บทที่หนึ่ง กำเนิดดาวจักรพรรดิ (ต่อหน้า 2)

ในวังจะมีหมอหญิงคอยตรวจรักษาสตรีในตำหนักใน หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ครานี้ ฉู่หวังซางสั่งให้หมอหญิงคอยดูแลครรภ์ เมื่อหมอหญิงจื้อได้ยินว่าหวังโฮ่วเรียกตัว จึงจำต้องมาเข้าเฝ้า

หวังโฮ่วจับจ้องหมอหญิงจื้อซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่างครู่ใหญ่ พลันตะคอกถาม “เจ้าเป็นหมอหญิง ศึกษาการแพทย์มาจากที่ใด เคยร่ำเรียนตำราใด”

หมอหญิงจื้อถอนหายใจโล่งอก นี่นับเป็นเรื่องที่นางสันทัด จึงตอบได้อย่างคล่องแคล่ว “หม่อมฉันศึกษาศาสตร์ผดุงครรภ์จากฉินเยวี่ยเหริน ตำราที่ศึกษาคือ ‘คัมภีร์เน่ยจิง’‘คัมภีร์แพทย์’‘ตำราห้าสิบสองโรค’‘ตำราครรภ์’ เคยรักษาสตรีล้มป่วยจำนวนหนึ่งร้อยสามสิบสองคน ช่วยทำคลอดสตรีตั้งครรภ์จำนวนสี่สิบเจ็ดคน” ฉินเยวี่ยเหรินก็คือเปี่ยนเชวี่ย (เชิงอรรถ –หมอเลื่องชื่อในยุคชุนชิวจ้านกั๋วเนื่องจากเปี่ยมความสามารถด้านการแพทย์ ถูกเรียกขานว่าหมอเทวดา จึงได้รับสมญานามว่า “เปี่ยนเชวี่ย” อันเป็นฉายาของหมอเทวดาในสมัยหวงตี้หนึ่งในสามกษัตราห้าราชัน) ที่ชนรุ่นหลังเรียกขาน หมอหญิงจื้อได้รับการถ่ายทอดวิชาจากฉินเยวี่ยเหริน ความสามารถด้านการแพทย์ย่อมไม่ธรรมดา ศาสตร์ผดุงครรภ์หมายถึงสูตินรีเวชวิทยา บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าตอนเปี่ยนเชวี่ยอยู่รัฐเจ้า ตรวจรักษาด้านการ “ผดุงครรภ์” โดยเฉพาะ และถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านนี้ให้นาง

มุมปากหวังโฮ่วเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เจ้าช่วยทำคลอดสตรีตั้งครรภ์มาแล้วสี่สิบเจ็ดคน รู้หรือไม่ว่าหากคำนวณจากสตรีหนึ่งร้อยคน หลังตั้งครรภ์จะมีกี่คนแท้งลูก กี่คนคลอดยาก กี่คนที่ทารกสิ้นใจในครรภ์”

หมอหญิงจื้อตัวสั่นสะท้าน ทว่ามิอาจไม่ตอบ “การตั้งครรภ์นับว่าอันตรายยิ่ง ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้...หากแต่ในวังไม่เหมือนในหมู่ชาวบ้าน ห้องเจียวซื่อมีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งยังมีหมอหลวงคอยดูแลครรภ์...”

“พอแล้ว!” หวังโฮ่วยิ้มเยียบเย็น “ผู้น้อยรู้รายละเอียดแล้ว การตั้งครรภ์นับว่าอันตรายยิ่ง ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้ เห็นทีผู้ที่คลอดอย่างราบรื่นมีไม่ถึงห้าในสิบคน นับเป็นเรื่องธรรมดา หมอหญิงมิต้องกังวล หากเกิดอะไรขึ้น ไม่นับเป็นความผิดของเจ้า!”

