บทที่สอง โพธิ์สี่ทิศ (ต่อ)

หลี่เหวินถามอย่างอยากรู้ “หวางอวิ้นคนไหน”

หลี่รุ่นตอบ “ย่อมต้องเป็นหวางอวิ้นผู้เป็นน้องชายร่วมสายตระกูลของฮองเฮา บุตรโทนของบุตรคนโตตระกูลหวางแห่งหลางหยา”

“ใช่แล้ว หวางอวิ้นก็คือผู้ที่หมั้นหมายกับหวงจื่อเสีย” หลี่รุ่ยทำหน้าลึกลับ “ชาวบ้านลือกันว่าก็เพราะหวงจื่อเสียไม่ยินยอมแต่งงานกับหวางอวิ้น มีชายอื่นในดวงใจอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงวางยาพิษสังหารคนทั้งครอบครัว คิดจะหนีไปกับชายคนรัก”

หวงจื่อเสียที่ยืนปล่อยมือข้างลำตัวอยู่ด้านหลังหลี่ซูไป๋เงียบกริบไร้เสียง ไม่รู้เพราะเหตุใด หลี่ซูไป๋จึงหัวเราะออกมาเบาๆ

หลี่รุ่ยรีบมองไปทางเขา ถามว่า “พี่สี่ ตามความเห็นของท่านเล่า”

หลี่ซูไป๋ยิ้มถาม “ไม่มีอะไร ข้าเพียงแต่กำลังคิดว่า น้องเจ็ดกับหวางอวิ้นไปมาหาสู่กันสนิทสนมเช่นนั้นปกติเคยพบหวงจื่อเสียบ้างหรือไม่”

“ก็นับได้ว่าเคยพบหน้ามาครั้งหนึ่ง” หลี่รุ่นผงกศีรษะ “สามปีก่อน หวงจื่อเสียเพราะช่วยบิดาไขคดีปริศนาหลายครั้ง ฮองเฮาจึงทรงเรียกตัวนางเข้าเฝ้าเพื่อชมเชยและพระราชทานรางวัล วันนั้นหวางอวิ้นมาหาข้า บอกว่าหวงจื่อเสียก็คือภรรยาในอนาคตของเขา ข้าดูความรู้สึกของเขาออกจึงเป็นเพื่อนเขาเข้าวัง เบื้องหน้าบอกว่ามาถวายพระพรฮองเฮาซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของเขา ความจริงมาเพื่อแอบดูหน้าหวงจื่อเสียสักครั้ง”

หลี่เหวินรีบถาม “เช่นนั้นท่านก็ได้เห็นนางแล้วกระมัง หวงจื่อเสียคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”

“คงนับได้ว่าเห็นแล้วกระมัง ตอนพวกเราเข้าวังก็สายแล้ว นางได้ขอตัวจากไปก่อนก้าวหนึ่ง พวกเราเห็นเพียงที่ระเบียงทางเดินไม่ไกลนัก นางเดินตามหลังเหล่านางกำนัลไป สวมชุดผ้าโปร่งสีแดงดิ้นเงิน ผมดำขลับ ผิวขาวดังหิมะ ฝีเท้าแผ่วพลิ้วเงาร่างอรชร เหมือนดอกไม้แรกแย้ม สุดท้ายช่วงที่นางหันตัวเลี้ยวตรงระเบียงทางเดิน พวกเราได้เห็นใบหน้าด้านข้างของนางแวบหนึ่ง”

หลี่รุ่ยถาม “เป็นโฉมสะคราญนางหนึ่งหรือ”

หลี่รุ่นผงกศีรษะ “รูปบนใบประกาศจับของทางการวาดเครื่องหน้าของนางออกมาได้ แต่ไม่อาจวาดความงามของนางออกมาได้ นางเป็นโฉมสะคราญผู้หนึ่งอย่างมิต้องสงสัยจริง ๆ”

“น่าเสียดายแทนหวางอวิ้นจริง ๆ” หลี่เหวินกล่าวยิ้มๆ

 

 

