บทที่สอง โพธิ์สี่ทิศ (ต่อ)

      กองงานสังคีตสมัยราชวงศ์ถังเปิดกว้างเป็นที่สุด คนในกองส่วนมากมักชอบหยอกเย้ายั่วล้อต่อกระซิกกับเหล่าองครักษ์ กระทั่งเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็ลือกันเป็นเรื่องสวยงาม ดังนั้น นักดนตรีผีผานางนั้นจึงไม่รู้สึกเขินอาย เพียงอุ้มผีผาบังหน้าไว้ครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มเยื้อน “จิ่นหนูบังอาจ เพราะได้ยินคำเล่าลือในเมืองหลวงกล่าวขานว่าขุยอ๋องหล่อเหลางามสง่าดั่งเทพบุตรจุติมา วันนี้ได้พบ สมดังคำเล่าลือ มิน่าเล่าปกติในกองงานสังคีต จิ่นหนูจึงเห็นพี่น้องสตรีทั้งหลายต่างเทใจให้ขุยอ๋อง”

      “น่าเสียดายนัก พวกพี่น้องสาว ๆ ของเจ้าคงต้องเสียใจกันแล้ว” หลี่รุ่ยโอบไหล่จิ่นหนูไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ยิ้มแย้มพลางกล่าว “เจ้าจงกลับไปบอกกับพี่หญิงน้องหญิงของเจ้าทุกคนว่า พี่สี่ของข้าคนนี้ใจแข็งอย่างยิ่ง ชะตาลิขิตมาว่าต้องทำให้ผู้อื่นเสียใจ สู้มาคาดหวังกับข้าดีกว่า อาจยังพอมีหวังบ้าง”

      ท่ามกลางเสียงหัวเราะของจิ่นหนู สุราอาหารก็ยกมาเติมเพิ่ม พวกนางกำนัลเดินไปมาขวักไขว่ เสียงเพลงของหญิงขับร้องดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด

      ท่ามกลางบรรยากาศอันครึกครื้นนี้ หวงจื่อเสียกลับรู้สึกเหมือนตนอยู่นอกวง นางเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น สายตามองด้านหลังของหลี่ซูไป๋เหมือนกำลังจับจ้องเขาอยู่ แต่ความจริงกลับไม่ได้มองสิ่งใด เพียงกำลังนึกถึงเรื่องของตน

      คนที่โต๊ะพูดคุยกัน ไม่รู้เป็นผู้ใดเอ่ยขึ้น ถามหลี่ซูไป๋ว่า “พี่สี่ ข้าได้ข่าวมาว่าฝ่าบาททรงมีความคิดจะแต่งตั้งรองเจ้ากรมโจว โจวเสียง รับตำแหน่งเจ้าเมืองเฉิงตู ท่านคิดเห็นเช่นไร”

      หลี่ซูไป๋กล่าวโดยไม่หยุดคิด “ชื่อเสียงทางราชการของรองเจ้ากรมโจวดีมาก ปกตินอกจากเรื่องงานแล้ว ข้ากับเขาแทบไม่มีการคบหาสมาคมกัน ทว่าข้ากลับชื่นชมโจวจื่อฉินบุตรคนเล็กของเขามาก!”

      หลี่รุ่ยยิ้ม “มิผิด รองเจ้ากรมโจวเป็นคนใจเย็นมาก จะเกิดโทสะ ต้องเป็นเพราะถูกโจวจื่อฉินยั่ว ข้าเองก็ชื่นชมเขามาก!”

      หลี่รุ่นถาม “โจวจื่อฉินข้าเองก็เคยพบ แต่ดูไม่ออกว่าเขาจะมีลักษณะของบุตรอกตัญญูอันใด!”

      “เขาไม่ได้อกตัญญู เพียงแต่ทำให้คนในบ้านขายหน้ามากเท่านั้น! รองเจ้ากรมโจวสั่งสอนลูกได้ดี พี่ชายสามสี่คนของโจวจื่อฉินต่างมากความสามารถทั้งสิ้น รองเจ้ากรมโจวจึงไม่ได้คาดหวังในตัวบุตรคนเล็กนี้ ต่อให้เขาเป็นคุณชายเสเพลก็เห็นเป็นธรรมดา แต่บุตรคนนี้ ทุกวันไม่เรียนเขียนอ่าน ไม่เรียนวิชาฝีมือ ไม่พนันขันต่อ แต่กลับชอบไปโรงเก็บศพ กลายเป็นเรื่องน่าขบขันเรื่องใหญ่ประจำเมืองหลวง”

      “โรงเก็บศพ?” คังอ๋องหลี่เหวินกลั้นหัวเราะไม่อยู่

      หลี่รุ่ยยิ้ม “ใช่แล้ว ความฝันอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเขาก็คือเป็นนักชันสูตร ต่อมาถูกรองเจ้ากรมโจวทุบตีหลายครั้ง มิอาจไม่เปลี่ยนเป้าหมาย ทั้งวันเอาแต่ไปรอดักหัวหน้ามือปราบประจำเมืองหลวงขอเป็นมือปราบ...นี่ก็ยังเป็นงานที่ต่ำต้อยอยู่ดีมิใช่หรือ พวกหัวหน้ามือปราบทั้งไม่กล้าขัดใจรองเจ้ากรมอาญาและไม่กล้าขัดใจโจวจื่อฉิน ดังนั้นพอเห็นเขาก็ขวัญกระเจิง เผ่นแน่บหนีไป!”

