บทที่สอง โพธิ์สี่ทิศ (ต่อ)

      เขาชำเลืองมอง เห็นใบหน้าด้านข้างของนาง ขนตายาวงอนดกหนา คลุมอยู่บนดวงตาทั้งคู่ที่สงบนิ่งดังบึงน้ำใส แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องผ่านกรอบหน้าต่างไปบนขนตานางอย่างงดงาม

      หลี่รุ่ยยังเล่าต่ออีก “หวงหมิ่นตระหนักในวาจาที่มีเหตุผลของลูกสาว รีบเรียกเจ้าพนักงานชันสูตรมาชันสูตรศพใหม่ทันที หลังจากชันสูตรอย่างละเอียดแล้ว ในที่สุดก็พบรอยเชือกรัดเหลื่อมกันเล็กน้อย เป็นรอยหลังจากถูกรัดครั้งแรก และรอยรัดใหม่ที่รัดซ้ำบนรอยเดิม ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้ตายถูกรัดคอตาย จากนั้นค่อยแขวนขึ้นไปบนขื่ออำพรางว่าเป็นการฆ่าตัวตาย และคนที่สามารถทำเช่นนี้ได้ย่อมต้องเป็นคนแรกที่พบศพของนางแล้วไปแจ้งความว่าภรรยาตนฆ่าตัวตาย คนผู้นั้นก็คือสามีของนางนั่นเอง”

      หลี่เหวินเบิ่งตากว้าง ถามว่า “สามีนางยอมรับสารภาพหรือไม่”

      หลี่รุ่ยผงกศีรษะ “สามีนางพอเห็นผู้ชันสูตรพบช่องโหว่ก็กลัวจนหน้าถอดสีไปแต่แรก รีบคุกเข่าร้องขอชีวิตทันทีแล้วสารภาพความผิดของตน ที่แท้เป็นเพราะเขาระแวงว่าภรรยาลักลอบมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นก่อนแต่งงาน เห็นนางหลังจากทะเลาะกับตนแล้วก็ออกไปข้างนอก คิดว่านางไปหาชู้รัก จึงบันดาลโทสะจนขาดสติ อาศัยช่วงที่ภรรยาหันหลังไปปิดประตูตอนกลับบ้าน คว้าเชือกที่อยู่ด้านข้างมารัดคอนางจนตาย รอจนได้สติก็รีบนำร่างนางแขวนไว้บนขื่อ อำพรางให้เห็นว่าภรรยาฆ่าตัวตายเอง หวังจะกลบเกลื่อนผ่านไปได้”

      หลี่รุ่นชมเชย “เกือบถูกตบตาได้แล้วเชียว ผู้ใดเล่าจะรู้ว่ากลับถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเปิดโปงด้วยคำพูดประโยคเดียว อาจเป็นเพราะสวรรค์ไม่ยอมปล่อยเขาไปกระมัง”

      “ใช่แล้ว หวงจื่อเสียอายุแค่สิบสองปี พูดเพียงประโยคเดียวก็ไขคดีฆาตกรรมได้คดีหนึ่ง หลังจากนั้นผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันแซ่ซ้องชมเชยว่านางเป็นทาริกาอัจฉริยะ บางครั้งเมื่อกรมอาญามีคดีปริศนาคลี่คลายไม่ได้ หวงจื่อเสียก็มักช่วยหวงหมิ่นหาเบาะแสของคดีได้เสมอ ดังนั้นหวงหมิ่นจึงเคยพูดกับคนอื่นว่า ลูกสาวบ้านข้า เหนือกว่าลูกชายสิบคนของบ้านอื่น แต่คิดไม่ถึง สุดท้ายกลับเป็นลูกสาวคนนี้วางยาพิษสังหารคนทั้งครอบครัว ก่อเป็นคดีเลือดที่ทำให้ใต้หล้าตื่นตะลึง”

      หลี่ซูไป๋เห็นขนตาของหวงจื่อเสียที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องคู่นั้นไหวน้อย ๆ แต่ก็เป็นการไหวเพียงนิดเดียวเท่านั้น นางหลุบตา ลุกขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง วาดโค้งอย่างงดงามราวก้านดอกไม้กลางสายลม

      หลี่ซูไป๋คิดในใจ ใครเลยจะคาดคิด หญิงสาวที่บอบบางและงดงามเช่นนี้กลับสามารถยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่วิจารณ์ถึงตัวนางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หน้าไม่เปลี่ยนสี ฟังผู้อื่นเล่าเรื่องในอดีตและความผิดบาปของนางโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร

      หลี่รุ่ยเล่าเรื่องคดีนั้นจบ ทุกคนต่างสะท้อนใจกันครู่หนึ่ง จู่ ๆ หลี่รุ่นก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงกล่าวว่า “ถ้าหวงจื่อเสียอยู่ในเมืองหลวง ไม่รู้จะสามารถไขคดีประหลาดในเมืองหลวงยามนี้ได้หรือไม่”

      หลี่รุ่ยถาม “ที่ท่านพูดถึงคือ ‘คดีจตุรทิศ’ ที่ทำเอาชาวเมืองพากันหวาดกลัวใช่หรือไม่”

      หลี่รุ่นผงกศีรษะ หลี่เหวินรีบถามตาม “คดีจตุรทิศอะไร ไฉนข้าจึงไม่รู้”

      “นี่เป็นคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองหลวง ทั้งโชกเลือดพิสดารทั้งโหดร้ายทารุณ ทุกคนเห็นเจ้าอายุยังน้อย ต่างก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าเจ้า” หลี่รุ่ยยิ้ม “อย่าไปรู้เลย เจ้ายังคงไปฟังเหล่าบัณฑิตบรรยายความรู้ที่สำนักศึกษาหลวงเถอะ”

      “ไม่เอา ๆ เรื่องที่พี่เก้าเล่ายังเหนือกว่าเรื่องที่พวกบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงเล่าให้ฟังตั้งเยอะ ‘คดีจตุรทิศ’ อะไรนั่น ข้าต้องรู้ให้ได้!” หลี่เหวินลุกขึ้น แล่นไปนั่งเบียดข้างหลี่รุ่ย เอาแต่จ้องหน้าหลี่รุ่ยไม่หยุด สายตาเช่นนั้นเหมือนลูกนกรอแม่ป้อนอาหารให้ก็ไม่ปาน

            หลี่รุ่นยิ้ม “น้องเก้าเจ้าก็เล่าเถอะ เรื่องนี้แม้ข้าจะพอได้ยินมา แต่ก็รู้เพียงคร่าว ๆ ข้ารู้ว่าปกติเจ้าชอบไปร้านอาหารหรือโรงน้ำชาฟังเรื่องเล่า เวลานี้ในหมู่ชาวบ้านว่าอย่างไรกันบ้าง”

      หลี่รุ่ยมองไปทางหลี่ซูไป๋ “พี่สี่ ท่านคุ้นเคยกับศาลต้าหลี่และกรมอาญา ไม่ทราบว่าท่านมีเงื่อนงำเบาะแสใดใหม่หรือไม่”

      หลี่ซูไป๋ส่ายศีรษะช้า ๆ “ไม่มี ทั้งสองหน่วยงานต่างก็พยายามสอบสวนอย่างเต็มที่ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า”      

      “เช่นนั้นข้าก็จะเล่าตามที่ข้าได้ยินมาก็แล้วกัน” หลี่รุ่ยแสดงท่าให้จิ่นหนูเข้ามาเติมสุราให้ตน จากนั้นก็ทำสีหน้าลึกลับ ถามหลี่เหวิน “เจ้ารู้ไหมเวลานี้คนที่อยู่ทางตะวันออกของฉางอันต่างตื่นตระหนกกันมาก แม้จะไม่ถึงกับบ้านสิบหลังร้างเก้าหลัง แต่ส่วนใหญ่ต่างย้ายไปอยู่ที่อื่นในเมืองไม่ก็บ้านญาติพี่น้องที่นอกเมืองแล้ว ไม่กล้าพำนักฝั่งตะวันออกของเมืองกันอีก”

      “อย่างนั้นหรือ มิน่าเล่าหมู่นี้การค้าที่ตลาดตะวันออกจึงซบเซาลง ครั้งก่อนตอนข้าไปเดินเล่น ร้านค้าหลายร้านต่างก็ปิดร้านพักกัน” หลี่เหวินยิ่งอยากรู้ “นี่มันเรื่องอันใดกัน เกิดเรื่องใดขึ้นที่ฝั่งตะวันออกของเมืองหรือ”