“เอ่อ...” หมอหญิงจื้อสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง แต่กลับหวาดกลัวเกินกว่าจะคิดต่อ เงยหน้ามองหวังโฮ่วอย่างตกใจ

หวังโฮ่วนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่างามสง่า “ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้ เจ้ามีโอกาสไม่น้อย ทั้งยังล้วนแต่สมเหตุสมผล...” เอ่ยเนิบนาบถึงตรงนี้ก็พลันหยุดวาจา เพราะนางรู้ว่าหมอหญิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างน่าจะเข้าใจความหมายของนาง

“เสี่ยวจวิน...” หมอหญิงจื้อแน่นอนว่าฟังเข้าใจ และเพราะฟังเข้าใจ ถึงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หมอบลงกับพื้นเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เสี่ยวจวิน หม่อมฉันศึกษาการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คน หาใช่สังหารผู้คนไม่ ขอเสี่ยวจวินโปรด...”

หวังโฮ่วตัดบทเสียงเย็นชา “หากหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรชายอย่างปลอดภัย ตระกูลของเจ้าจะประสบหายนะ!”

หมอหญิงจื้อมิอาจฝืนคุกเข่าได้อีกต่อไป พลันทรุดฮวบลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นระริก ลมหายใจติดขัดราวถูกใครบางคนบีบรัดลำคอจนหายใจไม่ทัน รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือน สตรีรูปงามผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้า ประหนึ่งกลายร่างเป็นมารร้ายอันน่าสะพรึงกลัว...

 

ขณะเดียวกัน หญิงสกุลเซี่ยงผู้เปี่ยมวาสนาในสายตาทุกคน หาได้ปลาบปลื้มยินดีเช่นที่ทุกคนคาดคิดไม่

นางสวมชุดผ้าไหมปักลายอันอ่อนนุ่มงดงาม ดวงหน้าไร้เครื่องประทินโฉม นอนอยู่ในห้องเจียวซื่อเงียบๆ เมื่อกวาดตามอง เห็นไข่มุกราตรีส่องสว่าง นอแรดแขวนประดับฝาผนัง ม่านหน้าเตียงคือผ้าไหมโปร่งบางจากรัฐฉี ผ้าห่มคือผ้าไหมโปร่งบางจากรัฐหลู่ ประดับตะขอทองคำ...กลิ่นหอมละมุนโชยออกมาจากกระถางเครื่องหอม ภายในห้องล้วนอบอุ่นสว่างไสวด้วยประกายจากผ้าไหมและทองคำ ประดุจห้วงฝันอันงามวิจิตร สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นที่พำนักที่สะดวกสบายยิ่ง แต่นับแต่วินาทีที่ย่างเท้าเข้ามาในห้องเจียวซื่อ ความหวาดหวั่นกังวลก็เริ่มเคลื่อนเข้าปกคลุมจิตใจนาง สำหรับวาสนาที่ฟ้าประทานอย่างกะทันหันเช่นนี้ หญิงสกุลเซี่ยงรู้สึกเพียงคล้ายกับฝันไป ไม่เหมือนเกิดขึ้นจริงแม้แต่น้อย และว่ากันตามจริง หากดูจากชาติกำเนิดของนาง ชีวิตของนาง นิสัยของนาง แม้นหลับฝันนางก็มิเคยคาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะพานพบวาสนาเช่นนี้

ตระกูลเซี่ยง เดิมสืบเชื้อสายมาจากรัฐเล็กตรงซานตงรัฐหนึ่งชื่อรัฐเซี่ยง ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว เกิดศึกสงครามตลอดเวลา รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก รัฐเล็กผนวกรัฐเล็กกว่า หนึ่งร้อยกว่าปีก่อน ชาวรัฐจวี่บุกรัฐเซี่ยง รัฐเซี่ยงถูกรัฐจวี่กำราบปราบปราม แต่ชาวรัฐจวี่ยังนับว่าเมตตา แม้จะกำราบรัฐเซี่ยง กระนั้นก็ยังปฏิบัติต่อตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐเซี่ยงเป็นอย่างดี นับจากนั้นตระกูลเซี่ยงจึงกลายเป็นตระกูลเล็กที่พึ่งพิงรัฐจวี่ คนตระกูลเซี่ยงมีรูปโฉมงดงามมากสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ บุรุษส่วนใหญ่จึงได้เป็นสหายร่วมศึกษาของเหล่าตระกูลเชื้อพระวงศ์รัฐจวี่ ส่วนสตรีมักจะได้ติดตามกงจู่แห่งรัฐจวี่แต่งงานไปรัฐอื่น