      หลี่เหวินหัวเราะเสียงดัง พูดกับหลี่ซูไป๋ “พี่สี่ คำพูดของท่านต่อหน้าพระพักตร์มีน้ำหนักมาก รีบช่วยโจวจื่อฉินผู้นั้นกระซิบข้างพระกรรณสักครา ตอนโจวเสียงไปรับตำแหน่งที่เฉิงตู ให้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้บุตรคนเล็กของเขาตามไปเป็นมือปราบที่เฉิงตูด้วย ส่งเสริมให้โจวจื่อฉินได้สมปรารถนา!”

      “ใช่แล้ว ๆ!” หลี่รุ่ยหัวเราะงอหาย “ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องเพียงนี้ ถึงเวลานั้นหากโจวจื่อฉินกลายเป็นมือปราบพระราชทาน ดูซิว่ารองเจ้ากรมโจวยังจะทำอย่างไรได้!”

      หลี่รุ่นคิดอะไรขึ้นมาได้อีก จึงกล่าวว่า “เพียงแต่ไม่รู้ว่าคดีของหวงหมิ่น สื่อจวินเฉิงตูคนก่อน ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

      ข่าวสารของหลี่รุ่ยรวดเร็วที่สุด รีบอธิบายว่า “หวงจื่อเสียผู้นั้นน่าจะปกปิดชื่อแซ่หนีไปหลบซ่อนแล้ว ใต้หล้ากว้างใหญ่ คนผู้หนึ่งหากไปอยู่ในท้องที่กันดารเปลี่ยวร้างทั้งชีวิต เกรงว่าคงจับตัวไม่ง่ายนัก”

      “คิดไม่ถึงจริง ๆ หวงสื่อจวินที่เป็นคนรอบคอบซื่อสัตย์ สุดท้ายกลับมีจุดจบเช่นนี้ ช่างชวนให้ผู้คนสะท้อนใจยิ่งนัก”

      หวงจื่อเสียยืนอยู่ด้านข้าง ฟังพวกเขาวิจารณ์ถึงตัวเองและคดีเลือดของครอบครัวด้วยสีหน้าสงบนิ่งจนแทบเย็นชา มีเพียงความเจ็บปวดเจียนขาดใจเกิดขึ้นในอกอย่างไม่รู้ตัว ในนั้นมีสายพิณเส้นหนึ่งกำลังรัดหัวใจนางแน่นขึ้นอย่างช้าๆ

      หลี่ซูไป๋ไม่หันไปมองหวงจื่อเสียที่ยืนอยู่ด้านหลังตนว่ามีสีหน้าเช่นไร เพียงพูดเสียงเรียบว่า “บางทีหวงจื่อเสียอาจมีขวัญกล้าเทียมฟ้า กระทำการสวนความคิดผู้อื่น มาถึงเมืองหลวงแล้วก็ไม่แน่”

      “เช่นนั้นก็เท่ากับเดินเข้ามาติดกับเอง ต้องตายแน่นอน” หลี่รุ่ยกล่าว

      หลี่รุ่นกลับถอนใจแผ่วเบา “ข้าจำได้ว่าครั้งกระโน้นชาวเมืองหลวงยกย่องหวงจื่อเสียเป็นทาริกาอัจฉริยะ คิดไม่ถึงว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ช่างน่าเศร้าสลดนัก!”

      ในบรรดาผู้ที่นั่งอยู่ คังอ๋องหลี่เหวินอายุน้อยที่สุด ไม่รู้เรื่องราวในครั้งนั้นจึงถามอย่างอยากรู้ว่า “ธิดาของหวงหมิ่นผู้นั้น ที่แท้มีสิ่งใดพิเศษกัน เหตุใดทุกคนจึงดูเหมือนรู้จักนางดี”

      หลี่รุ่ยยิ้ม “นางเคยช่วยหวงหมิ่นผู้เป็นบิดาที่เป็นรองเจ้ากรมอาญาไขคดีหลายคดีซึ่งน่าสนใจไม่น้อย จนถึงตอนนี้คดีพวกนั้นก็ยังถูกนักเล่านิทานตามท้องถนนเล่ากันอย่างออกรสอยู่เลย!”

