บทที่สอง โพธิ์สี่ทิศ (ต่อ)

“วันนี้ตอนเที่ยง คดีที่พวกเราคุยกันที่ตำหนักเจี้ยนปี้นั้นข้าจะให้เวลาเจ้าสิบวัน เจ้ามีความมั่นใจหรือไม่”

“ค่อนข้าง” หวงจื่อเสียตอบสั้นๆ

“แค่ค่อนข้างเท่านั้นหรือ” เขาพิงผนังรถ ท่าทางสบายอารมณ์ “ตอนนี้ เจ้ามีโอกาสครั้งหนึ่ง สามารถล้างมลทินให้กับตัวเอง คืนสู่ความบริสุทธิ์ แน่นอน ยังสามารถล้างแค้นให้บิดามารดาเจ้า ทำให้ความจริงประจักษ์แจ้ง”

หวงจื่อเสียใคร่ครวญครู่หนึ่ง ถาม “ความหมายของท่านอ๋องคือ หากข้าช่วยท่านไขคดีนี้แล้ว ท่านก็จะยื่นมือช่วยล้างแค้นให้ตระกูลข้าหรือ”

“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว” ทางบนภูเขาขรุขระ เขาเห็นร่างนางโงนเงนตามแรงสะทือน จึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แสดงท่าให้นางนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยหน้าเขาก่อนอธิบาย “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากหาคนช่วยทำให้ข้า แต่เวลานี้จู่ ๆ เจ้าก็มาปรากฏตัวต่อหน้าข้าโดยไม่มีอะไรสักอย่าง จะให้ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้าได้อย่างไร”

“ข้าทราบแล้ว” หวงจื่อเสียผงกศีรษะเล็กน้อย “หากภายในสิบวันข้าสามารถไขคดีนี้ได้ จึงจะมีคุณสมบัติได้รับความเชื่อถือจากท่านอ๋อง”

หลี่ซูไป๋ผงกศีรษะนิดหนึ่ง “อย่างน้อย เจ้าต้องทำให้ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนที่คู่ควร ข้าไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้น ไม่มีทางช่วยคนไร้ความสามารถที่ดีแต่ปากเด็ดขาด”

หวงจื่อเสียนั่งบนเก้าอี้เตี้ย ก้มศีรษะครุ่นคิดก่อนถาม “ศาลต้าหลี่และกรมอาญามีบุคลากรมากมาย ย่อมต้องส่งคนจำนวนมากออกไปทำคดีนี้แน่ ท่านอ๋องคิดจะส่งข้าไปในฐานะใดเพื่อร่วมไขคดีนี้”

“ข้าจะไปที่กรมอาญาด้วยตัวเอง เอาม้วนสำนวนคดีนี้มาให้เจ้าศึกษา” หลี่ซูไป๋ตอบอย่างรวบรัดตัดความ

“ดี” หวงจื่อเสียยกมือคลำมวยผม ดึงปิ่นไม้ที่เสียบมวยผมของตนลงมา พอปิ่นหลุดจากมวย เส้นผมดำขลับของนางก็สยายทิ้งตัวลงมาคลุมเต็มหลังทันที เส้นผมที่ยังเปียกชื้นดำขำดังสาหร่าย ระปิดแก้มครึ่งซีกที่ซีดขาวของนาง

นางตะลึงไปครู่หนึ่ง สะบัดผมไปด้านหลัง อธิบายว่า “ขออภัย ก่อนนี้บนผมมีปิ่นหลายอัน จึงคุ้นที่จะดึงปิ่นบนผมสักอันมาบันทึกเรื่องราว โดยลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแค่ขันทีเล็ก ๆ ที่มีปิ่นปักอยู่แค่อันเดียว...”