เรื่องราวในใต้หล้าผันแปรไม่แน่นอน บัดนี้รัฐฉู่เข้มแข็ง รัฐจวี่ซึ่งเคยกำราบรัฐอื่นครานี้ถูกรัฐฉู่กำราบปราบปราม ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐจวี่ย้ายไปพำนักในอิ่งตู ส่วนตระกูลเซี่ยงและตระกูลขนาดเล็กตระกูลอื่น เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของรัฐจวี่ จึงต้องย้ายไปพำนักในอิ่งตูเช่นกัน กงจู่แห่งรัฐจวี่กลายเป็นอนุภรรยาของฉู่หวังซาง มีสตรีหลายคนติดตามเข้าวัง หนึ่งในนั้นก็คือหญิงสกุลเซี่ยง

หลายปีมานี้จวี่จีมิเคยตั้งครรภ์ จึงทำได้เพียงคิดหาวิธี อาศัยโอกาสยามฉู่หวังซางแวะมาหา ฉวยจังหวะขณะที่เขาอารมณ์ดี แนะนำสตรีที่ติดตามนางเข้าวังถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่นาน หญิงสกุลเซี่ยงก็ตั้งครรภ์

หากแต่ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่า การที่สตรีที่ไม่สะดุดตาผู้นี้ตั้งครรภ์ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนเช่นนี้ จวี่จีซึ่งรับรู้ข่าวนี้อย่างงงงันรีบไปห้องเจียวซื่อเพื่อเยี่ยมหญิงสกุลเซี่ยงซึ่งงุนงงยิ่งกว่าทันที

เทียบกับจวี่จีผู้มีรูปโฉมเฉิดฉายและแววตาสุกสกาว หญิงสกุลเซี่ยงดูจะงดงามหมดจดและนุ่มนวลอ่อนโยน เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงกำลังกลัดกลุ้มกังวล จึงยิ่งดูน่าสงสารน่าทะนุถนอม นางเห็นจวี่จีเข้ามา รีบลุกขึ้นคำนับ เอ่ยน้ำตาคลอหน่วยด้วยท่าทางประหนึ่งพบญาติสนิท “จวี่ฟูเหริน (เชิงอรรถ – คำเรียกขานภรรยาของเจ้านครรัฐ) หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่ง...”

จวี่จีรีบอมยิ้มห้ามปราม “น้องหญิงอย่าขยับ ระวังจะกระเทือนถึงครรภ์ เจ้ามิใช่ตัวคนเดียวแล้ว จำต้องระมัดระวังให้มาก” นางเอ่ยกับหญิงสกุลเซี่ยงเสียงนุ่มก่อนจะหันไปสั่ง “หนี่ว์ซาง นับแต่วันนี้สุขภาพของเซี่ยงอิ้งเหรินมิเป็นเช่นแต่ก่อน ไม่ว่านางจะลุกเดินนั่งนอน เจ้าล้วนต้องคอยประคองมิให้ห่างกาย หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเอาเรื่องเจ้า” หนี่ว์ซางสาวใช้ข้างกายนางตอบรับเป็นพัลวัน ก้าวเข้าไปประคองหญิงสกุลเซี่ยงอย่างนอบน้อม มิให้นางเคลื่อนไหวโดยไม่ระวัง

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างหวั่นเกรง “หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน ห้องเจียวซื่อไฉนเลยจะเป็นที่ที่หม่อมฉันพำนัก จวี่ฟูเหริน ท่านไปทูลต้าหวัง ให้หม่อมฉันพำนักที่อื่นเถิด!”

