บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา

      นครเป่ยจิง ถนนเมี่ยวอิ้ว ต้นถนนคือศาลเจ้าเจินจวินซึ่งเริ่มสร้างในช่วงปีเจินกวาน*(คือช่วงปีที่พระเจ้าถังไท่จงครองราชย์ มีทั้งหมด 23 ปี)ของ ราชวงศ์ถัง หลังผ่านยุคสมัยต่างๆ มายาวนานนับร้อยปี เปลวธูปที่กำจาย ก็ไม่เรืองรองเหมือนเก่า แต่ถนนด้านทิศใต้ของศาลเจ้ากลับกลายเป็น เทือกแถวร้านรวงที่คึกคักจอแจที่สุดในเมือง เวลานั้นเป็นช่วงเที่ยงพอดี ร้านอาหารที่ตั้งแออัดข้างทางไม่มีร้านใดไม่เนืองแน่นด้วยผู้คน ในหมู่ บุรุษสตรีเยาว์วัยที่บรรจงแต่งกาย ย่อมมีบ้างที่เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่ ดังนั้นแม้บางคู่จะเพิ่งรู้จักเริ่มคบหา แต่กลับคล้ายสนิทสนมกันมาแต่ก่อน เก่า

      ชายสองคนเดินลงบันไดมา แต่คนที่กำลังเหลียวมองตามใครคน หนึ่งแทบลืมหายใจนั้นอ่อนวัยกว่า เขาว่า

      “ที่เพิ่งเดินผ่านไปเป็นคุณหนูบ้านใด รูปโฉมไม่ธรรมดาเลย!” ชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้างลดเสียงลง ยิ้มหยันบอก

      “คุณหนูบ้านใดจะแล่นมาถึงในร้านอาหารอย่างนี้ นางมา ‘สนอง ใบบอก’ ต่างหาก”

      “สนองใบบอก?”

      “เฮอะๆ เจ้าช่างเป็นเด็กน้อยโง่เขลาแท้ๆ หอนางโลมในเมืองเรียก การรั้งแขกให้อยู่ค้างว่า ‘งานหอ’ หากนางโลมออกไปทำงานข้างนอกจะ เรียก ‘งานนอก’ การไปทำงานนอกต้องให้แขกเขียนหนังสือเชิญ หนังสือ เชิญนี้เรียก ‘ตั๋วงาน’ หรือ ‘ใบบอก’ การ ‘สนองใบบอก’ ก็คือการตอบรับ ปรนนิบัติแขกของพวกนางโลม”

      “หญิงเมื่อครู่คือนางโลมหรือ นางโลมก็ต้องมีขบวนแห่แหน อลังการปานนี้?”

      “หอนางโลมแบ่งเป็นหลายระดับ ตัวนางโลมเองย่อมมีทั้งสูงส่งและ ตำ่ต้อย หอนางโลมระดับต่ำที่สุดคือ ‘หอนางเฒ่า’ เหล่านางโลมล้วนสูง วัย รูปโฉมอัปลักษณ์ ที่สูงขึ้นมาขั้นหนึ่งคือ ‘โรงพักแรม’ สตรีในหอส่วน ใหญ่พอจะมีจริตมารยาอยู่บ้าง แต่อายุมากแล้ว ส่วนใน ‘ห้องนำ้ชา’ ที่ สูงขึ้นมาอีกขั้นล้วนเป็นหญิงสาวอ่อนเยาว์งดงาม ขณะที่หอคณิการะดับ สูงสุดเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ได้รับการเรียกขานว่า ‘กลุ่มย่อย’  (คำว่า “กลุ่มย่อย” นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์ชิง ช่วงแรกๆ นิยมตั้งชื่อกลุ่มย่อยของตนว่า “เปิ่นปัง (กลุ่มหมู่เรา)” “ฉีปัง (กลุ่มธง)” ซึ่งเป็นชื่อย่านเริงรมย์ทางภาคเหนือ ภายหลังค่อยมีคำว่า “ซูปัง (กลุ่มเมืองกูซู)” “หยางปัง (กลุ่มเมืองเหวยหยาง)” รวมเรียกว่า “ไว่เจียงปัง (กลุ่มนอกเขตแม่น้ำ- หมายถึงต่างเมือง)” เข้ามาด้วย ส่วนคำว่า “กวานเหริน” นั้นเป็นคำเฉพาะใช้เรียกนางคณิกาชั้นสูงในแถบซูโจวและเจ้อเจียง) นางคณิกาในกลุ่ม ย่อยส่วนมากเป็นหญิงงามจากแดนใต้ ดังนั้นจึงเรียกหาพวกนางตามอย่าง คนทางใต้ว่า ‘กวานเหริน’* กวานเหรินในกลุ่มย่อยไม่เพียงรูปโฉมพิลาส ล้ำยังแตกฉานดนตรี หมากล้อม วาดภาพ เขียนอักษร เหล่าแขกขุนนาง ผู้สูงศักดิ์มักเชิญพวกนางไปรินสุราเสริมบรรยากาศ สตรีเมื่อครู่คือกวาน เหรินที่กำลังโด่งดัง แทบครองบัลลังก์แห่งโลกบุปผา นางมาจากกลุ่มสกุล ต้วนในหอไหวหย่า (ปฏิพัทธ์พิสุทธิ์) แห่งตรอกไหวฮวา (ดอกเจดีย์ญี่ปุ่น)