หลี่ซูไป๋ขมวดคิ้วน้อย ๆ ไม่พูดอะไร นางก้มหน้ายกมือขึ้นรวบผมยาวของตัวเองไว้ แล้วม้วนเป็นมวยต่อหน้าเขา

สตรีแรกรุ่นที่เดินทางฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามเป็นหมื่นลี้โดยไม่เคยหวาดหวั่นลังเล ในเวลานี้กลับเผยท่าทีเอียงอายออกมาต่อหน้าเขาอย่างไม่รู้ตัว

หลี่ซูไป๋กวาดตามองนางแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าก้มงุดของนางแดงระเรื่อ ในช่วงพริบตานั้นจู่ ๆ ก็คล้ายรู้สึกได้ถึงเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าตอนที่มือของตนบีบอยู่บนลำคอนาง คนตรงหน้านี้ แท้จริงก็เป็นแค่สตรีผู้หนึ่ง และเป็นสตรีอายุสิบเจ็ดปีที่ไม่ได้ใจเย็นเจนโลกเหมือนที่เปลือกนอกแสดงออก

รู้สึกเหมือนเขากำลังสำรวจมองตนอยู่ นางเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งอย่างเงียบ ๆ เวลาเพียงแค่แวบเดียวนั้น เขามองเห็นดวงตาสุกใสเป็นประกายทั้งคู่บนใบหน้านางภายใต้ขนตาที่หลุบบังอยู่ครึ่งหนึ่ง ประหนึ่งหลอมรวมอารมณ์ของสายน้ำฤดูสารทไว้บนใบหน้าดั่งดอกท้อของนาง

เครื่องหน้าแม้จะไม่งดงามสุดยอด แต่มีหน้าผากโหนกสวยอย่างหาได้ยาก มีความงามพิสุทธิ์สดใสดุจท้องฟ้าเดือนห้า ยามนี้สายตาที่นางมองเขาปรากฏแววสับสนและตื่นตัวราง ๆ เสมือนไร้เดียงสา เสมือนจัดเจนกร้านโลก ขับเน้นให้รู้สึกถึงความห่างเหินแปลกแยกจากโลกียวิสัยอยู่บ้าง

เป็นโฉมสะคราญอย่างมิต้องสงสัย

เขานึกถึงคำพูดที่หลี่รุ่นพูดเมื่อครู่ก่อน กับความทรงจำที่มีต่อหวงจื่อเสียเมื่อช่วงอายุสิบสี่ปี

ดรุณีน้อยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าเมื่ออายุสิบสอง บัดนี้ได้เติบใหญ่เป็นสตรีวัยสิบเจ็ดที่อรชรอ้อนแอ้นแล้ว นางแบกรับความอัปยศใหญ่หลวงที่ถูกปรักปรำ ถูกคนทั่วหล้าด่าทอ แต่ไม่ยอมล้มลง กลับเผชิญหน้าสู้อย่างยากลำบาก พยายามมุ่งมั่นไปเสาะหาความจริง หวังจะใช้กำลังของตนล้างความอัปยศ ทำให้ความจริงเป็นที่ประจักษ์

คาดว่าเพียงมองรูปลักษณ์ของนาง ใครก็ไม่อาจเชื่อว่านางก็คือหวงจื่อเสียกระมัง ไม่ว่าจะเป็นหวงจื่อเสียที่มีชื่อเสียงดีงาม หรือหวงจื่อเสียที่แบกรับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่คนนั้น

หวงจื่อเสียนิ่งจ้องเขา พลางลูบใบหน้าตนเองเบา ๆ ด้วยอาการตื่นเต้นเล็กน้อยและไม่รู้จะทำเช่นไร

“ท่าทางมีส่วนคล้ายรูปบนใบประกาศจับ” หลี่ซูไป๋หันหน้าไปทางอื่น นิ่งจ้องกิ่งดอกไม้ที่เกี่ยวรัดกันบนม่านแพร “ต่อไปอย่าเอาสารรูปเช่นนี้ไปเปิดเผยต่อหน้าคนอื่นอีก”

“ได้” นางขานรับคำหนึ่งแล้วขมวดผมตนจนแน่น จากนั้นจึงถาม “ท่านอ๋องยังจำเวลาเกิดคดีที่พวกเขาพูดถึงก่อนหน้านี้ได้หรือไม่”

