บทที่หนึ่ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่

ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด พลันเกิดพายุฝนโหมกระหน่ำ ทิวเขาไกลใกล้ โตรกธารสั้นยาว ล้วนไม่เหลือเค้าด้วยพายุที่จู่ ๆ ก็มาเยือน จนทำให้เสียรูปไปทีละน้อย

ทางข้างหน้ามัวลงทุกขณะ เส้นทางเลียบภูเขานอกนครฉางอันปลูกดอกกานพลูอยู่ทั่ว พวกมันถูกพายุฝนกระหน่ำซัดจนร่วงพรู ดอกไม้งามราวแพรไหมช่อแล้วช่อเล่าหักโค่นกลางห่าฝน ร่วงลงบนถนนโคลนกลางดึกไร้คนเห็น

หวงจื่อเสียเดินทางอย่างยากเย็นตามเส้นทางภูเขายามค่ำคืน ร่มกระดาษเคลือบมันสีท้องฟ้าในมือถูกพายุฝนโหมซัดจนโครงหักไปสองซี่ หยาดฝนรั่วผ่านผิวร่มที่เสียหาย ตกกระทบแก้ม เย็นเยียบดุจใบมีด

นางเพียงช้อนตาขึ้นมอง จากนั้นจึงโยนร่มทิ้งไปบนถนนโดยไม่ลังเลแล้วเดินหน้าต่อกลางพายุ หยาดฝนที่กระทบร่างหนักและเย็นเป็นพิเศษ ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดแสงหรุบรู่บนท้องฟ้าที่สะท้อนกับหยาดฝนนาน ๆ ครั้ง ส่องให้เห็นทิวทัศน์และวัตถุเบื้องหน้าราง ๆ ทั่วทั้งฟ้าดินเลือนพร่า

ตรงทางโค้งของเส้นทางบนเขามีศาลาหลังเล็ก ทางการสร้างศาลาสิบลี้และศาลาห้าลี้ไว้ให้คนเดินทางได้หยุดพัก ท่ามกลางรัตติกาลมืดมิดที่พายุโหมกระหน่ำเช่นนี้ ในศาลามีคนสามสี่คน บ้างเอนกายบ้างนั่งคุยกันอยู่ นครฉางอันห้ามออกนอกเคหะยามวิกาล ทุกวันราวเช้ามืดยามห้า (ประมาณตีห้า) จึงเปิดประตูเมือง ตอนนี้เวลายังเร็วไป คิดว่าผู้คนที่อยู่ตรงนี้คงเป็นคนที่กำลังรอให้ประตูเมืองเปิด

หวงจื่อเสียย่ำโคลนเดินไป นางสวมเสื้อแบบบุรุษตัวสั้นสีครามชนิดธรรมดาสามัญที่สุด คนในศาลาต่างหันหน้ามองมา เห็นเป็นเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอบอบบางคนหนึ่ง ผู้เฒ่าคนหนึ่งในกลุ่มกล่าวทักทายนาง “พ่อหนุ่ม เจ้าก็จะรีบเข้าเมืองแต่เช้าหรือ เปียกโชกไปทั้งตัวแล้ว ช่างน่าสงสารนัก มาผิงไฟเถอะ”

หวงจื่อเสียมองรอยยิ้มอบอุ่นจริงใจของผู้เฒ่าใต้แสงไฟ ขณะดึงสาบเสื้อที่เปียกชุ่มจนแน่น ขอบคุณคำหนึ่ง แล้วนั่งลงข้างกองไฟ ห่างจากเขาสองเชียะ (หน่วยวัดความยาวของจีน ประมาณ 0.231 เมตร) พลางช่วยเติมฟืนไฟเงียบๆ

เห็นนางเพียงเขี่ยกองไฟไม่พูดจา พวกเขาก็หันกลับไปคุยกันต่อ เมื่อคุยถึงเรื่องแปลกพิสดารมากมายหลากหลายทั่วทั้งเหนือใต้ ทุกคนก็ยิ่งคุยกันอย่างออกรส เสมือนอยู่ในเหตุการณ์และเห็นมากับตาตัวเองเช่นนั้น

“พูดถึงเรื่องประหลาด คดีพิสดารในเมืองหลวงช่วงนี้ พวกท่านได้ยินกันมาบ้างหรือไม่”

“ท่านผู้เฒ่าหมายถึงคดีที่ถูกเรียกว่า ‘คดีจตุรทิศ’ นั่นใช่หรือไม่” มีคนรับช่วงต่อทันที “ในสามเดือนมีคนตายติดต่อกันสามคน อีกทั้งเป็นคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ต่างอาศัยอยู่ทางทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตกของเมือง ซ้ำยังทิ้งอักษรเลือดสามคำไว้อีกคือ ‘วิสุทธิ์’ ‘สุขัง’ ‘อัตตา’ ช่างประหลาดยากคาดเดา น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!”

“ใช่ ตอนนี้ดูแล้ว คดีเลือดรายต่อไปน่าจะเกิดขึ้นทางทิศตะวันออกของเมืองเป็นแน่ ดังนั้นยามนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมืองพลอยระส่ำระสายกันไปหมด ลือว่าคนใดไปได้ต่างหนีไปกันหมดแล้ว บ้านเรือนฝั่งตะวันออกสิบหลังว่างเสียเก้าหลัง”

หวงจื่อเสียเอามือคู่ขาวผ่องกำท่อนฟืนเขี่ยสะเก็ดไฟอย่างแช่มช้า ได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังขึ้นเบา ๆ สีหน้าสงบนิ่งไร้อารมณ์

“ตอนนี้ใต้หล้าไม่สงบ ทุกท้องที่ต่างวุ่นวาย ไม่แค่ที่เมืองหลวงเท่านั้น ระยะนี้ที่แดนเสฉวนก็เกิดคดีเลือดล้างตระกูลขึ้นเช่นกัน ไม่ทราบว่าทุกท่านเคยได้ยินบ้างหรือไม่” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่ม เห็นชัดว่าเป็นคนเล่านิทานพเนจร มือกำไม้ประกอบการเล่าเรื่องด้วยความเคยชิน กล่าวอย่างอยากเล่าเต็มที “คดีเลือดล้างตระกูลเคยได้ยินกันมามากแล้วกระมัง แต่คดีนี้เป็นคดีวิปโยคล้างตระกูลของหวงหมิ่น สื่อจวิน(ชื่อตำแหน่งขุนนางชั้นสูง คล้ายตุลาการในปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาของราชสำนัก ไม่ขึ้นกับเจ้าเมือง)แดนเสฉวน!”  

หวงหมิ่น

ทันทีที่ชื่อนี้ลอยเข้าหู มือซึ่งเขี่ยกองไฟอยู่เงียบ ๆ มาตลอดของหวงจื่อเสียสั่นระริกอย่างไม่รู้ตัว สะเก็ดไฟจึงกระเด็นใส่หลังมือนาง พร้อมความเจ็บปวดรุนแรงที่พลันถาโถมใส่

ดีที่ทุกคนต่างกำลังอุทานอย่างตกใจ จึงไม่มีใครสนใจนาง เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ถึงหัวข้อที่ถูกเปิดประเด็นกันเซ็งแซ่ “หวงหมิ่น? มิใช่อดีตรองเจ้ากรมอาญาที่เคยรับตำแหน่งอยู่ในเมืองหลวง สื่อจวินเมืองเฉิงตูผู้ที่หลายปีมานี้ปิดคดีพิสดารมากมายจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักผู้นั้นหรอกหรือ”

“เรื่องนี้ข้าเองก็เคยได้ยิน! ฟังว่านั่นมิใช่ความสามารถของหวงหมิ่นคนเดียวทั้งหมด เขามีบุตรหนึ่งธิดาหนึ่ง หวงเยี่ยนผู้เป็นบุตรก็แล้วไปเถอะ แต่ธิดานั้นกลับเป็นผู้มีพรสวรรค์อันหาได้ยากนัก ปีนั้นเมื่อครั้งหวงหมิ่นรับตำแหน่งรองเจ้ากรมอาญา คดีปริศนามากมายเป็นนางคลี่คลายแทนบิดา ยามนั้นนางเพิ่งอายุได้สิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น ฝ่าบาทยังเคยตรัสชมว่าหากนางเป็นบุรุษ จะต้องเป็นผู้ที่เหมาะกับตำแหน่งเสนาบดีอย่างแน่นอน!”

“เหอะ ๆ ผู้เหมาะกับตำแหน่งเสนาบดีหรือ” คนเล่านิทานผู้นั้นยิ้มหยันกล่าวว่า “ทุกท่านเคยได้ยินอีกคำเล่าลือหรือไม่ ธิดาของหวงหมิ่นกำเนิดพร้อมประกายโลหิตเต็มห้อง ผู้พบเห็นต่างบอกว่านางเป็นดาวพยัคฆ์ขาวจุติ จะกินคนทั้งครอบครัวจนหมดสิ้น! วันนี้กลับเป็นจริงดังคำทำนาย คดีเลือดล้างตระกูลหวงนี้ ก็เป็นธิดาตระกูลหวงลงมือด้วยตนเอง!”

หวงจื่อเสียลืมความเจ็บปวดน้อยนิดบนหลังมือไปเสียสนิท เหม่อมองแสงไฟวิบไหวอยู่เบื้องหน้า เปลวไฟลามเลียความมืดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ จากนั้นจึงค่อยแดงโชติ แต่ก็ไม่อาจแต้มทาสีสันบนใบหน้าซีดขาวของนางได้

ผู้คนโดยรอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วนผู้เฒ่านั้นก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ “ท่านว่า เป็นธิดาตระกูลหวงฆ่าล้างบ้านตนเองหรือ”

“ถูกต้อง!”

เสียงตอบรับอันดังและรวดเร็วนี้ตอบอย่างมั่นคงหนักแน่น ไร้ความลังเล

“ช่างเหลือเชื่อเสียจริง ทั่วหล้าจะมีธิดาคนใดกระทำการสังหารคนในครอบครัวตนเองจนหมดสิ้น”

“เรื่องนี้จริงแท้แน่นอน! ราชสำนักได้ปิดประกาศจับไปทั่วแล้ว ตอนนี้ธิดาตระกูลหวงได้ลอบหนีออกจากเสฉวนแล้ว หากถูกจับได้ จะต้องทัณฑ์พันมีดหมื่นแล่ ตายไร้ดินกลบฝัง!”

“หากเป็นเช่นนี้จริง นางก็ช่างไร้จิตสำนึก สูญสิ้นความเป็นคน!”

ผู้เฒ่าคนนั้นถามอีกว่า “โศกนาฏกรรมใหญ่สะท้านแผ่นดินเยี่ยงนี้มิทราบเกิดจากสาเหตุใด”

“จะเกิดจากเหตุใดได้เล่า ดรุณีมักมีความคิดตื้นเขิน ย่อมเกิดเพราะ ‘รัก’ คำเดียว” คนเล่านิทานออกสีหน้าท่าทาง เล่าเรื่องอย่างตื่นเต้นคึกคักสมจริง “ฟังว่านางหมั้นหมายไว้แล้วแต่เด็ก ทว่าเมื่อเติบใหญ่กลับมีใจให้ชายอื่น ฉะนั้นเมื่อย่าและอามาปรึกษาเรื่องพิธีวิวาห์ ระหว่างรับประทานอาหาร นางจึงไปยกน้ำแกงขาแพะที่ปรุงเองมา หวงสื่อจวิน หวงฮูหยินนางหยางซื่อ คุณชายหวงเยี่ยน ตลอดจนถึงย่าและอาของนางล้วนตายเพราะยาพิษ มีแต่นางที่รอดหนีไป ไม่รู้ไปที่ใด ทางการค้นเจอห่อสารหนูในห้องนาง ทั้งยังสืบรู้ว่านางได้ซื้อสารหนูมาจากร้านโอสถเมื่อหลายวันก่อน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในคดีอย่างชัดเจน ที่แท้นางมีชายในดวงใจ บิดามารดากลับจะบังคับให้แต่งแก่ผู้อื่น ดังนั้นจึงวางยาพิษสังหารคนทั้งบ้านด้วยความโกรธแค้นและนัดหมายชายคนรักให้หลบหนีตามกัน!”

ทุกคนในศาลาฟังคดีอำมหิตผิดทำนองคลองธรรมนี้อย่างขนพองสยองเกล้าพลางเดาะลิ้นอย่างพิศวงสงสัย มีคนถามว่า “สตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตนี้หนีรอดไปได้อย่างไร”

“นางวางยาสังหารบิดามารดาและคนในครอบครัว รู้ว่าเรื่องต้องแดงขึ้น ดังนั้นจึงนัดแนะคนรักให้หนีตามกันไปในคืนนั้น แต่อีกฝ่ายกลับรังเกียจสตรีใจคอโหดเหี้ยมดุจเดียรัจฉานเยี่ยงนั้น จึงนำจดหมายรักของนางไปมอบให้ทางการ สุดท้ายไม่รู้ว่านางมารผู้นั้นพบเห็นพิรุธได้อย่างไรจึงหนีรอดไปได้! ตอนนี้ทางการได้ติดประกาศจับไปทั่ว หน้าประตูเมืองและที่ทำการทุกท้องที่ล้วนปิดใบนำจับไว้ ตาข่ายฟ้าแม้กว้างใหญ่ตาห่าง แต่ไม่มีทางปล่อยให้คนชั่วเล็ดลอดลอยนวลไปได้ ข้าจะรอดูว่าเมื่อไรสตรีชั่วช้านางนี้จะถูกจับได้ และถูกสำเร็จโทษด้วยทัณฑ์พันมีดหมื่นแล่!”

คนพูดพูดอย่างโกรธแค้นด้วยคุณธรรมในใจลุกโชน คนฟังฟังจนมีอารมณ์ร่วมโกรธแค้นตาม พริบตานั้นในศาลาถึงกับเต็มไปด้วยบรรยากาศของการมีศัตรูร่วมกัน

หวงจื่อเสียกอดเข่าฟังเสียงด่าทอของทุกคนพลันรู้สึกอ่อนล้าอย่างที่สุด นางซบหน้าบนเข่า สองตาเลื่อนลอยจับจ้องเปลวไฟไหววูบนั้น เสื้อผ้าบนร่างกึ่งแห้งกึ่งชื้น ในค่ำคืนฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ ไอเย็นคล้ายเป็นเข็มไร้รูปทิ่มแทงผิวหนัง ทำให้นางจะหลับก็ไม่ใช่จะตื่นก็ไม่เชิง

เวลายังเช้าอยู่มาก ประตูเมืองยังไม่เปิด หัวข้อของทุกคนจึงวกกลับไปยังเรื่องน่าสนใจในเมืองหลวงช่วงนี้ใหม่อีกครั้ง อาทิ ฝ่าบาททรงสร้างตำหนักสำหรับแปรพระราชฐานแห่งใหม่ พระชนนีจ้าวไท่เฟยทรงตัดเย็บผ้าม่านให้อารามเต๋าด้วยองค์เอง ยังมีกุลสตรีลูกผู้ดีกี่คนในเมืองหลวงที่ปรารถนาจะออกเรือนกับขุยอ๋อง มากมายไม่จบสิ้น

“จะว่าไปแล้ว ขุยอ๋องผู้นี้ระยะนี้ใช่กลับเมืองหลวงแล้วหรือไม่”

“ใช่ ฝ่าบาททรงโปรดการประพาสต่างถิ่นและงานรื่นเริง เมื่อสร้างตำหนักฤดูร้อนใหม่ย่อมต้องจัดงานรื่นเริงสักครา อันว่างานเลี้ยงสังสรรค์ในวังหากขาดขุยอ๋องไป จะนับเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ได้อย่างไร”

“ขุยอ๋องผู้นี้ช่างเป็นบุคคลโดดเด่นอันดับหนึ่งแห่งราชสำนักอย่างแท้จริง อดีตจักรพรรดิก็ทรงโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ มิน่าเล่าท่านหญิงฉีเล่อจึงพยายามเต็มกำลังเพื่อจะได้วิวาห์กับเขา ลงทุนทำทุกวิถีทางครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของเมืองหลวงไปแล้ว”

“อี้อ๋องมีธิดาโทน เกรงว่าหากรับรู้ได้ในปรภพ จะต้องถูกนางยั่วโทสะจนฟื้นคืนชีพเป็นแน่...”

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1