      มีนามว่า ‘ชิงเถียน’ 

      “ท่านอา หากเป็นอย่างท่านว่า ข้าเองก็เขียนใบบอกเรียกแม่นาง ต้วนชิงเถียนนั้นมารับงานนอกได้เช่นกัน ใช่หรือไม่?”

     “อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย คราวนี้พ่อของเจ้าให้เราพาเจ้าเข้าเมืองมา เพราะมีธุระต้องสะสาง มิใช่ให้มาชมหยกงามถามหาความสำราญ เจ้า อายุยังเยาว์ ไว้อีกสองปี อาค่อยพาเจ้าออกเปิดหูเปิดตา”

      ระหว่างที่บุรุษทั้งสองสนทนา สตรีนางนั้นก็เดินชดช้อยขึ้นไปบนชั้นสอง ด้านหลังของนางมี สาวใช้ บริวารกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย บ้างยกกล่องของขวัญ บ้างประคองม้วนภาพวาดตัวอักษร ถือห่อผ้าแพรไหม... ผู้เดินนำขบวนเป็นสาวใช้ที่เติบใหญ่เต็มที่สวมเสื้อรับรูปสีม่วงอ่อนกับกระโปรงบานพลิ้วสีฟ้าจางๆ นางโอบผีผา* (เครื่องดนตรีจีน ลักษณะคล้ายกีตาร์) ที่ห่อด้วยถุงผ้า ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

      “อาหารมื้อนี้ประหลาดนัก เจ้าภาพคือคุณชายเฉียวอวิ้นเจ๋อ แขก ที่เชิญมาก็คือใต้เท้าจู้อีชิ่ง คุณชายเฉียวสอบจอหงวนได้ที่หนึ่ง ส่วนใต้เท้า จู้ก็เป็นกรรมการจัดสอบปีนี้ ว่ากันตามเหตุผล คุณชายเฉียวต้องเรียก ใต้เท้าจู้ว่า ‘จั้วซือ’** (จั้วซือคือ คำเรียกเจ้าหน้าที่จัดสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงงานเลี้ยงวันนี้ก็นับเป็นงานเลี้ยงขอบคุณจั้วซือ แต่ ได้ยินว่าใต้เท้าจู้กลับเป็นเพียงแขกรับเชิญธรรมดาคนหนึ่ง ยังมีแขกสูง ศักดิ์กว่าอีกท่านหนึ่งมาด้วย ไม่ทราบเป็นผู้ใด” นางกลอกตาตลบหนึ่ง ก่อนแลบลิ้นพลางหัวเราะ “ข้าทราบ ในหัวใจของแม่นาง ต่อให้แขกสูง ศักดิ์คนไหน ก็ล้ำค่าสู้เหรียญทองแดงแค่ครึ่งเหรียญของจอหงวนเฉียว ของพวกเราไม่ได้”

เมื่อได้ยินคำ“จอหงวนเฉียว” ชิงเถียนก็ปรายตามองสาวใช้แวบหนึ่ง ต่างหูหยกสลักเป็นรูปคางคกปลิดกิ่งหอมหมื่นลี้*(ในภาษาจีนมีภาษิต “วังคางคกปลิดกิ่งหอมหมื่นลี้” วังคางคกในที่นี้หมายถึงดวงจันทร์ ส่วนหอมหมื่นลี้มักออกดอกช่วง ฤดูใบไม้ร่วงที่มีการสอบเข้ารับราชการพอดี ภาษิตนี้จึงหมายถึงตะกายจันทร์สอบผ่านได้ตำแหน่ง) แกว่งไกวอย่าง รื่นเริง สองคิ้วนางเรียวยาว ดวงตาทั้งคู่สุกใสเป็นประกาย ใบหน้าขาว ผุดผาดแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงจางๆ อีกชั้น ผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูง แบบชาวซูโจว สวมเสื้อคลุมไหมทอแซมด้วยใยทองกระชับรับรูปร่าง กระโปรงยาวจับจีบระบายสะบัดพลิ้วแผ่วเบาตามฝีเท้าที่ก้าวย่าง ตลอด ร่างของนางคล้ายเคลื่อนไหวตามจังหวะโคลงของหลิวหย่ง**(กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง) ไม่ผิดเพี้ยน