เขากล่าวอย่างไม่ลังเลสักนิด “วันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสอง วันที่สิบเก้าเดือนสาม”

“วันนี้เป็นวันที่สิบหกเดือนสี่ ก็หมายความว่า หากเวลาใกล้เคียงกัน คนร้ายน่าจะใกล้ได้เวลาลงมือแล้ว” นางเปลี่ยนมาใช้นิ้วเขียนตัวเลขเหล่านั้นบนผนังรถช้า ๆ คล้ายครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ “ภายในสิบวัน คนร้ายน่าจะมีความเคลื่อนไหว”

“อาศัยตัวเลขไม่กี่ตัวนี้ เจ้าสามารถหาฆาตกรจากคนกว่าร้อยหมื่นในเมืองหลวงได้หรือ”

“ไม่ได้” นางหยุดมือที่ขีดเขียน เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ “ก่อนจะรู้อัตลักษณ์และเจตนาของฆาตกร การจะจับกุมฆาตกรท่ามกลางคลื่นมหาชนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

หลี่ซูไป๋สำรวจนางอย่างไม่ใส่ใจ “ดังนั้นเจ้าจึงไม่มั่นใจ?”

นิ้วมือของหวงจื่อเสียเริ่มขีดเขียนบนผนังรถอีกอย่างไม่รู้ตัว ปากก็พึมพำ “วันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง ผู้ตายคือยามวัยชรา ฆาตกรทิ้งอักษร ‘วิสุทธิ์’ ไว้ วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสอง ช่างเหล็กวัยฉกรรจ์ ฆาตกรทิ้งอักษร ‘สุขัง’ วันที่สิบเก้าเดือนสาม ผู้ตายคือเด็กอายุสี่ขวบ ฆาตกรทิ้งอักษร ‘อัตตา’...”

“คดีจตุรทิศ คดีแรก เกิดทางทิศเหนือของเมืองหลวง คดีที่สอง เกิดทางทิศใต้ของเมืองหลวง คดีที่สาม เกิดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้” หลี่ซูไป๋กล่าวโดยไม่ต้องคิด

หวงจื่อเสียเหมือนคิดอะไรออก “ตามหลัก หากจะมุ่งหาทิศทั้งสี่จริง น่าจะพยายามหาทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก แต่คดีที่สามกลับเกิดที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ออกจะประหลาดอยู่บ้าง”

“บางทีทางทิศตะวันตกอาจไม่มีเป้าหมายของเขา ไม่ก็หลีกเลี่ยงสายตาผู้คนเพื่อสะดวกในการลงมือ”

“อืม ดูแล้วตอนนี้ทุกอย่างต่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่ยังไม่อาจยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดได้” หวงจื่อเสียรับคำแล้วเขี่ยนิ้วทบทวนความจำอยู่ตรงนั้น “ผู้ตายคนแรกเป็นชายแก่ ผู้ตายคนที่สองเป็นช่างเหล็กวัยฉกรรจ์ ผู้ตายคนที่สามเป็นเด็ก”

หลี่ซูไป๋นั่งพิงเบาะผ้าแพร หาท่าที่สบายที่สุดแล้วพูดช้า ๆ “เรื่องนี้ข้าเคยถามคนในศาลต้าหลี่แล้ว สองคนที่แก่และป่วยก็ช่างเถอะ บางทีฆาตกรอาจต้องการค้นหาเหยื่อที่ไม่มีกำลังต่อสู้สักคนเพื่อลงมือ แต่เด็กผู้เป็นเหยื่อคนที่สามนั้นทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจที่สุด--- เพราะนั่นเป็นเด็กสี่ขวบที่หิวและหนาวจนเหลือลมหายใจรวยริน ถูกบิดามารดาทิ้งไว้ข้างทาง หลังคนผ่านทางพบเห็นแล้วส่งตัวมาก็รักษาไม่ได้แล้ว ต่อให้ฆาตกรไม่ลงมือ คิดว่าเด็กคนนั้นก็ไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านคืนนั้นไปได้ แต่ฆาตกรคนนี้กลับลอบเข้าไปในโรงทาน สังหารเด็กคนนั้น นี่มิใช่เป็นการกระทำที่เกินจำเป็นหรอกหรือ”

