บทที่ 1 ผู้มากับความตาย

 

      คลื่นทะเลสาดซัดหินโสโครกที่ริมฝั่ง บังเกิดเสียงดังไม่ขาดสาย ชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งหยุดเท้าลง เงี่ยหูสดับฟังเสียงคลื่นอันเป็นนิรันดร์ เสียงคลื่นอันอึกทึก สร้างความอ้างว้างแก่เขากว่าเดิม เขากวาดตาสำรวจมองรอบข้าง พบเห็นบ้านช่องซอมซ่อต่ำเตี้ย ส่วนใหญ่ปิดประตูลง มาตรว่าบางบ้านเปิดประตูออก ก็ไม่ปรากฏเงาร่างผู้คน

      นี่เป็นหมู่บ้านประมงแห่งหนึ่ง กระท่อมที่ซอมซ่อแสดงว่าหมู่บ้านนี้ไม่มั่งคั่งนัก ที่ผิดปรกติธรรมดาคือสภาพอันวิเวกไร้ผู้คน ยามนี้เป็นเวลาหลังเที่ยง มาตรว่าบุรุษฉกรรจ์ในหมู่บ้านล้วนออกทะเลไปหาปลา สมควรมีคนชราและสตรีอยู่สางร่างแห เด็กทารกเที่ยววิ่งเล่นจึงถูกต้อง

      ชายหนุ่มชุดดำยิ้มด้วยความอ้างว้าง เดินถึงข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ทรุดนั่งลงบนลูกกรงกั้นบ่อ พร้อมกับวางห่อผ้าที่แปดเปื้อนฝุ่นละอองลงกับพื้น

      เขารูปร่างสูง ไหล่บ่ากว้าง ตลอดทั้งร่างเปี่ยมพลัง มาตรว่าเค้าใบหน้าค่อนข้างคล้ำ แต่เป็นเพราะรอนแรมเดินทาง กรำแดดลมเกินไป ใบหน้าของเขาหล่อเหลา แววตากลอกกลิ้งปราดเปรียว แสดงว่าเป็นคนหนุ่มที่ฉลาดหลักแหลมผู้หนึ่ง

      เขานั่งอยู่ชั่วขณะ ค่อยตักน้ำจากบ่อถังหนึ่ง จัดแจงล้างหน้า ทั้งดื่มลงไปหลายอึก จากนั้นทรุดนั่งบนลูกกรงกั้นบ่อดังเดิม ดูท่าในเวลาอันส้นไม่คิดจากไป ชั่วครู่ให้หลัง เขาได้ยินเสียงฝีเท้ารีบร้อนแผ่วเบาดังจากด้านขวามือ เมื่อเหลียวหน้ามอง ที่แท้เป็นหญิงสาวชนบทนางหนึ่ง หญิงสาวชนบทนี้กลับมีวงหน้าหมดจดงดงาม แต่ดวงตาทั้งคู่กลิ้งกลอกอย่างเร่งร้อน คล้ายกระต่ายที่ได้รับความตระหนกตัวหนึ่ง ชวนให้ผู้คนบังเกิดความเวทนา นางหิ้วถังไม้เดินถึงข้างบ่อ ยื่นมือหมายตะปบเชือกที่ปากบ่อ

      ชายหนุ่มชุดดำรวดเร็วกว่านางวูบหนึ่ง ตะปบเชือกที่ปากบ่อทิ้งถักตักน้ำลงในบ่อ ตักน้ำบ่อขึ้นมาถังหนึ่งโดยไม่ลำบากกินแรง ยื่นถึงเบื้องหน้านางหญิงสาวชนบทเงยหน้ามองดูเขาแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าเขาประดับด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ ต้องรับถังน้ำไปอย่างลืมตัว เทลงในถังไม้ของตัวเอง

      ชายหนุ่มชุดดำกล่าวว่า

      “ยังไม่เต็ม ข้าพเจ้าจะตักให้กับท่านอีกถังหนึ่ง” หญิงสาวชนบทปล่อยให้เขาตักน้ำถังที่สอง และเทน้ำลงในถังให้กับนาง ค่อยกล่าวว่า

      “ท่าน...ท่านผ่านทางมาหรือ?” นางต้องใช้ความพยายามไม่น้อย ค่อยเปล่งวาจาออกมา ใบหน้าถึงกับกลายเป็นแดงก่ำ

      ชายหนุ่มชุดดำประหลาดใจอยู่บ้าง กล่าวว่า

      “ย่อมผ่านทางมา หากข้าพเจ้าพักอยู่ที่นี้ ท่านไหนเลยไม่รู้จักข้าพเจ้าได้?”