      “เรื่องต้องเล่าย้อนไปเมื่อสามเดือนก่อน เช้าตรู่ของวันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง ทหารรักษาการณ์ตำหนักไท่จี๋ซึ่งอยู่ด้านเหนือของเมืองออกลาดตระเวนแต่เช้าตามปกติ เห็นยามผู้เฒ่าอายุประมาณหกสิบกว่าคนหนึ่งถูกสังหารที่ตีนกำแพงตำหนัก บนกำแพงมีคนใช้เลือดเขียนอักษรตัวหนึ่งว่า ‘วิสุทธิ์’ ” หลี่รุ่ยเล่าอย่างเห็นภาพ ทั้งเสียงและท่าทางพร้อมสรรพ กอปรกับสีหน้าตื่นเต้นของเขา หากไม่ได้ฟังเนื้อเรื่องที่เขาเล่า ยังอาจคิดว่าเขากำลังเล่าเรื่องบัณฑิตกับสาวงามเสียอีก ใครจะคิดว่าเป็นเรื่องคดีอำมหิต

      “หลังจากนั้นเดือนกว่า วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสอง ตรอกอันอี้ทางใต้ของเมืองมีช่างเหล็กอายุประมาณสามสิบกว่าถูกสังหารหน้าร้านโอสถ บนกำแพงเขียนอักษรว่า ‘สุขัง’ ไว้ วันที่สิบเก้าเดือนสามที่โรงทานตรอกฉางอันทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกิดคดีเลือด เด็กน้อยอายุสี่ขวบคนหนึ่งถูกสังหาร และก็มีอักษรทิ้งไว้ตัวหนึ่งว่า ‘อัตตา’ ศาลต้าหลี่ยืนยันวิธีการสังหารและลายมือ เชื่อว่าทั้งสามคดีนี้น่าจะเป็นฝีมือของคนคนเดียวกัน จึงตั้งชื่อคดีนี้ชั่วคราวว่า ‘คดีจตุรทิศ’ เพราะใน ‘มหาปรินิรวาณสูตร’ กล่าวว่าความหมายแทนสี่ทิศของต้นโพธิ์แบ่งเป็น ‘นิจจัง สุขัง อัตตา วิสุทธิ์’ ตะวันออกหมายถึง ‘นิจจัง’ ใต้หมายถึง ‘สุขัง’ ตะวันตกหมายถึง ‘อัตตา’ เหนือหมายถึง ‘วิสุทธิ์’ ดังนั้นเวลานั้นชาวเมืองหลวงจึงพากันตื่นตระหนก จนมีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่ชาวบ้านว่าคนเหล่านี้ถูกผีร้ายสังหาร เพราะวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งปีนี้ หลวงจีนจวงเจินได้ออกเสียงคำในพระสูตรท่อนนี้ผิดกลางมหาพิธี ทำให้เหล่าผีร้ายยังอยู่อาละวาดในโลกมนุษย์ จำเป็นต้องสังหารคนในเมืองหลวงให้ครบสี่ทิศก่อนจึงจะจากไป”

      “หลวงจีนจวงเจินข้ารู้จัก! ดูเหมือนท่านจะเป็นหลวงจีนที่มีสมณศักดิ์สูงของวัดเจี้ยนฝูใช่หรือไม่ ตอนองค์หญิงซุ่ยหนิงเกิด เพราะสนมเฉินเจาหรงคลอดยาก ในวังยังเชิญท่านเข้ามาทำพิธีให้” หลี่เหวินถามอย่างประหลาดใจ “ได้ข่าวว่าหลายวันก่อนท่านนั่งสมาธิแล้วมรณภาพไป หรือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

      หลี่รุ่ยผงกศีรษะ “หลวงจีนจวงเจินได้ยินข่าวลือในเมืองหลวง ลือว่าที่คนตายล้วนเกิดขึ้นเพราะท่าน และท่านก็จำได้ว่าวันนั้นท่านเทศนา ‘มหาปรินิรวาณสูตร’ และออกเสียงคำพ้องรูปในท่อนนั้นผิดจริง ๆ ในบทนั้นอักษร ‘เล่อ’ (สุขัง) ควรออกเสียงเป็น ‘เล่อ’ แต่ท่านกลับเลินเล่อไม่ระวังออกเสียงเป็น ‘เยวี่ย’ (คีตะ) ซึ่งผิดพลาดไปมาก ดังนั้นด้วยความกังวลใจ ไม่กี่วันท่านจึงมรณภาพไป แต่หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ข่าวลือกลับยิ่งกระพือไปทั่ว บอกว่าวัดเจี้ยนฝูอยู่ใจกลางเมืองหลวง การมรณภาพของหลวงจีนจวงเจินน่าจะเป็นนัยถึงต้นโพธิ์ที่หันหน้าหาสี่ด้านแปดทิศ ตอนนี้ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตกล้วนเกิดคดีแล้ว เหลือก็แต่อีกหนึ่งชีวิตที่จะถูกเก็บทางทิศตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘นิจจัง’ คนที่อยู่ด้านตะวันออกของเมืองได้ยินข่าวลือก็แตกตื่นตกใจ หลายครอบครัวต่างหลบหนีไปอยู่บ้านญาติที่นอกเมือง จนแถบนั้นแทบจะร้างอยู่แล้ว”

