บทที่หนึ่ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ (ต่อ)

พูดถึงเรื่องในราชวงศ์ ทุกคนย่อมสนทนากันด้วยท่าทีตื่นเต้นสนอกสนใจ มีเพียงหวงจื่อเสียเท่านั้นที่ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย นางหลับตาพัก ดูคล้ายเกียจคร้านผ่อนคลาย แต่ความจริงยังคงตื่นตัว เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากภายนอกตลอดเวลา

ฝนหยุดแล้ว ท่ามกลางท้องฟ้าที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น แว่วเสียงฝีเท้าม้าแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน

หวงจื่อเสียลืมตาขึ้นทันที ทิ้งคนเหล่านั้นที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส สาวเท้าเดินออกไปจากศาลาห้าลี้

ท่ามกลางแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณ ดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า บนเส้นทางคดเคี้ยวในภูเขาปรากฏขบวนทหารองครักษ์เดินมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้บนร่างของพวกเขามีร่องรอยเปียกชื้นจากสายฝน ทว่าแต่ละคนกลับเคร่งครัดตื่นตัว แค่เห็นก็รู้ว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด

กลางขบวนคือม้าสีดำปลอดไร้ตำหนิสองตัว ลากรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนมาช้า ๆ บนรถม้าวาดภาพมังกรม้วนกายและวิหคมงคลทะยานร่อน แกะสลักทาทอง ตกแต่งด้วยโมราและเปลือกหอยมือเสือ กระดิ่งทองลูกเล็กสองลูกแขวนอยู่ที่ชายคารถ แกว่งไปมาเบา ๆ ส่งเสียงกังวานใสยามรถม้าเคลื่อนที่

รถม้าเดินหน้าเคลื่อนผ่านศาลาไป หวงจื่อเสียเดินตามหลังไปห่างๆ

ที่ท้ายขบวนมีทหารหนุ่มคนหนึ่งกำลังกระสับกระส่ายเหลือบซ้ายแลขวาอยู่ พอเห็นหวงจื่อเสียตามมาจากป่าด้านหลัง จึงสงบใจหันไปพูดกับคนข้าง ๆ “พี่หลู่ เมื่อคืนไม่ทราบข้ากินของผิดสำแดงหรือเปล่า ข้า...ข้าอยากไปปลดทุกข์สักหน่อย”

“อะไรของเจ้า นี่ก็ใกล้จะเข้าเมืองแล้ว เจ้าจะตามมาทันหรือ” คนข้างตัวลดเสียงกระซิบ ถลึงตาใส่ทีหนึ่ง “ท่านอ๋องควบคุมเข้มงวด หากโดนจับได้เจ้าก็รู้ว่าจะมีผลลัพธ์เช่นไร!”

“ข้ารู้...วางใจเถอะ ข้าจะรีบตามไปให้ทัน” เขากุมท้อง รีบชักม้ามุ่งหน้าเข้าป่าทึบ

หวงจื่อเสียแหวกพงหญ้ารก ทะยานไปไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวทหารที่รอนางอยู่ อีกฝ่ายรีบร้อนถอดเครื่องแบบองครักษ์จวนอ๋องออก ถอดหมวกส่งให้นาง “แม่นางหวง ท่าน...คงขี่ม้าเป็นกระมัง”

หวงจื่อเสียรับหมวกมาจากเขา กล่าวเสียงเบา “พี่รองจาง ท่านเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงถึงเพียงนี้เพื่อช่วยข้า ข้ารู้สึกขอบคุณท่านยิ่งนัก!”

“พูดอะไรของท่านกัน ตอนนั้นหากไม่ได้ท่าน พ่อแม่ข้าคงตายไปนานแล้ว! หากครั้งนี้ข้าไม่ช่วยท่าน พ่อแม่ข้าต้องตีข้าตายเป็นแน่” เขาตบหน้าอกอย่างใจป้ำ “ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ก็แค่ติดตามขบวนเข้าเมืองหลวง ไม่ใช่ภารกิจทางทหารอันใด ต่อให้เรื่องแดงออกมาก็ไม่เป็นไร ครั้งก่อนหลิวอู่แอบหาคนมาเข้าเวรแทน ก็เพียงโดนโบยไปหลายสิบไม้เท่านั้น ขอแค่ท่านยืนกรานว่าเป็นน้องสาว...น้องชายต่างแซ่ของข้าที่ผ่านทางมา เห็นข้าท้องเสียลุกไม่ขึ้น จึงติดตามขบวนไปแทนข้าก็ใช้ได้แล้ว วันนี้ก็แค่ตามขบวนเข้าเมือง ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำคัญอันใด”