      หลี่เหวินถามอย่างอยากรู้ “ข้ากลับไม่เคยได้ยินมาก่อน พี่เก้า ท่านเล่าให้ข้าฟังทีเถอะ  ดูว่าระหว่างท่านกับคนเล่านิทานตามท้องถนนใครจะเล่าได้ดีกว่า”

      ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน หลี่รุ่ยกลับนั่งตัวตรงอย่างเอาจริงเอาจังขึ้นมาจริง ๆ เขากระแอมให้คอโล่งทีหนึ่ง “ได้ เช่นนั้นข้าจะเริ่มเล่าตั้งแต่ต้น จำได้ว่าเมื่อห้าหกปีก่อน พลบค่ำของวันหนึ่ง       กรมอาญาพลันได้รับข่าวว่า ที่ตรอกซิงเต๋อมีสตรีนางหนึ่งผูกคอตาย เจ้าพนักงานชันสูตรรีบไปยังสถานที่เกิดเหตุ ที่แท้เป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานยังไม่ถึงเดือน ฟังว่าก่อนเกิดเหตุวันหนึ่งนางมีปากเสียงกับสามี วิ่งออกไปโมโหอยู่ข้างนอกคนเดียวครึ่งค่อนวัน ตอนเย็นหลังกลับบ้านมาแล้วก็คิดสั้น”

      จิ่นหนูเอามือปิดปาก เบิกตากว้าง ถอนใจกล่าว “สตรีที่มีจิตใจคับแคบเช่นนี้ช่างน่าโมโหและน่าสมเพชนัก!”

      “ใช่ เวลานั้นหลังชันสูตรศพแล้ว เจ้าหน้าที่ยืนยันว่านางผูกคอตาย ดังนั้นกรมอาญาจึงเตรียมจะปิดคดีตามนี้ หวงหมิ่นที่ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมอาญาในตอนนั้นได้ไปตรวจสอบเพื่อสรุปคดี เวลานั้นหวงจื่อเสียซึ่งเพิ่งมีอายุได้สิบสองขวบก็อยู่ด้านนอกของบ้านที่เกิดเหตุด้วย นางกับพี่ชายอยู่รอกลับบ้านพร้อมบิดา ชาวฉางอันชมชอบความครึกครื้น เห็นที่นี่เกิดคดีมีคนตาย ด้านนอกมีคนไปมาขวักไขว่ ล้วนเป็นผู้มาดูความครึกครื้นทั้งสิ้น มีพ่อค้าผ้าบอกว่าหญิงบ้านนี้ตอนจะออกเรือนไม่ได้มาซื้อผ้าตัดชุดแต่งงานที่ร้านตน ยามออกเรือนชุดแต่งงานที่ใส่สีสันไม่ถูกต้องจึงทำให้พบกับจุดจบที่น่าเศร้าเช่นนี้ มีพ่อค้าเครื่องประดับบอกว่านางจองปิ่นปักผมเงินคู่หนึ่งที่ร้านของตนไว้ ฝ่ายชายยังต้องการหรือไม่ มีหมอดูบอกว่าตนได้คำนวณไว้ก่อนแล้วว่าบ้านนั้นปีนี้จะมีเคราะห์ร้ายแรง เสียดายที่ไม่ได้มาหาตนให้เร็วกว่านี้...สรุปคือจอแจกันไปหมด ขณะที่หวงหมิ่นกำลังจะจรดพู่กันสรุปคดีนั้น จู่ ๆ หวงจื่อเสียก็ตะโกนเรียกเขาผ่านประตูว่า ‘ท่านพ่อ!’ ”

      หลี่รุ่ยเล่าถึงตรงนี้ ก็กระแอมเบา ๆ ทีหนึ่ง มองทุกคนที่อยู่ตรงหน้าเหมือนคนเล่านิทานตามท้องถนน “ทุกท่าน เล่าถึงตรงนี้ มีใครรู้บ้างว่าแม่หนูน้อยหวงจื่อเสียเรียกท่านพ่อนางด้วยเรื่องใด”

      หลี่รุ่นยิ้ม “เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเล่าเกริ่นและไม่มีการบอกใบ้ พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหวงจื่อเสียคนนี้เรียกท่านพ่อของนางทำไม”

      หลี่รุ่ยกล่าว “ข้าแค่เล่าเกริ่นก็จริง แต่หวงจื่อเสียในตอนนั้นได้รู้ถึงสาเหตุการตายของเจ้าสาวหมาด ๆ และฆาตกรตัวจริงแล้ว และข้าก็เพิ่งบอกใบ้ไป”

      ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หลี่เหวินชิงพูดก่อน “ตามที่ข้าคาด หมอดูคนนั้นน่าสงสัยมาก หรือเพราะอยากให้ตนได้สมญาหมอดูเทวดา จึงได้ลงมือทำร้ายคน?”

