะๆ” เยี่ยชิวยิ้มๆ ยกมือขึ้นหยิบก้นบุหรี่ที่คาบไว้ตรงมุมปาก ขี้บุหรี่สีเทาเกาะกันเป็นพวงยาวแล้ว แต่ระหว่างที่เขาดีดเคาะทั้งแป้นพิมพ์และเมาส์ กลับไม่มีร่วงหล่นแม้ปลายเล็บ ก้นบุหรี่นั้นถูกจี้ดับกับที่เขี่ยบุหรี่รูปทรงประหลาดบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว มือของเยี่ยชิวรีบชักกลับมาที่คีย์บอร์ด ขณะเตรียมจะพิมพ์บทสนทนาอะไรสักหน่อยกับคู่ต่อสู้ ประตู้ห้องพลัน “ผัวะ” มีคนผลักเปิดเข้ามา

       เยี่ยชิวไม่ได้หันไปมอง เหมือนกับเขารอเวลานี้มานานแล้ว เพียงเปรยคำถามขึ้นหนึ่งคำว่า “มาแล้วเหรอ”

       “มาแล้ว” คำตอบของซูมู่เฉิง เรียบง่ายพอกัน

       “งั้นก็ไปกันเถอะ!” เยี่ยชิวปฏิเสธคำชวนเปิดศึกรอบใหม่ของคู่ต่อสู้ ดึงการ์ดใบหนึ่งออกจากเครื่องล็อกอินเฉพาะของเกมกลอรี่ ระหว่างลุกขึ้นเดินไปยังประตู ก็คว้าเสื้อนอกที่แขวนอยู่กับราวข้างๆ ลงมา

       แม้จะดึกดื่นค่ำคืน แต่ภายในสโมสรเจียซื่อ ยังคงเปิดไฟสว่างโร่ เยี่ยชิวกับซูมู่เฉิงก้าวออกจากห้อง เดินไปจนถึงสุดปลายทางเดิน บริเวณนี้เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ เมื่อก้าวเข้าประตู จะเห็นหน้าจอแสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดแทบจะเต็มฝาผนังด้านหนึ่ง บนจอแสดงลำดับผลการแข่งขันของ “สมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพ” และข้อมูลทางสถิติต่างๆ

       ลำดับผลการแข่งขัน: ทีมสโมสรเจียซื่ออยู่อันดับที่สิบเก้า เป็นตำแหน่งรองบ๊วย

       สำหรับทีมยอดฝีมือที่เคยทำผลงานครองแชมป์สามสมัยซ้อน อันดับเช่นนี้เป็นเรื่องที่แยงตามาก แต่ในขณะนี้ มันกลับแขวนหราอยู่บนฝาผนังห้องอย่างโจ่งแจ้ง เสมือนกำลังเย้ยหยันทุกคน อย่างไร้ความปรานี

       ทว่าบรรยากาศภายในห้องประชุมกลับไม่ได้อึมครึมแต่อย่างใด ซ้ำยังรู้สึกอบอวลความเป็นมิตร บรรดาลูกทีมของทีมเจียซื่อ ขณะนี้กำลังล้อมหน้าล้อมหลังบุคคลคนหนึ่งประหนึ่งดาวล้อมเดือน เหมือนกับไม่รู้ไม่เห็นการก้าวเข้าสู่ห้องประชุมของเยี่ยชิว หรือหากใครที่เบนหางตามองมา ในแววตาก็มีแต่ความเย็นชาและเย้ยหยัน

       “เยี่ยชิว ทางสโมสรได้ตัดสินใจแล้วนะว่า จะให้ซุนเสียงที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่รับตำแหน่งกัปตันทีมแทนคุณ และตัว 'อี๋เยี่ยจือชิว' นับแต่นี้ไปจะให้ซุนเสียงเป็นคนใช้งานด้วย” ผู้จัดการสโมสรเมื่อเห็นเยี่ยชิวเข้ามาถึงก็หันมาบอก ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่มีการพูดจาอ้อมค้อม เจอหน้าก็แจ้งทราบตรงๆ อย่างเย็นชา แล้งน้ำใจเสมือนปาก้อนกระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วทิ้ง