จวี่จีอมยิ้มนิ่งฟัง รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้าขณะเอ่ย “อย่ากล่าวเหลวไหล!นี่เป็นพระเมตตาของต้าหวัง ไฉนเลยจะเป็นเรื่องที่เจ้ากับข้าตัดสินใจเองได้”

หญิงสกุลเซี่ยงอึ้งไป ริมฝีปากพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “แต่ว่า หม่อมฉันหวาดกลัวเหลือเกิน...” เอ่ยถึงตรงนี้ก็สะอื้นจนพูดต่อไม่ออก

จวี่จีรีบยิ้มเอ่ยปลอบนาง “น้องหญิงมิต้องกลัว นี่นับเป็นวาสนาที่ผู้อื่นล้วนปรารถนาทว่ามิอาจได้รับ ไยน้องหญิงจึงร้องไห้เสียเล่า จู่ๆ มีชีวิตรุ่งเรืองมั่งคั่ง เป็นธรรมดาที่จะไม่คุ้นชิน พอผ่านไปนานวันเข้า ย่อมสุขเกษมเปรมปรีดิ์ หากเจ้าให้กำเนิดกงจื่อ(เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุตรชายของเจ้านครรัฐ) มีบุตรชายคอยช่วยเหลือ ภายภาคหน้าน่ากลัวว่าคงได้รับพระเมตตามากกว่าข้าเสียอีก!”

หญิงสกุลเซี่ยงก้มหน้า “หม่อมฉันมิกล้า หากให้กำเนิดกงจื่อจริง อย่างไรก็ต้องให้ฟูเหรินเลี้ยงดู หม่อมฉันมิกล้าวาดหวังเกินฐานะ!”

จวี่จีชื่นชมนางในใจ ที่นางตั้งใจมาดูแลนาง ก็เพื่อวาจาประโยคนี้

ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว การแต่งงานระหว่างรัฐนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตอนนั้นทั้งอักษรภาษาและขนบธรรมเนียมของแต่ละรัฐล้วนแตกต่างกัน หากธิดาตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐหนึ่งแต่งงานไปอีกรัฐหนึ่ง ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐนั้นมักจะให้สตรีร่วมตระกูลหรือธิดาตระกูลขุนนางจำนวนมากติดตามขบวนแต่งงานไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เจ้าสาวรู้สึกโดดเดี่ยวหวั่นกลัวยามพำนักตามลำพังในสถานที่แปลกหน้าซึ่งสื่อสารต่างภาษา

ด้วยเหตุนี้ ปกติแล้วการแต่งงานครั้งหนึ่ง ฝ่ายชายอาจมิได้แต่งงานกับสตรีเพียงผู้หนึ่ง แต่คือสตรีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบรรดา “น้องหญิง” เหล่านี้มิเพียงแต่เป็นสหายร่วมเดินทาง ทั้งยังอาจเป็นผู้ตั้งครรภ์แทน...บางทีสตรีผู้มีสถานะสูงศักดิ์ที่สุดอาจไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชาย แต่ขอเพียงสตรีที่ติดตามขบวนแต่งงานของนางให้กำเนิดบุตรชาย เช่นนั้นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีคราวนี้ก็เท่ากับมีผู้สืบทอด

ด้วยเหตุนี้ประเทศจีนในสมัยโบราณ การแต่งงานจึงมิใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นการเกี่ยวดองของสองตระกูล ตามคำกล่าวที่ว่า “การแต่งงานสามารถเชื่อมสัมพันธ์สองตระกูล ทำตามประสงค์ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ มีทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล” กล่าวให้แคบคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล กล่าวให้กว้างคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างนายหญิงกับสตรีที่ติดตามเข้าวังมิใช่ศัตรูหัวใจ แต่คล้ายเป็นกลุ่มสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือเกื้อกูล นายหญิงปกป้องดูแลสตรีที่ติดตามเข้าวัง สตรีที่ติดตามเข้าวังพึ่งพิงเชื่อฟังนายหญิง

