บทที่หนึ่ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ (ต่อ)

แต่นางกลับไม่ใส่ใจสภาพที่ถูกมองจากเบื้องสูงเช่นนี้เลยสักนิด ต่อให้คุกเข่าอยู่ตรงนี้ นางยังคงยืดหลังเหยียดตรง แหงนมองเขาด้วยสีหน้าสงบ ซึ่งกลับยิ่งเพิ่มความดื้อรั้นมากขึ้น “ขุยอ๋อง มนุษย์เราผู้ใดไร้บุพการี ข้าผู้เป็นลูกไหนเลยจะทำเรื่องพรรค์นั้นได้ ข้าดั้นด้นเป็นพันลี้มาถึงเมืองหลวงก็เพื่อคดีที่ถูกปรักปรำนี้ โดนปรักปรำนั้นเป็นเรื่องรอง แต่แค้นของบิดามารดามิอาจไม่ชำระ ดังนั้นข้าจึงลำบากหนีมาถึงฉางอัน หาโอกาสอุทธรณ์แทนคนในครอบครัว จางสิงอิงเห็นใจข้า ไม่อาลัยเป็นตาย ถึงต้องโดนลงทัณฑ์ก็ยังยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ขอท่านอ๋องโปรดเห็นแก่ที่เขามีใจเมตตา อย่าได้ทำให้เขาเดือดร้อนไปด้วยเลย”

“ใจเมตตา? ใครจะรู้ว่าใจที่เมตตาของเขา ใช่ช่วยคนร้ายหรือไม่”

“หากข้าเป็นคนร้าย ข้าย่อมหาสถานที่ปกปิดชื่อแซ่ซุกซ่อนตัวไว้ แต่ข้าไม่อาจทำใจซ่อนตัวเช่นนี้ไปชั่วชีวิต มิเช่นนั้น...ครอบครัวข้าคงตายตาไม่หลับ!”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายกับข้า แต่สามารถลองไปบอกกับศาลยุติธรรมต้าหลี่(ศาลยุติธรรมกลาง)หรือกรมอาญาดูได้” เขาเบนสายตาไปที่ลายดอกไม้บนม่านที่อยู่ด้านข้าง “เจ้าไปได้แล้ว ข้ารังเกียจที่ต้องอยู่ร่วมกับคนเสื้อผ้าหน้าผมไม่เรียบร้อย โดยเฉพาะอยู่ในสถานที่คับแคบปานนี้”

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่สนใจนาง นับว่าได้เมตตาเปิดทางรอดให้นางแล้ว

หวงจื่อเสียเม้มริมฝีปากน้อย ๆ คารวะ ขณะเงยหน้าขึ้น สายตานางไปตกอยู่บนขวดแก้วใบนั้น

ปลาตัวน้อยสีแดงในขวด ยังคงแหวกว่ายในน้ำ หางยาวดุจผ้าแก้วผืนบาง

นางลดเสียงกล่าวเบา ๆ “ปลาชนิดนี้มีชื่อเรียกว่าอาเจียสือเนี่ย มาจากชมพูทวีป ตามตำนานเล่าว่ามันเป็นร่างแปลงยามเผลอของธิดามังกรผู้ถือพระสูตรหน้าพระอาสน์พุทธองค์ มักจะปรากฏอยู่ข้างกายของผู้ที่ตายโหง”

สายตาของขุยอ๋องกวาดผ่านขวดแก้วใบนั้น น้ำเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นหรือ”

“ใช่ ข้าเคยได้ยินคนพูดเช่นนี้จริง ทว่าตามความเห็นข้า นี่อาจเป็นคำลวงของผู้มีเจตนาอื่น สาเหตุมีแค่สองอย่าง หนึ่งคือเจ้าหน้าที่ไขคดีไม่ได้ กุเรื่องผีสางเทวดาเพื่อปัดความรับผิดชอบ สองน่าจะเป็นคนร้ายตั้งใจปล่อยข่าวเพื่อปิดหูปิดตาทำให้ผู้คนไขว้เขว”

มุมปากของขุยอ๋องยกขึ้นน้อย ๆ ในที่สุด เขาถามต่อ “อย่างอื่นอีกเล่า”

“สิ่งที่ปรากฏในสถานที่เกิดเหตุ เดิมก็ไม่เป็นมงคล แต่ท่านอ๋องกลับพกมันติดตัวตลอดเวลา แสดงให้เห็นชัดว่าผู้ตายกับท่านอ๋องน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกัน อีกทั้งคดีนี้จวบจนบัดนี้น่าจะยังปิดคดีไม่ได้”

“ต่อจากนั้นเล่า”

นางนิ่งตรองชั่วครู่ แล้วเอ่ยช้า ๆ ”หากท่านอ๋องยินดีช่วยข้า ข้าก็สามารถช่วยท่านอ๋องสืบหาความจริงของคดีนั้นได้ ไม่ว่าจะนานเท่าใด ไม่ว่าร่องรอยจะคงอยู่หรือไม่ ข้าจะต้องสืบความจริงให้ท่านอ๋องจนกระจ่างได้แน่นอน”