ในที่สุดก็มีข่าวมาจากในวัง ที่แท้อาการปวดพระเศียรของฮ่องเต้ครั้งนี้กำเริบหนักมาก เสด็จมาไม่ได้แล้ว ดังนั้นพวกหลี่ซูไป๋จึงลุกขึ้น ตามผู้คุมการก่อสร้างไปตรวจดูสภาพภายในของตำหนักฤดูร้อนที่เพิ่งสร้างเสร็จ ตำหนักแปรพระราชฐานฤดูร้อนย่อมปราศจากความวิจิตรตระการตาใหญ่โตเหมือนพระราชวังต้าหมิง อีกทั้งไม่มีอาณาบริเวณกว้างขวางเท่าตำหนักจิ่วเฉิง แต่ถึงกระนั้น เดิน ๆ หยุด ๆ ก็ยังต้องใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามเต็มๆ

แน่นอนว่าหวงจื่อเสียย่อมต้องเดินตามหลังหลี่ซูไป๋ตลอดเวลา รูปร่างนางอ้อนแอ้น ชุดขันทีธรรมดาที่ใส่อยู่บนร่างขับเน้นรูปร่างบอบบางสมส่วนให้แลดูสูงโปร่งเป็นพิเศษ แม้จะก้มหน้าเดินตามอยู่ด้านหลัง ก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกว่าน่าดู

ตลอดทางหลี่รุ่ยมองดูนาง ยิ้มแล้วถามว่า “พี่สี่ เหตุใดคนข้างกายท่านจึงเปลี่ยนแล้ว ขันทีน้อยคนนี้เหมือนจะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

หลี่ซูไป๋พูดเหมือนไม่มีอะไร “พวกจิ่งหยางและจิ่งอวี้นั้น ไม่รู้ใครติดหวัดใคร ต่างพากันเป็นหวัดกันหมด”

แต่หลี่รุ่นกลับสำรวจมองหวงจื่อเสียซ้ำแล้วซ้ำอีก บนใบหน้ามีแววสับสน รู้สึกเหมือนนางคล้ายใครบางคนในความทรงจำ เพียงแต่กะทันหันนึกไม่ออกว่าขันทีน้อยคนนี้จะเป็นหญิงสาวที่เขาเคยเห็นแวบหนึ่งคนนั้น

หลี่รุ่ยถามอีก “ขันทีน้อยคนนี้ของท่านชื่ออะไร อายุเท่าไรแล้ว”

หลี่ซูไป๋ยิ้มนิดหนึ่งแล้วหันไปถามหวงจื่อเสีย “ดูเหมือนเจาอ๋องจะถูกชะตากับเจ้า ในเมื่อข้าก็ไม่ชอบใจท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเจ้า มิสู้เจ้าไปติดตามรับใช้เขา เป็นอย่างไร”

หวงจื่อเสียตะลึงนิ่งไป เห็นสายตาของทุกคนต่างมาหยุดที่ร่างตน จึงคุกเข่าลงช้า ๆ พูดเสียงแผ่วว่า “บ่าวได้ยินว่าหนึ่งปักษายากอาศัยบนคบไม้สองกิ่ง หนึ่งบ่าวยากรับใช้นายสองคน ต้นชาเมื่อผลิยอดอ่อนแล้วยากจะย้ายถิ่น ต้นส้มเมื่อย้ายไปหวายเป่ยจะกลายเป็นส้มเขียว บ่าวโง่เขลาเบาปัญญา เกรงว่าหลังออกจากจวนขุยอ๋องกะทันหันยากจะปรับตัว กลับจะล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ ก่อความผิดพลาด”

หลี่รุ่ยกล่าวยิ้ม ๆ “พี่สี่สั่งสอนข้ารับใช้ได้ดีจริง ๆ คำพูดเหล่านี้พูดออกมาแล้ว หากข้ายังยืนกรานหมายมั่นอีก กลับกลายเป็นการทำลายปณิธานเขาไป”

หลี่ซูไป๋ตอบกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “ช่างจำนรรจาเสียจริง”

โชคดีที่ยามนั้นคังอ๋องหลี่เหวินบ่นว่าเหนื่อยขึ้นมา คนทั้งกลุ่มจึงยอมปล่อยหวงจื่อเสีย เดินย้อนกลับไปทางเดิม