หญิงสกุลเซี่ยงเป็นคนอ่อนน้อมเชื่อฟัง ดังนั้นจึงได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากจวี่จี อันที่จริงดูจากอุปนิสัยของฉู่หวังซาง สตรีที่เฉลียวฉลาดและงดงามพริ้งเพริศเช่นจวี่จี ถึงจะเป็นสตรีที่เขาชมชอบ หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะมีรูปโฉมงดงาม แต่กลับว่าง่ายจนราบเรียบธรรมดา ฉู่หวังซางแม้จะรับสั่งให้ถวายการปรนนิบัติสองครั้ง แต่ไม่นานก็ลืมเลือน

ดังนั้นจวี่จีจึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงที่จะแสดงท่าทีห่วงใยเป็นมิตรต่อหญิงสกุลเซี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็ห่วงใยเด็กในครรภ์ของหญิงสกุลเซี่ยงด้วยใจจริง ไม่ต่างจากเลือดในอกของตน น้ำเสียงจึงยิ่งทวีความอ่อนโยนนุ่มนวล “น้องหญิง เจ้าคือมารดาผู้ให้กำเนิดเด็กผู้นี้ เดิมก็มีสถานะเช่นเดียวกับข้า บัดนี้เจ้าต้องเปลี่ยนคำเรียกขานแล้ว เรียกข้าว่า ‘พี่หญิง’”

หญิงสกุลเซี่ยงเงยหน้ามองจวี่จี เอ่ยเรียกตะกุกตะกัก “พี่หญิง...”

จวี่จียิ้มกอดนาง “น้องหญิงอันประเสริฐ”

นับจากนี้ หญิงสกุลเซี่ยงพักผ่อนบำรุงครรภ์ ทุกวันจะมีจวี่จีคอยดูแล นอกจากไปถวายบังคมฉู่หวังซางหลังประชุมขุนนาง ก็มักจะพำนักที่ห้องเจียวซื่อ ได้รับการดูแลอย่างถี่ถ้วน ทำให้คนของหวังโฮ่วไม่มีโอกาสลงมือ

 

หลายเดือนผ่านไป หญิงสกุลเซี่ยงครบกำหนดคลอด สตรีร่างทรงระบำบวงสรวงตลอดคืน นางกำนัลและหมอหญิงเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด แม้แต่ฉู่หวังซางยังยกเลิกการประชุมขุนนางเป็นกรณีพิเศษ นั่งรอข่าวอยู่ริมระเบียงนอกห้องเจียวซื่อ

เวลานี้ เสียงร้องของหญิงสกุลเซี่ยงยามคลอดลูกดังแหวกอากาศ บรรดาข้ารับใช้วิ่งวุ่นเข้าออกจ้าละหวั่น เหล่าสตรีร่างทรงขับร้องบทเพลงบวงสรวงพลางจุดธูปหอมเพื่ออธิษฐานขอพรต่อทวยเทพ แต่กลิ่นหอมละมุนนั้นก็มิอาจทำให้จิตใจผู้คนสงบลงได้ ฉู่หวังซางกระวนกระวายยิ่ง หวังโฮ่วยืนอยู่ข้างกายเขา อดปลอบโยนไม่ได้ “ในเมื่อมีคำทำนายจากดวงดาว แม่ลูกย่อมปลอดภัย นับเป็นอาณัติจากสวรรค์ ต้าหวังอย่ากังวลไป!”

