บทนำ

จันทร์ดั่งน้ำค้างแข็ง ลมเย็นเช่นสายน้ำ

ทัศนีย์ไม่สิ้นสุด

มัจฉาพ้นปากอ่าว น้ำค้างพราวบัวป้อม

ปลอดผู้คนได้ยลยิน

กลองยามสามพ้นผ่าน บสะท้านร่องกังวาน

ผู้คนสะท้านตื่นพลัน

ราตรีกาลเวิ้งว่าง บทวนหาความฝัน

ย่ำอุทยานมิพบพาน

ผู้ร่อนเร่พลัดถิ่น คิดหมายคืนท้องไร่

หากมาตุภูมิแสนไกล

หอนางแอ่นว่างเปล่า โฉมสุรางค์อยู่หนใด

คงกังนางแอ่นในหอห้อง

ชีวิตเช่นความฝัน ไม่มีวันตื่นแจ่มใส

ด้วยสุขทุกข์ยังไม่คลาย

แม้วันคืนเปลี่ยนผันชนรุ่นหลังไว้อาลัย

คงสะท้อนใจตัวเรา

 

จากลำนำหย่งอวี่เล่อ ( เชิงอรรถ : ลำนำนี้ประพันธ์โดยซูตงปอสมัยราชวงศ์ซ้อง เมื่อคราวค้างแรมที่หอนางแอ่นเมืองเผิงเฉิง)

 

      วิกาลคล้อยดึกสงัด ลานตึกเวิ้งว้างมืดครึ้มแสงจันทร์ใสเย็นส่องต้องใบบัวที่เปื่อยขาดเต็มสระที่ข้างสระบัวมีเด็กชายอายุสามสี่ขวบผู้หนึ่งย่อตัวอยู่พงหญ้า เฝ้ามองดูจิ้งหรีดสีดำตัวเขื่องบนก้อนหินริมสระ มันรอยู่ชั่วขณะ พลันพุ่งตัวไปข้างหน้า มือน้อยๆ ทั้งสองข้างครอบลงบนตัวจิ้งหรีด ร้องอย่างลิงโลดว่า “จับได้แล้ว จับได้แล้ว แหยแหย (ท่านปู่) ท่านดู” ที่ห่างไปยืนไว้ด้วยชายชราผมขาวหน้าตาซูบเซียวผู้หนึ่ง สีหน้าของท่านเป็นสีเท่าซีดดุจเดียวกับใบบัวบนสระ หากสายตาไม่คลาดคลาจากร่างของเด็กชาย

      เด็กชายใช้สองมือปิดตัวจิ้งหรีด วิ่งถึงเบื้องหน้าชายชรา ชายชราก้มเอวลงอุ้มเด็กชายขึ้นมา หยีตามองดูใบหน้ายิ้มของเด็กชาย ภายใต้บรรยากาศอันอบอุ่น สีหน้าของชายชรากลับสลดหดหู่อย่างประหลาด กล่าวเสียงแหบพร่าว่า “เสี่ยวเสี่ยวเอ๋อ (เจ้าหนูน้อย) ดึกแล้ว เข้านอนได้แล้ว”

      เด็กชายบิดร่างน้อยๆ ออดอ้อนว่า “ข้าพเจ้าไม่นอน ข้าพเจ้าจะให้มามา (แม่นม) อยู่เป็นเพื่อน มามาไปที่ใดแล้ว?”

      สีหน้าชายชรากลับกลายเป็นขาวซีด ทอดถอนใจยาวคำหนึ่ง อุ้มเด็กชายเดินเข้าห้องข้างหลังหนึ่งนั่งลงบนเตียง เด็กชายยังคงเฝ้าดูจิ้งหรีดตัวเขื่องในมือ ใบหน้าน้อยๆ เต็มไปด้วยแววสงสัยอยากรู้ หาได้สังเกตเห็นสีหน้าอันสับสนและแววตาที่เศร้าโศกของแหยแหยไม่

      ในที่สุดชายชราตกลงใจ สูดลมหายใจลึกๆ ยกถ้วยใบเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยที่หัวเตียงขึ้นภายในบรรจุน้ำสีฟ้าครามครึ่งถ้วย ท่านยื่นมือที่สั่นระริกถึงมุมปากของเด็กชาย กล่าวว่า “เสี่ยวเสี่ยวเอ๋อ (เล้าหนูน้อย) มาดื่มลงไป”

      เด็กชายเห็นน้ำชาสีสันประหลาด ต้องแลบลิ้นออกมา ถามว่า “แหยแหย นี่เป็นอะไร?”