ท่ามกลางสวนสระกำแพงวังชั้นแล้วชั้นเล่า หลี่ซูไป๋ค่อย ๆ ผ่อนฝีเท้าช้าลง รอจนเดินไปถึงหน้าเขตดงไผ่เลี้ยง ข้างกายเขาก็ไม่มีคนอื่นอีก มีเพียงหวงจื่อเสียที่ยังเดินตามเขา

หลี่ซูไป๋หันร่างกลับมามองนางอย่างเย็นชา “หวงจื่อเสีย เจ้าเดินตามข้ามาทำไม”

หวงจื่อเสียก้มหน้าพูดด้วยท่าทางเคารพเชื่อฟัง “นกดีรู้จักเลือกไม้ทำรัง ข้าอยากรั้งอยู่ข้างกายท่านอ๋อง ใช้ความสามารถอันน้อยนิดของข้า ช่วยท่านอ๋องแบ่งเบาภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ”

“ภาระใด” เขาถามอย่างเย็นชา

“ที่ไกลหน่อยก็เหมือนปลาน้อยสีแดงตัวนั้น ที่ใกล้หน่อยก็เหมือน ‘คดีจตุรทิศ’ ในเมืองหลวงระยะนี้”

สายตาเขามาหยุดอยู่บนใบหน้าที่ก้มงุดของนาง เย็นชาและดูแคลน เหมือนนางเป็นเพียงผงธุลีในอากาศ “เรื่องพวกนี้ บางเรื่องเจ้าไม่คู่ควรจะช่วย บางเรื่องไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าแม้แต่น้อย ไยต้องให้เจ้ามาแส่”

นางยืนอยู่ใต้ต้นไผ่ ใบเล็ก ๆ ของมันปกคลุมบนร่างนาง ทำให้ใบหน้าซีดขาวของนางมีสีเขียวจาง ๆ ระบายอยู่ เน้นให้เห็นถึงความบอบบางขาดเลือดฝาดเด่นชัดขึ้น

นางเงยหน้ามองเขา เสียงเบาหวิวแต่ไม่มีความลังเล “แต่ในเมื่อศาลต้าหลี่และกรมอาญาทำอะไรไม่ได้ อาการปวดพระเศียรของฝ่าบาทก็ทรงกำเริบอีก ข้าคิดว่าผู้เดียวที่สามารถแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาทได้คงมีแต่ขุยอ๋องเพียงผู้เดียวแล้ว”

“เจ้าก็แค่คิดจะหาที่พึ่งพิง ช่วยเจ้าล้างมลทินที่บอกว่าถูกปรักปรำมิใช่หรือ” เขาเปิดโปงความคิดของนางอย่างไม่ไว้หน้าสักนิด “เมื่อครู่เจาอ๋องอยากได้ตัวเจ้าไป เจ้าก็มีโอกาสมิใช่หรือ”

“ติดตามเขา ไม่มีโอกาส” ใบหน้าหวงจื่อเสียซีดขาว ในดวงตาเจือประกายสีเขียวจาง ๆ แต่ไม่รีรอลังเล “ข้าไม่ต้องการที่พักพิงอาศัย ยิ่งไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย ข้าต้องการยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์อีกครั้ง ล้างความอัปยศทั้งหมดของครอบครัวข้าให้หมดสิ้น!”

หลี่ซูไป๋ใบหน้าเคร่งขรึม สำรวจนางด้วยแววตาเย็นชา ส่วนนางนั้นแหงนหน้ามองเขา บนใบหน้านอกจากแวววิงวอนแล้ว ยังมีความดึงดันแฝงอยู่ลึก ๆ เหมือนม่านหมอกยามราตรีดึกสงัด ยากจะสังเกตได้ ทั้งที่มันห้อมล้อมอยู่ที่นั่น

หลี่ซูไป๋แค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาทีหนึ่ง หันร่างเดินกลับไปทางตำหนักน้ำ หวงจื่อเสียเดินตามหลังเขา เขาไม่ได้หันหน้ามา แต่ก็ไม่ได้เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

 

 