“มิผิด นี่เป็นจุดที่น่าสงสัยจุดหนึ่งจริง ๆ ฆาตกรมีความจำเป็นอะไรต้องเสี่ยงอันตรายถูกคนพบเห็น ลอบเข้าไปในโรงทานสังหารเด็กที่ใกล้ตายคนหนึ่งให้ได้ด้วย” หวงจื่อเสียขมวดคิ้ว นิ้วมือเริ่มขีดเขียนอักษรสี่ตัว ‘นิจจัง สุขัง อัตตา วิสุทธิ์’ บนผนังรถอย่างไม่รู้ตัวอีก

หลี่ซูไป๋มองท่าทางขีดเขียนตามอารมณ์ของนาง ขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วเบนสายตามองไปยังเงาของขุนเขาและสายน้ำด้านนอกที่ทะลุผ่านม่าน น้ำเสียงยังคงสงบราบเรียบ “เกี่ยวกับคดีนี้ ก็มีเบาะแสเพียงเท่านี้ หากเจ้าต้องไขคดีนี้ภายในสิบวัน จุดสำคัญอยู่ที่ใด”

“ในเมื่อยังหาเบาะแสและหลักฐานของคดีหลายครั้งก่อนไม่ได้ เช่นนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ คะเนเวลา สถานที่และเป้าหมายที่ฆาตกรจะลงมือครั้งหน้า” หวงจื่อเสียไม่เงยหน้า เพียงมองนิ้วมือตน ขณะคำนวณช้าๆ

“ข้าก็มีความคิดเช่นนี้ ดังนั้น หากเจ้ามีความมั่นใจ ข้าสามารถให้เวลาเจ้าหลายวันไปตรวจสอบคดีนี้กับมือปราบในเมืองหลวง--- แต่ เจ้าจำเป็นต้องดูแลผมของตัวเองให้ดี อย่าให้คนอื่นจับได้ว่าเจ้าเป็นหญิง”

“ไม่จำเป็น” หวงจื่อเสียยกมือลูบปิ่นบนศีรษะตนเบา ๆ แล้วหันหน้ามามองเขา สีหน้าแม้จะเคร่งเครียดดังเก่า แต่มุมปากกลับเลิกขึ้นน้อย ๆ เผยให้เห็นถึงความเย็นใจและเชื่อมั่น “ข้ารู้ถึงสาเหตุและหลักในการก่อคดีของฆาตกรแล้ว หากข้าคิดไม่ผิด ขอเพียงฆาตกรกล้าปรากฏตัว ข้าก็สามารถหาสถานที่ที่เขาจะปรากฏตัวได้”

หลี่ซูไป๋เห็นท่าทางมั่นใจของนางจึงตะลึงงันไปครู่หนึ่ง “เจ้ามั่นใจแล้วหรือ”

“ใช่ ขอแค่ท่านอ๋องหาปฏิทินให้ข้าเล่มหนึ่ง” สายลมอ่อนเบานอกหน้าต่างโชยเอื่อยผ่านม่านเข้ามา พร้อมแสงแดด ส่องต้องร่างหวงจื่อเสีย จนตลอดร่างนางเจิดจ้าจับตา ดวงตาที่สุกใสดุจน้ำค้างคู่นั้นจับจ้องหลี่ซูไป๋ที่อยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบอย่างปราศจากความลังเล

หลี่ซูไป๋ใจลอยในพริบตา ครู่หนึ่งจึงกล่าว “ได้ เช่นนั้นข้าจะตั้งตารอดู”

หนังสือแนะนำ

Special Deal