บทที่หนึ่ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ (ต่อ)

ในขวดแก้วนั้นมีปลาสีแดงตัวเล็กตัวหนึ่ง ส่ายหางยาวบางราวผ้าแก้วแหวกว่ายเชื่องช้า ขวดแก้วสีฟ้าจาง ปลาในขวดที่เดิมเป็นสีแดงเมื่อผสานกับสีขวดจึงกลายเป็นสีม่วงอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ดูน่ารักชวนชม

ในใจของหวงจื่อเสียอดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ไม่ทราบขุยอ๋องที่มีอำนาจล้นฟ้าผู้นี้ เหตุใดจึงพกขวดแก้วใส่ปลาสีแดงตัวน้อยติดตัวไปไหนมาไหนด้วย

ได้ยินเสียงน้ำและเสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนขององครักษ์ ไม่นานน้ำก็ถูกเติมเต็มขวดแล้วส่งขึ้นรถ ขุยอ๋องรับขวดมาวางบนโต๊ะอย่างเบามือ ปลาน้อยในขวดแหวกว่ายอย่างมีความสุข เพราะมีพื้นที่ให้ว่ายเล่นมากกว่าเดิม

ขณะที่หวงจื่อเสียกำลังนิ่งใคร่ครวญอยู่ รถม้าพลันออกตัวอีกครั้ง นางไม่ทันตั้งตัว หน้าผากจึงโขกกับประตูตู้ดังป๊อก

นางพยายามขบริมฝีปากล่างสุดชีวิต ไม่ให้ตนส่งเสียงออกไป นางแน่ใจว่าเสียงของตนเบามาก เสียงรถเคลื่อนน่าจะกลบมันไปได้ ถึงกระนั้นก็ยังคงมองลอดรูตู้ไปด้านนอกอย่างตื่นเกร็ง

จากมุมของนางนี้มองไม่เห็นใบหน้าคนที่นั่งอยู่ ได้แต่มองลอดพู่ที่ชายผ้าและรูฉลุ เห็นเขาเอื้อมไปหยิบจานรองถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีตองอ่อนบนโต๊ะมาช้า ๆ แล้วค่อยยกกาน้ำชาขึ้นรินน้ำถ้วยหนึ่ง

หวงจื่อเสียสำรวจมือข้างนั้นผ่านลายฉลุของตู้ จากแสงที่ย้อนมาสามารถเห็นฝ่ามือของเขา ข้อนิ้วนูนเล็กน้อย เรียวงาม เป็นมือผู้ดีทว่าเปี่ยมพลังคู่หนึ่ง เขาใช้สามนิ้วจับจาน จานสีตองอ่อนในมือขาวผ่องดุจดอกสาลี่สะท้อนกลางสายน้ำฤดูวสันต์

ฉับพลันเขาใช้ปลายเท้าเตะเลื่อนประตูตู้เปิดออกอย่างรวดเร็ว น้ำทั้งถ้วยถูกซัดเข้าข้างใน

หวงจื่อเสียที่ลอบมองอยู่ ตาพลันพร่าเลือนด้วยน้ำ จึงตกใจร้องอุทานออกมาเบาๆ

เขาทิ้งจานรองถ้วยน้ำชา คว้าไหล่หวงจื่อเสีย ลากนางออกมา มือขวากดคอหอยนาง เท้าซ้ายเหยียบอกนาง

เพียงชั่ววูบหวงจื่อเสียราวปลาตายตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้เท้าเขา ที่น่าเศร้าก็คืออีกฝ่ายยังไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

หวงจื่อเสียนอนแหงนหน้ามองเขาอยู่บนพื้น ระหว่างที่ยังตั้งสติไม่ได้นางไม่รู้กระทั่งว่าเกิดอะไรขึ้น สีหน้าจึงดูเลื่อนลอยเล็กน้อย

นางมองเห็นหน้าคนที่สยบนางไว้ผู้นี้ ดวงตาดำขลับเว้าลึก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเม้มแน่นแสดงถึงความห่างเหินเย็นชาต่อโลกอย่างชัดเจนโดยไม่รู้ตัว เขาสวมเสื้อแพรไหมสีฟ้าคราม ปักลายเมฆสีฟ้าอ่อน ทว่าทั้งสีและลายอันสุภาพอบอุ่นนี้ เมื่ออยู่บนร่างเขากลับให้ความรู้สึกห่างเหินเย็นชาเป็นพิเศษ ท่าทางไม่แยแสที่เจืออยู่นั้นชวนให้ผู้คนรู้สึกว่า มีเพียงความห่างเหินเย็นชาที่แหกขนบเช่นนี้ จึงจะเชิดชูให้ความงามสง่าเลิศล้ำนี้ปรากฏออกมาได้

ขุยอ๋องหลี่จือ ชื่อรองซูไป๋ เชื้อพระวงศ์ผู้โดดเด่นที่สุดในราชสำนักยุคนี้ แม้แต่ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันยังตรัสชม ‘ใต้หล้ามีซูไป๋ จึงไม่เดียวดาย’ บุคคลในตำนานผู้สูงศักดิ์งดงามที่สุด ใครเลยจะรู้กลับมีท่าทีเย็นชาเช่นนี้

 

หลี่ซูไป๋หลุบตาลง เท้าที่เหยียบบนหน้าอกนางยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรู้สึกได้ว่านางไม่เป็นวรยุทธ์ มือขวาเขาที่กดอยู่บนลำคอนางขยับเล็กน้อย พิสูจน์ว่าคอของอีกฝ่ายอ่อนนุ่ม ไม่มีลูกกระเดือก

หวงจื่อเสียยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลักฝ่ามือของเขาที่อยู่บนลำคอตนออกไป ห่อกายอย่างตื่นตัว ดวงตาคู่สุกใสจ้องเขาไม่วางตา ราวสัตว์ตัวน้อยจ้องมองนายพราน

หลี่ซูไป๋ทอดสายตาไปบนหน้านางช้า ๆ พินิจพิศดูอยู่นาน จากนั้นจึงชักเท้ากลับ ดึงลิ้นชักโต๊ะหยิบผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่งออกมาเช็ดมือแล้วทิ้งไปบนตัวนาง พูดอย่างติดจะเดียดฉันท์ว่า “เป็นลูกผู้หญิง อย่างน้อยควรจัดการตัวเองให้สะอาดหน่อย”

ผ้าแพรร่วงลงบนตัวนางอย่างเงียบเชียบเชื่องช้าประดุจก้อนเมฆ

นางกำนิ้วทั้งสิบของตนช้า ๆ การปลอมตัวถูกเปิดโปง ก่อนจะรู้สึกอาย สิ่งที่ปะทุขึ้นในใจนางก็คือโทสะและความเศร้า นางเงยหน้ามองคนตรงหน้า อ้าปากแต่ไม่อาจพูดวาจาใดออกมาได้

ตั้งแต่เล็กนางแต่งกายเป็นชายติดตามบิดาท่องไปทั่ว ครั้งนี้ตลอดทางที่หนีจากเสฉวนถึงฉางอัน นางปกปิดได้เป็นอย่างดี ไม่เคยมีใครพบเห็นว่านางปลอมเป็นบุรุษ ไหนเลยจะรู้ว่าบัดนี้กลับถูกมองออกในแวบเดียว ทั้งยังโดนสำรวจมองด้วยสายตารังเกียจเช่นนี้อีก

หนีตายกลางดึกซัดเซพเนจรติดต่อกันหลายวัน สภาพของนางอิดโรยมากจริง ๆ เสื้อผ้าแห้งแล้วเปียก เปียกแล้วแห้ง ยับแนบตัวจนดูสภาพเดิมไม่ออก ใบหน้ายิ่งแห้งกร้านซีดขาว ผมเป็นกระเซิง สารรูปอนาถไร้ใดเปรียบ

เสียงความเคลื่อนไหวด้านในถูกพบเห็นแต่แรก ด้านนอกมีคนเคาะผนังรถเบา ๆ “ท่านอ๋อง?”

เขาขานรับว่า “ไม่มีอะไร”

ด้านนอกก็เงียบไป รถม้ายังคงมุ่งหน้าไปอย่างมั่นคง เขาถามเสียงเรียบ “ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด หลบอยู่ในรถม้าข้าทำอะไร”

ขนตานางไหวน้อย ๆ ในสมองมีคำพูดมากมายหลายแบบแวบผ่านอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตานั้น นางเลือกคำพูดที่สั้นกระชับและน่าเชื่อถือที่สุดสำหรับสถานการณ์ตรงหน้านี้ จากนั้นก็หลุบตาลงอย่างเอียงอาย ขบริมฝีปากล่างเบา ๆ แก้มก็แดงระเรื่อคล้ายมีคล้ายไม่มี นางกระซิบเสียงแผ่วว่า “ข้าเป็น...ลูกผู้น้องของจางสิงอิงองครักษ์ในขบวนของท่านอ๋อง วันนี้เขาปวดท้องตอนอยู่ชานเมือง กลัวจะทำให้เสียงานจนโดนลงกระบองตามวินัยทหาร พอดีบ้านข้าอยู่แถวนั้น ผ่านมาเห็นเข้า เขาจึงให้ข้าปลอมเป็นเขา ไปรับหน้าขานชื่อในยามเหม่า(เวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า)ก่อน”

“เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่บนรถม้าของข้าได้”

“นั่นเพราะ...เดิมข้ามาถึงจวนอ๋องแล้วคิดจะหลบออกไป แต่กลับถูกขวางไว้ โดนบอกให้ตามมาที่ตำหนักฤดูร้อน แต่ถ้าคนอื่นเห็นเข้าเรื่องต้องแดงออกมาแน่ ด้วยความร้อนใจ ข้าได้แต่ดำเนินแผนชั้นเลว หลบเข้ามาในรถท่าน หวังว่าจะสบโอกาสหนีไปได้ ใครจะรู้ว่า...กลับถูกเจอตัวเข้าอย่างจัง...” ใบหน้านางปรากฏแววลำบากใจและเคอะเขิน คล้ายโดนฝืนใจให้ต้องกล่าววาจาเหล่านี้ออกมา ด้วยท่าทีหวาดกลัวสับสนอ่อนต่อโลก

“ฟังแล้วนับว่าพอมีเหตุผลอยู่” เขาพิงเบาะ สีหน้าท่าทางเย็นชา “เจ้าแซ่อะไร”

ใจนางกระตุกเล็กน้อย ทว่าใบหน้ากลับไร้ความลังเล “ข้าแซ่หยาง”

“แซ่หยาง?” เขายิ้มเย็น ไม่แม้แต่จะมองนางสักแวบ “จางสิงอิง เป็นลูกคนรอง สูงหกเชียะหนึ่งนิ้ว ถนัดซ้าย เกิดปีที่สองของรัชศกต้าจงที่ตรอกผู่หนิงในเมืองหลวง บิดาจางเหว่ยอี้ ภูมิลำเนาเดิมลั่วหยาง รัชศกฮุ่ยชังที่สองเริ่มมาออกตรวจที่ร้านโอสถตวนรุ่ยถังในเมืองหลวงจนถึงปัจจุบัน มารดานางเฝิงซื่อ ชาวเมืองหลวงตรอกซินชังธิดาโทนตระกูลเฝิง หนึ่งปีก่อนพี่ชายแต่งงานกับธิดาตระกูลเฉิงตรอกเฟิงอี้ในเมืองหลวง ยังไม่มีบุตรธิดา--- ลูกผู้น้องแซ่หยางเช่นเจ้านี้โผล่มาจากที่ใดกัน”

นางคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้ถึงกับรู้ข้อมูลทั้งหมดขององครักษ์เล็ก ๆ คนหนึ่งอย่างละเอียดราวแจกแจงสมบัติในกรุได้ จึงตะลึงนิ่งไป จากนั้นทำได้เพียงกล่าวว่า “ความจริง...ข้ากับจางสิงอิงเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน พวกเรา...” นางมีท่าทีลำบากใจจะเอ่ยปาก แต่เขากลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ เหมือนกำลังรอให้นางแต่งเรื่องเล่าต่ออย่างสบายอารมณ์

นางไม่ทราบว่าคนตรงหน้านี้รู้ทุกอย่างแล้วหรือไม่ แต่ตอนนี้ลูกธนูพาดอยู่บนสายมิอาจไม่ปล่อยออก ได้แต่รีบเปลี่ยนจุดสำคัญในเรื่องโกหกของตนทันที จากความสัมพันธ์ลูกพี่ลูกน้องเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างรวดเร็ว ด้วยสีหน้าเอียงอายอึกอัก “ข้ากับจางสิงอิงสนิทกันมาก แต่เล็กข้าชอบแต่งเป็นชายขี่ม้าตีคลี ดังนั้นพอห่วงว่าเขาต้องโดนลงโทษตามวินัยทหาร จึงดึงดันจะมาแทนเขา เขาปวดท้องไม่สบาย ถูกข้าแย่งม้าจึงตามมาไม่ทัน...เรื่องเป็นเช่นนี้”

“เช่นนั้นขณะออกเดินทางมุ่งสู่ตำหนักฤดูร้อน เหตุใดเจ้าไม่เลือกสารภาพเรื่องนี้กับหัวหน้าขบวนตามตรง แต่กลับเลือกวิธีที่ทำให้ตนเองกับจางสิงอิงตกอยู่ในสภาพลำบากมากกว่า--- ด้วยการหลบอยู่บนรถม้าข้า?” เขาใช้นิ้วเรียวยาวนั้นเคาะเบา ๆ ปลายนิ้วขยับขึ้นลงช้า ๆ คล้ายกำลังเคาะบนหัวใจนาง พาให้นางเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นอีกครั้ง

จริงดังคาด เขายิ้มเย็น เปิดโปงคำพูดนางอย่างไม่ไว้หน้า “ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องปกปิดเรื่องเรื่องหนึ่งให้ได้ เรื่องนี้หนักหนากว่าที่เจ้าปลอมเป็นองครักษ์ข้า กระทั่งยังหนักหนากว่าโดนฆ่าตายเพราะถูกเห็นเป็นมือสังหาร”

นางนิ่งเงียบ สถานการณ์บังคับไม่อาจไม่ยอมรับ เดิมนางก็เสี่ยงดวงเอาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกจับได้ก็จนใจ ได้แต่รอการตัดสินของเขา

“สตรีนางหนึ่งปรากฏกายละแวกชานเมืองแต่เช้าตรู่ แต่งกายเป็นบุรุษ บนเสื้อผ้ายังเหลือร่องรอยว่าเจ้าเร่งรุดฝ่าฝนมา หากบอกว่าเจ้ากับจางสิงอิงไม่ได้นัดแนะมาเปลี่ยนตัวกัน ข้าว่าคงไม่มีผู้ใดเชื่อ”

เขาเห็นนางก้มหน้าเงียบ มีแต่ขนตาดกดำที่กำลังไหวน้อย ๆ ท่าทางดื้อรั้นยอมตาย จึงอดยิ้มเย็นไม่ได้ ขณะกล่าว “ยื่นมือซ้ายเจ้าออกมา”

นางขบริมฝีปากล่าง แบมือซ้ายของตน ยื่นออกไปช้าๆ

“มือของคนแต่ละคนต่างบันทึกเรื่องที่เจ้าตัวกระทำมาทั้งหมด สิ่งอื่นสามารถปกปิดได้ แต่ไม่อาจปกปิดมือของตนได้เด็ดขาด” เขาหลุบตามองฝ่ามือนาง ในที่สุดตรงมุมปากจึงปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา “มือของเจ้าบอกข้าว่า เจ้ามีชาติกำเนิดดี ฉลาดปราดเปรื่องแต่เด็ก อายุราว ๆ สิบสามเกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งหนึ่ง ออกจากฉางอันไปยัง--- เสฉวน ข้าเดาถูกไหม”

นางเงยหน้ามองเขา พยายามทำเสียงให้นิ่งที่สุด “ถูก”

“ที่นั่นเจ้าได้พบกับชายในดวงใจ จากลายมือเจ้าดูออกว่า เจ้ามีจิตใจกระด้างเย็นชา กระทำการเด็ดขาด ดังนั้นเพื่อความรักแล้วเจ้าสามารถทำเรื่องอย่างการสังหารหมู่ญาติสนิทคนใกล้ชิดที่สุดทั้งหมดได้ ส่วนวิธีการคือ...”

มุมปากเขากระตุกโค้งใส่นางอย่างเย็นชา “วางยาพิษ”

ราวมีเข็มตำใส่เปลือกตา ตานางพลันกระตุกวูบ ฐานะที่ปกปิดไว้ถูกเปิดโปงกะทันหัน นางกำนิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ราวต้องการซุกซ่อนฝันร้าย เอามือทาบอก เบิ่งตาโตมองคนตรงหน้า

คนตรงหน้านิ่งจ้องนาง ด้วยสีหน้าสะใจที่เห็นเหยื่อมาติดกับด้วยตนเอง “ดังนั้นชื่อของเจ้าคือ--- หวงจื่อเสีย”

นางก้มหน้ามองลายมือตน ความตื่นตระหนกในตอนแรกยามนี้กลับค่อย ๆ สงบลง นางเก็บมือที่ปล่อยลงกลับเข้าไปในแขนเสื้อ กระซิบว่า “ไม่ถูก”

“ประโยคใดไม่ถูก” เขาย้อนถามเสียงเรียบ “ชาติกำเนิด การสังหารคน หรือฐานะของเจ้า?”

“ข้าคือหวงจื่อเสีย แต่ข้าไม่ได้ฆ่าคน” นางสูดหายใจลึก เอ่ยเสียงต่ำ “ยิ่งไม่มีทางจะ...สังหารญาติสนิทของตน!”

เขาพิงเบาะ มุมปากยังปรากฏรอยยิ้มเย็นชา “ความหมายของเจ้าคือ เจ้าถูกใส่ความหรือ”

ในรถนางคุกเข่าแหงนหน้ามองเขา ลายทอรูปดอกโบตั๋นบนพรมผืนนุ่มสีสันสดใส นางกลับเป็นหนอนไร้ค่าตัวหนึ่งบนกลีบดอกโบตั๋น อ่อนแอและกระจอกงอกง่อย คนตรงหน้าสามารถใช้นิ้วเดียวขยี้นางให้แหลกได้

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1