ครั้นถึงปากประตูหน้าตำหนัก ก็พบว่าอ๋องทั้งหลายล้วนกำลังรอร่ำลาขุยอ๋องอยู่ ได้ยินพวกขันทีบอกว่าอีกหลายวันฮ่องเต้จะทรงเรียกเหล่าขุนนางมาชุมนุมแต่งกลอนต่อคำด้วยหัวข้อทิวทัศน์ในตำหนักฤดูร้อน ทุกคนต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มเฝื่อน ๆ โดยไม่รู้ตัว

รอทุกคนต่างแยกย้ายกันไปแล้ว หลี่รุ่นกับหลี่ซูไป๋รั้งอยู่ท้ายสุด หลี่รุ่นอดไม่ได้ที่จะถอนใจกล่าว “ฝ่าบาททรงผ่อนคลายสบายพระทัยนัก เวลานี้พวกหัวเมืองต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ ขุนนางอำมาตย์เรืองอำนาจ แต่ยังทรงเอาแต่ท่องเที่ยวจัดงานเลี้ยงสุขสำราญทั้งวัน...”

หลี่ซูไป๋กล่าวเสียงเรียบ “ฝ่าบาททรงเป็นโอรสสวรรค์ในยุคสันติ นี่ก็เป็นบุญวาสนาของพระองค์กับราษฎรทั่วหล้า”

หลี่รุ่นยิ้มนิดหนึ่ง “พี่สี่กล่าวได้ถูกต้อง” สายตาเขาไปหยุดอยู่บนร่างหวงจื่อเสีย ใบหน้าที่อ่อนโยนใจดีเต็มไปด้วยความฉงน

หลี่ซูไป๋ถาม “มีอะไรหรือ”

“กงกงผู้นี้ เหมือนข้าจะเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน” เขาแสดงความรู้สึกให้หวงจื่อเสียรู้

หลี่ซูไป๋จึงออกปากทันที “วันนี้ข้าก็เพิ่งได้เจอเขา มิสู้ให้เขาไปปรนนิบัติรับใช้ข้างกายเจ้าดีหรือไม่”

“พี่สี่ล้อเล่นแล้ว เมื่อครู่น้องเก้าเพิ่งถูกปฏิเสธมา หรือข้ายังจะหาเรื่องให้เสียหน้าอีก” เขายิ้มแย้ม ในรอยยิ้มนั้นไฝสีแดงกลางหว่างคิ้วยิ่งขับเน้นความอ่อนโยน

หวงจื่อเสียยืนก้มหน้าเงียบ นางมิใช่มองไม่เห็นวันเวลาสุขสงบในชีวิตที่แค่เอื้อมมือก็ไขว่คว้าได้ เพียงแต่นางได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เหนื่อยยากที่สุดเส้นนั้นแล้ว และจะไม่หันหลังกลับอีก การอยู่อย่างอดสูไม่ใช่การใช้ชีวิตของนาง

รอจนบรรดาอ๋องต่างไปกันแล้ว หลี่ซูไป๋จึงขึ้นรถม้า หวงจื่อเสียยืนอยู่ที่ปากประตู ขณะกำลังลังเลอยู่ พลันได้ยินเสียงของเขา “ขึ้นมา”

นางรีบขึ้นรถ ยืนพิงที่ประตู

รถม้าค่อย ๆ แล่นไป รอจนออกจากเขตตำหนักฤดูร้อน ด้านหน้าด้านหลังต่างเป็นป่าเขาลำเนาไพร หลี่ซูไป๋จึงเงยหน้ามองดูทิวทัศน์ด้านนอก เอ่ยอย่างเย็นชา “สิบวัน”

นางพิงประตูรถมองเขา เงียบรอให้เขาพูดต่อ

เขาถอนสายตากลับจากนอกหน้าต่างช้า ๆ มาหยุดบนร่างนาง ตาคู่นั้นเย็นเยือกดุจดวงดาราในคืนหนาว ทั้งที่ภายในไม่มีความร้อนใด ๆ แต่กลับเจิดจ้าสุกใสจากส่วนลึก ทำให้นางหายใจติดขัด

หนังสือแนะนำ

Special Deal