ขุยอ๋องยกแขนชูขวดแก้วใบนั้นไว้ตรงหน้า มองประกายสีโลหิตแดงฉานบนร่างปลาตัวนั้นราวกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

ปลาน้อยแหวกว่ายในขวดแก้วอย่างเชื่องช้า ไร้รอยคลื่น

ขุยอ๋องยกมือไปแตะหัวปลาน้อยตัวนั้นเบา ๆ เห็นมันตกใจผลุบลงน้ำจึงค่อย ๆ ชักนิ้วกลับแล้วช้อนตามองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า “หวงจื่อเสีย เจ้าช่างบังอาจนัก”

หวงจื่อเสียคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนเป็นปกติ เพียงใช้ดวงตาใสกระจ่างดุจน้ำค้างกลางหาวมองดูเขา

“เจ้ารู้หรือไม่ เรื่องนี้แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังเคยรับสั่งว่ามิอาจซักถามยุ่งเกี่ยว แต่เจ้ากลับกล้าเอาตัวรับประกัน บอกว่าตนสามารถจัดการคดีนี้ได้?” ยามที่เขาช้อนตามองนางอย่างเย็นชานั้น นางจึงพบว่าเขามีดวงตาที่ลุ่มลึกอย่างยิ่งคู่หนึ่ง เมื่ออยู่บนใบหน้าเย็นชานั้นกลับยิ่งบันดาลให้ผู้คนพรั่นพรึงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามของราชสำนักกลับเล็ดลอดไปสู่ภายนอกได้ เจ้าไปได้ยินคดีเก่านี้มาจากที่ใด จึงเตรียมเอาเรื่องนี้มาทำการแลกเปลี่ยนกับข้า”

หวงจื่อเสียคาดไม่ถึงว่าเบื้องหลังของปลาน้อยตัวนี้ถึงกับซุกซ่อนคลื่นมรสุมอันโหดร้ายมากมายเพียงนี้ นางก้มหน้าลงน้อย ๆ ทว่าใบหน้ากลับยังคงสงบราบเรียบดังเก่า “ท่านอ๋องโปรดอภัย เรื่องนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาจากผู้ใด ข้าเพียงแต่มองเห็นปลาตัวนี้แล้วนึกถึงวาจาเหลวไหลไร้สาระนั่น ที่เหลือล้วนเป็นข้าคาดเดาเอาเองทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ”

เขาวางขวดแก้วลงบนโต๊ะอย่างเย็นชา พลางพิจารณาสีหน้านางอย่างละเอียด “เชื่อว่าเจ้าไม่กล้าแน่”

“ทว่าการเปิดเผยความจริงในแผ่นดินนี้มิได้อยู่ที่กล้าหรือไม่ แต่อยู่ที่สามารถหรือไม่” หวงจื่อเสียแย้งเสียงเบา “ฟังจากที่ท่านอ๋องกล่าว คดีนี้จะต้องสะเทือนขวัญและมีความเกี่ยวพันอย่างกว้างขวาง บางทีอาจพิสดารยิ่งกว่าการตายของบิดามารดาข้า แต่ข้าเห็นว่า ขอเพียงมีคนกล้าสืบสาว สักวันความจริงจะต้องปรากฏแน่”

ขุยอ๋องไม่ตอบ เพียงถามว่า “ในเมื่อเจ้ามาร้องทุกข์ถึงเมืองหลวง เช่นนั้นมีหลักฐานชี้ตัวคนร้ายฆ่าล้างตระกูลตัวจริงแล้วหรือ”

“ข้า...” นางนิ่งเงียบไป ขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนชี้แจงว่า “หลังเกิดเรื่องข้าก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ได้แต่หลบหนีอยู่ภายนอก ขอเพียงท่านอ๋องช่วยข้า ให้เวลาข้าสักเล็กน้อย ข้าเชื่อว่าจะต้องหาหลักฐานได้แน่นอน!”

เขาเลิกคิ้วน้อย ๆ “เจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้ากลับนึกขึ้นมาได้ ปีนั้นสมัยที่ยังอยู่ฉางอันเจ้าเคยไขคดีปริศนาหลายคดีของเมืองหลวง ต่อมาฟังว่ายามอยู่เสฉวน เจ้าก็ช่วยบิดาไขปริศนาอันยากเย็นมาไม่น้อยเช่นกัน ใช่หรือไม่”

“...ใช่”

“เช่นนั้นคงเป็นดังคำว่าวัยเยาว์ฉลาดล้ำเลิศ เติบใหญ่ใช่วิเศษปราดเปรื่อง เมื่ออายุสิบสามสิบสี่ เจ้าก็ช่วยบิดาไขคดีปริศนามาแล้ว ไฉนยามนี้กระทั่งศัตรูของตนกลับหาไม่พบ” มุมปากเขายกเชิดขึ้น ส่อแววถากถางจาง ๆ “กระทั่งตนเองถูกใส่ความก็ยังหักล้างไม่ได้ ยังกล้าคุยโววิจารณ์เรื่องข้า หมายจะทำการแลกเปลี่ยนกับข้าเช่นนั้นหรือ”

หวงจื่อเสียนิ่งเงียบไร้วาจา หลี่ซูไป๋เห็นนางขบริมฝีปากล่างด้วยทีท่าดื้อรั้นไม่ส่งเสียงสักคำ ดรุณีวัยสิบเจ็ด แม้จะมีสภาพอิดโรยดูไม่ได้ แต่งตัวไม่เรียบร้อย แต่ยังยากจะปกปิดใบหน้าเปล่งปลั่งหมดจดดวงนั้น ภาพนั้นซ้อนทับกับบางสิ่งที่เคยปรากฏในความทรงจำของเขาอย่างรางเลือน

ดังนั้นเขาจึงลดเสียงลงเล็กน้อย “หวงจื่อเสีย ผู้คนทั่วหล้าต่างว่าเจ้าเป็นคนร้าย หากข้าช่วยพูดแทนเจ้า จะทำให้ผู้คนสงสัยว่าข้ากับเจ้ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากศาลต้าหลี่และกรมอาญายอมอนุโลมให้เจ้าเพราะข้าช่วยพูดแทนเจ้าจริง ข้าไยมิใช่ใช้อำนาจบาตรใหญ่บิดเบือนกฎหมายบ้านเมืองแล้ว”

หวงจื่อเสียคุกเข่านิ่งฟัง ทำได้แต่เพียงขบริมฝีปากแน่น

หลี่ซูไป๋ไม่แม้แต่จะมองหน้านาง เพียงพูดว่า “เจ้าไปเถอะ ข้าไม่สนใจจะไต่ถามเรื่องของเจ้า และไม่สนใจจะเปิดเผยร่องรอยเจ้าให้ทางการ ต่อไปเจ้าก็เอาตัวรอดเองเถิด”

นางชะงักนิดหนึ่ง ได้แต่ก้มหน้าเงียบ เตรียมลงจากรถ นางรู้แต่แรกแล้วว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้ แม้จะมีอำนาจยิ่งใหญ่ในมือ แต่ก็เขาก็มิใช่ญาติมิตรหรือสหายของตน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยเหลือตน ไม่เรียกคนมาจับตนมัดไปส่งศาลต้าหลี่ทันทีก็ถือเป็นบุญคุณแล้ว

ดังนั้นนางได้แต่โน้มกายโขกศีรษะให้อย่างจริงจัง ขณะกำลังจะลุกขึ้น รถม้ากลับจอดลงช้า ๆ ได้ยินเสียงองครักษ์ด้านนอกร้องว่า “ท่านอ๋อง ถึงตำหนักเจี้ยนปี้แล้ว”

ตำหนักเจี้ยนปี้ก็คือตำหนักแปรพระราชฐานในฤดูร้อนแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ อยู่ใกล้ชานเมืองหลวง ห่างจากพระราชวังต้าหมิงแค่สิบกว่าลี้ ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันนี้ รถก็มาถึงแล้ว

หลี่ซูไป๋เลิกม่านรถขึ้นมองด้านนอก เห็นอ๋องทุกคนต่างมาถึงแล้ว ด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกเซ็งแซ่จึงอดขมวดคิ้วน้อย ๆ ไม่ได้ เขาเอ่ยว่า “ดูแล้ว ยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพบเห็นว่าข้ากับนักโทษหญิงใจเหี้ยมนั่งรถมาด้วยกัน”

หวงจื่อเสียกระซิบเสียงแผ่วทว่าดื้อรั้น “ข้าไม่ได้ฆ่าคน!”

เขาเองก็ไม่สนใจ ผลักประตูรถแล้วสั่ง “ลงมา”

นางลังเลชั่วครู่แล้วตามเขาออกจากรถ ด้านล่างรถม้ามีเก้าอี้เตี้ยวางเตรียมไว้อยู่แต่แรก นางเหยียบเก้าอี้ลงมา เท้ายังไม่ทันยืนมั่น หลังเข่ากลับถูกคนเตะเบา ๆ ทีหนึ่ง เซถลาไปข้างหน้าอย่างมิอาจทรงตัว

เบื้องหน้าพอดีเป็นสระน้ำ ในสระเพิ่งปลูกดอกบัว ใบบัวลู่ลงอย่างไร้ชีวิตชีวา น้ำก็ขุ่นไร้ใดเปรียบ นางถลาลงน้ำ สำลักน้ำสกปรกจนไอออกมาอย่างแรง นอนหน้าคว่ำอยู่ในโคลนด้วยสารรูปอเนจอนาถอย่างที่สุด

หลี่ซูไป๋หันไปบอกนางกำนัลที่เดินมาต้อนรับว่า “คนผู้นี้มือเท้าเงอะงะ พวกเจ้าเอาไปล้างตัว แล้วปล่อยให้เดินกลับไปเอง”

ส่วนคำอธิบายว่าเป็นหญิงเป็นชาย เขาคร้านจะกล่าว ปล่อยให้หวงจื่อเสียรับมือเอาเองเถอะ

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1