      “อย่างนั้น...ท่านรีบไปเถอะ” ชายหนุ่มชุดดำเลิกคิ้วกล่าวว่า

      “เพราะเหตุใด?”

      “รีบไปเถอะ หากชักช้าก็ไม่ทันการณ์แล้ว” นางกล่าวถึงตอนท้าย คล้ายกำลังวิงวอนขอร้องเขาก็ปาน ชายหนุ่มชุดดำขบคิดอย่างว่องไว แล้วกล่าว

      “ที่นี้จะเกิดเรื่องขึ้นหรือ?” ความเงียบวังเวงของหมู่บ้าน ทำให้เขาฉุกคิดถึงข้อนี้ จริงดังคาดหมาย หญิงสาวชนบทผงกศีรษะกล่าวว่า

      “ถูกแล้ว”

      “อย่างนั้นหากข้าพเจ้าเดินทางต่อ ไยมิใช่เผชิญกับคนเหล่านั้น?” หญิงสาวชนบทรับฟังจนงงงันวูบ ชายหนุ่มชุดดำกล่าวว่า

      “ใช่มีสถานที่ให้ข้าพเจ้าหลบซ่อนตัวหรือไม่?”หญิงสาวชนบทรีบสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “ไม่มี ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ารับตัวท่านไว้”

      “พวกท่านกลัวอะไรหรือ?”

      “นี่เป็นชิงเจี้ยง (ผู้ใหญ่บ้าน) สั่งไว้ ห้ามไม่ให้บ้านใดรับตัวคนแปลกหน้า” ชายหนุ่มชุดดำกล่าวว่า

      “ชิงเจี้ยงพักอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าจะไปถกเหตุผลกับมัน ข้าพเจ้าเป็นคนผ่านทาง จะให้ข้าพเจ้าซ่อนตัวอยู่ที่ใด?”

      “พวกเขาล้วนออกทะเลไปหาปลา บุรุษทั้งหลายต่างต้องหลบหน้าหาไม่จะถูกคนเหล่านั้นฆ่าทิ้ง” ชายหนุ่มชุดดำยักไหล่กล่าวว่า

      “ท่านกลับไปเถอะ ข้าพเจ้าไม่กลัว”  คราครั้งนี้เขากล่าวตามความสัตย์ หญิงสาวชนบทกลับไม่เชื่อจากสำเนียงเสียงกล่าวและรอยยิ้มของชายหนุ่มผู้นี้ นางเห็นว่าเขาเป็นคนดีไม่อาจหักใจทนดูเขาประสบภัย ดังนั้นกล่าวว่า

      “ไม่ได้ คนเหล่านั้นดุร้ายยิ่ง”

      “ข้าพเจ้าไม่กลัวจริงๆ ท่านไม่ต้องสนใจข้าพเจ้า”

      หญิงสาวชนบทขบคิดชั่วขณะ พลันกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

      “ท่านตามข้าพเจ้ามา” นางเดินนำหน้า จวบกระทั่งถึงหน้าตึกแถวที่อยู่ทางขวามือห่างไปหลายวา ยกมือผลักประตูบ้านหลังหนึ่ง เหยียบย่างเข้าไป ชายหนุ่มชุดดำติดตามเข้าบ้าน ถามว่า

      “นี่เป็นบ้านของท่านหรือ?” หญิงสาวชนบทรีบปิดประตูลง ทางหนึ่งตอบว่า

      “ถูกแล้ว บิดา กับ กอกอ (พี่ชาย) เราล้วนออกทะเล มีแต่ข้าพเจ้าเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว” นางเหลียวมองชายหนุ่มชุดดำแวบหนึ่ง กล่าวอีกว่า

      “ท่านอย่าได้ออกไปอีก คาดว่าไม่มีเรื่องใดแล้ว”  ชายหนุ่มชุดดำเสาะพบรอยแตกเส้นหนึ่ง ทาบสายตามองออกไปพบว่าเบื้องนอกเป็นลานที่ว่าง บ่อน้ำอยู่กึ่งกลางเอง ดังนั้นกล่าวว่า

      “รอสักครู่เป็นผู้ใดรุดมา?”

      “บ้างเป็นโจรสลัด บางคนยังดุร้ายกว่าโจรสลัดอีก พวกเขาต่อยตีกับคนผู้หนึ่ง นั่นเป็นการเสี่ยงชีวิตจริงๆ ทุกผู้คนล้วนใช้ดาบกระบี่ โจรสลัดเหล่านั้นต่อสู้จนกลัวเกรง มักเสาะหาผู้คนมาร่วมมือกันจัดการกับคนผู้นั้น”

      ชายหนุ่มชุดดำกล่าวอย่างสงสัยใจ

      “ท่านพบเห็นมาหลายครั้งหรือ?”

      “เห็นทั้งสิ้นสามครั้ง ทุกหนึ่งปีจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ไม่ว่าผุ้ใดก็ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด”

      ชายหนุ่มชุดดำซักถามว่า

      “คนผู้นั้นมีลักษณะอย่างไร?”

      “เขาสวมชุดขาว ถือดาบยาวเล่มหนึ่ง มีความคมกล้ายิ่ง เพียงปาดเบาๆ ก็สามารถฆ่าคน เขามีอายุสามสิบเศษ ใบหน้าซีดขาว แต่มีกลิ่นอายดุร้ายอยู่บ้าง”

      “เขามีเพียงคนเดียวหรือ?”

      “ถูกแล้ว เขามีเพียงคนเดียว มิหนำซ้ำแต่ละครั้งไม่ทราบมาจากที่ใด มีอยู่ครั้งหนึ่งโจรสลัดเหล่านั้นมาก่อน ค้นทั่วหมู่บ้าน แต่เมื่อถึงเวลาคนชุดขาวนั้นก็ปรากฏกายขึ้นกลางลานที่ว่าง”

ชายหนุ่มชุดดำปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง กล่าวว่า

      “เช่นนี้เป็นว่า กฎที่ห้ามไม่ให้รับตัวคนแปลกหน้าของหมู่บ้านเป็นคำสั่งของโจรสลัดเหล่านั้นแล้ว?”

      “ถูกแล้ว พวกเราล้วนไม่กล้าตอแยพวกเขา”

      “อย่างนั้นท่านรับตัวข้าพเจ้าไว้ ไยมิใช่อันตรายยิ่ง?”

หญิงสาวชนบทลังเลเล็กน้อยจึงกล่าว

      “พวกเขายังไม่มา ดังนั้นไม่เป็นไร”

      “ข้าพเจ้ายังคงอย่าได้สร้างความลำบากแก่ท่าน หาไม่วันหน้าโจรสลัดจะรังควานบ้านท่าน” หญิงสาวชนบทยื่นมือฉุดดึงชายเสื้อของเขาไว้ กล่าวว่า

      “ไม่ได้ หากท่านถูกคนร้ายเหล่านั้นพบเห็น ต้องถูกทุบตีจนตายแน่นอน”

      “ไม่ต้องกลัว ข้าพเจ้าสามารถต่อยตีผู้คนแปดคนสิบคน”

      “แต่ผู้อื่นพกดาบกระบี่ ท่านไม่มีอาวุธติดตัว”

ชายหนุ่มชุดดำครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว

      “นางกล่าวถูกต้อง การต่อสู้เช่นนี้ดำเนินมาเป็นเวลาสามปี ไม่แน่ว่าฝ่ายโจรสลัดเชื้อเชิญยอดฝีมือมาช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลาเราคนน้อยสู้พวกมากไม่ได้ ไยมิใช่เป็นเรื่องคับแค้นใจนัก?”

จากนั้นหวนนึกถึงคนชุดขาวที่ใช้ดาบ คนผู้นี้ไม่เพียงสู้ศัตรูเพียงลำพัง มิหนำซ้ำต้องเผชิญกับคู่มือที่ไม่ทราบมาจากสารทิศใด กำลังขวัญนี้เป็นที่น่าเลื่อมใสนัก

เขาเหลียวมองหญิงสาวชนบท เห็นนางมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี บนใบหน้ายังแฝงเค้าความไร้เดียวสา แสดงว่านางเกลี้ยกล่อมตนหลบซ่อนตัวด้วยความเห็นอกเห็นใจ การุณยธรรมของนางยิ่งควรแก่การยกย่อง

เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่าน กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเรียกว่าซิมอู โกวเนี้ยแซ่ใด?”

หญิงสาวชนบทกล่าวว่า

      “ข้าพาเจ้าแซ่ตั้ง เรียกว่าชุนฮี้ (วสันต์หรรษา)”

ซิมอูกล่าวว่า

      “นามนี้ไพเราะยิ่ง ท่านเคยเล่าเรียนหนังสือหรือไม่?”

ตั้งชุนฮี้ปฏิเสธคำหนึ่ง ซิมอูซักถามว่า

      “หมู่บ้านนี้มีผู้คนมากน้อยเท่าใด?”

      “ไม่ถึงหนึ่งพันคน”

      “นับเป็นหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง คนในหมู่บ้านล้วนมีอาชีพจับปลาหรือ?”