      ชายชราสั่นศีรษะไม่ตอบคำ เด็กชายทราบว่าที่แล้วมาแหยะแหยรักถนอมมัน จึงดื่มลงไปอย่างว่าง่าย พลางเลียริมฝีปากกล่าวว่า “รสหวานน่ารับประทาน”

      ชายชราโอบกอดหลานชายแน่บแน่น ร่างสั่นสะท้านกว่าเดิม กล่าวเบาๆ ว่า “นี่เป็นน้ำหวานที่ช่วยให้เจ้านอนหลัง เจ้านอนอย่างง่าย ทราบหรือไม่?”

      เด็กชายผงกศีรษะ ยกแขนทั้งสองโอบรอบคอของแหยแหย หากเป็นยามปรกติ ต้องยื่นปากน้อยๆ ไปหอมแก้มแหยแหย แต่แล้วยามนั้นเด็กชายมือเท้าแข็งทื่อ สองตาเบิกค้าง ใบหน้ากลับกลายเป็นสีดำ ฟองสีขาวฟูมปาก ลืมตากลมโตมองดูแหยแหย แต่ว่าตามองไม่เห็นอีก จิ้งหรีดในมือเด็กชายร้องเสียงดัง หากแต่เจ้าของจิ้งหรีดไม่ได้ยินอีกแล้ว

      กล้ามเนื้อใบหน้าชายชราสั่นกระตุก น้ำตาไหลรินหลั่ง ร่างสั่นสะท้านราวกับจะหลุดสลายกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “เสี่ยวเสี่ยวเอ๋อ (เจ้าหนูน้อย) แก้วตาดวงใจของเรา...ยกโทษให้กับแหยแหยด้วย แหยแหยทำไปเพราะหวังดีต่อเจ้า...เราจะพาเจ้าไปหามามา (แม่นม) เราจะไปอยู่เป็นเพื่อกับเจ้าแล้ว”

      พลางอุ้มร่างที่แข็งทื่อของเด็กชายเดินออกจากห้องข้าง จวบจนถึงห้องโถงหลัง ห้องโถงหลังกว้างขวางมืดครึ้ม ที่มุมห้องจุดเทียนไขขาวหลายเล่ม มลายเป็นน้ำตาเทียนกองหนึ่ง เห็นบนพื้นปูเสื่อยี่สิบกว่าผืน บนเสื่อนอนไว้ด้วยร่างคนร่างหนึ่ง บนร่างกลุมด้วยผ้าขาว

      ชายชราวางร่างเด็กชายลงบนเสื่อที่อยู่ใกล้กับประตู ดึงผ้าขาวขึ้นมาคลุมร่าง ก่อนคลุมยังไม่ลืมจูบใบหน้าน้อยๆ ที่ยังอุ่นอยู่

      ชายชรามองดูซากศพทั่วห้องโถงหลัง ความเศร้าหดหู่จู่โจมจิตใจอย่างรุนแรง หวนนึกถึงเหล่าศิษย์รวมทั้งครอบครัวล้วนจากไปแล้ว แม้แต่หลายชายที่เป็นแก้วตาดวงใจก็จากไปแล้ว

      ชายชราพึมพำว่า “เราได้แต่ทำเช่นนี้ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด ไม่มีทางอื่นอีก”

      ท่านระบายลมจากปากยาวๆ ทรุดนั่งลงบนเสื่อผืนสุดท้ายติดกับเด็กชาย ที่ข้างเสื่อจัดวางถ้วยสุราใบสุดท้าย ภายใต้เปลวเทียนเลือนรางสาดส่อง น้ำสีฟ้าครามในถ้วยสะท้อนประกายอย่างลี้ลับ

      แต่ว่ามือของท่านไม่กระทบถูกด้วย หากกระทบถูกวัตถุอีกสิ่งหนึ่ง เป็นไม้เสี่ยงทายที่เจ็ดสิบปีมานี้ไม่เคยอยู่ห่างจากมือ ท่านอดยื่นมือลูลคลำมิได้ รวบไม้มุมเสี่ยงทายทั้งหกอันไว้ในมือ

      ชายชรากำไม้มุมเสี่ยงทาย พลันคึกคักขึ้นอักโข นั่งตัวตรงกับที่ ครุ่นคิดขั้น ‘เราสมควรเสี่ยงทายเป็นครั้งสุดท้าย ชีวิตเราเริ่มด้วยการเสี่ยงทาย สมควรจบด้วยการเสี่ยงทาย เซียนพยากรณ์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสินปู่จื่อ (เทพพยากรณ์) ก่อนตายไหนเลยไม่เสี่ยงทายเป็นครั้งสุดท้ายได้?”

      ท่านสูดลมหายใจคำหนึ่ง หยิบฉวยกระบอกไม้ติ้วที่ดานข้างมาเขย่าในความมืด เทไม้ติ้วออกมา จัดแจงแบ่งไม้ติ้ว นับไม้ติ้ว ปรากฏว่าผลการเสี่ยงทายเป็นภาพลักษณ์ซวี ( เชิงอรรถ - ประวัติศาสตร์จีนบันทึกว่า กษัตริย์ฝูซี ซึ่งเป็นกษัตริย์ ยุคบรรพกาล ทรงวางแผนภูมิปากัวหรือโป๊ยข่าย ต่อมาโจวเหวินอ๋องจัดทำคัมภีร์โจวอี้ หรืออีกนัยหนึ่งคืออี้จิง ถือเป็นคัมภีร์โบราณที่สุดและเป็นตำราเสี่ยงทายที่แม่นยำที่สุด มีทั้งสิ้นหกสิบสี่บท ส่วนวิธีเสี่ยงทายใช้ไม้ติ้วห้าสิบอัน ดึงออกอันหนึ่ง คงเหลือสี่สิบเก้าอัน ทำการแบ่งแยกตามกระแสจิต นำไปสู่คำทำนายทายทัก )

      ภาพลักษณ์ ซวีหมายถึงการรอคอย เทพพยากรณ์งงงันวูบหนึ่ง รอคอยอันใดหรือ? เมื่อตีความดู เกิดเป็นคำทำนายว่า “มิอาจรอต่อไป พลัดตกลงในหลุม นาทีสุดท้ายมาถึงแล้วแขกไม่รับเชิญกรายมาเป็นสาม ได้แต่แสดงความเคารพนบนอบ”

      ชายชราพอทราบคำทำนาย ต้องพึมพำว่า “เรายังไม่อาจตาย ยังต้องรอคอยแขกไม่รับเชิญ”

      ดังนั้นลุกขึ้นมา ถือไม้มุมเสี่ยงทาย กระบอกไม้ติ้วกับถ้วยสุรา พาร่างอันเหนื่อยล้าสิ้นหวังมาถึงห้องโถงหน้า ทรุดนั่งลงที่หน้าโต๊ะจุดเทียนไขขาวเล่มหนึ่ง ยื่นมือฝนหมึกอย่างช้าๆ

      ชายชราครุ่นคิด ‘อาจบางทีเมื่อครู่นี้มิใช่การเสี่ยงทายครั้งสุดท้าย การเสี่ยงทายครั้งสุดท้ายของเราเทพพยากรณ์ คงเป็นคำพยากรณ์ที่สะท้านดินฟ้าสะเทือนภูตเทพแล้ว’

      ประมาณชั่วน้ำเดือด ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล ม้าสองตัวควบขับถึงหน้าตึก เสียงฝีเท้าม้าหยุดชะงักลง แว่วเสียงฝีเท้าอันคล่องแคล่วเดินผ่านประตูใหญ่ที่ปิดแง้มไว้ เงาร่างสองสายรีบรุดมาถึงหน้าห้องโถงแล้ว

      เทพพยากรณ์ช้อนตามอง เห็นผู้มาหนึ่งเป็นชายกลางคน รูปกายสูงใหญ่ ศีรษะล้านเล็กน้อยคิ้วยาวตาเล็กเรียว อีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุสิบกว่าปี คิ้วดกหนาตาโต มือเท้าหยาบใหญ่คล้ายลูกหลายชาวนา ทั้งสองหน้าตามอมแมมไม่ทราบรีบรุดเดินทางมากี่วันกี่คืน

      เทพพยากรณ์หลับตาลง เผยอยิ้มเล็กน้อยครุ่นคิดขึ้น ‘เราสมควรทราบแต่แรกว่าหู่เสีย (ชายชาติพยัคฆ์) ต้องส่งคนมาหาเรา เพียงคิดไม่ถึงว่าจะส่งคนทั้งสองมา ชายกลางคนผู้นี้มีตำแหน่งสูง คาดเดาความเป็นมาไม่ออก ชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนชนบทธรรมดา แต่จงรักภักดีต่อชายชาติพยัคฆ์ ภายหน้าต้องเป็นผู้นำแว่นแคว้นหนึ่ง’

      ขณะที่เทพพยากรณ์พิเคราะห์เบื้องหลังทำนายอนาคตของผู้มา ชายกลางคนก็รีบรุดถึงหน้าโต๊ะ น้อมกายคารวะกล่าวว่า “คำนับเทพพยากรณ์ผู้อาวุโส พวกเรามาเยือนยามวิกาลอย่างอุกอาจ เพราะมีเรื่องสำคัญคิดร้องขอ เรา...”

      เทพพยากรณ์ยกมือห้ามปราม กล่าวว่า “เราทราบว่าท่านทั้งสองเป็นใคร ได้รับมอบหมายจากผู้ใด เราน้อมรออยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้วท่านทั้งสองเชิญนั่ง”

      ชายหนุ่มนั้นอุทานดังเอ๊ะ ร้องโพล่งว่า “ท่านทราบได้อย่างไร...” จากนั้นกล้ำกลืนคำพูดไว้

      ชายกลางคนก็บังเกิดความตื่นเต้นสงสัยแต่ไม่กล่าวว่ากระไร เพียงผงกศีรษะ ทรุดนั่งลงที่หน้าโต๊ะ ชายหนุ่มนั้นโขกศีรษะคำนับเทพพยากรณ์ แล้วค่อยทรุดนั่งลง พอเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าผากกว้างจมูกยาว ผมเผ้ายุ่งเหยิงเบ้าตาลึกกลวง สีหน้าซูบกรัง อดผิดหวังอยู่บ้างมิได้ ครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านผู้เฒ่ากำชับเป็นนักหนา ให้เรากับท่านอาเดินทางเป็นพันลี้มากราบพบยอดคน กลับมีสารรูปเช่นนี้’

      พอลดสายตาลง เห็นนิ้วซูบยาวของชายชราวางที่ข้างโต๊ะ แต่ละนิ้วไว้เล็บยาว ข้างมือขวาวางกระบอกไม้ไผ่อันหนึ่ง ในกระบอกบรรจุไม้ติ้วที่เหลาจากไม้ไผ่หลายสิบซี่ ส่วนปลาของไม้ติ้วเงาวาววับ แสดงว่าใช้สอยเป็นเวลานาน ข้างกระบอกไม้ไผ่จัดวางไม้มุมเรียวยาว จำนวนหกหันสามอันเป็นสีดำล้วน อีกสามอันทาสีดำอยู่ทั้งสองด้าน ตรงกลางเป็นเส้นสีขาวกว้างนิ้วเศษเส้นหนึ่ง

      ชายหนุ่มนั้นไม่รู้จักสิ่งของนี้ แต่ชายกลางคนทราบว่านั่นเป็นไม้มุมเสี่ยงภาย ไม้สีดำล้วนเป็นหยางกัว (เครื่องหมายหยาง) ไม้มีมีเส้นสีขาวตรงกลางเป็นหยินกัว (เครื่องหมายหยิน) ใช้ในการเสี่ยงทาย ที่กลางโต๊ะปูกระดาษหมี่จือ (เชิงอรรถ - กระดาษที่ทำจาไส้ไม้ชนิดหนึ่ง) เนื้อหยาบ ด้านข้างเป็นจานฝนหมึก บนแคร่พู่กันจัดวางพู่กันที่จุ่มหมึกจนเปียกชุ่ม ข้างจานฝนหมึกจัดวางถ้วยสุราใบเล็กๆ ภายในถ้วยบรรจุน้ำสีฟ้าครามครึ่งถ้วย ทั้งสองย่อมไม่ทราบ่าสี่เป็นยาพิษที่คร่าชีวิตของคนในครอบครัวเทพยากรณ์รวมยี่สิบสามชีวิต

      ทั้งสองพอนั่งเรียบร้อย เทพพยากรณ์ก็ลืมตาขึ้น กล่าวช้าๆ ว่า “ท่านทั้งสองมาสายก้าวหนึ่ง เมื่อเที่ยงวันนี้ ทูตของประมุขนิกายอัคคีมาถึงแล้ว”

      ชายหนุ่มนั้นสะท้านทั้งร่าง ใบหน้าซีดเผือดเลื่อนมือแตะด้ามดาบที่หว่างเอว ชายกลางคนยื่นมือกดไหล่ชายหนุ่มนั้นเป็นเชิงห้ามปรามค่อยเพ่งตาถามว่า” ไม่ทราบว่าประมุขนิกายอัคคีต้วนตู๋เสิ้ง (เชิงอรรถ - ต้วนเป็นแซ่ ตู๋เสิ้งแปลว่าเอกาศักดิ์สิทธิ์ ) เรียนถามผู้อาวุโสอันใด?” 

      เทพพยากรณ์กล่าวว่า “มันไม่ได้เรียนถามเรา หากแต่สั่งหเราวางมือจากการเสี่ยงทาย”

      ชายกลางคนอุทานคำ วางมือจากการเสี่ยงทายเทพพยากรณ์ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว ประมุขนิกายอัคคีรอบรู้โบราณกาลจนจบปัจจุบัน เปลวรัศมีสาดส่องเป็นพันลี้ หยั่งรู้อนาคตกาล โดยมิต้องเสี่ยงทายทำนาย ไยต้องมีเราเทพพยากรณ์อีก?”

      ชายกลางคนทอดถอนใจยาว สีหน้าทั้งผิดหวังทั้งเสียดาย กล่าวว่า “ดูท่าพวกเราห้อม้าสามวันสามคืนโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายยังมาสายไป”

      เทพพยากรณ์ สั่นศีรษะ มุมปากปรากฏรอยยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “เราไม่ได้วางมือจากการเสี่ยงทาย ทั้งยังเสี่ยงทายสองครั้ง”

      ชายกลางคนอุทานดังอา รีบถามไถ่รายละเอียด เทพพยากรณ์หยิบไม้มุมทั้งหกอัน เรียงเป็นแผนภูมิปากัว (โป๊ยข่วย) อันหนึ่ง ถามว่า “ท่านรู้จักแผ่นภูมินี้หรือไม่?”

      ชายกลางคนมองดุไม้มุมทั้งหกอัน กล่าวว่า “บนลี่ล่างคัน เป็นเครื่องหมายเว่ยจี้ แปลว่ายังไม่บรรลุ”

      เทพพยากรณ์ผงกศีรษะกล่าวว่า “ใช่แล้ว ในคัมภีร์อี้จิงมีว่าไว้ ‘จิ้งจอกน้อยข้ามแม่น้ำ หากส่วนหางเปียกชุ่ม ไม่เกิดประโยชน์โภคผล’ ดังนั้นเราบอกต่อทูตผุ้นั้นว่า เจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) คิดครองความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”

หนังสือแนะนำ

Special Deal