       ซูมู่เฉิงอ้าปากจะพูด แต่เยี่ยชิวรั้งห้ามเบาๆ เขาส่ายหน้าให้เธอพร้อมยิ้มน้อยๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าตนไม่เป็นไร

       “พี่เยี่ย ขอโทษด้วยนะ มาถึงปุ๊บก็แย่งเก้าอี้ของพี่เลย” เก้าอี้ลำดับที่หนึ่งทางซ้ายมือของโต๊ะประชุม---ที่นั่งประจำตำแหน่งกัปตันทีมเจียซื่อ ซึ่งเดิมควรจะเป็นของเยี่ยชิว ขณะนี้ซุนเสียงนั่งอยู่บนนั้นอย่างจังก้า แม้เขาจะพูดคำพูดนี้ แต่สายตากลับไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเยี่ยชิวสักแวบหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพียงการมองข้ามหัวเท่านั้น แต่มันคือการไม่มองเลยต่างหาก สายตาของซุนเสียง จับจ้องอยู่บนตัวซูมู่เฉิงที่ก้าวเข้าประตูห้องมาพร้อมเยี่ยชิวเสียมากกว่า

       หากจะให้พูดกันอย่างเป็นธรรม ซูมู่เฉิงดึงดูดสายตาได้มากกว่าเยี่ยชิวจริงๆ เธอเป็นเจ้าของฉายาสาวงามอันดับหนึ่งแห่งสมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพ หรือต่อให้ก้าวออกไปจากวงการนี้ จับเธอโยนเข้าวงการบันเทิงซึ่งมีคนสวยๆ งามๆ มากมายนับไม่ถ้วน เธอก็ยังมีความสวยระดับที่หาตัวจับยากอยู่ดี

       ต่อให้เป็นพวกเพื่อนร่วมทีมของซูมู่เฉิงเองในสโมสรเจียซื่อ ขณะที่เห็นซูมู่เฉิงเดินเข้ามา ก็ยังอดมองตาค้างกันไม่ได้ แต่พวกเขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เพราะขณะนี้พวกเขารู้สึกว่า มีบุคคลซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่า ที่ควรค่าแก่การเอาใจ

       “ฮ่าฮ่า พี่เสียงเกอก็พูดเกินไป เก้าอี้ตัวนี้เหมาะสมกับพี่อย่างพอดิบพอดี” ทุกคนที่ได้สติ ต่างรีบต่อมุกบทสนทนาเมื่อครู่กันยกใหญ่

       “ถูกต้อง คนบางคนน่ะแก่แล้ว ตกยุคแล้ว!”

       “ตัวอี๋เยี่ยจือชิวก็สมควรให้พี่เสียงเกอเป็นคนควบคุม ถึงจะสามารถแสดงพลังฝีมือที่แท้จริงของเทพสงครามออกมาได้อย่างเต็มที่”

       เขาผู้นี้ก็คือจุดสนใจของทุกคนในยามนี้ ซุนเสียง อัจฉริยะคนใหม่แห่งสมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพ เพิ่งเข้าลีกเมื่อปีที่แล้วก็ได้ฉายาราชาหน้าใหม่ ทำสถิติส่วนตัวไม่ด้อยไปกว่า MVP (ผู้เล่นที่ทรงคุณค่าสูงสุด) ของปีเดียวกันเท่าไหร่เลย ผลการแข่งขันประจำฤดูกาลนี้ ซุนเสียงเป็นผู้นำพาทีมเยวี่ยหยุน (เหนือเมฆ) ซึ่งมีศักยภาพเพียงปานกลาง ให้ไต่อันดับขึ้นมาถึงอันดับที่แปดของลีก สร้างความหวังให้ทีมมีลุ้นสู่เข้ารอบตัดเชือก แต่เขากลับย้ายทีมกลางคัน มาเข้าสโมสรเจียซื่อซึ่งมีผลงานการแข่งขันเละเป็นโจ๊ก เพราะถึงแม้สโมสรเจียซื่อจะทำผลงานยอดแย่ แต่ก็เป็นเจ้าของไอดีของตัวละครที่มีสมญานามว่าเทพสงครามแห่งกลอรี่---นักเวทสงคราม อี๋เยี่ยจือชิว (หนึ่งใบไม้แห่งสารทฤดู)

       เด็กหนุ่มที่เข้าลีกไม่ถึงสองปีเต็ม อายุยังน้อย แต่เหล่าลูกทีมของสโมสรเจียซื่อกลับหน้าด้านหน้าทนเรียกเขาว่า “พี่” เห็นได้ว่าต่างมองออกกันแล้วว่า ซุนเสียงจะกลายเป็นลูกพี่ใหญ่ของทีมเจียซื่อในอนาคต ส่วนซุนเสียงนั้นก็รับคำยกยอเหล่านี้อย่างแช่มชื่น ในที่สุดเขาก็ยอมขยับหน้าหันมามองเยี่ยชิวแวบหนึ่ง ในสายตาเปี่ยมด้วยความดูแคลน

       “เยี่ยชิว มอบไอดีอี๋เยี่ยจือชิวให้ซุนเสียงเสียสิ!” ผู้จัดการสโมสรกล่าว

       แม้เยี่ยชิวจะเป็นคนใจกว้างแค่ไหน ในนาทีนี้ หัวใจก็อดเจ็บแปลบขึ้นมาไม่ได้ เยี่ยชิว/อี๋เยี่ยจือชิว เพียงฟังชื่อก็รู้ว่าชื่อกับไอดีนี้เกี่ยวข้องกัน นี่เป็นไอดีที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเมื่อแรกเข้าสู่โลกแห่ง “กลอรี่” เกมออนไลน์เกมนี้ นับเป็นเวลาสิบปีแล้ว ไอดีนี้อยู่คู่เยี่ยชิวมาแล้วสิบปีเต็ม จากผู้เล่นฝึกหัดในช่วงต้น จนกระทั่งได้รับเกียรติให้เป็นยอดฝีมือระดับตำราสอน จากนักเวทสงครามตัวน้อยๆ ในยุคบุกเบิก จนกลายเป็น “เทพสงคราม” ชื่อก้องแห่งโลกของกลอรี่ ทว่าตั้งแต่เมื่อก้าวเข้าสู่วงการกีฬาลีกอาชีพเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากเซ็นสัญญากับสโมสร สิทธิทั้งหมดในตัวไอดีอี๋เยี่ยจือชิว ก็ได้เปลี่ยนมือไปเป็นของสโมสรแล้ว เยี่ยชิวรู้แต่แรกว่าตัวเขากับไอดีนี้ สักวันต้องแยกจากกัน ซึ่งในที่สุด วันนั้นก็มาถึง

       นิ้วของเยี่ยชิวสั่นเล็กน้อย สำหรับยอดฝีมือแห่งลีกอาชีพ สองมือที่มั่นคงคือสิ่งจำเป็น แต่บัดนี้ อาการสั่นเทิ้ม กลับเกิดขึ้นกับเยี่ยชิวผู้เป็นนักเล่นชั้นครูที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งดุจหินผา ซูมู่เฉิงเบี่ยงหน้าหนี เธอไม่อาจทนดูฉากตรงหน้า แต่ก็จนปัญญาจะช่วยเหลือ

       ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของทุกคน การ์ดไอดีของอี๋เยี่ยจือชิวสีขาวเงินแผ่นนั้น ถูกยื่นออกไปตรงหน้าซุนเสียง

       ในดวงตาของซุนเสียง เปล่งประกายความตื่นเต้นและโลภกระหาย เหตุที่เขายินยอมย้ายมาเข้าสโมสรเจียซื่อซึ่งมีผลงานตกอันดับฮวบฮาบมาตลอดสองปีหลัง ก็เพียงเพราะที่นี่คือผู้ถือครองสิทธิ์ของอี๋เยี่ยจือชิว ไอดีตัวท็อปแห่งวงการ เยี่ยชิว ผู้ควบคุมคนเดิม ในช่วงหลายปีมานี้ทำผลงานตกต่ำ เกิดปัญหาขัดแย้งกับสโมสรไม่หยุดหย่อน ซุนเสียงมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า เขาสามารถเข้ามาเสียบแแทนที่ได้

       “ถึงมือแล้ว!” ชั่วขณะที่รับการ์ด ซุนเสียงรู้สึกลุ้นระทึก แต่ปรากฏว่า กลับรู้สึกถึงแรงต้านเล็กน้อย ส่งมาจากการ์ด

       ซุนเสียงสัมผัสได้ถึงความปล่อยมือไม่ลงของเยี่ยชิว พลันหัวเราะออกมาอย่างเย่อหยิ่ง “ปล่อยมือเถอะ พี่เยี่ยชิว มือของคุณสั่นซะขนาดนั้น มือสั่นๆ อย่างนี้จะไปแสดงพลังของเทพสงครามออกมาได้ยังไง ยกให้ผมเถอะ! ผมจะทำให้ชื่อของเทพสงคราม ได้ดังกระหึ่มไปทั่วกลอรี่อีกครั้ง ส่วนคุณน่ะ เกษียณได้แล้ว!”

       เพิ่งจะพูดจบ ซุนเสียงก็มองเห็นแววตาอันไม่แคร์โลกตลอดมาของเยี่ยชิว ซึ่งฉายความอาลัยอาวรณ์เพียงเสี้ยวขณะที่ส่งมอบตัวอี๋เยี่ยจือชิวนั้น พลันฉายประกายคมกริบขึ้น เขายังต้องตกใจอีกที่พบว่า สองมือที่เพิ่งสั่นระริกนั่นของเยี่ยชิว อยู่ๆ ก็หยุดนิ่งอย่างมั่นคง

       “คุณชอบเกมเกมนี้ไหม” เยี่ยชิวพลันจ้องซุนเสียงแล้วเอ่ยถาม

       “ว่าไงนะ” ซุนเสียงงุนงง

       “ถ้าคุณชอบ ขอให้มองว่าทุกสิ่งในกลอรี่ คือเกียรติศักดิ์ศรี ไม่ใช่การโอ้อวด”

       “คุณพูดอะไรของคุณ แล้วคุณยุ่งอะไรด้วย” ซุนเสียงพลันรู้สึกเสียหน้า เสี้ยวขณะนั้น ไม่รู้ทำไมเขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเตี้ยลงไปกว่าเยี่ยชิวหนึ่งช่วงหัว เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายข่มเขาสำเร็จ เขามาเพื่อแทนที่เยี่ยชิว เขามาเพื่อครอบครองเทพสงคราม อี๋เยี่ยจือชิว

       “จงเก็บรักษามันให้ดี” ขณะซุนเสียงกำลังจะรวบรวมกำลังเพื่อเริ่มใหม่ เยี่ยชิวก็ได้ปล่อยมือจากการ์ดแล้ว เอ่ยเสียงเรียบๆ แล้วหมุนตัวเตรียมจากไป

       “เยี่ยชิว!” ขณะนี้เอง ผู้จัดการสโมสรพลันเรียกชื่อเขา

       เยี่ยชิวหยุดเดิน เอียงคอหันมาเล็กน้อย ได้ยินเสียงของผู้จัดการพูดกับเขาจากด้านหลังว่า “ตอนนี้ทางสโมสรยังไม่มีไอดีสำหรับลงแข่งที่เหมาะกับคุณ คุณก็รับหน้าที่เป็นคู่ซ้อมให้กับทีมไปก่อนละกันนะ!”

       คู่ซ้อม... ยอดฝีมือที่เคยสร้างยุคทองแห่งลีกอาชีพ กวาดรางวัลเกียรติยศส่วนบุคคลจนครบมาทุกรางวัล บัดนี้กลับต้องตกต่ำถึงขั้นเป็นคู่ซ้อม

       กับการจัดสรรตำแหน่งหน้าที่เช่นนี้ ซุนเสียงรู้สึกสนอกสนใจอย่างมาก เขารับลูกต่อด้วยการหัวเราะขึ้นมาทันที “ฝีมือระดับพี่เยี่ย ย่อมเป็นคู่ซ้อมได้อย่างไม่มีปัญหา ตำแหน่งคู่ซ้อมอันดับหนึ่งแห่งสมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพ ต้องเป็นของคุณอย่างแน่นอน!”

       “เหอะๆ” แม้นถูกหยามหน้าเช่นนี้ เยี่ยชิวก็ยังหัวเราะออก เขาหันกลับมามองผู้จัดการ “คู่ซ้อมนะหรือ ผมว่าไม่ต้องหรอก ยกเลิกสัญญาซะเถอะ!”

       “ยกเลิกสัญญา? คุณจะเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญา?” สีหน้าของผู้จัดการ ดูมีเลศนัย

       “ใช่ ผมเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญา”

       “อย่าเพิ่งวู่วามสิ!” ซูมู่เฉิงรีบเข้ามาห้าม สมาพันธ์มีกฎของสมาพันธ์ ในระหว่างอายุสัญญา ยกเว้นจะมีเหตุผลพิเศษ มิเช่นนั้นแล้วฝ่ายที่ขอยกเลิกสัญญาต้องจ่ายเงินค่าปรับ ขณะนี้สัญญาระหว่างเยี่ยชิวกับสโมสรเจียซื่อยังเหลืออายุอีกหนึ่งปีครึ่ง หากขอยกเลิกสัญญาจริง ความเสียหายจะหนักมาก แต่สำหรับซูมู่เฉิงแล้ว สิ่งที่เธอหวาดกลัวยิ่งกว่า คือการจากไปของเยี่ยชิว

       “เถ้าแก่ยังไม่กลับ ไว้รอเถ้าแก่กลับมาก่อนค่อยว่ากันเถอะนะ!” ซูมู่เฉิงยังหวังว่าเยี่ยชิวจะใจเย็นลง

       แต่เยี่ยชิวเหลือบเห็นร่องรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของผู้จัดการอยู่ก่อนแล้ว เขายิ้มส่ายหน้าให้ซูมู่เฉิงอย่างปวดร้าว “มู่เฉิง เธอยังไม่เข้าใจอีกหรือ ความต้องการให้ฉันออก ก็คือจุดประสงค์ของเถ้าแก่นั่นแหละ สำหรับสโมสรแล้ว การคงอยู่ของฉัน ไม่มีมูลค่าใดๆ อีกแล้ว เป็นได้แค่ภาระทางเงินเดือนเท่านั้นเอง”

       “ไม่หรอกน่า จะไปเป็นภาระได้ยังไง ฝีมือของพี่ไม่ได้แพ้ใครเลย” ซูมู่เฉิงกล่าว

       “นี่ไม่ใช่เรื่องฝีมืออย่างเดียว มันเป็นธุรกิจ ส่วนฉัน ไม่เคยมีมูลค่าใดๆ ในเชิงพาณิชย์เลย” เยี่ยชิวกล่าว

       “ความจริงแล้วคุณมี แต่คุณเลือกทอดทิ้งมัน” ขณะนี้ ผู้จัดการพลันพูดแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา

       “ถูกแล้ว มันเป็นทางเลือกของผมเอง” เยี่ยชิวกล่าว มาถึงวันนี้ สมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพโด่งดังคับฟ้า สปอนเซอร์ต่างๆ รุมเข้าไม่หยุด ผู้เล่นยอดฝีมือดาวเด่นในสมาพันธ์ย่อมรับงานโฆษณา รับงานพรีเซนเตอร์กันสนุกสนาน แต่เยี่ยชิว ในฐานะนักกีฬาตัวท็อป กลับปฏิเสธงานโฆษณาและพรีเซนเตอร์ทุกชนิดมาโดยตลอด แม้แต่การให้สัมภาษณ์ ออกสื่อออกงานแถลงข่าวต่างๆ ก็ปฏิเสธเข้าร่วม เขาเป็นเหมือนชาวเน็ตหัวโบราณ ที่เก็บเนื้อซ่อนตัว ปกปิดตัวจริงของตัวเอง หลบอยู่ใต้โลกเสมือนอย่างระมัดระวัง

       สำหรับเรื่องนี้ ทางสโมสรไม่พอใจมาก พวกเขามองดูภูเขาทองคำทั้งลูกตั้งอยู่ข้างตัว แต่ไม่สามารถขูดรีดผลประโยชน์ใดๆ จากตัวเขาได้แม้แต่นิดเดียว แต่เป็นเพราะฝีมือการเล่นของเยี่ยชิวนั้นแกร่งจริง ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับสโมสร ล่ารางวัลเกียรติยศมามากมาย ทำให้พวกเขาต่างยอมอดทนอดกลั้น แต่เมื่อถึงวันที่ผลงานของเขาเริ่มไม่โดดเด่น ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป

       “ความเป็นเชิงพาณิชย์ของเกมการแข่งขัน ทำให้พวกเราอยู่รอด แต่ตอนนี้...” เยี่ยชิวไม่กล่าวต่อไป เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพัฒนาการเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือร้าย สมาพันธ์ลีกอาชีพในยามนี้ คลุ้งไปด้วยกลิ่นสาบเงิน เจ้าของสโมสรทุกแห่ง ข้อคำนึงแรกของพวกเขาคือทำอย่างไรจึงจะใช้ทีมนักกีฬาในทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ สำหรับเยี่ยชิว เขามีความรักที่เขามีต่อเกม เขาได้ลงทุนลงแรง ต่อสู้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อกลอรี่ เขาคิดถึงยุคที่สมาพันธ์เพิ่งเกิดใหม่ๆ แต่ในยามนี้ ความเสาะแสวงหาที่มีต่อกลอรี่ มีเพียงเสาะแสวงผลประโยชน์ที่มากขึ้นๆ เพียงอย่างเดียว

       ซูมู่เฉิงไม่พูดใดๆ อีก เธอเดินเคียงข้างเยี่ยชิวมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เธอเป็นผู้เล่นยอดฝีมือคนหนึ่งที่ประจักษ์รู้เห็นทุกสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ดวงตาของเธอรื้นไปด้วยน้ำตา เธอรู้ เยี่ยชิวจะจากไปจริงๆ แล้ว การห้ามเขา รังแต่จะทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งขึ้น

       “ถ้าอย่างนั้น ฉัน...”

       “ไม่ต้องหรอก” เยี่ยชิวพูดขัดขึ้น เขารู้ว่าซูมู่เฉิงจะพูดอะไร “วางใจเถอะ ฉันยังไม่ถึงเวลาต้องสิ้นหวัง ฉันจะกลับมา”

       “ใช่แล้ว สมกับเป็นเยี่ยชิวที่ฉันรู้จัก มีความทะเยอทะยานสูง ถ้างั้นเรามาตกลงเรื่องค่ายกเลิกสัญญากันเถอะ พูดตามตรง ตลอดเวลาหลายปีที่คุณอยู่กับเจียซื่อ คุณมีความดีความชอบใหญ่หลวง พวกเราก็ไม่ใจร้ายขนาดนั้น ในเมื่อคุณอยากจะไป เรามานั่งลงเจรจากันด้วยดี หาข้อตกลงร่วมกัน สำหรับยกเลิกสัญญากันดีไหม”

       “พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า เงื่อนไขของพวกคุณคืออะไร” เยี่ยชิวถาม

       “เยี่ยม ตรงไปตรงมา เงื่อนไขนั้นง่ายมาก ขอแค่คุณประกาศวางมือ” ผู้จัดการกล่าว

       “วางมือ เงื่อนไขแบบนี้คุณยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ใจร้ายอีกหรือ” ซูมู่เฉิงเดือดดาล ตอนนี้เยี่ยชิวอายุยี่สิบห้า สำหรับนักกีฬาอี-สปอร์ตนับได้ว่าสูงวัยแล้ว การวางมือในช่วงอายุเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อครู่เยี่ยชิวเพิ่งประกาศออกไปหยกๆ ว่าเขายังไม่อยากเลิกเล่น แล้วผู้จัดการสโมสรเจียซื่อก็พลันยื่นเงื่อนไขของการยกเลิกสัญญาให้เป็นการวางมือ เห็นได้ชัดว่าเป็นการหาเรื่องกันตรงๆ

       นักกีฬาที่ประกาศวางมือ จะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในลีกอาชีพ แม้ผู้ที่ประกาศวางมือแล้วยังสามารถหวนกลับเข้าวงการใหม่ได้ แต่ข้อบังคับของสมาพันธ์กลอรี่ลีกอาชีพคือ นักกีฬาที่ประกาศวางมือ ต้องห้ามลงสนามแข่งขันหนึ่งปีเต็ม แล้วจึงจะกลับเข้าลีกได้ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักกีฬาที่วันนี้ประกาศวางมือ แล้วพรุ่งนี้กลับมาเล่นใหม่ในนามทีมใหม่ แต่เยี่ยชิวนั้นอยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่งของนักเล่นอาชีพ เวลาของทุกวันมีค่ามาก บัดนี้กลับต้องเสียเวลาหนึ่งปีไปอย่างสูญเปล่า หนึ่งปีหลังจากนี้ ต่อให้เขาหวนกลับเข้าวงการใหม่ แต่ด้วยวัยที่สูงขึ้น บวกกับไม่มีการแข่งขันระดับมืออาชีพไว้หล่อเลี้ยงฝีมือเป็นเวลาตลอดหนึ่งปี อาศัยแต่เพียงชื่อเสียงในอดีต จะยังมีสโมสรที่ยินดีรับเขาเข้าทีมหรือไม่ ยังเป็นปัญหา พึงรู้ด้วยว่าเยี่ยชิวยังมีข้อด้อยอันเป็นจุดตายอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือเขาปฏิเสธการทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งปวง

       นี่ฟังดูเหมือนเป็นเงื่อนไขข้อตกลงที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่เยี่ยชิวกลับพยักหน้าอย่างง่ายดาย “ผมตกลง”

       “พี่เป็นบ้าไปแล้วหรือไง” ซูมู่เฉิงตกใจมาก

       “เหนื่อยมาตั้งหลายปีแล้ว ได้พักผ่อนสักปีไม่ดีตรงไหน” เยี่ยชิวยิ้ม

       “พี่... พี่คิดอะไรอยู่กันแน่” ซูมู่เฉิงไม่เข้าใจเลยสักนิด

       “ก็เปล่านะ” พอเยี่ยชิวหันกลับมา ทางฝ่ายผู้จัดการก็ยื่นเอกสารสองสามแผ่นมาให้ เยี่ยชิวรับมาอ่านดูแล้วก็ยิ้ม อีกฝ่ายเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้วนี่นา! คิดพลางเยี่ยชิวก็จดปากกา เซ็นชื่อลงไปอย่างรวดเร็ว

       ต้องจากกันแล้วสินะ... เยี่ยชิวมองดูสถานที่ที่ตนอาศัยอยู่มาเป็นเวลาเจ็ดปีแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่มีคำกล่าวอำลาใดๆ เป็นพิธีอีก เพียงหมุนตัวเงียบๆ เตรียมตัวผละจาก

       “ฉันไปส่ง” ซูมู่เฉิง คือคนเดียวเท่านั้น ที่เดินตามเขามา

หนังสือแนะนำ

Special Deal