ทว่าแท้จริงแล้ว หวังโฮ่วกำลังร้อนใจดั่งไฟลน หมอหญิงจื้อที่สมควรตายผู้นั้น บังอาจขัดคำสั่งนาง ถ่วงเวลามาถึงบัดนี้ก็ยังไม่ลงมือ นางสั่งคนไปเร่งหลายครั้ง หมอหญิงจื้อเพียงแต่ตอบปัดว่าบัดนี้ข้างกายหญิงสกุลเซี่ยงมีจวี่จีคอยคุ้มครอง ทั้งยังมีนางกำนัลกับข้ารับใช้รายล้อม ไม่ว่าอาหารหรือยา ล้วนมีหมอหลวงและคนครัวดูแลโดยเฉพาะ จึงไม่มีโอกาสลงมือ มีเพียงยามทำคลอดเท่านั้น ถึงพอหาโอกาสลงมือได้

นางเองก็กำชับเตือนหมอหญิงจื้อไปแล้ว หากถึงตอนนั้นเรื่องราวไม่สำเร็จผลวาจาที่เคยลั่นไว้ว่าจะกำจัดตระกูลนาง ย่อมเป็นไปตามนั้น

นางเอ่ยปลอบฉู่หวังซาง ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหญิงสกุลเซี่ยงดังลอยมา ยิ่งทำให้ความหวั่นกังวลในใจนางเพิ่มทวี ภายนอกแม้สงบเยือกเย็นเช่นปกติ ทว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องของหญิงสกุลเซี่ยง หัวใจนางก็ราวกับถูกเข็มแหลมทิ่มแทง ทำได้เพียงลอบสาปแช่งอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า “ไยนางจึงยังไม่ตาย ไยนางจึงยังไม่ตาย...”

ในลานหน้าห้อง สตรีร่างทรงสวมหน้ากากกำลังระบำขับร้อง อธิษฐานขอพรต่อเส้าซือมิ่งเทพธิดาในตำนานที่มีหน้าที่ปกปักรักษาบุตรธิดาและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้คุ้มครองสตรีมีครรภ์ ขอให้นางให้กำเนิดทารกน้อยอย่างราบรื่น

 

สารทฤดูต้นหมีอู๋ดอกเพ่ยหลาน

กระจายตัวทั่วลานบานสะพรั่ง

ใบเขียวนุ่มคู่ดอกขาวงามจีรัง

หอมจรุงกรุ่นรั้งไร้จากกลาย

เหล่าลูกหลานเติบใหญ่ไร้ทุกข์โศก

อุดมโชคสุขสันต์ดั่งใจหมาย

เส้าซือมิ่งคอยปัดเป่าอันตราย

ขอจงคลายพะวงกังวลใจ

หมู่แมกไม้ชูช่องามเฉิดฉัน

โฉมลาวัณย์รับเทพสรวงไสว

พลันจุติพบเหล่าอรไท

สบสายตางามละไมอุ่นอนันต์

ยามพบพานจากลาไร้คำกล่าว

เคลื่อนเหินหาวหวนคืนสู่สวรรค์...

 

หวังโฮ่วฟังเสียงเพลงของสตรีร่างทรงที่ลอยมาจากที่ไกลๆ รู้สึกเพียงว่าสมองอื้ออึง ทว่าในใจกลับสาปแช่งไม่หยุด “เหล่าทวยเทพทั้งปวง ข้าขอใช้ตำแหน่งหวังโฮ่วแห่งรัฐฉู่วิงวอนต่อสวรรค์ ไท่จื่อล้วนได้รับแต่งตั้ง รากฐานแห่งรัฐมิอาจสั่นคลอน ขอเทพซือมิ่งโปรดดลบันดาลตามคำอธิษฐานของข้า อย่าให้ดาวจักรพรรดิถือกำเนิด อย่าให้มารหัวขนผู้นั้นก่อหายนะต่อตระกูลของข้า”

ขณะกำลังอธิษฐาน ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเหลือแสนของหญิงสกุลเซี่ยงพลันดังลอดออกมาจากห้องใน

ทุกคนล้วนตกใจ แม้แต่ฉู่หวังซางยังผุดลุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยถาม “หญิงสกุลเซี่ยงเป็นอย่างไรบ้าง”

จวี่จีก็เป็นห่วงยิ่งเช่นกัน เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ “หม่อมฉันเข้าไปดูเองเพคะ” กล่าวจบก็ก้าวเข้าไปในห้องใน

นางเพิ่งจะเข้าไปไม่นาน ก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังลอดออกมา ฉู่หวังซางดีดตัวขึ้น เอ่ยอย่างยินดีปรีดา “คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”

หวังโฮ่วหน้าเผือดซีด ในใจมีเพียงความคิดหนึ่งหมุนวนไปมา “สุดท้ายก็ปล่อยให้นางถือกำเนิดจนได้ สุดท้ายก็ปล่อยให้นางถือกำเนิดจนได้...”