หวงจื่อเสียพยักหน้ารับ ถอดเสื้อตัวนอกให้เขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นค่อยสวมชุดของเขาทับ แม้เสื้อจะหลวมไปสักหน่อย แต่นางร่างสูงเพรียวจึงยังพอกล้อมแกล้มไปได้

หวงจื่อเสียรีบบอกลาพี่รองแซ่จาง กระโดดขึ้นม้าแล้วพุ่งออกจากป่าทึบ

 

ขอบฟ้าปรากฏเมฆสีแดงเพลิง แสงอรุโณทัยแดงสดใสทแยงพาดเป็นกลุ่มที่ขอบฟ้า หวงจื่อเสียเร่งม้าอย่างรีบร้อน ในที่สุดจึงตามขบวนของจวนอ๋องทันตอนเห็นประตูเมืองอยู่ลิบ ๆ ตรงหน้า

ประตูหมิงเต๋อแห่งฉางอัน เดิมซุ้มประตูสูงใหญ่ห้าซุ้ม สามประตูกลางถูกปิดไว้ เปิดแต่ประตูเล็กซ้ายขวาสองประตู ทว่าเมื่อเห็นขบวนธงของท่านอ๋องเคลื่อนมาถึง ก็รีบเปิดประตูที่สองทางด้านซ้ายให้ผ่านไปทันทีโดยมิต้องพูดถึงการตรวจสอบขบวนเลย

หวงจื่อเสียอยู่รั้งท้าย ตามขบวนเข้าไปในเมืองอย่างช้า ๆ ขณะที่เข้าประตูเมืองไปนั้น นางช้อนตามองรูปวาดในประกาศจับที่ติดอยู่ตรงประตูเมืองแวบหนึ่ง

บนรูปวาดภาพดรุณีวัยสิบหกสิบเจ็ดปีนางหนึ่ง นัยน์ตาสุกใสดุจดวงดาราคู่หนึ่งและเนินแก้มโค้งงามอ่อนช้อยราวกลีบดอกท้อ มุมปากซึ่งยกเชิดขึ้นนั้นเม้มเป็นเส้นโค้งให้ความรู้สึกน่ามองเป็นพิเศษ ตาทั้งคู่มองตรงไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ สีหน้าปลอดโปร่ง หน้าตาหมดจด เห็นชัดว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามจับตามากนางหนึ่ง

ข้างภาพวาด เขียนอักษรหลายแถวไว้---

หญิงเสฉวน หวงจื่อเสีย ต้องคดีฆาตกรรมหมู่ โทษฉกรรจ์ ทุกท้องที่หากพบเห็นล้วนสามารถจับกุม เป็นตายไม่สืบสาวเอาความ

หวงจื่อเสียหลุบขนตาลง เพียงแต่กะพริบน้อย ๆ ยามเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็มองตรงไปข้างหน้าไม่วอกแวกไปไหนอีกด้วยสีหน้าท่าทางเป็นปกติ

ใบหน้ากว่าครึ่งของนางอยู่ใต้หมวกทหาร พี่หลู่ที่อยู่ด้านข้างก็ยังเห็นหน้านางไม่ชัด ได้แต่บังคับม้าเดินหน้าเลียบไปตามถนนจูเชวี่ย(ถนนทางตอนใต้ของนครฉางอัน เชื่อมระหว่างประตูหมิงเต๋อกับประตูจูเชวี่ย)พลางกล่าว “โชคดีที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นนะ”

หวงจื่อเสียพยักหน้า ไม่ส่งเสียงใด

จวนอ๋องส่วนใหญ่ตั้งอยู่ละแวกตรอกหย่งเจีย ผ่านตลาดตะวันออก เลียบตำหนักซิงชิ่งไปทางเหนือ จะเห็นจวนขุยอ๋องอยู่ลิบๆ

นางได้ปรึกษากับพี่รองจางไว้ก่อนแล้ว รอเข้าจวน หลังไปผูกม้าเรียบร้อยจะรีบหนีออกมาเงียบ ๆ ทันที ถึงตอนนั้นทุกคนรับประทานอาหารเช้ากันที่หน้าโรงม้าหลวง ไม่มีผู้ใดมีแก่ใจมาสนใจนางเกินจำเป็น