      หลี่รุ่ยหัวเราะเสียงดังฮา ๆ แล้วหันไปถามหลี่รุ่น “พี่เจ็ด ท่านเล่า คิดอย่างไร”

      หลี่รุ่นหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวตอบ “เรื่องนี้ข้ากลับไม่ทราบได้ หรือพ่อค้าผ้ากับเจ้าสาวใหม่คนนั้นมีเรื่องผิดใจกันเพราะชุดแต่งงาน ดังนั้นจึงคิดแค้นในใจ หรือตอนหญิงนางนั้นไปซื้อเครื่องประดับอาจมีเรื่องทะเลาะกับพ่อค้า เขาจึงได้ลงมือ”

      หลี่รุ่ยหัวเราะ ไม่ตอบใช่หรือไม่ใช่ แล้วหันไปถามหลี่ซูไป๋อีกคน “พี่สี่เล่า คิดว่าอย่างไร”

      “สามีเป็นคนลงมือ” หลี่ซูไป๋ตอบโดยไม่ต้องคิด

      หลี่รุ่ยตกตะลึงไปทันที เผยท่าทาง ‘พี่ท่านโปรดรับการคารวะจากข้าคราหนึ่ง’ ออกมาให้เห็น “พี่สี่ ไฉนท่านจึงเดาได้”

      “เมื่อก่อนข้าเคยอ่านสำนวนคดีที่กรมอาญามาก่อน ดังนั้นจึงพอรู้ความจริงคร่าว ๆ” เขาพูดอย่างเรียบเฉย

      หลี่รุ่ยโล่งอก “ใช่แล้ว เวลานั้นหวงหมิ่นกำลังจะจรดพู่กันบนสำนวนคดี แต่ได้ยินหวงจื่อเสียเรียก ‘ท่านพ่อ’ คำหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมอง ถาม เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง มาสถานที่เกิดเหตุได้อย่างไร รีบกลับไปเสีย! หวงจื่อเสียกลับชี้ไปที่พ่อค้าเครื่องประดับซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง แย้งว่า ‘ท่านพ่อ ท่านได้ยินที่เขาพูดหรือไม่ ฮูหยินท่านนั้นต้องไม่ได้ฆ่าตัวตายเด็ดขาด แต่ถูกคนอำพรางให้เห็นเป็นเหมือนฆ่าตัวตาย  ความจริงนางถูกคนทำร้ายจนตายต่างหาก!”

      หลี่เหวินแสดงสีหน้าไม่เชื่อ “พี่เก้า ท่านบอกว่าเวลานั้นนางอายุแค่สิบสอง อายุยังน้อยกว่าข้าอีก เด็กผู้หญิงเล็ก ๆ เช่นนี้ วาจาที่กล่าวจะมีใครเชื่อถือกัน!”

      “ด้วยเหตุนี้ เวลานั้นหวงหมิ่นเองก็รู้สึกว่านางที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ กล่าววาจาเช่นนี้ช่างเหลวไหลนัก จึงดุเสียงเบาไปทีหนึ่ง ‘ไปเล่นกันเองก่อนเถอะ’ แล้วไม่คิดจะสนใจนาง ใครจะรู้ว่านางกลับเอามือปิดสำนวนคดีของบิดา กล่าวว่า ‘ท่านพ่อ ท่านเคยคุยกับเพื่อนร่วมงานที่บ้าน บอกว่าคนที่ใกล้ตาย ใจจะมอดเหมือนเถ้าถ่าน เช่นนั้นท่านเคยเห็นคนที่ใจมอดเป็นเถ้าถ่านคนไหนก่อนฆ่าตัวตายยังไปร้านเครื่องประดับสั่งทำปิ่นเงิน เลือกแบบไว้ ทั้งยังไม่ได้ของ!”

      คำพูดของหลี่รุ่ยนี้ทำให้ภายในตำหนักเงียบกริบ แม้แต่จิ่นหนูที่อุ้มผีผาอยู่ตลอดเวลาก็ยังเหม่อลอยไปชั่วครู่ มือไปกรีดถูกสายผีผาโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเสียงดังขึ้นเบา ๆ แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ เพราะเอาแต่ร้องอ้อ ชมเชยตามหลังไม่ขาดปาก

      หลี่ซูไป๋ยกมือเคาะโต๊ะเบา ๆ บอกใบ้หวงจื่อเสียที่อยู่ด้านหลัง นางเข้าใจจึงค่อย ๆ คุกเข่าลง ยกกาสุราบนโต๊ะ รินใส่จอกสุราเขาจนเต็ม

หนังสือแนะนำ

Special Deal