      “แม่นางชิงเถียนเข้ามา คนอื่นถอยไป” บริเวณระเบียงทางเดินยาวแกะสลักลวดลายเต็มฝาผนังนั้น มีองครักษ์คาดดาบที่เอวเฝ้าอารักขาอยู่หลายนาย พวกเขาจัดการกันเหล่าสาวใช้ทั้งขบวนไว้นอกประตูห้องบานประตูเลื่อนเปิดออกช้าๆ ให้ชิงเถียนเยื้องย่างเข้าไปเพียงลำพัง

      ภาพความโอ่อ่าตระการตาในห้องฉายวาบสู่สายตา พื้นปูด้วยพรม ลายเต่าเทินคทาสารพัดนึก ผนังสีขาวสะอาดราวหิมะ บนผนังมีภาพหญิง งามของจิตรกรถังหยิน***(จิตรกรชื่อดังสมัยราชวงศ์หมิงกลางห้องมีโต๊ะกลมตัวหนึ่ง ปูด้วยผ้าแพรปัก ลายหญ้ารุ่ยฉ่าวและน้ำเต้า บนโต๊ะจัดวางไว้ด้วยสุราอาหารอย่างประณีต

      ที่นั่งแขกมีคนเพียงประปราย คนที่นั่งข้างตำแหน่งประธานคือจอ หงวนคนใหม่เฉียวอวิ้นเจ๋อ ชายหนุ่มคิ้วเรียวตาคมแจ่มใส อายุเพียงยี่สิบ เศษ ชายสูงวัยอายุเลยห้าสิบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือจู้อีชิ่ง เป็นเสนาบดี กรมพิธีการ ด้านหลังจู้อีชิ่งยังมีคนผู้หนึ่งส่งเสียงเรียก

      “พี่หญิงชิงเถียน”

      ชิงเถียนก็ตอบรับ “น้องหญิงซีจู”

      ซีจูคิ้วเรียวราวใบหลิว หางตาตวัดขึ้น ทัดดอกพุดตานขาวไว้เฉียงๆ นางเองก็เป็นกวานเหรินชื่อเสียงโด่งดังประจำเมืองเช่นกัน ร่ำเรียนศิลปะ

      วิชาการมาพร้อมกับชิงเถียนตั้งแต่อายุห้าหกขวบ ทั้งยังมาจากกลุ่มย่อย สายสกุลเดียวกัน แต่นับว่าภูเขาลูกเดียวไม่อาจรองรับพยัคฆ์สองตัวโดย แท้ เพราะเห็นนางแม้มีสีหน้ากระตือรือร้นสนิทสนม แต่ร่างกลับเอนเข้า อิงแอบจู้อีชิ่งที่อยู่ข้างหน้า เล่นจริตแย้มยิ้มเอ่ยว่า “ใต้เท้าจู้ เมื่อวานท่าน กำชับไว้ชัดๆ ว่าเป็นยามอู่หนึ่งเคอ*(สิบเอ็ดโมงสิบห้านาท) แต่นี่สุราผ่านไปสามรอบ พี่หญิงชิง เถียนจึงเพิ่งมาถึง หน้าตาของนางถึงกับใหญ่โตกว่าท่านสามอีก”

     จู้อีชิ่งเค้าหน้ามีเมตตา เพียงหัวเราะดังๆ ประสานมือไปทางหัวโต๊ะ

      “แม่นางชิงเถียน รีบมาคารวะท่านสาม...อืม ท่านสามสกุลหวัง”