      “ถูกแล้ว....”

สุ้มเสียงนางขาดหายแต่กลางคัน ที่แท้ซิมอูยกมือทำท่าอย่าให้นางส่งเสียง พร้อมกับชี้มือยังเบื้องนอก

ตั้งชุนฮี้เดินไปยังร่องแตกอีกสายหนึ่ง ทาบสายตามองออกไปกล่าวเบาๆ

      “มาแล้ว เป็นคนร้ายเหล่านั้นเอง...”

      ซิมอูมองผ่านร่องแตกออกไป เห็นผู้คนสิบกว่าคนก้าวยาวๆ เข้ามายังลานที่ว่าง

      ผู้คนสิบกว่าคนนี้ล้วนเป็นบุรุษ มีทั้งชราฉกรรจ์ ทั้งอัปลักษณ์หล่อเหลา ในจำนวนนั้นมีอยู่หลายคนที่แต่งกายผิดแผกจากผู้คนทั่วไปเนื่องด้วยตั้งชุนฮี้บอกกล่าวไว้ ดังนั้นเขามองปราดเดียวก็ดูออกว่า ชายฉกรรจ์หกคนนี้เป็นโจรสลัดอันดุร้าย

ที่หลงเหลือมีอยู่สองคนเป็นชายชรา อายุระหว่างห้าสิบถึงหกสิบปี หนึ่งในสองสวมชุดยาว เนื้อผ้าชั้นดี รับกับเคราดำสามแฉกที่ใต้ค้างลักษณะคล้ายเศรษฐีมีทรัพย์

อีกคนหนึ่งสวมเสื้อนวมสีดำแขนสั้น หว่างเอวผูกสายรัดผ้ามือถือกล้องยาเส้นยาวสี่เชียะ เดินพลางสูบยาพลาง ลักษณะคล้ายคนชนบททางภาคเหนือ แต่มันเมื่ออยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมิใช่เป็นผู้มีอาชีพกสิกรรม

ยังมีคนวัยฉกรรจ์อีกสี่คน สามในสี่มีรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน อาวุธที่ใช้ก็เป็นตาขอคู่ แสดงว่าคนทั้งสามเป็นพี่น้องพวกพ้องเดียวกัน อีกคนหนึ่งไว้เคราครึ้มอยู่ข้างแก้ม กลางหลังสะพายดาบฝีเท้าหนักแน่นมีพลัง

แต่สายตาของซิมอูไม่ได้ถูกผู้คนดังกล่าวดึงดูดไว้

      ผู้ที่เขาให้ความสนใจที่สุดคือ ชายหนุ่มที่รั้งท้ายสุดคนหนึ่ง ชายหนุ่มนี้หล่อเหลางดงาม สวมเสื้อสีเขียวกรุยกราย เพียงแต่รูปร่างเตี้ยไปบ้าง คนก็ขาวไปบ้าง คล้ายขาดความองอาจชนิดหนึ่ง ที่กลางหลังสะพายกระบี่เล่มหนึ่ง พู่กระบี่โชยพัดพลิ้ว ดูไปคล้ายเป็นกระบี่ที่ดีเล่มหนึ่ง

      ซิมอูส่งสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น

      ‘ชายหนุ่มนี้ไม่คล้ายเป็นคนมีฝีมือ ทั้งขาดเค้าความดุร้าย ไฉนร่วมทางกับผู้คนกลุ่มนี้ หากมันไม่มีวิทยายุทธ์อยู่ท่าสองท่า คนเหล่านี้ต้องไม่อนุญาตมันร่วมทาง ดังนั้นชายหนุ่มนี้ต้องเป็นบุคคลลึกซึ้งที่สุด’

      เห็นโจรสลัดทั้งหกกระจายกำลังออก ถืออาวุธออกค้นหาโดยรอบ

      ซิมอูพบว่าตั้งชุนฮี้ร่างสั่นระริกเล็กน้อย ทราบว่านางกริ่งเกรงโจรสลัดเหล่านั้นเข้าห้องมาพบเห็นตน มาตรว่าตนไม่กลัว แต่เพื่อหญิงสาวชนบทนางนี้ ไม่อาจละเลยโดยไม่แยแส ดังนั้นยืดกายขึ้น

ตั้งชุนฮ้มองความเคลื่อนไหวของเขา เห็นเขายัดห่อผ้าไว้ที่ซอกมุมเร้นลับ จากนั้นเปิดตู้เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่ปลายเตียงออก รื้อเสื้อผ้าออกมาหลายชุด

เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนเป็นของบิดากับตั้งชุนฮี้ ซิมอูเปลื้องเสื้อชั้นนอกกระทั่งเสื้อชั้นในก็ถอดออกมา ค่อยสวมใส่เสื้อในและนอกของชาวประมง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เขากลับกลายเป็นชาวประมงหนุ่มคนหนึ่ง จากนั้นเขาปลดหมวกนักสู้ลงมา สยายผมเผ้าเล็กน้อยค่อยกลับมายังข้างกายตั้งชุนฮี้ ทาบสายตามองออกไป

ซิมอูเห็นโจรสลัดเหล่านั้นบุกเข้าห้องไปตรวจดูเป็นครั้งครา ดังนั้นกระซิบที่ข้างหูตั้งชุนฮี้ว่า

      “ไม่ต้องกลัว หากพวกมันเข้าห้องมาตรวจค้น ข้าพเจ้าจะแสร้งเป็นนอนป่วยบนเตียง”

      ตั้งชุนฮี้ผงกศีรษะรับ ทั้งสองมองออกไปใหม่ เห็นยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มก็เข้าร่วมการตรวจค้น เดินเข้าไปยังบ้านช่องที่โจรสลัดเหล่านั้นเปิดประตูออก

ไม่นานให้หลัง ประตูไม้ของบ้านหลังนี้ถูกกระแทกเปิดออก โจรสลัดดุร้ายผู้หนึ่งเดินเข้ามา มันมองดูแวบหนึ่งก็ล่าถอยออกไป ร้องเรียกว่า

      “เล้าเล่าตั่ว (อันดับแรกแซ่เล้า) มาทางด้านนี้”

      นอกจากโจรสลัดที่ถูกเรียกหาเป็นเล้าเล่าตั่วแล้ว ผู้คนที่หลงเหลือก็มุ่งความสนใจมาทางด้านนี้

      เล้าเล่าตั่ววิ่งปราดมา ถามว่า

      “เป็นไรหรือ?”

      โจรสลัดนั้นกล่าวว่า

      “ทางด้านนี้มีคนป่วยคนหนึ่ง”

      เล้าเล่าตั่วเหยียบย่างเข้าห้อง ผู้ที่ติดตามมันเข้ามามีอยู่สามสี่คนในจำนวนนี้รวมทั้งชายหนุ่มชุดเขียวนั้นด้วย

      เล้าเล่าตั่วเดินเข้าถึงข้างเตียง โบกมือให้ตั้งชุนฮี้ถอยห่างไปพร้อมกับชักดาบแวววับออกมา

      ตั้งชุนฮี้แตกตื่นจนหน้าซีดขาว กล่าวเสียงสั่นสะท้าน

      “เขา...เขาเป็นกอกอข้าพเจ้า...”

เล้าเล่าตั่วตัดบทว่า

      “ไม่ต้องพร่ำพิไร บิดาชมดูจะทราบเอง” มันเพ่งตามอง เห็นชายหนุ่มบนเตียงผิวค่อยข้างคล้ำ คล้ายเป็นชาวประมง ลมหายใจกระชั้นเร่งร้อน มิหนำซ้ำหน้าแดงก่ำ เป็นลักษณะของพิษไข้ขึ้นสูง เล้าเล่าตั่วเหลียวหน้าไปยังผู้คนที่ด้านหลัง กล่าวว่า

      “เด็กน้อยนี้ไม่สบายจริงๆ”

โจรสลัดผู้หนึ่งกล่าวว่า

      “อย่างนั้นพวกเราไปกันเถอะ”

เล้าเล่าตั่วแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

      “ไปหรือ ไม่ง่ายดายปานนั้น”

      “เพราะเหตุใด?”

      “เราท่านล้วนสามารถแสร้งป่วยเป็นไข้สูง ใช่หรือไม่?”

      “ใช่แล้ว อย่างนั้นจัดการมันในดาบเดียวเถอะ”

      เล้าเล่าตั่วไม่ลงมือในบัดดล เหลียวหน้ามองดูบุคคลอื่นซึ่งความจริงการฆ่าชาวประมงคนสองคนเป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดา ไม่ต้องรีรอลังเล แต่ที่นี้ยังมีคนนอก มันไม่สะดวกกับการแสดงออกซึ่งความเป็นเผด็จการเกินไป ดังนั้นมองดูปฏิกิริยาของผู้อื่นก่อน

เล้าเล่าตั่วมองดูแวบหนึ่ง ไม่เห็นมีคนแสดงปฏิกิริยาใด ดังนั้นหันหน้าหาชายหนุ่มบนเตียง ตวัดดาบในมือขึ้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal