ตอนที่ 3 (ต่อหน้า 3)

องค์จักรพรรดิมีฉายาว่า ไท่หยางอ๋อง แสงจากตัวท่านคงส่องถึงแค่พวกขุนนางชนชั้นสูงและเหล่าสนมที่อยู่วังหลังกระมัง ข้าลองคิดแบบเข้าข้างตัวเอง สำหรับประชาชนคนธรรมดา จะให้พวกเขาสรรเสริญจักรพรรดิว่ามีบุญบารมีแผ่ไพศาล มันช่างฝืนใจเสียจริง แต่จะมีทางเลือกอื่นอีกไหม? หากพูดถึงการจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ ต้องทำให้เหมือนท่านอู่โหวที่จิตใจไร้ความปรานี ฆ่าคนเหมือนผักปลางั้นหรือ? คนที่ไม่เต็มใจทำเช่นนี้ มีทางเลือกอื่นหรือไม่? หากพิจารณาทั้งหมดแล้ว การก่อกบฏของชังเยว่กงนั้นก็น่าเห็นใจอยู่บ้าง

ข้าละมือที่ถือของกินลง หรือว่าการคิดเช่นนี้ถือว่าไม่มีความจงรักภักดีเชียวหรือ? ใจของข้าเต้นขึ้นอย่างรุนแรง บางที หากข้าอยู่ในสถานภาพเดียวกับชังเยว่กง ข้าก็คงต้องก่อกบฏกระมัง

ข้ามองไปที่เปียะทอดในมือ เปียะนั้นถูกข้ากินจนเหลือเพียงคำเดียว ข้าถอนหายใจแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวต่อไป เปียะทอดที่ข้าเคี้ยวอยู่ทั้งแข็งและแห้งเหมือนกรวดทราย ข้าดึงจุกของน้ำเต้าออก ดื่มน้ำตามเข้าไป

ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ตะวันลับฟ้าไปเหลือเพียงครึ่ง แสงตะวันบนท้องฟ้ายิ่งเจิดจ้าดั่งสีโลหิต ช่องว่างระหว่างฟ้ากับดินยังมีก้อนเมฆลอยผ่านไปมา

ข้ากำลังดื่มน้ำ ทันใดนั้น ค่ายทหารที่อยู่ด้านล่างกลับโกลาหลขึ้นมา

มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?

ข้าตกใจมาก ปิดจุกน้ำเต้าแล้วสะพายไว้ที่เอว วิ่งลงไปด้านล่าง

เมื่อลงมาถึง เห็นมีม้าหนึ่งตัววิ่งอย่างบ้าคลั่งไปทางค่ายทัพหลวง หน้าประตูค่ายมีทหารจำนวนหนึ่งมุงกันเป็นกอง ข้าวิ่งเข้าไปถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

มีนายทหารคนหนึ่งมองมาที่ข้า เมื่อครั้งข้าถูกทหารของผู่อันหลี่ลอบจู่โจมเพราะเข้าใจผิด ข้ากลัวว่าจะถูกเข้าใจผิดซ้ำสอง บนตัวจึงสวมชุดเกราะไว้ตลอด นายทหารมองข้าแล้วถามว่า “เจ้าคือ…”

ข้าหยิบป้ายประจำตำแหน่งออกมา กล่าวว่า “ข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

นายทหารทำความเคารพแล้วกล่าวว่า “เป็นท่านขุนพลฉู่นี่เอง หลายวันที่ผ่านมาชื่อเสียงเรียงนามของท่านนับว่าเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วกองทัพ”

ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายกับคำชมเหล่านี้ แต่ผู้อื่นเยินยอข้า ข้าก็ไม่ควรเสียมารยาท ข้ากล่าวว่า “ขอบใจ ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”

เขาตอบมาว่า “ที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว คล้ายกับว่ามีทัพใหญ่มาเยือน”

“อะไรนะ”

ข้าตกใจมาก แถบตะวันตกเฉียงใต้เป็นเทือกเขาสูงที่ไร้ผู้คนอาศัย สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ มีเพียงนายพรานบางส่วนที่อาศัยอยู่บริเวณตีนเขา ตอนที่ท่านอู่โหวใช้แผนให้สี่ขุนพลไปล้อมเมืองก็เคยส่งทหารสอดแนมไปตรวจสอบดูแล้ว ที่นั่นไม่มีทหารดักซุ่มอยู่เลย ไหนจะพวกเราล้อมเมืองไว้ตั้งหลายวัน หากกองทัพพันธมิตรมีทหารดักซุ่มอยู่จริง คงออกมาไล่ฆ่านานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงวันนี้ แต่หากไม่ใช่กองกำลังของพันธมิตร แล้วกองกำลังทัพนี้มาจากไหนกัน?

ในขณะนี้ มีเสียงแตรดังมาจากค่ายทัพหลวงอย่างกะทันหัน นั่นคือสัญญาณรวมตัวฉุกเฉิน หากได้ยินเสียงแตรนี้ ทุกเหล่าทัพต้องรีบกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง นายทหารระดับสูงต้องเข้าไปหารือในค่ายทัพหลวงเป็นการด่วน

ข้าละจากคู่สนทนาแล้วรีบวิ่งไปที่ค่ายทัพหน้า

พอถึงหน้าประตูค่ายทัพหน้า เจอลู่กงสิงกำลังขี่ม้าออกมาพอดี เขาไม่ทันได้ทักทายข้า รีบขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข้าเข้ามาในค่าย ทหารในค่ายที่ออกไปข้างนอกกำลังทยอยกันกลับเข้ามา ข้าหากระโจมของตัวเองจนเจอ ฉีเลี่ยก็อยู่ข้างใน กำลังรีบเก็บกวาดสถานที่ เมื่อสักครู่น่าจะกำลังเล่นการพนันอยู่กระมัง ข้างๆมีหญิงสาวคนหนึ่งสีหน้าตื่นกลัว คงเป็นหญิงสาวที่ฉีเลี่ยจับมาได้ ฉีเลี่ยอายุยังน้อย กลับเลียนแบบคนอื่นไปตามจับหญิงสาวมาเช่นกัน

พอฉีเลี่ยเห็นข้าก็กล่าวว่า “ท่านขุนพล ท่านมาแล้วหรือ?”

ข้ากล่าวว่า “รีบเก็บให้เรียบร้อย มีทัพใหญ่มุ่งหน้ามาทางนี้”

เขาก็ตกใจเช่นกัน ถามข้าว่า “อะไร เป็นทัพจากที่ใดกัน?”

ข้ากล่าวว่า “ข้าไม่รู้ รีบไปตามพี่น้องมารวมตัวกัน”

ฉีเลี่ยขานรับว่า “ขอรับ” เขาไปดันตัวหญิงสาวคนนั้น บอกนางว่า “เจ้าไปรอที่กรมพลาธิการก่อน ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าจะไปรับเจ้า”

ทุกๆครั้งที่กวาดต้อนเชลยมาได้ ช่างฝีมือจะขังไว้ที่ค่ายทัพหลวง เชลยที่อยู่ตามค่ายต่างๆล้วนเป็นผู้หญิง แต่ต่อให้เป็นผู้หญิงก็ต้องระวังพวกนางไว้ ดังนั้นหากมีคำสั่งฉุกเฉินใดๆ ผู้หญิงเหล่านี้จะต้องไปอยู่ในความดูแลของกรมพลาธิการ นี่เป็นกฎระเบียบที่ท่านเหวินโหวตั้งเอาไว้ เดิมทีข้าคิดว่ามันคุมเข้มเกินไป แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ท่านเหวินโหวช่างคิดการไกลเสียจริง ท่านคิดครอบคลุมแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ

ข้าเดินออกจากกระโจม เห็นข้างนอกมีพี่น้องของค่ายที่ห้ายืนรวมตัวกันอยู่หลายสิบนาย ค่ายที่ห้ายังเหลือพี่น้องแปดสิบสามนาย ในการออกศึกครั้งที่ผ่านมา ทั้งกองทัพสูญเสียทหารไปสี่พันกว่านายและเป็นของทัพหน้าจำนวนห้าร้อยนายโดยประมาณ ซึ่งทั้งค่ายทัพหน้ามีทหารเพียงสองพันนาย เรียกได้ว่าสูญเสียไปมากพอสมควร ในส่วนของข้าเองถือว่าสูญเสียไปน้อยที่สุด หลังยกทัพกลับแคว้นย่อมต้องมีการเสริมกำลังทหารใหม่ ตอนนี้คงต้องทำใจไปก่อน ข้ามองไปที่เสินจ่างที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุด มีเสินจ่างอีกสามนายยังมาไม่ถึง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนักแม่นธนูถานชิงอยู่ด้วย

แต่ละค่ายของทัพหน้าจะมีเสินจ่างสิบนาย ทุกนายล้วนมีม้าและใช้หอกยาวทั้งนั้น แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง มีเสินจ่างเจ็ดนายไว้สำหรับบุกโจมตี ตอนบุกตีเมืองจะใช้ขวานคอยสู้รบอยู่ข้างหน้าสุด เสินจ่างคนที่แปดกับเก้านั้นเป็นพวกทหารโล่ ถานชิงที่เป็นเสินจ่างคนที่สิบคอยดูแลควบคุมพลธนู ยามสู้รบกันในสมรภูมิ จะใช้พลธนูยิงไปก่อน พลโล่ตั้งแนวป้องกัน พอเคลื่อนที่เข้าใกล้เป้าหมายแล้วถึงจะใช้งานเสินจ่างทั้งเจ็ด ที่สำคัญคือพลธนูสิบนายของถานชิงล้วนเป็นนักธนูฝีมือดีทั้งสิ้น นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าได้บุกเข้าไปในเมืองก่อนใคร

ข้ามองทหารเหล่านี้ หลายวันที่ผ่านมาฆ่าล้างเมืองจนดวงตาแดงก่ำ ชุดเกราะก็สวมใส่ไม่เรียบร้อย แต่ก็ไม่สามารถว่าอะไรพวกเขาได้ ขนาดข้าเองก็ใส่เพียงชุดเกราะธรรมดาไม่ได้ใส่ชุดเกราะเหล็ก

ขณะนี้ได้ยินเสียงคนโวยวายเดินเข้ามาเป็นกลุ่ม เป็นพวกเขานี่เอง ทหารของถานชิงมากันครบ เสินจ่างอีกสองนายเนื่องจากสูญเสียพลทหารไปมาก เสินจ่างทั้งสามนายรวมกันแล้วเหลือเพียงยี่สิบสี่คน นั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งสามออกไปด้วยกันกระมัง พอถานชิงเห็นข้าก็ถามว่า “ท่านขุนพลฉู่ ได้ยินว่ามีคนยกทัพมาตี?”

ข้าตอบไปว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่เห็นว่ามีกองทัพจำนวนหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้ รอฟังคำสั่งก็แล้วกัน”

รอไปครึ่งค่อนวัน ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนแหกปากอยู่ข้างนอกว่า “ทหารของค่ายทัพหน้าฟังเอาไว้ ท่านอู่โหวมีคำสั่ง เตรียมม้าเตรียมอาวุธให้เรียบร้อย ทหารทั้งหมดขึ้นไปบนหัวเมือง” คนที่แหกปากคือนายทหารถ่ายทอดคำสั่งของทัพหลวงนามว่าเหลยไป่ฮุย พลังเสียงของเขาขึ้นชื่อในกองทัพ จึงทำให้ทุกคนล้วนเรียกเขาว่า “ฟ้าคำราม”

ค่ายทหารในขณะนั้นเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ้ ต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเหลยไป่ฮุยก็วิ่งออกไปถ่ายทอดคำสั่งให้กับค่ายต่อไปรับทราบ ได้ยินเสียงของลู่กงสิงกล่าวว่า “ทุกค่ายขึ้นหัวเมืองไปตามลำดับ ห้ามส่งเสียงเอะอะโวยวาย”

เสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่ฟังแล้วรู้สึกน่าเกรงขาม ในค่ายเงียบลงไปชั่วขณะ พวกเราค่อยๆขึ้นหัวเมืองไปตามลำดับ

ข้ากระซิบบอกกับฉีเลี่ยว่า “ฉีเลี่ย เจ้าวิ่งไปที่ห้องของข้าที”

ฉีเลี่ยส่งสายตาให้ข้า กล่าวพลางหัวร่อว่า “เพราะหญิงนางนั้นสินะขอรับ ขุนพลฉู่ ท่านช่างไม่รู้จักทะนุถนอมผู้หญิงเอาเสียเลย ตอนนี้นางอยู่คนเดียวก็ช่างนางไปเถอะ”

สีหน้าข้าขรึมลงแล้วกล่าวว่า “ข้าจะให้เจ้าไปเอาชุดเกราะเหล็กของข้ามา หญิงนางนั้นตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว”

เขาตกใจ อ้าปากเหมือนจะถามข้าถึงสาเหตุการตายของนาง เห็นข้าสีหน้าเย็นชา กลับไม่กล้าถาม มันหันตัวกลับแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องของข้า

การรวมตัวครั้งนี้ฉุกละหุกเกินไป ทหารหลายๆนายแต่งกายยังไม่เรียบร้อย พวกเราจูงม้าศึกมาอยู่ใต้กำแพงเมือง มองขึ้นไปบนหัวเมือง มีทหารจำนวนมากกำลังจัดแต่งชุดเกราะ ข้าขึ้นมาบนหัวเมือง มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ท้องฟ้าได้มืดสนิทแล้ว ข้ามองอะไรไม่เห็นเลย แม้ว่าบนหัวเมืองจะมีคบเพลิงอยู่มาก แต่กลับส่องไปไม่ถึง

ฉีเลี่ยนำชุดเกราะมาให้ ข้าสวมใส่เรียบร้อย ถึงตอนนี้ไม่ต้องดูก็รู้สึกถึงเสียงการเคลื่อนทัพ

ขณะนี้ เหลยไป่ฮุยขี่ม้าวิ่งมา พร้อมตะโกนออกมาว่า “ทหารทุกนายระวัง หยิบอาวุธขึ้นมา เตรียมการตั้งรับ อย่าได้พลาดพลั้ง”

ข้าพิงตัวอยู่ที่ข้างกำแพง แสงไฟจากคบเพลิงรอบๆทำให้เหล่าทหารดูคล้ายมัจจุราช เกราะเหล็กเหล่านั้นไม่ได้เช็ดล้างมานาน รอยเลือดที่เกาะอยู่บนเกราะเหล็กสะท้อนแสงไฟออกมาหลายครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นความฝัน

ไม่รู้ว่าเป็นกองทัพอะไรที่มุ่งหน้ามายังเมืองเกาจิ้วในยามค่ำ หากเป็นทัพของศัตรูจริง กำแพงที่ใช้ป้องกันนั้นแตกหักไปหมดแล้ว แถมเสบียงทหารก็อยู่ได้อีกไม่กี่วัน พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนที่ล้อมเมืองกองทัพพันธมิตรพอดี ในใจของทหารทุกนายย่อมต้องรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง

กองกำลังทัพไกลจากตัวเมืองประมาณห้าลี้แล้ว ในยามมืดมองอะไรไม่เห็นเลย แต่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากบนพื้น ข้ากำลังจ้องมองไปที่พลังมืดนั่น ทันใดนั้น ด้านหลังมีคนกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านอู่โหว”

ข้าหันกลับไปมอง เห็นท่านอู่โหวกับองครักษ์ติดตามกำลังเดินขึ้นมาบนหัวเมือง พวกเราทั้งหลายรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “ท่านอู่โหว”

ท่านอู่โหวมองมาที่พวกข้า โบกมือแล้วพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ”

บนใบหน้าของท่านมีความโหดเหี้ยมปรากฏออกมา เขามองไปยังลู่กงสิงที่คุกเข่าอยู่แล้วกล่าวว่า “ขุนพลลู่ ค่ายทัพหน้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”

ลู่กงสิงตอบท่านไปว่า “ทหารจากค่ายทัพหน้ามีทั้งสิ้นหนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสามนาย อยู่ที่นี้หมดแล้วขอรับ”

ท่านอู่โหวกล่าวว่า “ดีมาก”

ท่านมองลงไปด้านล่าง คำรามหนักหน่วงแล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นอะไร เดี๋ยวจะให้พวกเจ้าจะรับรู้ถึงความร้ายกาจของทหารม้าแคว้นจักรพรรดิ”

ใจของข้าเต้นแรงขึ้นมา ฟังจากคำพูดของท่านอู่โหวแล้ว เหมือนจะเผชิญกับกองทัพที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

นี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องก็ได้ แม้ว่าภูมิประเทศของทางใต้จะไม่เป็นที่ราบ ไม่เหมาะกับการสู้รบด้วยม้าศึก แต่หากว่าพวกเราอยู่แต่ในเมืองแล้วใช้วิธีตั้งรับ กำแพงเมืองนี้ถูกพวกเราตีจนพังไปเสียเยอะ ใช้การไม่ได้ มิสู้เผชิญหน้ากับพวกมัน แต่ว่ากองกำลังนี้มาจู่โจมตอนที่พวกเราบุกตีเมืองแตกแล้วพอดี ได้เปรียบในเรื่องของเวลา ใช้แผนการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัวซึ่งเป็นแผนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตำราพิชัยสงคราม ทำไมพวกเขาจึงคาดการณ์ได้แม่นยำเช่นนี้?

ขณะนี้เอง องครักษ์ติดตามของท่านอู่โหวตั้งกระโจมชั่วคราวขึ้นมา ที่ปรึกษาทางทหารรวมถึงผู้เสนอแผนการล้วนเข้าไปข้างใน ข้าสังเกตเห็นว่า เกาเถี่ยชงไม่ได้เข้าไปด้วย

เหลยไป่ฮุยขี่ม้าเข้ามาถึงหน้ากระโจมชั่วคราวของท่านอู่โหว เขากระโดดลงจากม้าแล้วคุกเข่าลง กล่าวว่า “เรียนท่านอู่โหว ข้าน้อยได้แจ้งไปยังประตูทั้งสี่ทิศ เหล่าทหารได้เตรียมการตั้งรับไว้เรียบร้อยแล้ว”

ท่านอู่โหวอยู่ข้างในกล่าวว่า “ดี เจ้าไปพักก่อน”

เหลยไป่ฮุยยังไม่ทันได้ถอยลงไป ก็มีทหารสอดแนมวิ่งเข้ามาคุกเข่าอยู่หน้ากระโจม พูดด้วยอาการเหนื่อยหอบว่า “เรียนท่านอู่โหว กองกำลังนั้นตั้งค่ายไกลจากเมืองนี้เป็นระยะทางสองลี้ ทัพหน้ากำลังเคลื่อนพลต่อเนื่อง”

คงเป็นเช่นนั้นแหละ พวกเราอยู่บนหัวเมืองยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้น คำนวณจากเสียงนี้แล้ว น่าจะมีกำลังพลมากกว่าแสนนาย

ข้าพยายามไม่จินตนาการถึงลางร้ายพวกนี้ ในสมองกลับนึกถึงประโยคหนึ่งในตำราเจ็ดข้อสำคัญของการเดินทัพความว่า ทหารที่ทระนงตัวไม่ควรออกรบ ทหารล้าไม่ควรตั้งรับ ในการยกทัพของท่านอู่โหวครั้งนี้ ทหารทั้งหมดไม่เกินแสนนาย บุกโจมตีมาตลอดทาง แต่เสียทหารไปน้อยมาก เสียไปเพียงสี่พันนาย เรียกได้ว่าเหมือนไม่มีการสูญเสีย แต่ตอนนี้ ทหารทั้งหมดมีไม่ถึงหนึ่งแสนนาย หากฝ่ายตรงข้ามยกทหารมาแสนนาย พวกเราซึ่งมีทั้งความเหนื่อยล้าและทระนงตัว การจะตัดสินแพ้ชนะนั้นยากที่จะคาดเดาได้

ข้ามองไปรอบๆ ทุกๆคนล้วนมีสีหน้าหนักแน่น ไม่ค่อยมีอาการกระวนกระวาย

ก็ดี ข้าคิดไว้ว่า หากทุกคนล้วนมองแต่ในทางแง่ร้ายเช่นข้า ไม่ต้องสู้รบก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว

ข้ากัดฟันแน่น ไม่ว่าอย่างไร มาถึงขนาดนี้แล้ว ต่อให้เป็นทหารที่มีความทระนงตนก็ต้องลองสักตั้ง

ข้าคลำไปที่ดาบไป่ปี้ ไม่รู้ทำไม จู่ๆก็นึกถึงสองประโชคนั้นขึ้นมา ดาบตัดได้ทุกสิ่ง ยกเว้นตัดใจ

หนังสือแนะนำ