      ท่านสามนั่งอยู่ตรงกลางขนาบด้วยหลวนถง**(หลวนถงแปลตรงตัวว่าเด็กหนุ่มหน้าตางดงาม แต่มักหมายถึงเด็กหนุ่มที่ขายบริการทางเพศด้วย) สองคนที่คอยรินสุรา ดูไปอายุไม่น่าเกินยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ผิวคล้ำเข้มเล็กน้อย หน้าตาคมคาย แจ่มใส มีสง่าราศีคุกคามผู้คน แต่สีหน้ากลับราบเรียบเย็นชาอย่างยิ่ง ชิง เถียนไม่รู้จักท่านสามสกุลหวังผู้นี้ แต่คนที่นางคลุกคลีคบหาอยู่ทุกวันหาก ไม่ใช่ขุนนางใหญ่โตก็เป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ หล่อหลอมจนนางมีสายตา ที่คมกล้า ในเมื่อระดับขุนนางขั้นที่หนึ่งอย่างจู้อีชิ่งยังนอบน้อมด้วย ทั้งยังแซ่ “หวัง”...ในเมืองไม่มีสกุลหวังอื่นใดยิ่งใหญ่มีฐานะ ทรงอำนาจ ราชศักดิ์เท่าสกุลนี้อีกแล้ว

      หัวใจนางสั่นสะท้าน ย่อกายทำความเคารพอย่างชดช้อยทันที ดวงตาทอประกายเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์ เพียงชำเลืองมองก็สามารถทำให้ ผู้คนหม่นหมองตรอมใจได้

      “คารวะท่านสามแห่งสกุลหวัง”

      นับแต่ชิงเถียนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู ท่านสามจ้องมองนางแค่ ครั้งเดียวก็เมินไป คาดว่าคงพบเห็นสตรีงามมามากหลายจนเคยชิน ไม่ ว่ารูปโฉมผู้ใดงดงามเพียงไหนก็เห็นเป็นของธรรมดา มาตอนนี้ก็เพียงกวาดตาอีกรอบ เปลือกตาเขาคล้ายกระตุกเล็กน้อยเหมือนกัน แต่ก็คล้าย ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากนั้นก็ไม่ค่อยมองนางอีก

      ซีจูกลับจ้องชิงเถียนชนิดไม่ยอมปล่อยผ่าน ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วย แววเสียดสี

      “ท่านสามยังไม่ทราบ พี่หญิงชิงเถียนขับร้องเล่นดนตรีได้โดดเด่น อย่าว่าแต่พวกเราในหอไหวหย่า ต่อให้ในหมู่กลุ่มย่อยทั้งตรอกไหวฮวา นางก็เป็นอันดับหนึ่ง มีสมญาว่า ‘จอหงวนบุปผา’ นางต้องจงใจมาสาย เพื่อรับโทษแน่ หากไม่ลงโทษให้นางบรรเลงสักเพลง กลับจะเป็นการ ทำลายความตั้งใจของนาง”

     ชิงเถียนกับซีจูไม่ถูกกันแต่เยาว์วัย ไม่มีวันใดไม่แก่งแย่งชิงดีชิง เด่น นางฟังออกแต่แรกว่าซีจูนั้นเปลือกนอกชื่นชมความสามารถ แต่ที่ จริงลอบชี้นำว่านางถือดีมีตำแหน่งจอหงวนบุปผาจึงมาสาย ดังนั้นแย้ม ยิ้มอย่างอ่อนหวาน ปัดคำกล่าวหาไปอย่างแนบเนียน

     “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องขับร้องบรรเลงดนตรี เพียงฟังคำพูดนี้ของ น้องหญิงก็ทราบว่าหากเปรียบกับนาง แม้แต่เล่าเรื่องตลกข้าก็ยังด้อยกว่า นางอีกห่างไกล ท่านผู้สูงศักดิ์อยู่ที่นี่ ข้าแม้มีขวัญเทียมฟ้าก็ไม่กล้าจงใจ มาสาย อันที่จริงเพราะสายผีผาขาดไป ต้องเร่งผลัดเปลี่ยน จึงถูกถ่วงให้ เนิ่นช้าไปครู่หนึ่ง”

     จู้อีชิ่งนั้นเห็นชัดว่าไม่ต้องการก่อเรื่องยุ่งยากมากความ จึงเพียง ลูบเครายาว เออออตามชิงเถียนว่า

     “เล่าเรื่องตลกก็ดี หากเป็นยามปกตินั่นก็แล้วกันไป แต่วันนี้ท่าน สามอยู่ด้วย มาสายออกจะไม่ดีนัก”

     เฉียวอวิ้นเจ๋อที่อยู่ด้านข้างก็รีบส่งเสียงอบอุ่นนุ่มนวล

     “อาจารย์พูดมีเหตุผล เมื่อครู่ต่อกลอนคู่กัน ที่สูงส่งนั้นเราทำไปแล้ว มาฟังเรื่องราวชาวบ้านให้สบายหูบ้างก็ดี” เขาหันไปยิ้มเล็กน้อยให้ ชิงเถียน “ลงโทษให้เจ้าเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่งแล้วกัน”

      ทั้งสองลอบสบตากันวูบ ในสายตาอัดแน่นไปด้วยคำมั่นสัญญาที่ เร่าร้อนรุนแรง ชนิดที่หากไม่ใช่สุราซึ่งหมักบ่มไว้หลายสิบปี ต้องไม่มี วันร้อนแรงปานนี้แน่นอน ชิงเถียนทราบว่าปัญหาการมาสายของนาง คลี่คลายไปแล้ว จึงแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม หยิบกล่องจันทน์เทศใบน้อยขึ้นมา เมื่อกวานเหรินดื่มสุราเป็นเพื่อนแขก จะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ นางปรนนิบัติ แขกท่านใด ต้องเอากล่องจันทน์เทศของตนวางไว้เบื้องหน้าแขกท่านนั้น เห็นชิงเถียนวางกล่องในมือตนไว้ข้างสำรับอาหารของเฉียวอวิ้นเจ๋อ จาก นั้นเอ่ยปากขอนั่งลงด้านหลังเขา จัดท่าทางเรียบร้อยแล้วจึงถอนหายใจ

      “ยินดีรับการลงโทษ ในเมื่อข้ามาสาย ไม่มีวาสนาได้เห็นทุกท่าน ต่อกลอนคู่ ได้แต่เล่าเรื่อง ‘กลอนโง่เขลา’ ให้ทุกท่านได้หัวเราะกันแล้ว เรื่องมีว่าขุนนางในมณฑลเหอหนานผู้หนึ่ง มีบุตรชายไร้ความสามารถ ขุนนางนั้นขึ้นกลอนว่า ‘สายน้ำไหลผ่านหน้าประตู’ บุตรชายมาต่อกลอน ว่า ‘ภูเขาสูงกระโดดออกจากห้อง’ ซึ่งไม่มีเหตุผล ไม่มีทางเป็นไปได้ ทำเอาขุนนางนั้นด่าทอบุตรชายด้วยความโกรธไปพักหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง สองพ่อลูกไปเยือนอารามนักพรต มีนักพรตผู้หนึ่งออกจากประตูมา ต้อนรับ ขุนนางนั้นพอเห็นก็หัวเราะออกมาดังๆ บอกว่า ‘ข้าด่าว่าลูกชาย ผิดไปแล้ว ภูเขาสูงกระโดดออกจากห้อง นับว่าเป็นไปได้’ ที่แท้คือนักพรต นั้นมีนามว่า ‘เกาซัน (ภูเขาสูง)’ เป็นคนขาเป๋คนหนึ่ง”

      ในห้องเงียบกริบลงทันที มีเพียงท่านสามเท่านั้นที่แค่นหัวเราะออก มา เขาใช้นิ้วคีบจับจอกสุราลงยาสีทองสลับแดงในมือ

      “นักพรตขาเป๋ จะข้ามธรณีประตูก็ต้องกระโดด กลายเป็น ‘ภูเขา สูงกระโดดออกจากห้อง’ ทั้งสองท่านไม่เข้าใจหรือ”

      “ฮาฮา ใช่แล้ว”

      “อ้อ ฮาฮา”

      ท่ามกลางเสียงหัวเราะฝืดเฝือ ชิงเถียนเห็นสีหน้าทุกคนปรากฏ แววหวาดหวั่นลนลานถึงขีดสุด ขณะมึนงงไม่เข้าใจ คนรับใช้รายหนึ่งก็ เดินเข้ามาจากด้านนอก กระซิบข้างหูท่านสามอยู่ครู่หนึ่ง ท่านสามวาง จอกเหล้าลงอย่างเกียจคร้าน

      “มีธุระ ขอลา”

      จู้อีชิ่งรีบลุกขึ้นทันที “ข้าไปส่งท่านสาม” ระหว่างลุกตามอย่าง กระตือรือร้น ก็หันมาสะบัดชายแขนเสื้อใส่คนอื่นๆ ไปด้วย “พวกเจ้าอยู่ ที่นี่ ไม่ต้องไปส่งแล้ว” จากนั้นก็หันหน้าไปพึมพำอะไรบางอย่างกับท่าน สามก่อนเดินออกไป