ผูกม้าเสร็จ นางหันตัวเดินไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว กลับมีคนส่งเสียงเรียก “จางสิงอิง ไม่กินข้าวหรือ”

หวงจื่อเสียแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เดินชิดขอบประตูดอดออกไป

พี่หลู่ที่อยู่ด้านหลังช่วยอธิบายแทน “คงไม่ใช่ท้องเสียอีกกระมัง ถ่ายหนักสองครั้งมาแต่เช้าแล้ว”

ทุกคนหัวเราะล้อเลียนไม่กี่คำแล้วก็ไม่สนใจอีก ต่างคนต่างไปรับประทานอาหารเช้าที่เตรียมรอไว้พร้อมแต่แรก

หวงจื่อเสียดอดไปถึงปากประตู ดึงหมวกหลุบต่ำแล้วเดินไปด้านนอก

ตอนที่ก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดขั้นสุดท้าย พลันมีคนตะโกนเรียกนางจากด้านหลัง “นี่ เจ้าจะไปไหนกัน”

หวงจื่อเสียไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเสียงเรียกตนหรือไม่ เท้าจึงชะงักค้างกลางอากาศแวบหนึ่ง จากนั้นค่อยได้ยินเสียงแจ่มชัดของคนผู้นั้นดังลอยมา “ใช่ เจ้านั่นแหละ คนของขบวนธง เมื่อครู่มีข่าวมา ทางตำหนักฤดูร้อนที่เพิ่งสร้างเสร็จยังขาดคน ครั้งนี้พวกเจ้าต้องตามท่านอ๋องไปด้วย”

ใจของหวงจื่อเสียกระตุกวูบ คิดไม่ถึงว่าตนจะอับโชคถึงเพียงนี้

เพียงได้ยินอีกฝ่ายยิ้มพลางพูดว่า “วางใจเถิด วันหนึ่งจะให้เบี้ยเลี้ยงพวกเจ้าเพิ่มสามอีแปะ ใช่ดีใจจนตัวลอยเลยหรือไม่ รีบกลับไปกินข้าวเร็วเข้า อีกสักครู่จะออกเดินทางกันแล้ว”

หวงจื่อเสียจนปัญญา ได้แต่หันกายกลับไปช้า ๆ ก้มศีรษะทำความเคารพหัวหน้าที่ขวางนางไว้ผู้นั้น จากนั้นค่อยเดินชิดกำแพงกลับไปหน้าโรงม้าหลวง อาหารเช้าไม่อาจกินได้อย่างแน่นอน เพราะหากถูกคนเห็นหน้า ทุกอย่างก็จบสิ้น นางไม่อาจอยู่ในจวนได้ เกิดถูกพบเห็นเข้าก็จบสิ้นอีกเช่นกัน ทั้งนางยังจำเป็นต้องออกไป ออกไปหาคนที่จะช่วยนางได้---

นางยืนอยู่มุมกำแพง สายตาหยุดอยู่ที่รถม้าซึ่งถูกปลดพิงอยู่มุมกำแพง นางกะพริบตากวาดมองไปรอบทิศ หน้าลานเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกเนื่องด้วยทุกคนกำลังรับประทานอาหารกัน คนที่อยู่หลังลานก็กำลังสาละวนป้อนหญ้าม้า เข้าประตูมาตรงมุมไร้ผู้คน มีแต่นางกับรถม้าอยู่ตรงนั้น

นางยกเท้าเหยียบขึ้นบนคานรถ จับประตูรถที่งับไว้แง้มดูอย่างระมัดระวัง บนรถไม่มีใครจริงดังคาด มีแต่ที่นั่งใหญ่กว้างกับโต๊ะเตี้ยซึ่งถูกตอกตรึงอยู่กับที่ บนที่นั่งปูเบาะแพรปักลายตัวขุย(สัตว์มงคลขาเดียว รูปร่างคล้ายมังกร นิยมใช้เป็นลวดลายตกแต่งบนกระถางเครื่องสัมฤทธิ์หรือเครื่องเคลือบจีน)สีคราม รับกับดอกโบตั๋นสีแดงเข้มบนพรมเปอร์เซียสีม่วงด้านล่าง หรูหรามีรสนิยม ดูก็รู้ว่าเพิ่งปูใหม่ น่าจะไม่มีใครมาเปลี่ยนออกเป็นแน่

หวงจื่อเสียรีบถอดเครื่องแบบตัวนอกและหมวกอย่างรวดเร็วตรงท้ายรถ ซุกข้าวของไว้ในซอกหลังโคมหิน จากนั้นจึงปีนขึ้นรถ

ในรถไม่มีพื้นที่มากเท่าไรนัก แต่ใต้ที่นั่งต้องมีที่ว่างแน่นอน เพื่อนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ปกติจะทำเป็นตู้ใส่ของ นางปีนเข้าไปในรถ เลิกผ้าคลุมเก้าอี้ขึ้นดู ด้านใต้เป็นตู้จริงดังคาด

ประตูตู้แกะสลักลายเมฆและสัตว์มงคลจำนวนมาก ประตูบานเลื่อนซ้ายขวา นางเลื่อนออกดูแล้วอดตื่นเต้นยินดีไม่ได้ ด้านในวางเครื่องหอมไม่กี่ชิ้น แทบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่า

นางพยายามขดตัวเข้าไปในตู้ก่อนเลื่อนประตูปิดเบา ๆ เหงื่อออกท่วมตัวด้วยความตื่นเต้น ประตูตู้แกะลายฉลุ ดีที่ด้านหน้ามีผ้าคลุมปิดรูไว้ จึงพอมองเห็นเงาด้านนอกได้เลือนราง ทว่าจากด้านนอกเห็นด้านในไม่ชัดแน่นอน

หวงจื่อเสียหมอบอยู่ในนั้นเงียบกริบ มิกล้าหายใจเสียงดัง แต่ยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นระทึกของตน ในใจบังเกิดความคิดมากมายแวบผ่าน หากนางถูกพาเข้าไปในตำหนักฤดูร้อนจะทำอย่างไร

โรงม้าหลวงในตำหนักใช่มีการระวังป้องกันอย่างเข้มงวดหรือไม่ ถึงเวลานั้นจะสบโอกาสหลบหนีได้หรือไม่...

ไม่ทันรอให้นางคิดเสร็จ ด้านนอกกลับมีเสียงดังลอยมา เสียงใส่อานม้า เสียงจัดเสื้อผ้า เสียงจัดขบวน จากนั้นพลันเงียบลง กระทั่งเสียงไอยังไม่มี นางยังคงครุ่นคิด เพียงรู้สึกรถม้าสั่นน้อย ๆ ประตูรถส่งเสียงเบา ๆ มีคนขึ้นรถมาแล้ว

มองลอดช่องในตู้เห็นเพียงเท้าของคนผู้นั้น รองเท้าหนังสีดำครึ่งแข้งปักลายตัวขุยด้วยด้ายทองเหยียบบนพรมหนานุ่มที่ปูไว้บนรถ ฝีเท้าเงียบกริบไร้สุ้มเสียง

รอคนผู้นั้นนั่งเรียบร้อย ตัวรถโคลงเล็กน้อย รถม้าจึงเริ่มเคลื่อนที่

ด้วยซ่อนตัวในตู้เป็นเวลานาน บวกกับตัวรถโคลงเคลงไปมา ความรู้สึกจึงเหมือนลูกเจี๊ยบถูกยัดกลับไปในไข่ หวงจื่อเสียพยายามข่มความรู้สึกหน้ามืดตาลายไว้อย่างเต็มที่ บังคับตัวเองให้หายใจช้า ๆ เพื่อไม่ให้ถูกพบเห็น

ดีที่รถม้าส่งเสียงขลุกขลัก เสียงรบกวนจึงกลบเสียงหายใจและเสียงหัวใจของนาง

ตลอดเส้นทางนี้ช่างยาวไกล แต่ในที่สุดก็ออกจากประตูเมือง มุ่งไปทางชานเมืองตะวันตกจนได้ ตลอดทางรถม้ากระเด็นกระดอน ยามเคลื่อนไปถึงข้างสะพานเล็กแห่งหนึ่ง ขุยอ๋องที่อยู่บนรถม้าในที่สุดก็ส่งเสียงออกมา “หยุดรถ”

รถม้าค่อย ๆ จอดที่ข้างสะพาน ในตู้จากมุมมองของหวงจื่อเสียมองไม่เห็นใบหน้าของขุยอ๋อง เห็นแต่เขาเอื้อมมือไปหยิบขวดแก้วใสปากกว้างบนโต๊ะ ยื่นส่งไปนอกหน้าต่าง “เติมน้ำ”

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1