นางหน้าถอดสี ฝีเท้าไม่มั่นคง พลันโซเซถอยหลัง ยังดีที่ไต้เม่าประคองไว้ได้ทัน

ตอนนั้นเองที่เสียงเพลงเนิบช้าของสตรีร่างทรงที่อยู่ด้านนอกลอยเข้ามา

 

กุมกระบี่อุ้มเด็กน้อยร้อยบุญญา

เทพสตรีผู้กล้าแห่งมวลชน...

 

หากทว่า บัดนี้ไม่มีผู้ใดมีแก่จิตแก่ใจฟังบทเพลงของสตรีร่างทรงเหล่านั้น ประตูห้องในถูกเปิดออก หมอหญิงจื้ออุ้มทารกน้อยออกมา สีหน้าของนางประหลาดยิ่ง แฝงไว้ด้วยความโล่งใจประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก ระคนกับความงุนงงคล้ายกับไม่อยากเชื่อ

แต่หวังโฮ่วกลับไม่มีเวลาสนใจสีหน้าของนาง เอาแต่จับจ้องทารกน้อยในห่อผ้าที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด เปลวเพลิงแทบปะทุออกจากนัยน์ตา ราวกับต้องการเผาผลาญหมอหญิงจื้อกับทารกน้อยให้ตายทั้งเป็นสักหมื่นแสนครั้ง หากสามารถปล่อยธนูออกมาจากนัยน์ตา เช่นนั้นผู้ที่ถูกนางจับจ้องคงถูกธนูนับพันหมื่นปักทะลุร่างไปนานแล้ว

ฉู่หวังซางก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี “รีบอุ้มลูกมาให้ผู้ด้อยดูเร็วเข้า...”

หมอหญิงจื้อคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉู่หวังซาง เทินทารกน้อยในมือไปตรงหน้าฉู่หวังซาง “ขอแสดงความยินดีกับต้าหวัง หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดกงจู่แก่ต้าหวังเพคะ!”

“เจ้าว่าอะไร...” เสียงนี้มิได้มาจากฉู่หวังซาง แต่เป็นเสียงแหลมสูงของหวังโฮ่ว “ตกลงว่าเป็นกงจื่อ หรือว่ากงจู่”

“เป็น...” หมอหญิงจื้อกัดฟันเอ่ยรายงาน “เป็นกงจู่ เป็นธิดาเพคะ!”

“เป็นไปไม่ได้!” เสียงตวาดอย่างกราดเกรี้ยวของฉู่หวังซางดังสนั่นหวั่นไหว เขายื่นมือออกไปปลดห่อผ้า ทารกน้อยผิวสีแดงเรื่อร้องไห้จ้า เขาจับขาข้างหนึ่งของทารกน้อยขึ้นมา ใบหน้าพลันขาวซีด ทิ้งทารกน้อยไปให้หมอหญิงจื้อ กระทืบเท้าอย่างแรงจนแทบจะทำให้แผ่นไม้บนพื้นระเบียงหักทะลุ หมอหญิงจื้อได้ยินเสียงตวาดของเขาค่อยๆ ลอยห่างออกไป “ลากตัวถังเม่ยมา เตรียมฮั่วติ่ง (เชิงอรรถ –“ติ่ง” คือภาชนะโบราณชนิดหนึ่ง มีสามขา “ฮั่วติ่ง” คือภาชนะสามขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคชุนชิว) ผู้ด้อยจะต้มเขาทั้งเป็น...”

หนังสือแนะนำ