      ชิงเถียนเองก็ลุกขึ้นทำความเคารพพร้อมคนทั้งหลาย

      “ท่านสามค่อยๆ เดิน”

      แต่เพียงครู่เดียว ดวงตานางก็เบิกกว้างขึ้นทันที เห็นท่านสามลุก ขึ้นยืนด้วยแผ่นหลังยืดตรง รูปร่างเขาสูงใหญ่ทรงพลัง แต่พอก้าวขาซ้าย ออกไป จึงเห็นว่าขาขวาลากพื้นเล็กน้อย ทุกก้าวไหล่ขวาเขาจะลดต่ำแต่ ท่าเดินอย่างคนขาเป๋นี้กลับไม่ได้ลดทอนความสง่างามใดๆ แม้เพียงน้อย กลับดูทรงอำนาจน่ายำเกรงเสียอีก

      ท่านสามก้าวข้ามธรณีประตูไปอย่างมั่นคง จากนั้นหันขวับมา เอ่ย เสียงเย็นชา

      “คุณชายเฉียว อาหารมื้อนี้ขอบคุณเจ้ามาก”

      ข้อแก้ตัวที่อัดอกของเฉียวอวิ้นเจ๋อชะงักอยู่ตรงปลายลิ้น ได้แต่ กราบคารวะจรดพื้นต่ออีกฝ่าย คารวะตามหลังจู้อีชิ่งผู้เป็นอาจารย์ที่แม้แต่ หันยังไม่หันกลับมามอง

      บรรยากาศเงียบงันราวความตายก่อตัวผนึกค้างอยู่เนิ่นนาน ก่อน ที่หนึ่งในหลวนถงจะบิดมือทั้งคู่ไปมา ส่งเสียงแผ่วเบาด้วยความพรั่นพรึง

      “แม่นางชิงเถียน ท่านตอแยเภทภัยใหญ่หลวงเข้าแล้ว”

      ชิงเถียนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกถมด้วยก้อนน้ำแข็ง ฟันสั่นกระทบกัน

      “ท่านสาม...ท่านสามสกุลหวังหรือ เขา...เขาไม่ใช่...คุณชายสาม แห่งบ้านสกุลหวังหรือ เขาคือ...คนขาเป๋ที่สามหรือ”

      ตอนนั้นเหล่าสาวใช้ที่รออยู่ด้านนอกพากันเดินเข้ามาในห้องจัด เลี้ยงหลายคนแล้ว สาวใช้ที่เดินนำหน้าอายุยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำส่ง เสียงตามอย่างไร้เดียงสา

      “คนขาเป๋ที่สามเป็นใครเจ้าคะ”

      เพื่อนที่อยู่ด้านข้างรีบอุดปากนางทันที แต่ซีจูที่อยู่อีกด้านกลับ หัวเราะคิก

      “ว่าไปแล้วเรื่องนี้ยาวอย่างยิ่ง” เสียงนางสดใสกังวาน ปิ่นทองคำสี กุหลาบอันหนึ่งสะท้อนแสงวาววับอยู่บนมวยผมทรงล่องสวรรค์ “ตอนนี้ ยุวกษัตริย์ครองราชย์ เบื้องสูงขึ้นไปมีไทเฮาสองพระองค์ หมู่โฮ่วฮองไท เฮาเป็นมเหสีเอกของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ส่วนเซิ่งหมู่ฮองไทเฮาเป็น มารดาแท้ๆ ของโอรสสวรรค์ คนเรียกกันว่า ‘วังตะวันออก’ และ ‘วังตะวัน ตก’ ตามลำดับ ราชสำนักเองพลอยแบ่งเป็นตงฉ่าง (ฝ่ายตะวันออก) ซีฉ่าง (ฝ่ายตะวันตก) สองฝ่ายไปด้วย ฝั่งตงฉ่างมีพระญาติสกุลหวังสกุล หวังรับราชการมาหลายชั่วคน เคยให้กำเนิดฮองเฮาห้าองค์ อัครมหาเสนาบดีอีกสี่คน ครองอำนาจในราชสำนักมาตลอดเกือบร้อยปี ทุกวันนี้ มีบิดาของไทเฮาตะวันออก ใต้เท้าหวังเชวี่ยเจาเป็นผู้นำส่วนที่ฝ่ายไทเฮา ตะวันตกพึ่งพิงอยู่ก็คือท่านผู้นี้เอง!”

      ซีจูเลิกคิ้วสูง ชี้ไปทางทิศที่ท่านสามเพิ่งเดินจากไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal