บทที่สอง โพธิ์สี่ทิศ

      ยามที่ผู้คนด้านหลังลากหวงจื่อเสียขึ้นมาจากสระนั้น หลี่ซูไป๋ได้เข้าไปในตำหนักเจี้ยนปี้นานแล้ว

      หวงจื่อเสียคลานขึ้นจากโคลนเลนอย่างทุลักทุเล มองตามเงาหลังของหลี่ซูไป๋ที่เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังแล้วลอบกัดฟันกรอด เท้าอดไม่อยู่เตะน้ำโคลนอย่างแรงทีหนึ่ง

      น้ำโคลนเย็นเยียบสองสามหยดกระเซ็นถูกแก้มนาง แต่ในเมื่อทั้งตัวเต็มไปด้วยโคลนอยู่แล้ว จึงไม่แตกต่างอะไร

      พวกขันทีด้านหลังรีบยื่นมือมาลากนางขึ้นไป ก่อนถูกเหล่านางกำนัลพาตัวไปอาบน้ำ สำรวจเสื้อผ้าบนตัวนางคล้ายเป็นชุดบุรุษ นางกำนัลอายุมากหน่อยเม้มปากยิ้มแย้ม “กงกงรอสักครู่ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อให้ท่าน”

      “ไม่ต้องแล้ว” นางไม่ยอมถอดเสื้อผ้าให้ใครเห็นแน่ ถึงเวลานั้น หากถูกพบว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง จะง่ายต่อการคิดเชื่อมโยงไปถึงหวงจื่อเสียที่ถูกประกาศจับคนนั้นขึ้นมา

      ดังนั้นจึงปัดมือของเหล่านางกำนัล เดินตรงไปข้างบ่อน้ำ ยกน้ำถังหนึ่งเทราดรดตนเอง

      ถึงจะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศยังคงหนาวเย็น เมื่อใช้น้ำถังหนึ่งราดจากศีรษะลงไป พลันหนาวจนสะท้านเยือก

      โคลนบนตัวยังล้างไม่สะอาด นางก็คล้ายชาจนไร้ความรู้สึกแล้ว แต่ยังเอาน้ำอีกถังอาบราดล้างตัวอย่างแรง

      เหล่านางกำนัลที่อยู่ด้านข้างพากันตะลึงงัน ยืนค้างอยู่บริเวณนั้นไม่ขยับเขยื้อน ไม่ทราบว่าคนที่ทรมานตนเองผู้นี้เป็นบ้าไปแล้วหรือไม่

      น้ำสองถังราดแล้ว หวงจื่อเสียจึงค่อยรู้สึกว่าสมองของตนแจ่มชัดขึ้น นางโยนถังน้ำทิ้ง ยืนตัวเปียกโชกอยู่ข้างบ่อ สูดหายใจเข้าออกอย่างหนาวสั่น

      เนื่องเพราะหนาวมากจึงหูอื้อ เห็นภาพตรงหน้าไม่ชัด ทว่ากลับเห็นใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งของหลี่ซูไป๋แจ่มชัดเป็นพิเศษประหนึ่งภาพหลอน

      เขาพูดว่า ข้าไม่สนใจจะไต่ถามเรื่องของเจ้า และไม่สนใจจะเปิดเผยร่องรอยเจ้าให้ทางการ ต่อไปเจ้าก็เอาตัวรอดเองเถิด

      ไม่สนใจ...

      การตายของบิดามารดา คดีเลือดของญาติพี่น้อง การพลิกคดีล้างมลทินของนาง ล้วนไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด เขาย่อมไม่สนใจไต่ถาม

ต่อหน้าเขา นางเป็นแค่ผงธุลีเท่านั้น

      และแล้ว...นางทิ้งถังน้ำในมือไว้ที่ข้างบ่อ ลอบกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากลางฝ่ามือ ทว่านางกลับไม่รู้สึกเจ็บ เอาแต่กำมือแน่น

      แต่...หวงจื่อเสีย เขาเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า

      นางพูดกับตนเองในใจอย่างหนักแน่นชัดเจน ขณะกัดฟันแน่น

      ขุยอ๋องหลี่ซูไป๋ บุรุษที่เห็นนางแวบแรกก็รังเกียจว่าแต่งกายสกปรก บุรุษที่เตะนางลงไปจมกองโคลนอย่างไร้ความปรานี บุรุษที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจนางเลยสักนิด กลับเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง

      ขุยอ๋องหลี่ซูไป๋มีกำลังอำนาจเหนือกว่าและน่าเชื่อถือมากกว่ากลุ่มคนที่นางคิดไปขอยืมมืออย่างเหล่าสหายเก่าของบิดา ญาติห่าง ๆ ที่เป็นข้าราชการเล็ก ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์ไกลกันเป็นโยชน์ หรือวิธีเสี่ยงอันตรายอย่างการถวายฎีกาต่อหน้าพระพักตร์เหล่านั้น

      ดังนั้นต่อให้โดนดูถูกดูแคลนแค่ไหน พริบตาที่น้ำเย็นราดรดศีรษะ นางก็ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

      ภายใต้แสงแดดต้นฤดูใบไม้ผลิ ลมหนาวโชยผ่านต้องผิวกายนางจนสั่นสะท้าน ยามหันกายเดินลงบันไดช้า ๆ จากข้างบ่อน้ำ ชั่วเวลานั้นนางได้ยินเสียงในใจของตน ได้ยินเสียงนั้นกระซิบกับนางว่า หวงจื่อเสีย เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ บุรุษที่ลุ่มลึกน่ากลัวเพียงนั้น ปฏิกิริยาซึ่งสมควรที่สุดของเจ้าในตอนนี้ น่าจะเป็นหันกายหนีจากไปโดยไม่เหลียวหลัง ชั่วชีวิตอย่าได้เข้าใกล้เขาอีกแม้แต่ก้าวเดียวมิใช่หรือ

      แต่...นางกลับไม่สนใจน้ำที่หยดจากเส้นผมและเสื้อผ้า เดินตรงลงจากบันไดไปทีละก้าวๆ

      นางยิ้มแข็งทื่อให้เหล่านางกำนัลที่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น ฝืนบังคับร่างที่หนาวเย็นของตนไม่ให้สั่น “รบกวนช่วยหาชุดขันทีให้ข้าชุดหนึ่ง ข้ายังต้องไปรับใช้ขุยอ๋องอีก”

      หวงจื่อเสียรัดหน้าอกของตนจนแน่น ไม่ถนอมแม้สักนิด สวมเสื้อป่านตัวกลาง ผูกเชือกไหมเล็ก ๆ เป็นเงื่อนสองชั้นง่ายๆ

      นางยืนหน้าคันฉ่องทองเหลืองสูงสองเชียะ มองคนในคันฉ่องแวบหนึ่ง คนในคันฉ่องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขันที เส้นผมที่ยังเปียกชื้นตกระอยู่ที่ไหล่และหน้าอก เห็นเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง คิ้วตาคมคาย ใบหน้าปรากฏแววอิดโรยเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่กลับสงบนิ่งดุจบึงน้ำลึก

      นางสูดหายใจลึก ๆ คราหนึ่ง รวบผมเปียกหมาด ๆ เข้าไปในหมวกผ้าป่านสำหรับขันทีอย่างลวก ๆ หันกายดึงสลักประตูแล้วสาวเท้าเดินออกจากห้อง

      เดินไปตามทิศที่เหล่านางกำนัลชี้ให้ เข้าไปยังทางสายหลักของตำหนักเจี้ยนปี้ วันนี้ตำหนักเจี้ยนปี้เพิ่งสร้างเสร็จ บรรยากาศย่อมไม่ธรรมดา คลื่นน้ำบนทะเลสาบไพศาลด้านหน้าส่องประกายระยิบระยับ บนทะเลสาบมีเรือไม้สาลี่แล่นไปมาขวักไขว่นับไม่ถ้วน ที่เกาะกลางทะเลสาบนางรำกำลังร่ายรำตามเสียงเพลง บนต้นหลิวข้างทะเลสาบแขวนโคมทรงเหลี่ยมบุด้วยผ้าโปร่งสีชมพูซึ่งนิยมใช้ในวังหลวงเป็นแถวยาวเรียงราย ลมวสันต์พัดโชยต้องใบหน้า แสงอาทิตย์อบอุ่น ทิวทัศน์กลมกลืนกับบรรยากาศ

      ตรงหน้าคือตำหนักหลัก มีกำแพงศิลาขนาดมหึมาเป็นฉากกั้นตั้งตระหง่านอยู่หน้าตำหนัก สลักอักษรสี่ตัวใหญ่ว่า ‘เจี้ยนปี้หมีจาง’ (ชี้แนะค้ำชูให้เป็นเลิศ)

      นางยืนหน้ากำแพงหิน เงยหน้ามองอักษรใหญ่ทั้งสี่ รู้สึกว่าลายเส้นของอักษรสี่ตัวนี้ดูแล้วสบายตา ให้อารมณ์มั่นคงเปี่ยมบารมี ได้ยินเสียงคนพูดจากด้านหลัง “นี่เป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ขันทีน้อยอย่างเจ้าก็ดูออกหรือว่าดี”

      นางหันไปมอง อีกฝ่ายเป็นบุรุษในอาภรณ์ม่วงผู้หนึ่ง อายุประมาณยี่สิบกว่า ผิวพรรณขาวผ่อง มีความใสบริสุทธิ์อย่างหนึ่งซึ่งไม่เข้ากับอายุ กลางหน้าผากเขามีไฝแดงไม่เบี้ยวไม่เอียงอยู่เม็ดหนึ่ง ตัดกับผิวขาวผ่องดุจหิมะและเส้นผมดำสนิทราวน้ำหมึกของเขา ขับเน้นบรรยากาศลอยล่องเหนือโลกีย์ที่พิเศษมากชนิดหนึ่ง

      ปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้ อายุราว ๆ นี้ และพอดีเป็นคนที่มีไฝแดงกลางหน้าผากด้วย หวงจื่อเสียนึกถึงฐานะของคนผู้นี้ได้ทันที นางรีบน้อมกายคารวะให้บุรุษที่อมยิ้มอยู่ผู้นี้ “เอ้ออ๋อง”

      เอ้ออ๋องหลี่รุ่น เป็นอ๋องที่อัธยาศัยใจคอดีที่สุดในเหล่าราชนิกุล อ่อนโยนน่าใกล้ชิด เขายิ้มผงกศีรษะให้นาง หยุดสายตาบนใบหน้านางแวบหนึ่งแล้วถามว่า “เจ้าเป็นคนในตำหนักนี้หรือ กงกงคนใดดูแลเจ้าอยู่ เหตุใดจึงส่งเจ้ามาที่นี่เล่า”

      ขันทีในวังต่างรู้ดี ทำงานในตำหนักฤดูร้อนแทบไม่มีโอกาสก้าวหน้า ตลอดทั้งปีไม่ได้พบฮ่องเต้และฮองเฮา เป็นเหมือนเหล่านางกำนัลส่วนใหญ่ที่รอร่วงโรย ดังนั้นโดยปกติแล้วจึงมีแต่พวกแก่ชราป่วยไข้หรือพิการถึงถูกส่งตัวมาที่นี่

      นางพูดด้วยท่าทางเป็นปกติ “บ่าวติดตามขุยอ๋องมา เมื่อครู่ตอนลงจากรถเสียหลักพลัดตกไปในน้ำ เหล่านางกำนัลจึงพาบ่าวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

      หลี่รุ่นยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า “เป็นเช่นนี้เอง เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าเข้าไปก็แล้วกัน”

      นางกำนัลนำทางอยู่ด้านหน้า หวงจื่อเสียเดินตามหลี่รุ่นอ้อมผ่านกำแพงศิลาที่ขวางหน้าประตูเลียบไปทางระเบียงยาว เบื้องหน้ามองเห็นในตำหนักมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งฟังสตรีนางหนึ่งดีดพิณผีผาอยู่

      เสียงผีผาใสดังเม็ดหยก โลดแล่นพลิ้วไหวไม่ขาดสาย ผสานกับความงามของดวงตะวันในยามนี้ เป็นบรรยากาศอันสุนทรีย์อย่างบอกไม่ถูก

      “เสียงผีผาอันไพเราะเช่นนี้จะขัดจังหวะก็น่าเสียดาย” หลี่รุ่นพูดพลางหยุดเท้ายืนฟังนอกตำหนัก หวงจื่อเสียจึงได้แต่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเงียบ ๆ รอจนเพลงจบ จึงเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน

      ผู้ที่นั่งอยู่ในตำหนักมีขุยอ๋องหลี่ซูไป๋ เจาอ๋องหลี่รุ่ยผู้อยู่ในลำดับเก้าและคังอ๋องหลี่เหวินผู้เยาว์วัยที่สุด ยังมีโฉมสะคราญอาภรณ์เหลืองนางหนึ่ง หูทัดดอกไห่ถังที่กำลังบานสะพรั่งกิ่งหนึ่ง อุ้มผีผานั่งหันหน้าหาพวกเขา

      เจาอ๋องหลี่รุ่ยเป็นคนว่างงานที่อยู่ไม่สุข อายุสิบแปดสิบเก้าแล้ว กลับยังเป็นเหมือนเด็กชอบเล่นสนุก ไม่มีราศีเช่นผู้เป็นอ๋อง พอเห็นเอ้ออ๋องมาก็ดีอกดีใจกวักมือเรียก “พี่เจ็ด รีบมาเร็ว ข้าค้นพบผู้มีความสามารถคนใหม่จากกองงานสังคีต ฝีมือดีดผีผาเป็นหนึ่งไม่มีสองในใต้หล้าจริง ๆ!”

      “เมื่อครู่อยู่ด้านนอกได้ฟังไปครึ่งเพลง เป็นบทเพลงที่น่าจะมีอยู่แต่บนสวรรค์ชั้นฟ้าจริง ๆ” หลี่รุ่นกล่าวแล้วนั่งลงด้านซ้ายมือใกล้หลี่ซูไป๋ เขาถาม “พี่สี่ ฝ่าบาทเล่า”

      “เช้านี้ฝ่าบาททรงปวดพระเศียร หมอหลวงกำลังตรวจพระอาการอยู่ คงต้องรออีกสักพักจึงจะเสด็จมา” หลี่ซูไป๋ตอบพลางเหลือบตามองผ่านหวงจื่อเสียไปโดยไม่พูดอะไร

      หวงจื่อเสียลอบขบฟัน เร่งเท้าเดินไปด้านหลังเขา ยืนก้มหน้านิ่ง ท่าทางเหมือนขันทีที่จงรักภักดีเต็มที่

      คังอ๋องหลี่เหวินอายุยังน้อย สำรวจมองหวงจื่อเสียอย่างสนใจ ได้ยินเจาอ๋องหลี่รุ่ยยิ้มพลางถามว่า “พูดขึ้นมาแล้ว มิใช่เพราะฝ่าบาททรงเป็นกังวลเรื่องของพี่สี่หรอกหรือ”

      หลี่เหวินรีบหันหน้ามาถามเจาอ๋อง “เป็นเรื่องใด”

      หลี่ซูไป๋ได้ยินข่าวมาก่อนหน้าแล้ว แต่เขาเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่พูดจา

      “เฮอะ เจ้าดูพี่สี่ ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้อีก!” หลี่รุ่ยกวาดตามองคนทั้งหมด ชี้ไปที่หลี่ซูไป๋ หัวเราะเสียงดัง “เจ้าบอกมา ยังจะมีเรื่องใดได้อีก ย่อมเป็นเรื่องแต่งงานของท่านอ๋องสี่แห่งราชสำนักอยู่แล้ว อายุเลยยี่สิบแล้วยังครองตัวเป็นโสด หาได้ยากในราชสำนัก พี่สี่ ขืนท่านยังใช้ชีวิตสันโดษเช่นนี้ต่อไปจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนตกใจมากทีเดียว!”

      หลี่รุ่นก็ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่แล้ว ความจริงเมื่อสี่ปีก่อนฝ่าบาทก็ทรงเลือกชายาไว้ให้พี่สี่แล้ว เผอิญโจรกบฏผังซวินก่อความวุ่นวายขึ้นเสียก่อน พี่สี่จึงต้องลงใต้ไปปราบกบฏ พอได้ชัยชนะกลับมาอู๋ไท่เฟยก็สิ้นพระชนม์ ในเมื่อพี่สี่ตัดสินใจจะไว้ทุกข์ให้พระมารดาสามปี ทุกคนเลยได้แต่ต้องตามใจ ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุข อายุพี่สี่ก็ถึงวัยอันควรแล้ว หากยังไม่ตั้งชายาอีกเกรงว่าเสด็จอากับเหล่าไท่เฟยทั้งหลายจะไม่ยอมปล่อยท่านแน่”

      “มิผิด ฝ่าบาทกับฮองเฮาทรงทุ่มเทพระทัยกับเรื่องนี้มาก งานวิวาห์ครั้งนี้จะอย่างไรท่านก็หนีไม่พ้นแล้ว” แม้แต่คังอ๋องหลี่เหวินก็ร่วมหยอกเย้าด้วยการยกสุราคารวะเขา

      หลี่รุ่ยมองไปเห็นนักผีผาสาวก้มหน้าอมยิ้ม แต่สายตากลับแอบมองหลี่ซูไป๋ จึงถาม “จิ่นหนู เจ้ามองขุยอ๋องตลอดเวลาด้วยเหตุใดกัน”

      เหล่าอ๋องในงานต่างพากันหัวเราะเสียงดัง หลี่ซูไป๋เพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย มองดูพี่น้องทั้งหลายหยอกเย้าตนอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้จะทำอย่างไร

หนังสือแนะนำ

Special Deal