      หลี่รุ่นถอนใจเบา ถามหลี่ซูไป๋ “พี่สี่ เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต มีคนตายถึงสามคนแล้ว ศาลต้าหลี่และกรมอาญาทำอะไรไม่ได้เลยจริงหรือ”

      หลี่ซูไป๋กล่าว “ฆาตกรคนนี้ลงมือโหดเหี้ยมและแม่นยำ ทั้งยังเชี่ยวชาญวิธีอำพรางกาย ราษฎรในฉางอันมีเกือบร้อยหมื่น จะสืบหาคนเช่นนี้แทบไม่มีเบาะแส แม้ศาลต้าหลี่และกรมอาญาจะระดมกำลังทั้งหมดแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์อะไร ตอนนี้ล่วงมาถึงเดือนสี่แล้ว ดูตามวิธีลงมือของฆาตกรหนึ่งเดือนสังหารหนึ่งคน คาดว่าในเร็ววันนี้จะต้องลงมือแน่ ดังนั้นกรมอาญาและศาลต้าหลี่จึงได้ส่งคนกระจายไปทั่ว นอกจากวิธีนี้แล้ว เวลานี้ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก”

      หลี่รุ่นถอนใจ “นิจจัง สุขัง อัตตา วิสุทธิ์ คำสอนในพุทธศาสนากลับถูกนำมาเป็นคำทิ้งท้ายในคดีฆาตกรรมอำมหิต ช่างลี้ลับและโหดเหี้ยมยากจะคาดเดาจริง ๆ...เกรงว่าต่อให้หวงจื่อเสียอยู่ในเมืองหลวงก็ยากจะไขคดีนี้ได้กระมัง”

      หลี่รุ่ยกล่าวยิ้ม ๆ “แม้โจวจื่อฉินจะพูดต่อหน้าข้ามาตลอดว่า หวงจื่อเสียมีความสามารถยอดเยี่ยมน่าตื่นตะลึง ใต้หล้านี้รับรองไม่มีคดีที่นางไขไม่ได้เด็ดขาด แต่ข้าคิดว่านางก็เป็นแค่สตรีนางหนึ่ง เผอิญอาศัยความฉลาดเล็กน้อยไขคดีได้หลายคดี นั่นก็เป็นเพียงเพราะอิสตรีโลกทัศน์แคบ จึงคิดในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทันได้คิดเท่านั้น ทว่าคดีในตอนนี้ นางเองก็คงจนปัญญาไม่อาจไขคดีได้”

      “น่าเสียดาย ลูกสาวรองเจ้ากรมหวง หวงจื่อเสียที่ชาญฉลาด เวลานี้ได้กลายเป็นฆาตกรเร่ร่อนซึ่งใครก็ฆ่าได้” หลี่ซูไป๋กล่าว น้ำเสียงส่อแววแดกดันเล็กน้อย

      หวงจื่อเสียที่ยืนอยู่ด้านหลังเขายังคงไม่พูดจาสักคำ ยืนนิ่งไม่ขยับ

      ท่ามกลางเสียงทอดถอนใจของทุกคน มีเพียงหลี่รุ่นที่กล่าว “คดีเลือดของตระกูลหวงครั้งนี้ ข้ารู้สึกว่าต้องมีเงื่อนงำ อย่างน้อย...คงไม่ธรรมดาเหมือนเปลือกนอกแน่”

      “แต่คดีนี้หลักฐานแน่นหนา มีพยานบุคคลและวัตถุพร้อม หวงจื่อเสียก่อคดีเป็นเรื่องแน่ชัด ไม่มีทางพลิกคดีได้แล้ว” หลี่รุ่ยส่ายศีรษะ ถามอีก “พี่เจ็ดพูดเช่นนี้ หรือรู้ข่าววงในของคดีนี้”

      “นี่กลับไม่ทราบ เพียงแต่หวางอวิ้นเป็นสหายสนิทของข้า ข้าไม่อาจเชื่อในเรื่องนี้ได้”

หนังสือแนะนำ

Special Deal